เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ฟรี บทที่ 170 รวมอัจฉริยะ

ฟรี บทที่ 170 รวมอัจฉริยะ

ฟรี บทที่ 170 รวมอัจฉริยะ


บทที่ 170 รวมอัจฉริยะ

ท่ามกลางหมอกราตรี กลุ่มวัยรุ่นชายหญิงกำลังถกเถียงกันอย่างเมามัน พวกเขาต่างตั้งตารอที่จะได้ไปเหยียบแผ่นดินคุนหลิง

แน่นอนว่าเรื่องที่พวกเขาสนทนากันมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นเรื่องสัตว์มงคลนั่นแหละ

เด็กหนุ่มชุดเหลืองคนหนึ่งพูดสาดน้ำเย็นใส่ “พวกเจ้าจะตื่นเต้นอะไรกันนักหนา สัตว์มงคลมันฆ่าง่ายขนาดนั้นเลยรึไง แถมยังเป็นสัตว์โบราณด้วยนะ อยู่มาได้ตั้งนานขนาดนั้นโดยไม่เป็นอะไรเลย แสดงว่ามันต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแน่ๆ”

หลายคนพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับคำพูดของเขา

เห็นได้ชัดว่า คนกลุ่มนี้ทำการบ้านมาอย่างดี ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับคุนหลิงมาพอสมควรก่อนจะเดินทาง

เด็กสาวชุดเขียวเอ่ยขึ้น “แต่คราวนี้อาจจะมีลุ้นนะ พวกผู้อาวุโสจากสถานศึกษาและอารามต่างๆ จะร่วมมือกัน ถือว่าเป็นการเปิดศึกบุกเบิกครั้งใหญ่เลยล่ะ”

สัตว์มงคลอาศัยอยู่บริเวณรอบนอกของดินแดนต้องห้าม อารามและสถานศึกษาใหญ่ๆ ต่างก็อยากจะบุกเบิกที่นั่นมาหลายปีแล้ว แต่ก็ระมัดระวังมาตลอด คราวนี้ดูเหมือนจะเอาจริงซะที

“พื้นที่รอบนอกของดินแดนต้องห้ามเป็นที่ราบสูง อุดมไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด เผลอๆ อาจจะมีดินแดนลี้ลับซ่อนอยู่ด้วยซ้ำ แต่ปกติไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้หรอก นอกจากสัตว์มงคลแล้ว ที่นั่นยังมีพวกปีศาจร้ายอีกเพียบ พวกเราก็น่าจะมีโอกาสได้ลงสนามไปช่วยกวาดล้างพวกสัตว์ประหลาด ถือเป็นการบุกเบิกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ใครทำผลงานดีก็อาจจะได้ส่วนแบ่งเลือดสัตว์มงคล เอาไปยกระดับรากฐาน หรือไม่ก็ใช้เพื่อผลัดกายได้เลยนะ”

หลายคนประหลาดใจ คุนหลิงมันใหญ่ขนาดนั้นเลยรึ?

ฉินหมิงเองก็เหมือนกัน ฟังแล้วก็มึนๆ งงๆ

“คุนหลิงพื้นที่ไม่เล็กเลยนะ แถมยังพิเศษสุดๆ มีดินแดนต้องห้ามถึงสามแห่ง อยู่กระจุกตัวกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ในขณะเดียวกันก็มีอารามและสถานศึกษาชั้นสูงตั้งอยู่เป็นสิบๆ แห่ง นี่ก็โคตรบ้าบอพอแล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้น ที่นั่นยังมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซ่อนอยู่อีกตั้งสองแห่ง เหนือความคาดหมายสุดๆ”

เพราะดินแดนต้องห้ามมันเยอะ สามจักรวรรดิใหญ่อย่างต้าอวี๋, ต้าเฉียน, และต้าลุ่ย ถึงแม้จะมีอาณาเขตติดกัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าฮุบพื้นที่ตรงนั้นไว้

ตามที่บันทึกไว้ใน ‘บันทึกสิบดินแดนโพ้นทะเล บทจวี๋คู’ ระบุว่า: คุนหลิง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลตะวันตก และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลเหนือ ห่างจากฝั่งหนึ่งแสนสามหมื่นลี้

ฉินหมิงเหม่อลอย พอได้ยินเด็กสาวสองคนข้างๆ คุยกันเรื่อง ‘บันทึกสิบดินแดนโพ้นทะเล’ ก็รู้สึกว่าบันทึกนี้น่าจะรวมเอาพื้นที่บางส่วนในส่วนลึกของโลกหมอกราตรีเข้าไปด้วยแน่ๆ

“ยุคแห่งการบุกเบิกครั้งยิ่งใหญ่ยังมาไม่ถึง พวกเราก็จะได้เป็นแนวหน้าไปบุกเบิกดินแดนต้องห้ามซะแล้ว น่าตื่นเต้นจริงๆ ข้าขอเป็นหน่วยกล้าตายทะลวงฟันเลย!” เด็กหนุ่มชุดดำผู้เลือดร้อนถูมือไปมา สีหน้าตื่นเต้นสุดขีด

มีคนหัวเราะเยาะ “ตื่นเถอะไอ้หนุ่ม เลือดร้อนขนาดนี้ เอ็งอาจจะได้เป็นแนวหน้าไปเป็นปุ๋ยในป่าก่อนเพื่อนนะ”

“สัตว์มงคล มันฆ่าง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” เด็กสาวชุดขาวกระซิบถาม

มีคนตอบ “ตอนที่มันปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในอดีต มีปราณสีม่วงลอยมาจากทิศตะวันออก คนเลยเรียกมันว่าสัตว์มงคล แต่จริงๆ แล้วมันสร้างความฉิบหายได้มากกว่าพวกปีศาจดึกดำบรรพ์ซะอีก ก็เหมือนกับพวกสิ่งมีชีวิตคล้ายเทพเจ้านั่นแหละ ถึงจะมีคำว่าเทพเจ้าติดมา แต่พอโผล่มาทีไร ส่วนใหญ่ก็มีแต่ความหายนะทั้งนั้น และไอ้สัตว์มงคลตัวนี้น่ะ ความจริงก็คือหนึ่งในสิบจอมวายร้ายแห่งคุนหลิงเลยล่ะ”

ตอนนั้นเอง ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งใช้พลังจิตที่แข็งแกร่งมากส่งเสียงกระจายข่าว “ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปคุนหลิงโปรดทราบ เรือเหาะวิหคเพลิง (จูเชว่) กำลังเปิดให้ขึ้นเรือแล้วค่ะ”

ทันใดนั้น กลุ่มวัยรุ่นที่กำลังสนทนากันอย่างเมามันก็ลุกขึ้นยืน พากันเดินตรงไปยังเรือเหาะขนาดยักษ์สีแดงเพลิงที่อยู่ไกลออกไป

เป็นอย่างที่คิด กลุ่มวัยรุ่นส่วนใหญ่เดินทางไปลำเดียวกัน แถมยังมีวัยรุ่นรุ่นราวคราวเดียวกันโผล่มาอีกเพียบ บางคนก็ออกมาจากห้องรับรองระดับสูง บางคนก็เพิ่งจะมาถึง

ตัวเรือใหญ่โตมโหฬาร มีอักขระสลักไว้ถี่ยิบ

ตอนกำลังขึ้นเรือ ฉินหมิงเห็นคนกำลังขนย้ายแหล่งพลังงานประหลาดๆ รูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป๊ะๆ ไม่เปล่งประกายสีเงินขาว ก็ส่องประกายสีทองแวววาว ดูสวยงามมาก

ถ้าไม่รู้มาก่อน คงนึกไม่ถึงเลยว่านี่คือท่อนไม้ที่ถูกตัดแบ่งมาจากต้นไม้

“ผู้โดยสารทุกท่าน เรือเหาะวิหคเพลิงจะออกเดินทางจากเมืองชีเสีย และลงจอดที่มหานครคุนหลิง ระยะทางทั้งหมดสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยลี้”

ถ้าเทียบกับพวกสัตว์ประหลาดระดับสูงแล้ว ความเร็วระดับนี้ถือว่าเต่าคลานมาก

แต่ทุกคนก็ทำใจไว้แล้ว แถมพวกเขาไม่ได้มานั่งเรือเพราะรีบร้อนซะหน่อย แต่มีจุดประสงค์อื่นต่างหาก ระหว่างทางเรือเหาะวิหคเพลิงจะลอยลำอยู่กลางฟ้ายามค่ำคืน เผลอๆ อาจจะรองรับ “หยาดน้ำค้างสวรรค์” มาได้ด้วย

นั่นมันน้ำทิพย์ที่พวกปรมาจารย์จากโลกฟางไว่เอาไว้ดื่มแทนน้ำเปล่าเลยนะ

สามเค่อต่อมา (ประมาณ 45 นาที) เรือเหาะวิหคเพลิงก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในความมืดมิดยามค่ำคืน

มองไปรอบๆ ในห้องโดยสารมีที่นั่งกว่าห้าร้อยที่ อย่างน้อยสี่ร้อยที่ก็เป็นพวกวัยรุ่นหน้าใส พลังเหลือล้นกันทั้งนั้น บรรยากาศในห้องโดยสารเลยคึกคักสุดๆ

นอกจากนี้ยังมีห้องโดยสารระดับสูง ที่มีทั้งเตียงนอนและห้องน้ำในตัวด้วย

แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว แค่เดินทางสามวัน นั่งเก้าอี้ธรรมดาก็เหลือเฟือแล้วล่ะ

ฉินหมิงพบว่า ตั๋วเรือที่เมิ่งซิงไห่ให้มา เป็นตั๋วห้องพักระดับสูง แต่ก็มีที่นั่งในห้องโดยสารธรรมดาให้ด้วย คงอยากให้เขาได้สัมผัสบรรยากาศหลายๆ แบบล่ะมั้ง

เขาเลือกที่จะนั่งในห้องโดยสารรวมไปก่อน นั่งฟังพวกรุ่นเดียวกันสนทนา จะได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับคุนหลิงให้ได้เยอะๆ

พอคุยเรื่องสัตว์มงคลจบ วัยรุ่นบางคนก็วกกลับมาเรื่องพวกสัตว์ประหลาด

“ตั้งแต่ยุคบุกเบิกครั้งใหญ่เป็นต้นมา โดยรวมแล้วพวกสัตว์ประหลาดก็อยู่ร่วมกับเราได้อย่างสันติแล้วนะ”

มีคนพยักหน้าเห็นด้วย “ก็แหงล่ะ พวกที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ก็ถือว่าเป็นปีศาจร้าย เดี๋ยวก็โดนกวาดล้างจนสูญพันธุ์ไปเองแหละ”

“อย่าหัวเราะไป หัวข้อนี้มันหนักหน่วงนะเว้ย ลองนึกย้อนไปสมัยก่อนสิ พวกเราแทบจะสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ กว่าจะตั้งหลักได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น เพราะงั้นเวลาจัดการพวกปีศาจก็ต้องเหี้ยมโหดเป็นธรรมดา”

มีคนยกตัวอย่างว่า พวกสัตว์ยักษ์ที่อันตรายสุดๆ ในยุคแรกๆ หรือพวกพืชที่ใหญ่โตราวกับภูเขา ตอนนี้แทบไม่เห็นแล้ว นั่นก็เป็นผลมาจากการต่อสู้ดิ้นรนอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งนั้น

“เดี๋ยวนี้ พวกสัตว์ประหลาดในป่าลึก ก็มีกระทบกระทั่งกับคนข้างนอกบ้างประปราย แต่พวกที่กล้าบุกมาถล่มเมืองน่ะ รับรองว่าไม่มีทางมีชีวิตรอดกลับไปได้หรอก โดนกวาดล้างจนสิ้นซากแน่นอน เพราะงั้น ช่วงนี้สัตว์ประหลาดหลายเผ่าพันธุ์ ก็เลยพยายามจำแลงกายเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้แฝงตัวเข้ามากลมกลืนกับพวกเราไง อ๊ะ โทษทีนะ ไม่ทันสังเกตว่าข้างๆ ข้ามีแม่นางจิ้งจอกนั่งอยู่ด้วย แหม ปากเสียจริงๆ เลยข้าเนี่ย”

ไอ้หนุ่มที่กำลังพล่ามอยู่นั้น เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าที่นั่งข้างๆ มีหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่มีหางจิ้งจอกสีขาวราวหิมะนั่งอยู่

“ไม่เป็นไรหรอก มนุษย์หลายคนก็กำลังกลายร่างเป็นสัตว์ เดินบนเส้นทางการกลายพันธุ์เหมือนกัน มีเจ้าอยู่ในตัวข้า มีข้าอยู่ในตัวเจ้า มันเป็นเรื่องปกติจะตาย” สาวจิ้งจอกตอบอย่างใจเย็น ผิวพรรณนางขาวผ่อง หางจิ้งจอกสีขาวช่วยเสริมให้นางดูมีเสน่ห์ลึกลับไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

จากนั้นนางก็พูดต่อ “อันที่จริง แม้แต่พวกผู้บุกเบิกเส้นทางของพวกเจ้า ก็มีคนที่กลายร่างเป็นสัตว์เหมือนกันนะ อืมม ในหมู่สัตว์ประหลาดอย่างพวกเรา บางตัวที่แปลงเป็นคนแล้ว กลับกลายไปเป็นระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง หรือผู้อาวุโสระดับสูงของพวกเจ้าซะงั้น มนุษย์กับสัตว์ประหลาดเดี๋ยวนี้แยกกันไม่ออกแล้วล่ะ”

ทันใดนั้น ก็มีคนสวนกลับทันควัน เพราะไม่อยากจะเชื่อเรื่องแบบนี้ “เป็นไปไม่ได้ พวกผู้บุกเบิกเส้นทาง หรือระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง จะเป็นสัตว์ประหลาดไปได้ยังไง?”

ฉินหมิงนั่งฟังเงียบๆ ถึงจะเชื่อไม่ได้เต็มร้อย แต่ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาไม่น้อยเลย

ในขณะเดียวกัน ที่นอกเมืองฉีเสีย นกพูดได้สะพายห่อผ้าเล็กๆ บินเข้าไปในป่าลึก มันบ่นพึมพำกับตัวเอง “ท่านเจ้าแห่งขุนเขา นกน้อยอย่างข้า ก็จะไปศึกษาหาความรู้เหมือนกันนะ”

แววตาของมันมุ่งมั่นมาก “ข้าจะใช้วิธีอ้อมไปก่อน ไปสมทบกับพวกพ้องที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วค่อยไปขอติดตามท่านม้าอสนีม่วง พวกนั้นบอกว่าที่คุนหลิงมีเลือดสัตว์มงคล ข้าก็ต้องตามไปร่วมด้วยเหมือนกัน”

ท่ามกลางหมอกราตรีหนาทึบ เรือเหาะวิหคเพลิงลำมหึมาที่มีอักขระสลักไว้ละเอียดยิบกำลังบินฝ่าท้องฟ้ากว้างใหญ่ ก่อให้เกิดกระแสลมกรรโชกแรง

หลังจากการโต้เถียงกันสั้นๆ เด็กวัยรุ่นในห้องโดยสารหลายคนก็เริ่มทำความรู้จักกัน คนที่กล้าเดินทางไกลสองหมื่นลี้เพื่อไปเรียนหนังสือคนเดียวแบบนี้ คงไม่มีพวกคุณหนูคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรอก

แน่นอนว่า ด้วยความที่เป็นวัยรุ่น ก็ย่อมหนีไม่พ้นการขี้โม้ ท้าประลอง หรือแม้แต่การชิงดีชิงเด่นกันบ้าง

รอบๆ ตัวเด็กสาวหน้าตาสะสวยโดดเด่นไม่กี่คน ก็ย่อมมีเด็กหนุ่มมารุมล้อมเป็นธรรมดา คอยถามไถ่ว่าจะไปเข้าเรียนที่สถานศึกษาหรืออารามไหน

“เฮ้อ ข้าดันไปแพ้ในการประลองครั้งสำคัญเข้า ก็เลยไม่ได้เข้าสถานศึกษาที่อยากเข้าที่สุดเลย” เด็กหนุ่มชุดดำคนหนึ่งถอนหายใจ สีหน้าดูผิดหวังสุดๆ

“สหาย แล้วเจ้าจะไปเรียนที่ไหนล่ะ?” มีคนอดถามไม่ได้

เด็กหนุ่มชุดดำ ซุนเถิง ถอนหายใจ “ก็คงต้องไปอารามเทียนเผิง (วิหคเผิงสวรรค์) แหละ”

รอบๆ วงสนทนาเงียบกริบไปชั่วขณะ มีบางคนคันไม้คันมืออยากจะซัดหน้ามันสักหมัด

คนหนึ่งโวยวายขึ้นมา “อารามเทียนเผิงก็ติดอันดับสูงๆ นะเว้ย เอ็งยังมีอะไรไม่พอใจอีกล่ะ ตั้งใจจะยั่วโมโหกันใช่ไหมเนี่ย?”

ว่ากันว่า อารามเทียนเผิงมีวิหคเผิงปีกทองของแท้คอยคุ้มครองอยู่ พลังปของมันน่าสะพรึงกลัวสุดๆ แค่นี้ก็รู้แล้วว่ารากฐานของอารามนี้แข็งแกร่งขนาดไหน

ซุนเถิงตอบ “ความจริงข้าอยากเข้าสถานศึกษาฉี่หยวน (ต้นกำเนิด) มากกว่า แต่ซวยดันไปเจอไอ้โรคจิต ‘แปดสิบเอ็ด’ เข้า พอแพ้มัน ข้าก็หมดอารมณ์จะสู้ต่อเลย”

หลายคนแทบอยากจะรุมกระทืบมัน ไอ้หมอนี่มันจงใจถอนหายใจเพื่ออวดอ้างสรรพคุณตัวเองชัดๆ เพราะอารามเทียนเผิงน่ะโคตรจะเก่งเลย

ไอ้โรคจิต ‘แปดสิบเอ็ด’ ที่มันพูดถึง ก็คือไอ้เด็กโหดที่ถล่มมาแล้วแปดสิบเอ็ดเมืองนั่นแหละ ตอนนี้ฉายามันดังกว่าชื่อจริงซะอีก

ในบรรดาเด็กวัยรุ่นตั้งมากมายขนาดนี้ ย่อมต้องมีพวกคนเก่งๆ ซ่อนอยู่บ้างล่ะ มีคนทนหมั่นไส้มันไม่ไหว ชิวหลง เด็กหนุ่มชุดเหลืองที่พูดถึงสัตว์มงคลเมื่อกี้นี้ เอ่ยขึ้นเรียบๆ “งั้นเดี๋ยวข้าจะไปดูลาดเลาที่สถานศึกษาฉี่หยวนแทนเจ้าให้ก็แล้วกัน”

คนรอบข้างตกตะลึง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความอิจฉาตาร้อน

ซุนเถิงถึงกับพูดไม่ออก

“สถานศึกษาฉี่หยวนเนี่ย ทั้งสายเซียน สายผลัดกาย สายลัทธิลี้ลับ หรือแม้แต่สายสัตว์ประหลาด ดูเหมือนจะแข็งแกร่งหมดเลยใช่ไหม?” เด็กสาวชุดฟ้าถามด้วยรอยยิ้มสดใส

ชิวหลงพยักหน้า “ถูกต้อง ข้าเดินทั้งเส้นทางเซียนและเส้นทางผลัดกายควบคู่กันไป เลือกที่นั่นแหละเหมาะสุดแล้ว”

“สหาย เจ้านี่เจ๋งจริงๆ มารู้จักกันไว้เถอะ ข้าชื่อลู่ซวี่ กำลังจะไปสถานศึกษาเฟยเซียน (โบยบินสู่ความเป็นเซียน)” เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเอ่ยขึ้น

ชิวหลงถอนหายใจ “สหาย เจ้านั่นแหละที่ยอดเยี่ยมของจริง สถานศึกษาเฟยเซียนรับศิษย์น้อยมาก มีแต่พวกหัวกะทิระดับสูงที่เหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางเซียนได้เท่านั้นแหละถึงจะเข้าได้ ได้ยินมาว่าเบื้องหลังมีระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งหนุนหลังอยู่ด้วยนะ”

หลายคนสายตาเปลี่ยนไปทันที คนเรานี่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้จริงๆ

“ลู่ซวี่ เจ้าคงไม่ได้เป็นร่างหยางบริสุทธิ์หรอกนะ ในชื่อเจ้ามีดวงอาทิตย์ตั้งเก้าดวงแหนะ” เด็กสาวชุดขาวกะพริบตาปริบๆ ถาม

(Note ผู้แปล : 旭 ซวี่ มีส่วนประกอบของอักษร 日 รื่อ ที่แปลว่าพระอาทิตย์ และ 九 จิ่ว ที่แปลว่าเก้า)

ลู่ซวี่ เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่โบกมือปฏิเสธ “ข้าไม่ใช่ไอ้โรคจิตนั่นหรอก หมอนั่นชื่อลู่เต้า ได้ยินมาว่าน่าจะไปเข้าสถานศึกษาไท่อี่นะ”

“สวัสดีสหายทุกท่าน ข้าชื่อฉีหมิง เดินเส้นทางลัทธิลี้ลับ กำลังจะไปอารามปี้เจี๋ย (หลบภัยพิบัติ)” เด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่งลุกขึ้นทักทาย

ลู่ซวี่ประหลาดใจ “ฉีหมิง ข้าเคยได้ยินชื่อเจ้า อัจฉริยะสายลัทธิลี้ลับนี่เอง ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอที่นี่”

หลังจากที่พวกสายเซียนและสายลัทธิลี้ลับทยอยปรากฏตัว และเริ่มทำความรู้จักกัน พวกสายผลัดกายก็เหมือนโดนข่มจนหงอ ค่อยๆเงียบเสียงลงไป

นั่นก็เพราะว่า อีกไม่กี่ปีให้หลัง เมื่อความมุ่งมั่นทระนงของพวกเขาถูกบดขยี้จนหมดสิ้น พวกเขาอาจจะต้องไปพึ่งพาใบบุญของคนรุ่นเดียวกันพวกนี้ ไปเป็นผู้พิทักษ์เกราะทอง หรือผู้พิทักษ์เกราะหยกให้พวกเขาก็ได้

ฉินหมิงสังเกตเห็นว่า ในนี้มีพวกคนเก่งๆ อยู่จริงๆ พลังจิตแข็งแกร่งมาก ปัญญาเทวะก็เข้มข้นสุดๆ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของพวกนี้คือเลือดสัตว์มงคลนั่นแหละ

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า หญิงสาวคนหนึ่งที่ปิดหน้าปิดตาซะมิดชิด พลังจิตของนางมีกลิ่นอายของพลังหยางที่รุนแรงมากจนผิดปกติ หรือว่านางจะเป็นร่างหยางบริสุทธิ์?

ไม่นาน หญิงสาวคนนั้นก็ลุกจากไป คนที่นั่งข้างๆ นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก กระซิบว่า “พวกเจ้ารู้ไหมว่าเมื่อกี้คือใคร?”

“ใครรึ?” หลายคนหูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ลูกหลานของผู้บุกเบิกเส้นทางคนหนึ่งในแดนหยางของพวกฟางไว่ไงล่ะ!”

“ซี้ดดด!” ทันใดนั้น ก็มีเสียงสูดปากด้วยความตกตะลึงดังขึ้นระงม

“แล้วเจ้าไปรู้มาได้ยังไง?” มีคนถามขึ้นมา

“ก็พี่ชายข้าฝึกวิชาอยู่ที่แดนหยางน่ะสิ ข้าเคยไปที่นั่น แล้วก็เคยเห็นนางอยู่ไกลๆ ตอนนางฝึกวิชานะ สว่างจ้าหยั่งกะพระอาทิตย์ดวงเล็กๆเลยล่ะ!”

.….

ผ่านไปไม่นาน ก็มีอีกหกคนลุกขึ้นมุ่งหน้าไปยังห้องโดยสารระดับสูง

จากนั้น ตัวตนของพวกเขาก็ถูกแฉออกมาทีละคน มีทั้งหลานสาวแท้ๆ ของผู้อาวุโสในแดนเซียน มีทั้งลูกหลานของระดับสูงในลัทธิลี้ลับ ล้วนแต่เป็นวัยรุ่นที่มีเบื้องหลังสุดยิ่งใหญ่ และมีพลังฝีมือลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึงทั้งนั้น

หนึ่งในนั้นคือเด็กหนุ่มชุดม่วงที่ตื่นเต้นสุดๆ เขาบอกคนรอบข้างว่า ผู้หญิงใส่หน้ากากที่นั่งข้างๆ เขาเมื่อกี้ น่าจะเป็นลูกรักสวรรค์ที่โด่งดังสุดๆ ในแดนเซียนแน่ๆ เพราะเมื่อกี้มีคนเรียกนางให้ไปด้วยกัน แล้วเผลอหลุดชื่อนางออกมา

ว่ากันว่า ผู้หญิงคนนี้ตอนอายุแค่สามสี่ขวบ ก็ฝึกพลังจิตสำเร็จแล้ว ถือว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เข้าใกล้ความเป็นเซียนสุดๆ!

“แล้วแบบนี้ จะให้พวกเราที่เดินบนเส้นทางสายผลัดกายเอาอะไรไปสู้ เอาอะไรไปแข่งกับพวกมันได้วะเนี่ย” ซุนเถิง เด็กหนุ่มชุดดำเงยหน้าขึ้น คราวนี้ถอนหายใจออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจจริงๆ

หลังจากพวกนั้นเดินจากไป ก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างดุเดือด ทุกคนตกตะลึงมาก ไม่นึกเลยว่าจะมีคนรุ่นเดียวกันที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ระดับนี้ มุ่งหน้าไปมหานครคุนหลิงพร้อมกับพวกเขาเยอะขนาดนี้

ฉินหมิงนั่งฟังอยู่พักหนึ่ง ก็หยิบข่าวราตรีที่วางอยู่บนเบาะขึ้นมาเปิดอ่าน

“หืม?” เขาประหลาดใจ หน้าหนึ่งดันเป็นรูปของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งเขาเคยได้ยินชื่อมาหลายรอบแล้ว หลิงอวี้ ปรมาจารย์วัยเยาว์จากเมืองหลิวกวงนั่นเอง

ตอนอยู่เมืองฉีเสีย นกพูดได้เคยเล่าเรื่องวงในของหมอนี่ให้เขาฟังเยอะเลย

อีกาตาสีม่วงที่ฉินหมิงเจอที่ภูเขาขาวดำก็ถูกใจหมอนี่มาก

แต่ทว่า ถังจิ่น ผู้หญิงที่ใส่เสื้อคลุมขนสัตว์ ที่อีกาตาสีม่วง (ท่านอาจารย์อู) คอยติดตามรับใช้อยู่นั้น กลับเลือกคนอื่นมาเป็นผู้สืบทอดวิชาของอาจารย์นางแทน

“ปรมาจารย์วัยเยาว์ ท้าประลองร้อยเมือง ไร้พ่าย หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นปรมาจารย์น้อยเลยทีเดียว” ข่าวราตรียกย่องหลิงอวี้อย่างไม่หวงคำชม ผลงานการต่อสู้ของหมอนี่มันน่ากลัวจริงๆ

“เจ้าก็ติดตามเขาอยู่เหมือนกันรึ หมอนี่โคตรจะเก่งเลยนะ ที่สำคัญที่สุดก็คือ อาจารย์ของเขาเป็นตำนานยิ่งกว่าอีก กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นระดับปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งแล้วนะ!” เด็กสาวข้างๆ ฉินหมิงร่าเริงมาก ช่างพูดช่างคุยสุดๆ พูดจ้ออยู่คนเดียวเป็นวรรคเป็นเวร

ฉินหมิงพยักหน้า เขาเคยได้ยินชื่อปรมาจารย์เฒ่าแห่งเมืองหลิวกวงมานานแล้ว ว่ากันว่าเป็นคนที่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งมากที่สุดในยุคนี้ หมอนี่กำลังบุกเบิกเส้นทางใหม่ ตั้งใจจะนำวิชาสองสายมาผสานกันเพื่อก้าวไปข้างหน้า ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไปได้สวยเลยทีเดียว

แต่จากข้อมูลที่นกพูดได้ล้วงมาจากอีกาตาสีม่วง ดูเหมือนว่าปรมาจารย์วัยเยาว์อย่างหลิงอวี้ อาจจะไม่ได้เป็นศิษย์ที่เก่งที่สุดของเมืองหลิวกวงซะแล้วสิ

เพราะถังจิ่นเคยพูดไว้ว่า คนที่นางเลือกให้สืบทอดวิชาของอาจารย์น่ะ เปรียบเสมือนดวงตะวันที่รอวันทะลวงเมฆหมอกสีดำออกมาสาดแสง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดตัว เพราะกลัวว่าความเก่งกาจของเขา จะไปเตะตาสวรรค์ จนโดนสวรรค์ลงทัณฑ์เอาซะก่อน

“ลูกศิษย์ที่ว่าที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสั่งสอนมากับมือ จะเก่งกาจขนาดไหนกันเชียว?” ฉินหมิงพึมพำกับตัวเอง

เด็กสาวชุดเขียวข้างๆ หัวเราะร่วน “อีกเดี๋ยวก็คงได้รู้กันแหละ เพราะได้ข่าวมาว่า มีหญิงสาวชุดดำกับอีกาตาสีม่วงกำลังพาหลิงอวี้ตระเวนท้าประลองทั่วแคว้น เพื่อลับคมวิชาใหม่ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะมาเยือนมหานครคุนหลิงของพวกเรานี่แหละ”

ฉินหมิงเอ่ย “ถ้าเป็นงั้นจริง มหานครคุนหลิงคงจะลุกเป็นไฟแน่ๆ ลำพังแค่พวกคุณหนูคุณชายที่มีเบื้องหลังไม่ธรรมดาก็ป่วนพอแล้ว นี่ถ้ามีปรมาจารย์วัยเยาว์โผล่มาอีกคน แล้วมาประลองฝีมือกันที่นี่ รับรองว่าบันเทิงแน่ๆ”

“อาจจะเป็นปรมาจารย์น้อยเลยต่างหาก!” เด็กสาวชุดเขียวแย้ง

“นั่นสิเนอะ!” ฉินหมิงพยักหน้ายิ้มๆ

จบบทที่ ฟรี บทที่ 170 รวมอัจฉริยะ

คัดลอกลิงก์แล้ว