เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 250 ปูทางไว้พร้อมแล้ว

ฟรี บทที่ 250 ปูทางไว้พร้อมแล้ว

ฟรี บทที่ 250 ปูทางไว้พร้อมแล้ว


บทที่ 250 ปูทางไว้พร้อมแล้ว

ฉู่เพียนหรานมีเรือนผมสีดำขลับทิ้งตัวยาวดั่งน้ำตก นัยน์ตาสุกสกาวลึกล้ำ ราวกับได้ย้อนกลับไปยังยุคโบราณกาลที่เหล่าเทพเซียนโลดแล่นอยู่ นางเล่าเรื่องราวออกมาอย่างช้าๆ

สิ่งที่นางกล่าวถึงก็คือ วิธีการทะลวงด่านของ 'ผู้ใช้แรงงาน' ที่มีความพิเศษบางคน

ฉินหมิงรับฟังอย่างเงียบๆ จิตใจล่องลอยไปไกล

ในหมู่ผู้ใช้แรงงานมียอดฝีมือระดับสูงสุดอยู่หรือไม่? คำตอบคือมี แต่กระบวนการสร้างสรรค์นั้นโหดเหี้ยมทารุณเป็นอย่างมาก จำเป็นต้องเปลี่ยนกระดูกเทพเจ้า ปะติดผิวหนังเซียน จากนั้นก็นำไปใส่ไว้ในเตาหลอมอมตะเพื่อเคี่ยวกรำอีกยกใหญ่

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือวิธีการของผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณกาล ที่ไม่ได้มองผู้ใช้แรงงานเป็นมนุษย์ แต่มองว่านี่เป็นเหมือนกับการหลอมสร้างของวิเศษเสียด้วยซ้ำ

ท้ายที่สุด เมื่อผ่านกระบวนการเช่นนี้ ก็จะสามารถหลอมสร้าง 'กายาสงคราม' ระดับสุดยอดออกมาได้

แน่นอนว่า ผู้ใช้แรงงานที่มีความพิเศษเช่นนี้ส่วนใหญ่มักจะกลายเป็นหุ่นเชิด

เพราะการที่จะต้องถอดกระดูกเทพเจ้ามาใส่ให้ เสริมด้วยผิวหนังเซียน และวัสดุอื่นๆ ล้วนแต่เป็นของที่ล้ำค่าจนเกินเหตุ หากไม่สามารถนำมาใช้งานเพื่อตัวเองได้ร้อยส่วน ใครเล่าจะยอมทุ่มเทขนาดนั้น?

ฉินหมิงเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา พลางพยักหน้ารับเบาๆ บางครั้งก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง เพื่อขอคำชี้แนะอย่างละเอียด

ฉู่เพียนหรานรู้สึกประหลาดใจ ที่นางกล่าวถึงผู้ใช้แรงงานที่พิเศษเหล่านั้น ก็เพียงแค่อยากจะแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของเส้นทางสายนี้เท่านั้น ยิ่งมาถึงยุคปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว ก็ยิ่งไม่มีทางเดินต่อไปได้เลย

เพราะในยุคสมัยนี้ กระดูกเทพเจ้าและผิวหนังเซียนเป็นสิ่งที่ไม่อาจตามหาได้อีกแล้ว นอกเสียจากว่าจะเข้าไปล่าสิ่งมีชีวิตคล้ายเทพเจ้า หรือสิ่งมีชีวิตที่เข้าใกล้ความเป็นเซียนที่ยังมีชีวิตอยู่ในส่วนลึกของโลกแห่งหมอกราตรี

นางประหลาดใจมาก ที่อีกฝ่ายกลับดูเหมือนจะบรรลุความเข้าใจอะไรบางอย่าง ทำหน้าตาราวกับว่าได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลซะงั้น

ฉินหมิงเอ่ยถามต่อ "แล้วแสงสวรรค์จากนอกพิภพในยุคโบราณล่ะเป็นยังไงบ้างขอรับ? ยังมีแก่นแท้สะเก็ดดาว, ปราณสีม่วงจากนอกพิภพ และอื่นๆ อีก หากนำมาเทียบกับในยุคปัจจุบันแล้วเป็นยังไงบ้าง? มันเข้มข้นกว่า หรือว่าเบาบางกว่าขอรับ?"

บนใบหน้างดงามขาวผ่องของฉู่เพียนหรานประดับไปด้วยรอยยิ้ม นางตอบว่า "หากพูดถึงความเข้มข้น ก็คงจะพอๆ กันนั่นแหละ แต่ทว่า สิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนี้ ความจริงแล้วก็ถือว่าเป็นประเภทเดียวกัน ล้วนจัดเป็นสายย่อยของปราณแสงสวรรค์จากนอกพิภพทั้งสิ้น"

ฉินหมิงยิ่งฟังก็ยิ่งตาสว่าง ในแผนการฝึกฝนระดับต่อไปของเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุจากนอกพิภพที่สามารถนำมาหลอมรวมได้ทั้งสิ้น พอได้ยินนางบอกว่าทั้งหมดนี้สามารถนับเป็นปราณแสงสวรรค์ได้ แบบนี้มันก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่เลยล่ะ

"ปราณแสงสวรรค์ ก็สามารถแบ่งออกได้ตั้งหลายชนิดสินะ" เขารู้สึกว่าหนทางข้างหน้าเริ่มสว่างไสวชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว

ฉู่เพียนหรานกล่าว "ปราณแสงสวรรค์บางชนิดก็ค่อนข้างอ่อนโยน แต่บางชนิดก็ดุดันรุนแรงจนหาที่เปรียบไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะถูกนำมาใช้หลอมสร้างของวิเศษ"

ฉินหมิงพยักหน้ารับรัวๆ พลางครุ่นคิดถึงหนทางข้างหน้า แน่นอนว่าเขาไม่มีทางไปถอดกระดูกเทพเจ้า ปะติดผิวหนังเซียน เพื่อสับเปลี่ยนอวัยวะบางส่วนของตัวเองหรอก ผู้ใช้แรงงานที่มีความพิเศษในยุคโบราณอาจจะสามารถยกระดับความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้นๆ ก็จริง แต่ขีดจำกัดสูงสุดก็จะถูกปิดตายอย่างแน่นอน

เขานึกถึงข้อได้เปรียบบางอย่างของตัวเองขึ้นมาได้ คนอื่นหวาดกลัวแสงสวรรค์จากนอกพิภพ แต่เขากลับสามารถรองรับมันได้โดยตรง

ย้อนกลับไปตอนที่เขาอยู่ในเมืองฉีเสีย เขาเคยเข้าไปในวิหารโลหะอสนีบาต และเผชิญหน้ากับสสารอันดุดันรุนแรงพรรค์นั้นมาแล้ว!

ปราณแสงสวรรค์ที่ฝึกฝนออกมาจากร่างกายมนุษย์ หากนำไปเทียบกับแสงสวรรค์จากนอกพิภพแล้ว ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่มาก อย่างแรกย่อมมีความอ่อนโยนมากกว่า

คนอื่นๆ มักจะอาศัยดอกไม้สามสี, กิ่งหลิงมู่ห้าสี, ผลที่ร่วงหล่น และของวิเศษอื่นๆ เพื่อค่อยๆ ดูดซับแสงสวรรค์จากนอกพิภพทีละนิด ทว่าเขากลับสามารถเผชิญหน้ากับแหล่งกำเนิด และรับการชำระล้างที่รุนแรงที่สุดได้โดยตรง

ในแผนการดั้งเดิมของฉินหมิง เขาคิดจะใช้แก่นแท้สะเก็ดดาว, พลังด้านลบจากปฐพี และอื่นๆ มาขัดเกลาปราณแสงสวรรค์ แต่ต่อมาเขาก็รู้สึกว่า การหลอมรวมเข้าไปชั่วคราวก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร หลังจากนั้นค่อยไปหาสถานที่อย่างวิหารโลหะอสนีบาต เพื่อเคี่ยวกรำอย่างหนักหน่วง แล้ว "ผ่า" เอาสารพิษออกไป "ชำระล้าง" ให้สะอาดหมดจด

ตอนนี้ หลังจากที่ฉินหมิงได้ยินคำพูดเหล่านั้นของฉู่เพียนหราน เขาก็หูตาสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที

ในเมื่อแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าแก่นแท้สะเก็ดดาว หรือปราณสีม่วงจากนอกพิภพ ต่างก็จัดอยู่ในสายย่อยของปราณแสงสวรรค์ เช่นนั้นก็ยิ่งไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้ว สิ่งเหล่านี้แหละคือกำดูกเทพเจ้าและผิวหนังเซียนของเขา!

สำหรับคนอื่นแล้ว สิ่งเหล่านี้คือของต้องห้ามที่ไม่อาจเข้าใกล้ได้ เพราะมีพลังด้านลบหนาแน่นเกินไปจนอาจทำลายกายเนื้อได้ ทว่าเขากลับไม่เกรงกลัวการกัดกร่อนของปราณแสงสวรรค์มาตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางผลัดกายแล้ว

เขาสามารถนำมันมาหลอมรวมก่อนได้ แล้วค่อยนำไปเคี่ยวกรำในภายหลัง

แน่นอนว่า เขาไม่จำเป็นต้องกลับไปเมืองฉีเสียเพื่อเข้าวิหารโลหะอสนีบาตหรอก เพราะในเมืองคุนหลิงแห่งนี้ก็มีหอคอยทะลวงสวรรค์อยู่ไม่น้อย ซึ่งเขาและเสี่ยวอู๋ก็เห็นมันตั้งแต่หอบสังขารมาถึงในวันแรกแล้ว

หอคอยสูงเหล่านี้ ในยามปกติก็มีไว้สำหรับรองรับอสนีเพลิงและแสงสวรรค์จากนอกพิภพ พวกคนของเส้นทางแห่งเซียนมักจะอาศัยมันมาใช้หลอมสร้างของวิเศษ

นอกจากนี้ แก่นแท้ของเคล็ดวิชาคัมภีร์ผ้าไหมที่เขาฝึกฝน ก็ยังสอดคล้องกับวิธีนี้อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ถึงขนาดมีปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งเคยทิ้งข้อความไว้ในคัมภีร์ผ้าไหม หลังจากด่าทอสบถอยู่นาน ก็ได้เน้นย้ำประโยคสำคัญเอาไว้ว่า "เคล็ดลับมีคำเดียวคือ 'หลอม' "

"นอกจากจะแสวงหาพลังจากภายในแล้ว ก็ยังต้องหยิบยืมพลังจากภายนอกด้วย" นี่คือความเข้าใจที่เขาได้รับมาตั้งแต่ตอนอยู่ระดับแรกของเส้นทางผลัดกาย

สำหรับในขั้นตอนปัจจุบันนี้ มันก็ยังคงนำมาประยุกต์ใช้ได้อยู่

เขาไม่เพียงแต่ต้องฝึกสุดยอดเคล็ดวิชาและหลอมรวมมันเข้ามา แต่ยังต้องนำปราณแสงสวรรค์ร้ายกาจชนิดต่างๆ มาหลอมรวมเข้าด้วยกันอีกด้วย

นอกจากนี้ เขายังมีแนวคิดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคืออสนีเพลิงผสานกัน มังกรและพยัคฆ์มาบรรจบ เพื่อหลอมสร้างโอสถภายใน เขาเคยอาศัยวิธีนี้ นำปราณแสงสวรรค์ทั้งหมดมาหลอมประหนึ่งโอสถ ทำให้พวกมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยแก้ปัญหาแอบแฝงของเคล็ดวิชาคัมภีร์ผ้าไหมได้

ตอนนี้ เขาสามารถนำมันมาเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

‘หลอมรวมสุดยอดเคล็ดวิชาใหม่ นำสสารแสงสวรรค์ชนิดใหม่อย่างแก่นแท้สะเก็ดดาวเข้ามาหลอม มังกรพยัคฆ์ผสานโอสถ หลอมสร้างเป็นโอสถทองคำภายในร่าง จากนั้นก็ระเบิดมันออก เพื่อให้มันสะท้อนกลับมาบำรุงร่างกายของตัวเอง’

ในขณะเดียวกัน เขาก็ขบคิดไปด้วยว่า การจะหลอมภายในเช่นนี้ จำเป็นต้องควบคุมเปลวเพลิงแห่งโลก, อสนีเพลิง และแสงสวรรค์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ

วิชาอย่าง 'อสนีเพลิงตำหนักม่วง' และ 'วิชาเบญจอสนีหลอมอวัยวะ' ที่เขาเชี่ยวชาญ หลังจากที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับที่สองแล้ว มันก็เริ่มจะดูไม่ค่อยมั่นคงสักเท่าไหร่ ในวันข้างหน้า เมื่อระดับพลังของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ วิชาเหล่านี้ก็คงจะไม่เพียงพอที่จะรองรับการหลอมภายในของเขาได้อีกต่อไป

ชั่วพริบตานั้น ฉินหมิงก็นึกถึง 'วิชากระจกเทวะแปดทัศนียภาพ' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาในตำนานขึ้นมาทันที

ไม่ว่าจะเป็นอสนีเพลิงตำหนักม่วง หรือเบญจอสนีหลอมอวัยวะ ล้วนถูกครอบคลุมไว้ในวิชานี้ทั้งสิ้น

คัมภีร์ระดับสุดยอดบนเส้นทางผลัดกายเล่มนี้ ยังไม่สูญหายไปไหน แต่น่าจะตกไปอยู่ในมือของแดนเซียนแห่งฟางไว่ คราวก่อนตอนที่พวกนั้นมาท้าประลองที่สำนักปราณหกวิถี 'คัมภีร์สยบเซียน' ที่พวกนั้นใช้ ก็มีกลิ่นอายของวิชานี้แฝงอยู่อย่างเข้มข้นเลยทีเดียว

"ตอนนี้ยังไม่มีก็ไม่เป็นไร ชั่วคราวยังไม่จำเป็นต้องใช้หรอก"

แต่ทว่า แนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ของเขา ล้วนต้องอาศัยพรสวรรค์มารองรับแบบฝืนรับแรงกระแทกล้วนๆ

สำหรับคนทั่วไปแล้ว ย่อมไม่มีทางต้านทานการกัดกร่อนโดยตรงของแสงสวรรค์จากนอกพิภพได้เลย

ในตอนนี้ ฉินหมิงก็ไม่มีปัญญาทำให้วิชานี้กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปสามารถฝึกฝนได้ ทำได้เพียงยกระดับตัวเองไปก่อน รอให้มีความแข็งแกร่งมากพอ แล้วค่อยคืนสู่จุดกำเนิด เพื่อหาวิธีตีความและวิเคราะห์มันอีกที

ฉินหมิงและฉู่เพียนหรานพูดคุยกันอยู่นาน จนเป็นที่จับตามองของใครหลายคน อันที่จริงแล้ว เมล็ดพันธุ์เซียนและเมล็ดพันธุ์เทพคนอื่นๆ ต่างก็อยากจะสนทนาธรรมกับผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งที่สุดจากสำนักเทพเซียนโบราณด้วยกันทั้งนั้น

ในจำนวนนี้ก็รวมถึงชุยชงเหอและซูซืออวิ้นด้วย ทั้งหมดต่างก็มีสีหน้าแปลกประหลาด แม้แต่หลีชิงเยว่ที่เพิ่งเดินทางมาถึง ก็ยังเหลือบมองมาทางนี้อยู่หลายครั้ง

นอกจากนี้ยังมีคนจากยุคโบราณที่มองมาด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่นิดๆ เขาคือจ้าวซูอวี่ ศิษย์หลักของสำนักเทพเซียนโบราณ และเป็นหนึ่งในผู้คลั่งไคล้ฉู่เพียนหราน

เขาอยู่ในจุดสูงสุดของระดับที่สาม มีความแข็งแกร่งสูงส่งมาก คราวก่อนตอนที่ฉู่เพียนหรานพ่ายแพ้ฉินหมิงอย่างเฉียดฉิว เขาก็เคยไล่ล่าตามออกมา และฟันดาบใส่อย่างสุดกำลังไปหลายกระบวนท่า

ระหว่างที่จ้าวซูอวี่พูดคุยกับคนของเส้นทางแห่งเซียน เขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า "ในยุคสมัยของพวกเจ้า ผู้ใช้แรงงานผงาดขึ้นฟ้ากันหมดแล้วหรือไง? ถึงขนาดสามารถใช้ระดับพลังเดียวกันมากดข่มเมล็ดพันธุ์เซียนได้เชียวหรือ?"

"ระวังคำพูดของเจ้าหน่อย หากยังกล้าลบหลู่ศิษย์ของทางนี้อีกระวังจะมีคนซัดเจ้าให้กระเด็นกลับยุคโบราณไปเลยนะ!" เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านมาพูดแทรกขึ้น

รูปร่างหน้าตาของเขาดูแปลกประหลาด มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็น "คนพิสดาร" หัวโตเท่ากะละมัง ขาใหญ่เท่าเสา มือใหญ่ราวกับพัดใบลาน ผมสีดำขลับชี้ฟูราวกับเข็มเหล็ก ปากกว้าง จมูกเหลี่ยม คิ้วหนา ตาโต

"เจ้าเป็นใคร?" จ้าวซูอวี่เอ่ยถาม

"ศิษย์ที่ถูกขับไล่ของสำนักตถาคต เซี่ยงอี้อู่"

ทันใดนั้น จ้าวซูอวี่ก็หุบปากเงียบกริบ

ในช่วงสองวันมานี้ หูของเขาได้ยินเรื่องราวต่างๆ จนแทบจะด้านชาไปหมดแล้ว ศึกใหญ่ระหว่างบรรดาปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งของเส้นทางผลัดกายและเส้นทางแห่งเซียน สั่นสะเทือนไปทั่วโลกแห่งหมอกราตรี มีหรือที่เขาจะไม่รู้จักตถาคตและฉิงเทียน

หลังจากที่ฉินหมิงผละจากฉู่เพียนหราน เขาก็เดินตรงมาหาเซี่ยงอี้อู่

"พี่เซี่ยง!"

"ข้าควรจะเรียกเจ้าว่าพี่ฉิน หรือพี่หลีดีล่ะ?" เด็กหนุ่มร่างยักษ์ใหญ่เอ่ยถามกลั้วเสียงหัวเราะ

เขาฝึกฝนจนมี "เนตรปัญญา" สามารถมองทะลุเห็นความจริงได้ ดังนั้น การปลอมตัวของฉินหมิงในวันนั้นจึงไม่อาจตบตาเขาได้

ไม่นานนัก ทั้งสองก็เริ่มสนทนากันอย่างถูกคอ ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เจอกันครั้งแรก พวกเขาก็รู้สึกคุ้นเคยกันราวกับสหายเก่าอยู่แล้ว

"อยากแลกเปลี่ยนคัมภีร์กันไหม?"

"แลกสิ!"

ฉินหมิงรู้สึกว่าหมอนี่ช่างนิสัยถูกโฉลกกับเขาซะจริงๆ เดิมทีเขาก็มีความคิดแบบนี้อยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนเอ่ยปากเสนอขึ้นมาก่อนเลย

ในฐานะที่เป็นอัจฉริยะวัยเยาว์บนเส้นทางผลัดกายเหมือนกัน ทั้งสองคนจึงมีเรื่องให้พูดคุยกันเยอะแยะไปหมด

ฉินหมิงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกล่าวถึงปัญหาการตัดสินใจในระดับที่สอง รวมไปถึงความยากลำบากในการรวบรวมสสารกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ

"ที่คุนหลิงนี่มีถ้ำอาถรรพ์อยู่แห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีสสารวิเศษต่างๆ ครบครันเลยล่ะ แต่มันอันตรายสุดๆ ไปเลยนะ" เซี่ยงอี้อู่เล่าข้อมูลนี้ให้ฟัง

คุนหลิง ถือเป็นเขตแดนที่ค่อนข้างพิเศษ มีทั้งดินแดนต้องห้าม, ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และถ้ำอาถรรพ์อยู่ร่วมกัน แถมยังมีเมืองอวี้จิงที่หายสาบสูญไปแล้วอีกด้วย เต็มไปด้วยตำนานเล่าขานมากมาย

ฉินหมิงสนใจเป็นอย่างมาก จึงซักไซ้ไล่เลียงอย่างละเอียด

เพียงชั่วพริบตาเดียว เขาก็แทบอยากจะพุ่งตัวไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย เขารู้สึกว่าที่นั่นจะต้องมี "สสารราตรี" ที่เขาต้องการอย่างแน่นอน

เซี่ยงอี้อู่เล่าว่า ที่นั่นไม่ได้มีแค่พลังด้านลบจากปฐพี หรือพลังด้านลบหยินเท่านั้น แต่ยังมีพลังด้านลบสะเก็ดดาวจากนอกพิภพอยู่อีกด้วย แถมยังมีหลากหลายชนิด น่าจะมีพลังด้านลบระดับตำนานซ่อนอยู่ด้วยซ้ำ

สิ่งที่เรียกว่าพลังด้านลบสะเก็ดดาว หมายถึงสสารที่มาจากนอกพิภพ บางทีอาจจะนับเป็นปราณแสงสวรรค์ชนิดหนึ่งด้วยก็ได้!

ฉินหมิงพบว่า ปัญหาที่คอยกวนใจเขามาตลอด สามารถแก้ได้ในบริเวณใกล้เคียงกับคุนหลิงนี่เอง เขาอยากจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้เลย เพื่อสร้างความก้าวหน้าในระดับที่สองให้ได้

เพียงแต่ไม่รู้ว่า แผนการต่างๆ ของเขา จะสามารถร่นระยะเวลาในการฝึกฝนของระดับปราชญ์ภายนอกลงไปได้อย่างมหาศาลหรือไม่

เขาไม่ได้ต้องการแค่ปราณแสงสวรรค์ที่มีอานุภาพร้ายกาจเท่านั้น แต่ยังอยากจะผงาดขึ้นมาให้เร็วที่สุดด้วย

ในตอนนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังลอบประเมินฉินหมิงอยู่อย่างเงียบๆ อย่างเช่น ลั่วเหยา หญิงสาวชุดขาวจากแดนเซียน แถมเธอยังกำลังเดินเข้ามาใกล้เขาอีกด้วย

ทว่า เมื่อนางเหลือบไปเห็นหญิงสาวชุดดำคนหนึ่ง นางก็ชะงักฝีเท้าลงทันที สีหน้าดูไม่สบอารมณ์นัก เพราะคนผู้นั้นเคยใช้ของวิเศษระดับสุดยอดดักโจมตีพี่สาวของนางมาก่อน

ถังจิ่นรับรู้ได้ จึงหันขวับกลับไปมองนาง พลางเอ่ยถาม "พี่สาวเจ้ามาหรือยังล่ะ? ข้าคิดถึงนางใจจะขาดอยู่แล้วเนี่ย"

"นางกำลังจะมาเดี๋ยวนี้แหละ!" ลั่วเหยาตอบกลับไปอย่างแข็งกร้าว

……

"เจ้านกน้อย ทำไมเจ้าถึงเอาแต่พูดจาสรรเสริญเยินยอเขานักล่ะ เจ้ากับเขารู้จักกันงั้นรึ?" ในที่ไกลออกไป ม้าอสนีม่วงที่จำแลงกายเป็นมนุษย์ มีทรวดทรงองค์เอวโค้งเว้าเย้ายวน เรือนผมสีม่วงทิ้งตัวสลวยเต็มแผ่นหลัง ท่าทางดูเกียจคร้านไม่เบา นางกำลังถือแก้วทรงสูง จิบสุราเลิศรสเบาๆ แววตาดูเหม่อลอยเล็กน้อย

นกพูดได้รีบส่ายหัวดิก พลางละล่ำละลักตอบ "ไม่รู้จักขอรับ สาเหตุหลักก็คือพวกเรามาจากเขตแดนภูเขาขาวดำเหมือนกัน ข้าเลยรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวเขาเป็นอย่างมาก"

เด็กสาวที่จำแลงกายมาจากม้าอสนีม่วง ไม่มีความประทับใจที่ดีต่อภูเขาขาวดำเลยแม้แต่น้อย ที่นั่นนางเคยถูกคนลอบขึ้นขี่หลังถึงสองครั้งสองคราอย่างน่าฉงน ซึ่งนางถือว่าเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดไม่ได้ แถมจนป่านนี้ก็ยังตาม "จับตัวคนร้าย" ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ!

เด็กสาวผมม่วงแกว่งแก้วผลึกที่บรรจุสุราเลิศรสไปมา พลางเอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจนัก "โอ้ เมื่อก่อนเขามีชื่อเสียงโด่งดังมากที่นั่นเลยงั้นรึ?"

นกพูดได้ยืนอยู่บนโต๊ะ ใช้ปีกทั้งสองข้างประคองจอกสุราเล็กๆ เอาไว้ มันกำลังดื่มสุราอยู่เช่นกัน แถมยังออกอาการเมามายได้ที่แล้วด้วย

มันพยักหน้ารับอย่างจริงจัง พลางกล่าว "ตอนที่เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางผลัดกาย เขาก็เคยกำจัดภัยพาลให้ชาวบ้าน บุกเดี่ยวไปถล่มสันเขาไก่ทองจนราบเป็นหน้ากลอง หลังจากนั้นเขาก็ยังไปดักซุ่มรอพวกกลุ่มโจรทองคำ แล้วกวาดล้างพวกมันจนสิ้นซากอีกด้วย"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หลังจากที่มันโลภมากกระดกสุราเข้าไปจนเมามาย สมองก็เริ่มรวน ไม่ได้เฉลียวฉลาดเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

"ว่าไงนะ?!" บนใบหน้างดงามของเด็กสาวผมม่วง ในตอนแรกก็ดูเหม่อลอย จากนั้นก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง และในท้ายที่สุดก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างเกรี้ยวกราด นางถึงกับของขึ้นจนผมแทบจะชี้ฟูเลยทีเดียว

คดีค้างคาที่ค้างเติ่งมานานนม ดันมาคลี่คลายเอาในวันนี้เนี่ยนะ? ชั่วพริบตานั้น นัยน์ตาสีม่วงของนางก็ลุกเป็นไฟ นางหันขวับกลับไปจ้องมองเด็กหนุ่มผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้าบนเส้นทางผลัดกายคนนั้นทันที!

นกพูดได้เรอออกมาดังเอิ๊ก พลางใช้ปีกเล็กๆ ตบปากจงอยของตัวเองไปหลายฉาด ร้องครวญครางอย่างสุดแสนจะขมขื่น "จบเห่แล้ว ปากพล่อยซะได้ ท่านเจ้าแห่งขุนเขา ข้าขอโทษ"

จบบทที่ ฟรี บทที่ 250 ปูทางไว้พร้อมแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว