เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 85 แผนการของตระกูลโจว

บทที่ 85 แผนการของตระกูลโจว

บทที่ 85 แผนการของตระกูลโจว


บทที่ 85 แผนการของตระกูลโจว

ภายในห้องโถงหารือของตระกูลโจว บรรยากาศค่อนข้างจะตึงเครียดและอึดอัด

แม้แต่ควันหอมกรุ่นของธูปสงบจิต ที่ลอยอวลขึ้นมาจากกระถางธูปสำริดรูปหัวสัตว์ ก็ไม่สามารถปัดเป่าความหนักอึ้งและอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศไปได้

ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประชุม ณ ที่แห่งนี้ ล้วนแต่เป็นสมาชิกระดับแกนนำที่แท้จริงของตระกูลโจวทั้งสิ้น

ฝั่งหนึ่ง คือเหล่าผู้ดูแลที่กุมอำนาจ และรับผิดชอบจัดการงานด้านต่างๆ ของตระกูล

ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง คือผู้อาวุโสหลายท่านที่มีกลิ่นอายหนักแน่นและสายตาคมกริบ พวกเขาคืออดีตผู้อาวุโสจากรุ่นก่อนที่ก้าวลงจากตำแหน่ง และไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับงานทั่วไปของตระกูลอีกต่อไปแล้ว

พวกเขาเปลี่ยนมารับหน้าที่สั่งสอนลูกหลานในตระกูล และสืบทอดความรู้แขนงต่างๆ ในวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรแทน เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขาถูกใช้ไปกับการบำเพ็ญเพียร พวกเขาคือเสาหลักและที่พึ่งพิงอันแข็งแกร่งที่สุดของตระกูลอย่างแท้จริง

และบรรยากาศอันน่าอึดอัดเช่นนี้ ก็แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ ในการประชุมระดับแกนนำของตระกูลตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ไปเสียแล้ว

ต้นเหตุก็มาจาก การเล่นงานอย่างไม่หยุดหย่อนและบ้าคลั่งของตระกูลจ้าวนั่นเอง

ในตอนแรก ตระกูลโจวก็พยายามที่จะพูดคุยและไกล่เกลี่ย คนที่ถูกส่งไปเจรจาก็แสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน รักษามารยาทอย่างครบถ้วน อธิบายถึงผลดีผลเสีย ชี้แจงต้นสายปลายเหตุอย่างชัดเจน และถึงขนาดยอมถอยให้ในบางเรื่องด้วยซ้ำ

แต่ทางฝั่งตระกูลจ้าว กลับมีท่าทีแข็งกร้าว และไม่ยอมรับน้ำใจเลยแม้แต่น้อย

ทั้งการกดดันอย่างเปิดเผยและลับหลัง การแย่งชิงธุรกิจ การปล่อยข่าวลือเสียหาย การดักปล้นทรัพยากร... สารพัดวิธีถูกงัดออกมาใช้ แถมยังทวีความรุนแรงและโหดเหี้ยมมากขึ้นเรื่อยๆ

เวลาผ่านไปหลายปี ทั้งสองฝ่ายต่างก็ต่อสู้กันจนเกิดความแค้นฝังลึก ความขัดแย้งยกระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการปะทะกันในขนาดย่อมๆ มาแล้วหลายครั้ง

ความเจริญรุ่งเรืองของตระกูล ที่เดิมทีอาศัยความมั่นคงของธุรกิจสัตว์วิญญาณเป็นตัวขับเคลื่อน ถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราวอย่างโหดร้าย และถึงขั้นมีทีท่าว่าจะถดถอยลงด้วยซ้ำ

ทรัพยากรถูกผลาญไปกับการต่อต้านที่ไร้ความหมาย พลังงานถูกดึงไปใช้ ผู้คนในตระกูลก็เริ่มหวั่นไหว แบบนี้แล้วจะไม่ให้ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่รู้สึกหนักใจได้อย่างไร?

ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่าก็คือ นี่มันเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้ และเป็น 'หายนะที่ตกลงมาใส่หัวโดยไม่รู้ตัว' ชัดๆ!

'โจวว่านหง' ผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่บนตำแหน่งประธาน เคาะนิ้วลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ไม้จันทน์แดงอย่างลืมตัว ความอัดอั้นตันใจที่สุมอยู่ในอกแทบจะระเบิดออกมา

ตอนที่ค้นพบซากโบราณสถานของสำนักผู้บำเพ็ญเพียรยุคโบราณนั่น ก็เป็นตระกูลจ้าวของพวกเจ้าไม่ใช่หรือ ที่เป็นฝ่ายมาเชิญให้ตระกูลโจวของพวกเราร่วมเดินทางไปด้วยน่ะ?

แล้วสุดท้ายคนที่พลิกลิ้น ก็คือตระกูลจ้าวของพวกเจ้าเองไม่ใช่หรือไง?

ใช่ สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็ลงไม้ลงมือกันจริงๆ แต่นั่นมันก็เป็นเพราะพวกเจ้าไม่ได้ของวิเศษชิ้นนั้นไปไม่ใช่หรือ?

"โจวฉุนเซิง..." โจวว่านหงแค่นเสียงเย็นชาในใจ รู้สึกอยุติธรรมอย่างหาที่สุดไม่ได้

พนักงานต้อนรับในร้านขายสัตว์วิญญาณที่ตลาดถงซินคนนั้น จะต้องถูกคนอื่นปลอมตัวมาสวมรอยอย่างแน่นอน!

คนในตระกูลที่ปกติแสดงออกว่ามีระดับการบำเพ็ญเพียรแค่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นกลาง จะจู่ๆ ก็มีพลังระดับสร้างรากฐานขึ้นมาได้อย่างไร?

และหลังจากเกิดเรื่อง ก็ไม่เคยกลับมารายงานตัวที่ตระกูลเลย ราวกับระเหยหายไปในอากาศ

นี่มันชัดเจนอยู่แล้วว่า มีคนจงใจใส่ร้ายป้ายสี!

การตายของจ้าวเหวินหย่วน ก็เห็นได้ชัดว่าเป็นฝีมือของไอ้ตัวปลอมลึกลับนั่น มันเกี่ยวอะไรกับตระกูลโจวด้วยเล่า?

แต่ตระกูลจ้าวก็ปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือของพวกเขาไปแล้ว จะอธิบายอย่างไรก็ไม่ฟัง การแก้ตัวก็ไร้ผล

กระทะดำใบนี้ (ความผิดที่ไม่ได้ก่อ) ตระกูลโจวต้องแบกรับเอาไว้อย่างอยุติธรรมจริงๆ!

ในเวลานี้ ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งรองลงมา

'โจวว่านฝู' ผู้รับผิดชอบดูแลธุรกิจสัตว์วิญญาณของตระกูล และยังควบตำแหน่งผู้ดูแลร้านขายสัตว์วิญญาณในตลาดถงซินด้วยนั้น มีสีหน้าที่ดูไม่จืดเลยทีเดียว

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอีกครั้งอย่างไม่อาจควบคุมได้:

ในตอนที่คนของตระกูลหลินผู้นั้น มาซื้อลูกสัตว์วิญญาณล็อตหนึ่ง ไอ้สารเลวที่ปลอมตัวเป็นโจวฉุนเซิงนั่น กลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสัตว์วิญญาณที่ตระกูลขายออกไปนั้น ล้วนถูกทำหมันแล้วทั้งหมด

แต่ตัวเขาในตอนนั้น กลับไม่รู้สึกเอะใจเลยแม้แต่น้อย!

แค่คิดว่าเด็กรุ่นหลังคนนี้อาจจะเรียนรู้มาไม่ดีพอ และยังแอบส่ายหน้าอยู่ในใจ คิดว่าคุณภาพของลูกหลานในตระกูลยังต้องได้รับการปรับปรุงเสียอีก

"โง่! โง่บัดซบจริงๆ!" ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ โจวว่านฝูก็แทบจะอยากตบหน้าตัวเองแรงๆ สักสองฉาด

หากตอนนั้นเขามีไหวพริบสักนิด และสามารถกระชากหน้ากาก หรือควบคุมตัวไอ้ตัวปลอมนั่นเอาไว้ได้ทันควัน บางทีก็อาจจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ของวิเศษถูกแย่งชิง และจ้าวเหวินหย่วนถูกฆ่าตายในเวลาต่อมาได้

และตระกูลจ้าวก็คงจะไม่เอาความแค้นสีเลือดนี้ มาโยนใส่หัวของตระกูลโจวอย่างแน่นอน

โจวว่านหง ผู้นำตระกูลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงแกะสลักในตำแหน่งประธาน มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด

เขาใช้สองนิ้ว นวดคลึงขมับที่ปวดตุบๆ อย่างแรง ก่อนจะพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมายาวๆ

เขาโน้มตัวไปข้างหน้า ประสานมือวางไว้บนโต๊ะที่เรียบเนียน กวาดสายตามองสมาชิกระดับแกนนำทุกคนที่นั่งอยู่ น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งและเร่งด่วน

"ทุกท่าน เรื่องของตระกูลจ้าว คงต้องพักเอาไว้ก่อน เพราะพวกเรายังไม่มีกำลังพอที่จะไปพลิกสถานการณ์ได้ แต่สำหรับตระกูลหลิน เราจะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"

เมื่อเทียบกับการกดดันอย่างเปิดเผยของตระกูลจ้าวแล้ว สำหรับโจวว่านหง ตระกูลหลินซึ่งเป็นตระกูลควบคุมอสูรเช่นเดียวกันนั้น กลับเป็นภัยคุกคามที่ลึกซึ้งและร้ายแรงยิ่งกว่า

ตระกูลจ้าว อย่างมากก็แค่ทำให้พวกเขาสูญเสียอย่างหนัก และตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

แต่หากปล่อยให้ตระกูลหลิน คู่แข่งสายอาชีพเดียวกันที่แฝงตัวอยู่นี้ พัฒนาต่อไปอย่างราบรื่น นั่นต่างหากที่จะเป็นตัวสั่นคลอนอำนาจการผูกขาดในธุรกิจสัตว์วิญญาณของตระกูลโจว ในเขตเมืองชูหยางอย่างแท้จริง!

โจวว่านหงทุบกำปั้นลงบนที่วางแขนเก้าอี้อย่างแรง น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองและร้อนรน

"น่าเจ็บใจนักตระกูลจ้าวนั่น! ตลอดห้าปีที่ผ่านมา พวกมันผลาญทรัพยากรและพลังงานของเราไปตั้งเท่าไหร่! แล้วผลลัพธ์ล่ะ? กลับกลายเป็นว่าปล่อยให้ตระกูลหลินนั่น สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณอยู่ใต้จมูกของเราได้อย่างสงบสุขตั้งห้าปี! ห้าปีเชียวนะ!"

เขากวาดสายตามองทุกคน ในดวงตาสาดประกายคมกริบ "ตระกูลควบคุมอสูรตระกูลหนึ่ง หากได้เวลาพัฒนาอย่างสงบสุขและปราศจากการแทรกแซงครั้งใหญ่ถึงห้าปี มันหมายความว่าอย่างไร?"

"มันหมายความว่า ฝูงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์พื้นฐานของพวกเขา อาจจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว และหมายความว่าอัตราการรอดชีวิต รวมถึงคุณภาพของลูกสัตว์วิญญาณของพวกเขา กำลังพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง!"

"หากพวกเรามัวแต่ไปพัวพันอยู่กับตระกูลจ้าว และเมินเฉยต่อการเติบโตอย่างเงียบๆ ของตระกูลหลินเช่นนี้ต่อไป"

"เกรงว่าเมื่อถึงเวลาที่ปีกของพวกเขากล้าแข็ง และพร้อมจะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อนั้นต่อให้พวกเราอยากจะกดหัวพวกเขาเอาไว้ มันก็คงจะสายเกินแก้ และต้องมานั่งเสียใจในภายหลังอย่างแน่นอน!"

"จะปล่อยปละละเลยต่อไปไม่ได้แล้ว!" ผู้ดูแลที่รับผิดชอบด้านข่าวกรองภายนอกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ต้องอาศัยจังหวะที่พวกเขายังไม่ตั้งตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบนี้แหละ เข้าไปขัดขวางและหยุดยั้งพวกมันซะ!"

"ถูกต้อง" โจวว่านหงพยักหน้า สีหน้ากลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง

"จากการสังเกตการณ์และสืบข่าวอย่างลับๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราพอจะจับทิศทางของตระกูลหลินได้แล้ว รายได้หลักของตระกูลพวกมันในตอนนี้ ก็ยังคงมาจากร้านร้อยรสเลิศนั่นแหละ"

เมื่อพูดถึงร้านร้อยรสเลิศ คนในตระกูลหลายคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ซึ่งเคยไปลิ้มลองรสชาติ หรือพอจะรู้เรื่องธุรกิจของร้านนั้นมาบ้าง ต่างก็มีสีหน้าที่ซับซ้อน

อาหารวิญญาณของร้านนั้นมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ การที่ธุรกิจจะรุ่งเรืองก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล

"หากต้องการจะเล่นงานตระกูลหลิน สำหรับตระกูลโจวของเราแล้ว จุดเริ่มต้นที่ตรงประเด็นและได้ผลที่สุด ก็คือร้านร้อยรสเลิศนี่แหละ" ปลายนิ้วของโจวว่านหงกรีดเบาๆ ไปบนโต๊ะ

"และการจะสั่นคลอนร้านร้อยรสเลิศ กุญแจสำคัญก็อยู่ที่การจัดหาวัตถุดิบของพวกมัน"

โจวว่านฝู ผู้รับผิดชอบการขายสัตว์วิญญาณของตระกูล ในตอนนี้ได้สลัดความหดหู่เมื่อครู่นี้ทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้ว

น้ำเสียงของเขากลับมาฉลาดหลักแหลมเหมือนเช่นเคย เขารีบรับคำ "ท่านผู้นำกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ หากต้องการจะบีบตระกูลหลิน การลงมือที่ธุรกิจหลักของพวกมันย่อมได้ผลตรงจุดที่สุด"

"ในช่วงแรกของการเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณนั้น ต้องใช้การลงทุนสูง แต่ได้ผลตอบแทนช้า จึงต้องพึ่งพากระแสเงินสดที่มั่นคงเป็นอย่างมาก"

"ขอเพียงแค่เราทำให้รายได้จากร้านร้อยรสเลิศของมันเกิดปัญหาขึ้นมาได้ แผนการเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณของพวกมันก็จะต้องสะดุดอย่างแน่นอน และอาจจะถึงขั้นต้องหยุดชะงักลง เพราะปัญหาเงินทุนหมุนเวียนไม่ทัน"

'โจวว่านไห่' ผู้จัดการใหญ่ของร้านขายสัตว์วิญญาณในเมืองชูหยาง ก็พยักหน้าเห็นด้วย ในดวงตาของเขาสาดประกายแห่งการคำนวณ "ถูกต้องแล้วขอรับ แถมพวกเรายังมีข้อได้เปรียบโดยธรรมชาติอยู่แล้วด้วย"

"ลูกสัตว์วิญญาณที่ร้านร้อยรสเลิศของตระกูลหลินต้องการ ล้วนต้องพึ่งพาการจัดหาจากตระกูลโจวของเรา และนี่ก็คือไพ่ต่อรองที่ทรงพลังที่สุดในมือของเรา"

โจวว่านหงพยักหน้าเบาๆ บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มที่เย็นชา "ในเมื่อตระกูลจ้าวตั้งเป้าเล่นงานตระกูลโจวของเราถึงเพียงนี้ พวกเราก็สู้ใช้โอกาสนี้สร้างเรื่องเสียเลย ว่านฝู ทางฝั่งของเจ้าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว?"

โจวว่านฝูรีบรายงานทันที "เรียนท่านผู้นำ ทางฝั่งของข้าได้ดำเนินการตามแผน โดยเริ่มค่อยๆ ลดปริมาณการส่งลูกสัตว์วิญญาณให้กับตระกูลหลินอย่างลับๆ แล้วขอรับ แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่หากทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ย่อมต้องทำให้สินค้าของพวกมันขาดแคลนอย่างแน่นอน"

โจวว่านไห่รีบกล่าวเสริม "ทางฝั่งของข้าก็จัดการสั่งการลงไปแล้วเช่นกัน ให้กระจายข่าวออกไปตามช่องทางต่างๆ ในเมืองชูหยาง"

"โดยอ้างว่า เป็นเพราะถูกตระกูลจ้าวกดดันอย่างหนักมาหลายปี ทำให้ฟาร์มของตระกูลได้รับความเสียหาย การเพาะพันธุ์สัตว์วิญญาณเกิดปัญหา ในช่วงระยะเวลาหนึ่งต่อจากนี้ไป ลูกสัตว์วิญญาณทุกชนิด โดยเฉพาะสัตว์วิญญาณประเภทให้เนื้อ อาจจะมีปริมาณการส่งออกลดลง"

กลยุทธ์ของพวกเขานั้นเรียบง่ายมาก

นั่นก็คือการใช้ความได้เปรียบของตระกูลโจว ในการเป็นผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทานสัตว์วิญญาณ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของตระกูลหลิน เพื่อสร้างวิกฤตสินค้าขาดแคลนขึ้นมา

แถมยังสามารถโยนความผิดไปให้ตระกูลจ้าว ที่คอยจ้องเล่นงานพวกเขาได้อีกด้วย ฟังดูสมเหตุสมผลไปเสียทุกอย่าง

โจวว่านหงลูบเคราสั้นๆ ของตน ในดวงตาสาดประกายเจิดจ้าขึ้นกว่าเดิม "ลูกสัตว์วิญญาณที่ตระกูลหลินสั่งซื้อจากเราในแต่ละปี สามารถทำกำไรให้เราได้เกือบหมื่นศิลาวิญญาณ ผลประโยชน์ก้อนนี้ พวกเราย่อมไม่ยอมทิ้งมันไปเฉยๆ แน่"

เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ "แต่เราต้องทำให้ตระกูลหลินรู้ว่า หากอยากจะได้ลูกสัตว์วิญญาณชั้นดีในปริมาณที่เพียงพอและสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความรุ่งเรืองของ 'ร้านร้อยรสเลิศ' เอาไว้ พวกเขาก็จะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว"

"พวกเขาจะต้องเลือก ว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างเดียวกับเรา และร่วมมือกับตระกูลโจวของเราเพื่อรับมือกับตระกูลจ้าวผู้เป็นศัตรู"

"หรือว่าจะยอมทนดูธุรกิจหลักของตัวเอง ต้องตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ"

"อีกอย่าง ตระกูลหลินกับตระกูลจ้าวก็เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน ยิ่งตอนนี้มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ขอเพียงแค่พวกเรากดดันพวกเขาอย่างพอเหมาะพอเจาะ ก็ไม่ยากเลยที่พวกเขาจะตัดสินใจเลือกทางที่ 'ฉลาด' ที่สุด"

ในมุมมองของโจวว่านหง นี่คือหมากตาเดินที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ไม่เพียงแต่จะสามารถผลักภาระ หรือแบ่งปันแรงกดดันบางส่วนที่มาจากตระกูลจ้าวออกไปได้เท่านั้น

แต่มันยังสามารถชะลอความเร็วในการพัฒนาของตระกูลหลิน และรักษาความได้เปรียบอย่างเด็ดขาดของตระกูลโจว ในธุรกิจสัตว์วิญญาณภายในภูมิภาคนี้เอาไว้ได้อีกด้วย

และในขณะเดียวกัน ก็ยังสามารถรักษารายได้ที่มั่นคงถึงปีละเกือบหมื่นศิลาวิญญาณเอาไว้ได้อีก

ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัว ดูเหมือนจะไร้ช่องโหว่ใดๆ เลย

เมื่อได้ยินโจวว่านฝูและโจวว่านไห่รายงานว่าแผนการกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่น ใบหน้าของโจวว่านหง ที่มักจะมืดครึ้มเพราะเรื่องของตระกูลจ้าวอยู่เสมอ ในที่สุดก็ปรากฏรอยยิ้มที่แสดงถึงความมั่นใจว่าจะต้องทำสำเร็จขึ้นมา

เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดีมาก ทำตามนี้แหละ แต่ต้องระวังเรื่องความเหมาะสมด้วย ต้องทำให้ตระกูลหลินรู้สึกเจ็บปวด แต่ก็อย่าต้อนพวกเขาจนมุมเกินไปนัก ระวังพวกเขาจะสู้ยิบตา แล้วหันไปพึ่งพาตระกูลจ้าวอย่างเต็มตัว หรือไม่ก็ไปหาทางออกอื่นเอาได้"

"สิ่งที่เราต้องการ คือแรงกดดันที่ควบคุมได้ และการยอมจำนนเพื่อร่วมมือกับเราของพวกเขาในท้ายที่สุด"

อีกด้านหนึ่ง ณ เกาะกลางทะเลสาบ ภายในห้องโถงที่กว้างขวางและสว่างไสวของเรือนหลักตระกูลหลิน

หลินเช่อนั่งอย่างผ่อนคลายอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงในตำแหน่งประธาน บนเตาดินเผาใบเล็กตรงหน้าเขามีหม้อต้มน้ำพุวิญญาณที่กำลังเดือดปุดๆ ส่งเสียงดังเบาๆ และมีไอน้ำสีขาวที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยกรุ่นขึ้นมา

เขาใช้เทคนิคอันเชี่ยวชาญ ลวกถ้วยชา ตักใบชา และรินน้ำ ทุกท่วงท่าลื่นไหลราวกับสายน้ำ

เพียงไม่นาน ชา 'ชิงซินหมิงอู้' (ชาหมอกกระจ่างใจ) สีเขียวมรกตใสแจ๋วที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณสองถ้วย ก็ถูกชงจนเสร็จ กลิ่นหอมของชาชวนให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลาย

เขาดันถ้วยชาใบหนึ่งไปตรงหน้าหลิวชิงเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างแผ่วเบา ส่วนตัวเองก็ยกถ้วยชาอีกใบขึ้นมาสูดดมกลิ่นหอมก่อน แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นภรรยา

หลิวชิงเสวี่ยรับถ้วยชาที่อุ่นกำลังดีมาถือไว้ ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมายังปลายนิ้ว กลับไม่สามารถปัดเป่าความตึงเครียดบริเวณหว่างคิ้วของนางไปได้

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกเล่าข่าวที่เพิ่งได้รับมา "ท่านพี่ เมื่อครู่นี้มีข้อความส่งมา บอกว่าร้านขายสัตว์วิญญาณของตระกูลโจวในเมืองชูหยาง เพิ่งจะปล่อยข่าวลือออกมาเจ้าค่ะ"

"พวกเขาบอกเป็นนัยๆ ว่า เป็นเพราะถูกตระกูลจ้าวกดดัน ในช่วงนี้จึงอาจจะลดปริมาณการขายลูกสัตว์วิญญาณทุกชนิดลง โดยเฉพาะสัตว์วิญญาณประเภทให้เนื้อที่เราสั่งซื้อเป็นประจำเจ้าค่ะ"

นางรู้ดีว่าเรื่องนี้หมายความว่าอย่างไร

ร้านร้อยรสเลิศของตระกูลหลินขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้มีความต้องการใช้สัตว์วิญญาณบางชนิดในปริมาณมหาศาลและสม่ำเสมอ แต่ในปัจจุบัน ลูกสัตว์วิญญาณส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการจัดส่งจากตระกูลโจวอยู่

หากปริมาณการส่งลูกสัตว์วิญญาณลดลงอย่างฮวบฮาบ การเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณภายในตระกูลก็จะได้รับผลกระทบในทันที ส่งผลให้มีปริมาณไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้งาน

และเมื่อถึงเวลานั้น ร้านร้อยรสเลิศก็อาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบ หากไม่มีกับแกล้มเพียงพอสำหรับเสิร์ฟ ชื่อเสียงและรายได้ของร้านร้อยรสเลิศ ก็จะต้องได้รับผลกระทบอย่างหนักแน่นอน

เมื่อหลินเช่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มที่แสดงให้เห็นว่าเขารู้ทัน และได้เตรียมการรับมือเอาไว้หมดแล้ว

เขายกถ้วยชาขึ้น จิบน้ำชาอันชุ่มคอไปอึกหนึ่งอย่างไม่รีบร้อน แล้วจึงค่อยเอ่ยปากอย่างช้าๆ

"วางใจเถอะ เรื่องนี้ข้ามีวิธีรับมืออยู่แล้ว ข้าคาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน และได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้วล่ะ!"

หลิวชิงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความเข้าใจ คิ้วที่ขมวดมุ่นคลายออก ในดวงตาก็เผยให้เห็นถึงความเลื่อมใส

นั่นสินะ สามีของนางเป็นคนรอบคอบขนาดไหน เขามักจะมองการณ์ไกลไปข้างหน้าถึงสามก้าวเสมอ มีหรือที่เขาจะมองข้ามจุดอ่อนที่ร้ายแรงถึงขั้นชี้เป็นชี้ตายของธุรกิจหลักของตระกูลไปได้?

"ท่านพี่หมายความว่า การเพาะเลี้ยงในสวนสัตว์วิญญาณเขตใต้เริ่มเห็นผลแล้วหรือเจ้าคะ?"

ตามแผนการเดิมของหลินเช่อนั้น ทั้งทางฝั่งตะวันออกและฝั่งใต้ของทะเลสาบดาวตก ล้วนถูกกำหนดให้เป็นสวนสัตว์วิญญาณทั้งสิ้น

โดยเขตทางใต้ ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่สำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์วิญญาณสายต่อสู้

แต่เนื่องจากยังไม่มีฝูงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ที่นั่นจึงยังไม่ได้เปิดใช้งาน

หลินเช่อจึงใช้สถานที่แห่งนั้น ให้เป็นฐานเพาะพันธุ์สัตว์วิญญาณของตระกูลเป็นการชั่วคราวไปก่อน

อันที่จริง มันก็แค่สถานที่ที่ใช้บังหน้า เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของสัตว์วิญญาณที่เขาเพาะเลี้ยงเอาไว้ในดินแดนลับนั่นแหละ

ค่ายกลถูกเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา นอกจากหลินเช่อแล้วก็ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้

ในตระกูลหลิน นอกจากเขาแล้ว ก็ไม่มีใครล่วงรู้สถานการณ์ภายในนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

หลินเช่อพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ในดวงตาสาดประกายแห่งความมั่นใจ "ถูกต้อง แม้ว่าในตอนนี้จำนวนประชากรพื้นฐานของเราจะยังสู้กับสิ่งที่ตระกูลโจวสั่งสมมาหลายปีไม่ได้ก็ตาม"

"แต่ผ่านการคัดเลือกและเพาะเลี้ยงอย่างพิถีพิถันมาหลายปี ตอนนี้ฝูงสัตว์ของเราก็มีความมั่นคงแล้ว อัตราการขยายพันธุ์ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ การจะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนให้กับร้านร้อยรสเลิศนั้น ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน"

"ตระกูลโจวคิดจะใช้เรื่องนี้มาบีบเรา เกรงว่าพวกเขาคงจะคำนวณพลาดไปเสียแล้วล่ะ"

หลิวชิงเสวี่ยคลายความกังวลลงได้อย่างสมบูรณ์ นางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเบาๆ และรู้สึกว่าชาถ้วยนี้ ดูเหมือนจะมีรสชาติหวานกลมกล่อมกว่าเมื่อครู่นี้เสียอีก

หลินเช่อที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทอดสายตามองออกไปนอกห้องโถง เมื่อหูแว่วเสียงเด็กๆ หยอกล้อกัน บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มแห่งความคาดหวัง

"พรุ่งนี้ก็จะถึงเวลาตรวจสอบรากฐานวิญญาณอย่างเป็นทางการ ให้กับเจ้าเด็กแสบทั้งสามคน เสวียนฉี่ เสวียนจิ่ง และเสวียนเฟิงแล้ว นี่ต่างหากคือเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้!"

แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าลูกๆ ของเขามีรากฐานวิญญาณกันทุกคน แต่ถึงอย่างไรหลินเช่อก็ยังต้องแสร้งทำเป็นตื่นเต้น ให้สมจริงสมจังอยู่ดี

จบบทที่ บทที่ 85 แผนการของตระกูลโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว