เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 430 - วิธีแก้เกม

บทที่ 430 - วิธีแก้เกม

บทที่ 430 - วิธีแก้เกม


บทที่ 430 - วิธีแก้เกม

ปราณกระบี่ร่ายรำ

แมลงปีกแข็งที่เพิ่งจะขยับปีกบินขึ้นจากใบหญ้า ก็ถูกฟันขาดเป็นท่อนๆ ในพริบตา

อิ่นเยวี่ยเจินจวินและป่ายลี่เซียนหลิงพุ่งทะยานลงมาราวกับพยัคฆ์ร้ายลงจากเขา ทว่าสิ่งที่รอต้อนรับพวกนางอยู่กลับเป็นปราณกระบี่อันแหลมคมหลายสาย

มุมปากของอิ่นเยวี่ยเจินจวินกระตุกถี่รัว นางรีบถอยกรูดอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเรียกม่านพลังป้องกันออกมาในทันที

ถึงกระนั้น ปราณกระบี่ก็ยังเฉี่ยวไหล่นางไปอย่างหวุดหวิด

เกือบจะบาดเจ็บเข้าให้แล้ว

นางรีบแผดเสียงเตือนทันที

“เฉินผิง หยุดมือเถอะ ข้าเอง อิ่นเยวี่ยไง ตอนที่เราพบกันครั้งแรกในลานไล่ล่าหมึก ข้า... เจ้าเกือบจะถูกนกกระจอกปลอมของข้าลอบโจมตี จำไม่ได้หรือ?”

เฉินผิง: ???

พูดกลับดำเป็นขาวหน้าตาเฉยเลยนะ?

“ผู้อาวุโสอิ่นเยวี่ย? เซียนหลิง? เป็นพวกท่านจริงๆ หรือขอรับ?”

เฉินผิงรีบเก็บกระบี่หลงหยวนเจ็ดดาราลง เมื่อครู่นี้ เขาอาศัยจังหวะที่พวกมารโครงกระดูกทรงม้าผลาญพลังมารจนหมด และกำลังประมาท งัดเอาเคล็ดวิชากระบี่เก้าสายลมสามกระบวนท่าสุดท้ายที่ไม่ได้ใช้มานานออกมาใช้ จนสามารถจัดการพวกมันได้อย่างราบรื่น ไม่นึกเลยว่าจู่ๆ จะมีคนปลอมตัวเป็นอิ่นเยวี่ยพุ่งเข้ามา วิชากระบี่ที่ปล่อยออกไปแล้ว จะให้ชักกลับมาได้อย่างไรเล่า?

ไม่คิดเลยว่าจะเป็นอิ่นเยวี่ยตัวจริง

ในจังหวะนั้นเอง ป่ายลี่เหย่และเซวียนหยวนเสวียนเช่อก็เดินทางมาถึง

“ตลอดหลายปีมานี้ สหายเฉินหายไปไหนมาหรือขอรับ? เหตุใดถึงมาโผล่ที่นี่ได้ล่ะ?” อิ่นเยวี่ยเอ่ยถาม

เฉินผิงเก็บกระบี่เข้าฝัก

“ข้าเผลอเดินหลงเข้าไปในรอยแยกมิติน่ะขอรับ เพิ่งจะหาทางออกมาได้ อ้อ จริงสิ ผู้อาวุโสอิ่นเยวี่ยเคยพบท่านอาจารย์ของข้าบ้างไหมขอรับ?”

เมื่อนึกถึงเรื่องรอยแยกมิติ เฉินผิงก็นึกถึงท่านอาจารย์ซีเยวี่ยผู้แสนดีของเขาขึ้นมาทันที

“ท่านอาจารย์ของเจ้าหรือ?”

“ซีเยวี่ยงั้นหรือ?”

อิ่นเยวี่ยทำหน้างุนงง “นี่ท่านอาจารย์ของเจ้าก็ตกลงมาในลานไล่ล่าหมึกด้วยงั้นหรือ? ไม่เคยเห็นเลยแฮะ”

เฉินผิง: ???

“สหายเฉินเคยพบซีเยวี่ยเซียนจื่อด้วยงั้นหรือ?”

“เปล่าหรอกขอรับ ข้าก็แค่ถามดูเฉยๆ” เฉินผิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

และเขาก็แอบสงสัยอยู่ลึกๆ หรือว่าท่านอาจารย์จะหาทางออกไปจากลานไล่ล่าหมึกได้แล้ว? แล้วทำไมถึงได้เงียบกริบขนาดนี้ล่ะ?

ไม่มีใครรู้เรื่องเลยหรือ?

หรือว่านางจะออกไปทางกำแพงเขตแดนโม่หยาง? และการแพร่งพรายเรื่องกำแพงเขตแดนโม่หยางให้คนอื่นรับรู้ก็ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก นางก็เลยจำใจต้องปิดเงียบเอาไว้?

น่าจะเป็นเหตุผลนี้นี่แหละ

“จริงสิ ผู้อาวุโสอิ่นเยวี่ย พวกท่านมาทำอะไรกันที่นี่หรือขอรับ?” ในเมื่อไม่สะดวกที่จะพูดคุยเรื่องของซีเยวี่ยให้มากความ เฉินผิงจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“พี่เฉิน... อย่าเพิ่งขยับ ระวังเหยียบหัวหอกขนนกสีเงินนะเจ้าคะ เซวียนเช่อ พวกเราช่วยกันเก็บหัวหอกพวกนี้มาเร็ว ของล้ำค่าทั้งนั้นเลยนะ” ป่ายลี่เหย่ที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเตือน เมื่อเห็นว่าเฉินผิงกำลังจะก้าวเท้า

หัวหอกขนนกสีเงินมีประโยชน์งั้นหรือ?

มันก็แค่เศษกระดูกไม่ใช่หรือไง?

เฉินผิงมองดูพวกเขาสาละวนกับการเก็บหัวหอกด้วยความฉงน

“เรื่องมันยาวน่ะ เอาเป็นว่ารอให้เก็บหัวหอกพวกนี้เสร็จก่อน แล้วพวกเราค่อยคุยกันระหว่างทางก็แล้วกัน” อิ่นเยวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ

แม้ปากจะบอกว่าจะอธิบายให้ฟัง ทว่านางก็ผลักภาระนี้ไปให้ป่ายลี่เหย่เป็นคนจัดการแทน

เรื่องของเรื่องก็คือ...

หลายปีก่อน หลังจากที่พลังแห่งความตายในป่าม่านหมอกสีขาวลดลง และภาพลวงตามลายหายไป พวกเขาก็ตัดสินใจเดินตัดผ่านป่าผืนนั้นมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือทันที

ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่า ก่อนจะถึงจุดหมายปลายทาง จะมีอุปสรรคชิ้นเบ้อเริ่มขวางทางพวกเขาอยู่อีก

อุปสรรคชิ้นนี้ชวนให้รู้สึกสิ้นหวังไม่แพ้ป่าม่านหมอกสีขาวเลย

หลังจากพยายามคลำหาหนทางอยู่นานหลายปี พวกเขาก็พบว่าหัวหอกของพวกมารโครงกระดูกทรงม้านี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาผ่านอุปสรรคนี้ไปได้

ตลอดหลายปีมานี้ พวกเขาสังหารพวกมารโครงกระดูกทรงม้าไปไม่น้อย

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทรัพยากรของพวกเขาก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ การจะจัดการกับมารโครงกระดูกทรงม้าก็ยากเย็นแสนเข็ญขึ้นทุกที และที่สำคัญ โอกาสที่จะได้พบเจอกับมารโครงกระดูกทรงม้าก็น้อยลงเรื่อยๆ

การปรากฏตัวของพวกมันล้วนเป็นการสุ่ม ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว

เมื่อไม่กี่วันก่อน มีศิษย์คนหนึ่งมารายงานว่าพบมารโครงกระดูกทรงม้าปรากฏตัวขึ้นในหุบเขาแห่งนี้ พวกเขาจึงรีบเร่งรุดมาที่นี่ และบังเอิญได้มาพบกับเฉินผิงเข้าพอดี

“เมื่อครู่นี้ พวกเราเห็นสหายเฉินกำลังรับมือกับมารโครงกระดูกทรงม้าอยู่ ทว่าตอนนั้นสหายเฉินยังอยู่ในรูปโฉมที่แปลงมา ในยุคที่จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึงเช่นนี้ พวกเราจึงไม่กล้าผลีผลามเข้าไปช่วย เลยทำให้ต้องเสียเวลาไปบ้าง ต้องขออภัยด้วยนะขอรับ” ป่ายลี่เหย่เอ่ยขอโทษ

“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ข้าเข้าใจดี หากเป็นข้า ข้าก็คงไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปช่วยคนแปลกหน้าเหมือนกัน” เฉินผิงไม่ได้ถือสาอะไร เขาเข้าใจเหตุผลของพวกเขาดี

ป่ายลี่เหย่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

“เมื่อครู่นี้ ข้าเห็นสหายเฉินใช้ยันต์เปลืองมาก สหายเฉินไปเอายันต์ระดับหนึ่งมาจากไหนเยอะแยะหรือขอรับ?”

เฉินผิงทำหน้างุนงง

เขามองป่ายลี่เหย่ด้วยความไม่เข้าใจ

“ก็ข้าเป็นปรมาจารย์ด้านยันต์ การมีพกยันต์ติดตัวไว้เยอะๆ มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือขอรับ?”

คำพูดประโยคเดียว ทำเอาทุกคนถึงกับชะงักฝีเท้าลงโดยสัญชาตญาณ

นั่นเรียกว่า ‘เยอะๆ’ งั้นหรือ?

มันปกติแล้วหรือ?

เจ้าเป็นถึงปรมาจารย์ด้านยันต์ระดับจินตัน การที่พกยันต์ระดับหนึ่งติดตัวไว้เป็นตั้งๆ แบบนั้น มันปกติแล้วจริงๆ หรือ?

“นี่พวกท่านไม่มียันต์ติดตัวกันเลยหรือขอรับ?” เมื่อเห็นว่าทุกคนหน้าเจื่อนไปตามๆ กัน เฉินผิงก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ เฉินผิงก็อ้าปากค้าง

“ข้ารู้ว่าผู้ฝึกตนระดับสูงอาจจะไม่ได้พกยันต์ระดับต่ำติดตัวมาด้วย ทว่า... นี่ไม่มีใครวาดกันเองเลยหรือขอรับ?”

นี่มันผ่านมาสิบกว่าปีแล้วนะ

ในหมู่พวกท่านไม่มีปรมาจารย์ด้านยันต์เลยสักคนเชียวหรือ?

ไม่คิดจะวาดใช้เองบ้างเลยหรือไง?

ป่ายลี่เหย่ฝืนยิ้มขื่น

“ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่ล้วนเป็นระดับจินตัน ในปัจจุบันนี้ จะมีเจินจวินระดับจินตันสักกี่คนกันเชียวที่ยังลงมือวาดยันต์ด้วยตัวเองอยู่? พอถึงคราวที่จำเป็นต้องลงมือทำเองจริงๆ ก็ดันไม่มีอุปกรณ์อะไรเลย การจะสร้างอุปกรณ์ขึ้นมาสักชุดน่ะ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกนะขอรับ”

เฉินผิงก็พอจะเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี

เจินจวินระดับจินตัน ถือว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในระดับหนึ่งเมื่ออยู่ในสำนักเดิมของตน

บุคคลระดับนี้ มักจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายลูกน้องเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าเสียมากกว่า เฉกเช่นเดียวกับที่เฉินผิงสร้างเครือข่ายผู้ปลูกสมุนไพรและนักวาดยันต์นั่นแหละ

แทบจะไม่มีใครยอมเสียเวลามานั่งวาดยันต์เองหรอก

มันเสียเวลาเกินไป

เอาเวลาไปฝึกฝนวิชายังจะดีกว่า

ส่วนเรื่องการสร้างอุปกรณ์นั้น ก็ยิ่งวุ่นวายเข้าไปใหญ่

กระดาษยันต์นั้นทำง่ายที่สุด แต่แม้กระนั้น ก็ยังต้องผ่านกระบวนการตัดหนังสัตว์และแช่น้ำยา ซึ่งน้ำยาที่ว่าก็ต้องอาศัยทักษะการปรุงยาพื้นฐาน และต้องออกตามหาวัตถุดิบหลากหลายชนิด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพู่กันวาดยันต์ การจะสร้างพู่กันที่พอจะใช้งานได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นของวิเศษระดับล่างสุดของระดับหนึ่ง ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ต้องพึ่งพาวิชาหลอมอาวุธอีก

เมื่อมีทั้งกระดาษยันต์และพู่กันแล้ว หมึกสำหรับวาดยันต์ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ การจะผสมหมึกได้นั้น นอกจากจะต้องมีทักษะเฉพาะตัวแล้ว วัตถุดิบที่ใช้ก็ไม่ได้หามาได้ง่ายๆ เลย

กระบวนการทั้งหมดมีความเกี่ยวโยงกันอย่างซับซ้อน

ด้วยเหตุนี้ เฉินผิงจึงมักจะพกอุปกรณ์วาดยันต์แบบครบชุดติดตัวอยู่เสมอ

เฉินผิงพยักหน้ารับ

“ข้ายังมียันต์เหลืออยู่อีกนิดหน่อย เดี๋ยวข้าแบ่งให้พวกท่านเอาไว้ใช้ป้องกันตัวก็แล้วกัน”

เขาหยิบยันต์ระดับหนึ่งออกมาแบ่งให้ทุกคนคนละปึก

มียันต์หลากหลายชนิดปะปนกันไป ไม่ว่าจะเป็น ยันต์หลบหลีกกระบี่, ยันต์ตัวเบา, ยันต์คุ้มกาย, ยันต์เสริมมงคล, ยันต์ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย, ยันต์สะกดสิ่งชั่วร้าย และยันต์เรียกสายลม

สำหรับเขาแล้ว ยันต์พวกนี้ไม่ใช่ของหายากอะไร แค่ใช้เวลาวาดไม่กี่คืนก็ได้มาเป็นตั้งแล้ว

ทุกคนก้มมองปึกยันต์ระดับหนึ่งในมือ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

...นี่เจ้าเรียกว่า ‘เหลืออยู่อีกนิดหน่อย’ งั้นหรือ?

“มีอะไรหรือขอรับ?” เฉินผิงชำเลืองมองพวกเขา

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ขอบคุณสหายเฉินมากนะขอรับ” ป่ายลี่เหย่และเซวียนหยวนเสวียนเช่อรีบเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะล้วงเอาทรัพย์สินบางส่วนของตนออกมามอบให้เฉินผิงเพื่อเป็นการตอบแทน

“เซียนหลิง เจ้าจะไม่ให้อะไรเลยหรือ?” ป่ายลี่เหย่หันไปดุน้องสาว เมื่อเห็นว่านางรับยันต์ไปฟรีๆ โดยไม่คิดจะตอบแทนอะไรเลย

“ขะ... ข้าไม่มีอะไรจะให้พี่เฉินแล้วนี่เจ้าคะ” ป่ายลี่เซียนหลิงอึกอัก

อิ่นเยวี่ยปรายตามองป่ายลี่เซียนหลิงแวบหนึ่ง

เมื่อเห็นว่าป่ายลี่เหย่ตั้งท่าจะดุน้องสาวต่อ เฉินผิงก็รีบห้ามปราม

“โธ่เอ๊ย ก็แค่ยันต์ไม่กี่ใบเอง ไม่ต้องตอบแทนอะไรหรอกขอรับ ข้าเองก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากราชวงศ์ชิงหลวนมาไม่น้อย ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณก็แล้วกันนะขอรับ”

“พวกท่านอย่าไปบอกใครก็แล้วกันว่ายันต์พวกนี้ได้มาจากข้า”

เดิมทีเขาก็คิดว่ายันต์ระดับต่ำพวกนี้ไม่ได้มีค่าอะไรนัก

ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่า ของที่หายากย่อมมีราคาสูง ยันต์ระดับต่ำที่ดูไร้ค่าเหล่านี้ อาจจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นของวิเศษหรือโอสถล้ำค่าจากผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ทว่าการครอบครองของมีค่า ย่อมนำมาซึ่งอันตราย หากมีใครรู้เรื่องนี้เข้า เขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้เช่นกัน

“เมื่อครู่นี้ พวกท่านบอกว่าหัวหอกขนนกสีเงินเหล่านี้จะช่วยให้เราหาทางออกจากลานไล่ล่าหมึกได้ หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?” เฉินผิงเอ่ยถามต่อ

เขาเพิ่งจะมาถึงค่ายพักแรมทางทิศเหนือ จึงยังมีเรื่องสงสัยอีกมากมาย

ป่ายลี่เหย่จึงรับหน้าที่อธิบายให้ฟังอีกครั้ง

“เช่นเดียวกับป่าม่านหมอกสีขาว ทางทิศเหนือนี้ก็มีแม่น้ำสายหนึ่งขวางกั้นอยู่เช่นกัน ทอดยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก แบ่งลานไล่ล่าหมึกออกเป็นสองส่วน หากต้องการเข้าสู่ช่องทางที่นำไปสู่ทางออก ก็จำเป็นต้องข้ามแม่น้ำสายนั้นไปให้ได้”

“แม่น้ำสายนั้นมีความพิเศษมาก ดูเหมือนว่าแม่น้ำทั้งสายจะเป็นค่ายกลสังหารรูปแบบหนึ่ง ทว่าก็ดูจะไม่ใช่ค่ายกลเสียทีเดียว หากมีสิ่งใดแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไปเหนือน่านน้ำ ก็จะถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในพริบตา ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีผู้ฝึกตนพยายามจะฝ่าข้ามไปนับไม่ถ้วน ทว่าก็ต้องจบชีวิตลงที่แม่น้ำสายนั้นอย่างอนาถ ศพแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี”

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีผู้ฝึกตนเดินทางมาถึงที่นี่อย่างต่อเนื่อง

ทุกคนต่างมารวมตัวกัน และสร้าง ‘ค่ายพักแรมฝั่งเหนือ’ ขึ้นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำ

ในช่วงที่มีคนอยู่เยอะที่สุด ก็มีผู้ฝึกตนมารวมตัวกันถึงร้อยกว่าคนเลยทีเดียว ทว่าในช่วงหลายปีมานี้ มีผู้ฝึกตนหลายคนพยายามจะเหาะข้ามแม่น้ำ แต่ก็ต้องจบชีวิตลง ซ้ำยังมีผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่ออกไปสำรวจป่าแล้วไม่ได้กลับมา หรือบางคนก็ถอดใจแยกย้ายกันไปหาทางออกอื่น ตอนนี้จึงเหลือผู้ฝึกตนอยู่ที่ค่ายเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น

และแม้แต่ผู้ที่ยังเหลือรอดอยู่ ก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องวิธีการข้ามแม่น้ำ และมีบางกลุ่มที่กำลังวางแผนจะแยกตัวออกไปหาทางอื่น

“ทว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราก็ค้นพบเคล็ดลับบางอย่างเข้า หากนำหัวหอกขนนกสีเงินเหล่านี้กลับไปประกอบเข้ากับด้ามหอก ในขณะที่ค่ายกลเหนือน่านน้ำกำลังทำงาน หากเราขว้างหอกออกไปให้เข้าเป้าอย่างแม่นยำ ก็จะเกิดเป็นสะพานมายาทอดข้ามแม่น้ำ และสะพานมายานี้ก็มีความปลอดภัยมากพอที่จะให้พวกเราเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้” ป่ายลี่เหย่กล่าวอธิบาย

“ง่ายแค่นี้เองหรือขอรับ?” เฉินผิงรู้สึกทะแม่งๆ คิดว่ามันน่าจะมีเงื่อนไขอะไรซ่อนอยู่อีกแน่ๆ

แล้วก็เป็นไปตามคาด

ป่ายลี่เหย่ฝืนยิ้มขื่น พลางเอ่ยต่อว่า

“มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดหรอกขอรับ ไม่อย่างนั้นตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ คงมีคนทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว เดี๋ยวพอถึงค่ายพักแรม ข้าจะแสดงให้สหายเฉินดูเองขอรับ”

เฉินผิงพยักหน้ารับ

พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป พร้อมกับพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

แน่นอนว่า บทสนทนาส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดขึ้นระหว่างเฉินผิง, ป่ายลี่เหย่ และเซวียนหยวนเสวียนเช่อ ซึ่งเป็นบุรุษด้วยกัน ส่วนป่ายลี่เซียนหลิงก็เดินตามอยู่เงียบๆ คอยรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ค่อยปริปากพูดอะไรมากนัก

ส่วนอิ่นเยวี่ย ในฐานะที่เป็นพระมารดาของแผ่นดิน นางก็มักจะวางตัวให้ดูน่าเกรงขาม และรักษาระยะห่างจากคนอื่นๆ เสมอ จึงไม่ค่อยได้เอ่ยปากสนทนาด้วยเช่นกัน

หลายวันต่อมา พวกเขาก็เดินทางกลับมาถึงค่ายพักแรมฝั่งเหนือ

ค่ายพักแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ด้านหลังพิงหน้าผาสูงชันที่โค้งเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลม

ปัจจุบันนี้ ค่ายมีผู้ฝึกตนอาศัยอยู่เพียงไม่กี่สิบคน ผู้ฝึกตนบางส่วนได้แยกตัวออกไปหาทางหนีทีไล่อื่นแล้ว

ภายในค่าย บางคนก็สร้างกระท่อมมุงหลังคาอย่างง่ายๆ อาศัยอยู่ ส่วนบางคนก็เจาะหน้าผาเพื่อใช้เป็นที่พักพิง

“สหายป่ายลี่ เคยพบเห็นท่านเจ้าสำนักเว่ยสวินบ้างไหมขอรับ?” เฉินผิงเอ่ยถาม

ป่ายลี่เหย่ส่ายหน้า

“ไม่เคยเลยขอรับ ไม่เคยเห็นท่านเจ้าสำนักเว่ยเลย”

“อันที่จริง ตอนที่มีคนอยู่เยอะที่สุด ก็มีแค่ร้อยกว่าคนเองนะขอรับ ในตอนที่เกิดสงครามใหญ่ที่กำแพงเขตแดนรุ่งอรุณ มีผู้ฝึกตนเข้าร่วมรบมากกว่านี้เยอะ เสด็จแม่สันนิษฐานว่า น่าจะมีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ตกลงมาที่นี่ และพวกเราก็คือพวกที่โชคร้ายนั่นแหละขอรับ” ป่ายลี่เหย่หัวเราะขื่น

เฉินผิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ

ตอนนี้เขาปลงตกกับเรื่องพวกนี้แล้วล่ะ

ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ไม่มีใครโชคร้ายไปเสียทุกเรื่องหรอก หากเขาไม่ได้ตกลงมาที่นี่ เขาก็คงต้องร่วมเป็นร่วมตายบุกภูเขาต้นกำเนิดมารไปพร้อมกับกองทัพ

แล้วคิดว่าการสู้รบกับเผ่ามารที่สู้ถวายหัวแบบนั้น มันจะไม่เสี่ยงอันตรายเลยหรือไง?

“ไปเถอะ สหายเฉิน ข้าจะพาท่านไปดูสภาพแม่น้ำสายนั้น” ป่ายลี่เหย่กล่าวชวน หลังจากที่แนะนำค่ายพักแรมให้ฟังคร่าวๆ แล้ว

เมื่อหันกลับไป ก็พบว่าน้องสาวยังคงเดินตามหลังมาต้อยๆ เขาจึงเอ็ดเบาๆ ว่า

“เจ้าจะตามพวกข้ามาทำไม? รีบกลับไปฝึกฝนของเจ้าสิ”

เมื่อก่อนก็ไม่เห็นจะติดแจขนาดนี้นี่นา

“อ้อ” ป่ายลี่เซียนหลิงขานรับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังถ้ำที่พักของตน

...

ความรู้สึกแรกที่เฉินผิงสัมผัสได้เมื่อเห็นแม่น้ำสายนั้นก็คือ มันกว้างมาก

กว้างมากๆ

กะด้วยสายตาน่าจะกว้างร้อยกว่าจ้างเลยทีเดียว ซึ่งกว้างกว่าแม่น้ำฝั่งป่าม่านหมอกสีขาวตั้งเยอะ

ความรู้สึกที่สองก็คือ มันลึกมาก

ลึกจนหยั่งไม่ถึง

ตอนนี้เขามีระดับพลังเลี่ยนชี่ขั้นสมบูรณ์ ประกอบกับมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งในระดับจินตันและวิชาเสริมสร้างร่างกาย ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาค่อนข้างดีทีเดียว ทว่าเมื่อเขาเพ่งมองลงไปในแม่น้ำ เขากลับมองไม่เห็นว่ามันลึกแค่ไหน

ซึ่งมันแตกต่างจากแม่น้ำฝั่งป่าม่านหมอกสีขาวอย่างสิ้นเชิง แม่น้ำสายนั้นทั้งตื้นและน้ำใสแจ๋ว จนสามารถมองเห็นก้อนกรวดก้นแม่น้ำได้อย่างชัดเจน

ตามคำบอกเล่าของป่ายลี่เหย่ แม่น้ำสายนี้ดูราวกับเป็นค่ายกลสังหารที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล ทว่าก็ดูจะไม่ใช่ค่ายกลเสียทีเดียว

ขอเพียงแค่มีสิ่งแปลกปลอมรุกล้ำเข้าไปในน่านน้ำ มันก็จะถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดในพริบตา

“สหายเฉิน คอยดูให้ดีนะขอรับ”

ป่ายลี่เหย่หยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อน แล้วโยนออกไปอย่างเบามือ

ก้อนหินยังไม่ทันลอยไปถึงกลางแม่น้ำ ก็แตกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา มองแทบไม่ทันเลยว่ามันถูกบดขยี้ได้อย่างไร

ในขณะเดียวกัน

ก็มีวงแสงสว่างวาบขึ้นเหนือน่านน้ำแล้วเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว

“เห็นวงแสงเมื่อครู่นี้ไหมขอรับ?” ป่ายลี่เหย่ชี้ไปยังจุดที่วงแสงเพิ่งจะเลือนหายไป

“บนวงแสงนั้นจะมีจุดเล็กๆ ปรากฏอยู่ประปราย เห็นไหมขอรับ? ขอเพียงเราขว้างหอกขนนกสีเงินออกไปให้โดนจุดใดจุดหนึ่ง เหนือน่านน้ำก็จะปรากฏเป็นสะพานมายาขึ้นมา”

“ทว่าจุดเหล่านั้นก็มีหลายระดับ หากขว้างโดนจุดสีแดง ซึ่งเป็นจุดที่ขว้างโดนง่ายที่สุด สะพานมายาที่เกิดขึ้นก็จะคงอยู่เพียงชั่วพริบตาเดียว ซึ่งไม่เพียงพอให้พวกเราข้ามไปได้ เคยมีผู้ฝึกตนลองทำดูแล้ว ทว่าต่อให้วิ่งสุดฝีเท้า ก็ยังวิ่งไปได้แค่ครึ่งทาง แล้วสะพานมายาก็หายไป ทำให้พวกเขาต้องจบชีวิตลงอย่างน่าสลด”

“จนถึงตอนนี้ มีผู้ฝึกตนสามารถขว้างโดนจุดสีแดง สีส้ม และสีเหลืองมาแล้ว ทว่าสะพานมายาที่เกิดขึ้นก็ยังคงอยู่ไม่นานพอให้พวกเราข้ามไปได้ เสด็จแม่สันนิษฐานว่า มีเพียงจุดสีม่วงจุดเดียวเท่านั้นที่จะช่วยสร้างสะพานมายาที่คงทนถาวรพอให้พวกเราข้ามไปได้อย่างปลอดภัย”

เฉินผิงตกอยู่ในภวังค์ความคิด

นี่มันเหมือนกับเกมปาเป้าเลยไม่ใช่หรือ?

หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือ มันเหมือนกับสนามฝึกซ้อมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ได้ฝึกฝนวิชาอาคมหรือทักษะบางอย่างโดยเฉพาะเสียมากกว่า

เฉินผิงหวนนึกถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขาเคยเห็นในถ้ำที่มีหัวใจชีพจรวิญญาณ ซึ่งหนึ่งในภาพเหล่านั้นก็มีภาพของการฝึกฝนวิชาขว้างปาอยู่ด้วย

นี่มันก็คือวิชาขว้างปา ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่สุดไม่ใช่หรือไง?

หรือว่า... ท่านอาจารย์ซีเยวี่ยจะมีแผนการแอบแฝงในการชักนำให้เขาเข้าไปในถ้ำแห่งนั้น?

ไม่ได้ต้องการจะมอบหัวใจชีพจรวิญญาณให้เขาเพียงอย่างเดียวหรอกหรือ?

“อิ่นเยวี่ยเจินจวินบอกว่า หากขว้างหอกขนนกสีเงินโดนจุดสีม่วง ก็จะสามารถข้ามแม่น้ำไปได้งั้นหรือขอรับ?” เฉินผิงเอ่ยถาม

ป่ายลี่เหย่พยักหน้า

“เสด็จแม่ก็แค่คาดเดาน่ะขอรับ ทว่าเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ ความเป็นไปได้ก็มีสูงมาก”

เขาฝืนยิ้มขื่น พลางกล่าวต่อว่า

“ถึงจะดูเหมือนเป็นแค่การขว้างหอกธรรมดาๆ ทว่ามันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยนะขอรับ”

“วงแสงนั่นมันเคลื่อนที่ไปมาตลอดเวลา ซ้ำยังโผล่มาแค่แวบเดียว กว่าจะทันได้ตั้งตัว มันก็หายไปแล้ว”

“และที่สำคัญที่สุดคือ ในระหว่างระยะทางจากจุดที่พวกเรายืนอยู่ ไปจนถึงจุดที่เกิดวงแสงนั้น จะมีคลื่นพลังที่มองไม่เห็นคอยรบกวนทิศทางของหอกขนนกสีเงินอยู่ตลอดเวลา ต่อให้เราเล็งเป้าไว้อย่างแม่นยำ ทว่าคลื่นพลังเหล่านั้นก็จะทำให้หอกเบี่ยงเบนทิศทางไป ซึ่งมันก็มีหลักการคล้ายๆ กับการทำงานของยันต์หลบหลีกกระบี่นั่นแหละขอรับ”

“แถมจุดสีม่วงที่ว่านั่น ก็มีขนาดเล็กจิ๋วเท่ารูเข็ม ซ้ำยังไม่ได้อยู่นิ่งๆ ทว่ามันจะเคลื่อนที่ไปมาอยู่ภายในวงแสง และตัววงแสงเองก็เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน”

“ลองคิดดูสิขอรับ ว่ามันจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน?” ป่ายลี่เหย่แบมือออกอย่างจนปัญญา

“ยากจริงๆ ด้วย” เฉินผิงพยักหน้าเห็นด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลกระทบมันมีมากเกินไป

ในกระบวนการนี้ ต้องอาศัยความแม่นยำขั้นสุด ทั้งในเรื่องของแรงส่ง มุมตกกระทบ ความเร็ว จังหวะเวลา และการคำนวณคลื่นพลังที่มองไม่เห็นอย่างแม่นยำ

ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็ไม่ได้

ผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่มีพลังสัมผัสที่จำกัด การจะรับรู้ถึงรอยแยกมิติก็ต้องพึ่งพาประสาทสัมผัสล้วนๆ ซึ่งประสิทธิผลก็ย่อมลดหลั่นลงไป และโดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ก็มักจะยังไม่สามารถควบคุมพลังวิญญาณได้อย่างละเอียดอ่อนนัก

ซึ่งนี่ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้ทักษะนี้ยากยิ่งขึ้นไปอีก

หากมองผิวเผิน มันอาจจะดูเหมือนเป็นแค่กระบวนการขว้างปาธรรมดาๆ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มันยากกว่าการขว้างปาในสถานการณ์ปกติที่ไร้สิ่งรบกวนนับหมื่นเท่า

“สหายป่ายลี่พอจะมีหอกขนนกสีเงินติดตัวมาบ้างไหมขอรับ?” เฉินผิงจ้องมองไปที่ผิวน้ำ

“มีสิขอรับ” ป่ายลี่เหย่หยิบหอกยาวออกมาจากถุงเก็บของ

ที่เรียกว่าหอกขนนกสีเงินนั้น แท้จริงแล้วมันไม่มี ‘ขนนก’ อยู่เลย ซึ่งแตกต่างจากหอกของพวกมารโครงกระดูกทรงม้าอย่างสิ้นเชิง

ความจริงแล้ว มันคือการนำด้ามไม้มาทำเป็นหอก จากนั้นก็นำหัวหอกที่เป็นเศษกระดูกของมารโครงกระดูกทรงม้ามาบดให้ละเอียดเป็นผง แล้วนำไปผสมกับน้ำหมึก จากนั้นก็ใช้พลังวิญญาณควบคุมให้หมึกนั้นไปวาดเป็นลวดลายลงบนด้ามหอกไม้อีกที

ทำให้ด้ามหอกไม้กลายเป็นอาวุธเวทจำลอง

กระบวนการนี้ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับการหลอมอาวุธอยู่บ้าง

ซึ่งในบรรดาผู้ฝึกตนที่นี่ ก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านการหลอมอาวุธอยู่หลายคน

และหนึ่งในนั้นก็คืออิ่นเยวี่ย ซึ่งเป็นปรมาจารย์ด้านการหลอมอาวุธนั่นเอง

ด้วยการเสริมพลังจากผงกระดูกหัวหอก หอกขนนกสีเงินก็จะสามารถพุ่งทะยานไปจนถึงวงแสงได้ โดยไม่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดเสียก่อน

แน่นอนว่า แม้จะมีการเคลือบด้วยผงกระดูก แต่มันก็ช่วยให้วัตถุพุ่งไปถึงแค่วงแสงเท่านั้น หากพุ่งเลยออกไป มันก็จะถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดอยู่ดี ด้วยเหตุนี้ การจะนำผงกระดูกมาทาตัวแล้วเหาะข้ามไป จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ซึ่งผู้ฝึกตนเหล่านี้ก็ได้ลองทำมาหมดแล้ว

และไม่ใช่แค่ลองทำแค่วิธีนี้วิธีเดียวด้วย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหล่าผู้ฝึกตนไม่ได้นิ่งนอนใจเลย พวกเขาได้พยายามงัดเอาทุกวิถีทางออกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำข้ามไป การกางม่านพลังของของวิเศษเพื่อพุ่งทะยานข้ามไป หรือแม้แต่การผูกมัดตัวเองไว้กับสัตว์อสูรบินได้แล้วให้มันพาบินข้ามไป

ทว่าทุกความพยายามล้วนจบลงด้วยความล้มเหลวทั้งสิ้น

เฉินผิงรับหอกขนนกสีเงินที่ป่ายลี่เหย่ยื่นส่งมาให้ เขาลองกะน้ำหนักดู ก่อนจะหยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งก้อนแล้วโยนออกไป

ในวินาทีที่วงแสงปรากฏขึ้น เขาก็เล็งไปที่จุดสีน้ำเงินจุดหนึ่ง พยายามนึกถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังในถ้ำที่มีหัวใจชีพจรวิญญาณ แล้วขว้างหอกขนนกสีเงินออกไปตามท่วงท่าที่เห็นในภาพ

เสียง ‘ฟิ้ว’ ดังแหวกอากาศ

หอกขนนกสีเงินพุ่งเฉียดวงแสงไปเพียงไม่กี่จ้าง

“อะแฮ่ม ถือว่าทำได้ดีมากเลยนะขอรับ สำหรับการขว้างครั้งแรก ก็เฉียดวงแสงไปได้ขนาดนี้แล้ว” ป่ายลี่เหย่เอ่ยหยอกล้อ

เฉินผิง: ...

ทว่าเฉินผิงก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

เพราะเขามองเห็นข้อความบรรทัดใหม่ปรากฏขึ้นบนหน้าต่างสถานะ ‘วิชาขว้างปา: 1/1000’

“ขอหอกขนนกสีเงินให้ข้าลองอีกสักด้ามสิ”

‘ฟิ้ว’

‘วิชาขว้างปา: 2/1000’...

แค่นี้ก็หวานหมูแล้วไม่ใช่หรือไง?

ขว้างปาหนึ่งครั้ง ก็ได้คะแนนเพิ่มหนึ่งแต้ม

ขอเวลาข้าปั๊มคะแนนแค่ไม่กี่วันก็เต็มร้อยแล้ว

เมื่อลองคิดดูให้ดี วิชาขว้างปาก็ถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สุด เช่นเดียวกับทักษะการชำแหละที่เขาเคยฝึกฝนในอดีต ซึ่งตอนนั้นเขาใช้เวลาเพียงสามวันก็สามารถปั๊มคะแนนทักษะการชำแหละจากระดับเริ่มต้นขึ้นมาเป็นระดับ ‘ขั้นเชี่ยวชาญ’ ได้สำเร็จ

และวิชาขว้างปานี้ก็มีหลักการคล้ายคลึงกัน เพียงแต่เพิ่มเทคนิคการใช้พลังวิญญาณเข้ามาเท่านั้น

เฉินผิงเงยหน้ามองไปยังฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ

ที่นั่นมีภูเขาสูงตระหง่านตั้งอยู่ ว่ากันว่าขอเพียงแค่ปีนขึ้นไปถึงยอดเขา ก็จะสามารถหาทางออกจากลานไล่ล่าหมึกได้ และแม่น้ำสายนี้ก็คืออุปสรรคด่านสุดท้าย

ทว่าภูเขาสูงก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ทุกคนสามารถมองเห็นมันได้ทุกเมื่อเชื่อวัน ทว่ากลับไม่อาจเอื้อมถึง ได้แต่มองตาปริบๆ

มันชวนให้รู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน

ทว่าสำหรับเฉินผิงในเวลานี้ เขากลับมองเห็นหนทางสว่างที่ทอดยาวรออยู่เบื้องหน้า

สิ่งเดียวที่เขาต้องทำในตอนนี้ก็คือ——

——เกลี้ยกล่อมให้อิ่นเยวี่ยยอมมาเป็นลูกจ้างให้เขา

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 430 - วิธีแก้เกม

คัดลอกลิงก์แล้ว