เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 390 - จินตันสุดพิลึก

บทที่ 390 - จินตันสุดพิลึก

บทที่ 390 - จินตันสุดพิลึก


บทที่ 390 - จินตันสุดพิลึก

เมืองเทียนไห่

“เถ้าแก่ ของที่ข้าสั่งไว้มาหรือยัง?” เฉินผิงปรากฏตัวขึ้นภายในร้านขายโอสถแห่งหนึ่ง

บัดนี้เวลาผ่านไปสี่เดือนแล้วนับตั้งแต่การต่อสู้กับเผ่ามารในอาวุธเวท หลังจากกำจัดมารตนนั้น เขาก็เดินทางมายังเมืองผู้ฝึกตนที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็คือเมืองเทียนไห่

และยังเป็นเมืองผู้ฝึกตนที่ใหญ่ที่สุดภายใต้การดูแลของสำนักเทียนไห่หลิงหยวนอีกด้วย

สำนักนี้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทวีปเพียวเหมี่ยวในด้านความเชี่ยวชาญการควบคุมสัตว์วิเศษ

เฉินผิงมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์สองประการ

หนึ่งคือตามหาเคล็ดวิชาควบคุมสัตว์วิเศษสำหรับเหยี่ยวหิมะ

สองคือเพื่อช่วยกวางแปดเขาบรรลุจินตัน

หลายสิบปีก่อน ตอนที่เฉินผิงเพิ่งมาถึงเมืองเทียนเหยี่ยนเพื่อบ่มสุรา ในตอนนั้นเขาอยู่ระดับจู้จีขั้นปลาย กวางแปดเขาที่เขาพบก็อยู่ในระดับกึ่งก้าวสู่ขั้นสามแล้ว

อายุขัยของสัตว์อสูรนั้นยืนยาวกว่ามนุษย์ในระดับพลังเดียวกันมาก ดังนั้นเวลาที่ใช้ในการเลื่อนระดับจึงยาวนานกว่ามนุษย์มากเช่นกัน

ทว่าถึงกระนั้น กวางแปดเขาในปัจจุบันก็อยู่ห่างจากช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการบรรลุจินตันเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

หากนำของสิ่งนี้กลับไป มันน่าจะได้รับโอกาสในการทะลวงระดับอย่างแน่นอน

“โอ้ ที่แท้ก็ผู้อาวุโสเฉิน เชิญเข้ามานั่งข้างในก่อนขอรับ” เถ้าแก่ร้านเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้นเมื่อเห็นเฉินผิงเดินเข้ามา

เฉินผิงเดินตามเข้าไปในห้องรับรองแขกวีไอพี

“ดูจากสีหน้าของเถ้าแก่แล้ว คงหาของมาได้แล้วสินะ?”

กระบวนการสั่งซื้อของมีค่าล่วงหน้าแบบนี้ มักจะทำกันแบบตัวต่อตัวในห้องรับรองแขกวีไอพี เพราะทางร้านจำเป็นต้องรักษาความลับให้กับลูกค้า

“ไม่ทำให้ผิดหวังขอรับ หามาได้แล้วจริงๆ ผู้อาวุโสเฉินเชิญนั่งจิบชาก่อน ผู้น้อยจะไปนำมาให้เดี๋ยวนี้ขอรับ” เถ้าแก่ยิ้มประจบประแจง

สิ่งที่เฉินผิงต้องการคือโอสถปราณม่วงที่ช่วยให้กวางแปดเขาบรรลุเป็นแก่นอสูร และตำราวิธีช่วยสัตว์อสูรบรรลุจินตัน

โอสถปราณม่วงเป็นโอสถที่นักปรุงยาเผ่ามนุษย์คิดค้นขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้สัตว์วิเศษทะลวงเข้าสู่ระดับสาม ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการบรรลุจินตันของสัตว์วิเศษได้ในระดับหนึ่ง

ส่วนตำรานั้นก็คล้ายคลึงกัน สามารถใช้เป็นแนวทางในการคุ้มกันขณะที่สัตว์วิเศษกำลังบรรลุจินตันได้

ไม่นานเถ้าแก่ก็นำโอสถและตำรามาให้ โอสถนั้นราคาแพงหูฉี่ ส่วนตำรานั้นราคาถูกกว่าเล็กน้อย รวมทั้งสองอย่างแล้วต้องจ่ายหินวิญญาณระดับสูงถึง 120 ก้อนเลยทีเดียว

ทว่ากวางแปดเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาระบบนิเวศบนยอดเขาเสี่ยวจู๋ การลงทุนครั้งนี้จึงถือว่าคุ้มค่า

หลังจากตรวจสอบโอสถจนแน่ใจว่าไม่ผิดพลาด เฉินผิงก็แวะไปยังร้านขายตำราอีกครั้ง

น่าเสียดายที่เคล็ดวิชาควบคุมสัตว์วิเศษสำหรับเหยี่ยวหิมะที่สั่งไว้ยังมาไม่ถึง

ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา เขาไม่ได้แค่สั่งจองล่วงหน้าตามร้านขายตำราเท่านั้น ทว่ายังคอยติดตามงานประมูลทั้งขนาดเล็กและใหญ่ รวมถึงตลาดผู้ฝึกตนอิสระด้วย ทว่าก็ไม่พบตำราควบคุมสัตว์วิเศษที่เกี่ยวข้องเลย

ตำราควบคุมสัตว์วิเศษระดับสาม แม้แต่สำนักใหญ่ด้านการควบคุมสัตว์วิเศษอย่างเทียนไห่หลิงหยวน ก็ยังควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ยอมให้ตำราเหล่านี้เล็ดลอดออกมาง่ายๆ

“ผู้อาวุโสขอรับ สัตว์วิเศษอย่างเหยี่ยวหิมะนั้นหายากยิ่งนัก แม้แต่ในสำนักเทียนไห่หลิงหยวนก็ใช่ว่าจะมี และต่อให้มี ก็คงไม่ปล่อยออกมาง่ายๆ หรอกขอรับ พูดตามตรง ร้านของเราก็มีสาขาอยู่ในเมืองผู้ฝึกตนอื่นๆ ด้วย ทว่าก็ไม่พบวิชาควบคุมสัตว์วิเศษชนิดนี้เลยขอรับ” เถ้าแก่ร้านส่ายหน้าอย่างเสียดาย

“พอจะมีที่อื่นที่สามารถหาวิชาควบคุมสัตว์วิเศษชนิดนี้ได้อีกไหม?” เฉินผิงถามเผื่อไว้

ในใจคิดว่าหากไม่ได้จริงๆ ก็ช่างมันเถอะ

แม้เหยี่ยวหิมะจะดี แต่ก็ไม่คุ้มค่าที่จะต้องเอาตัวไปเสี่ยง

เถ้าแก่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

“ทางตอนเหนือของเมืองมีผู้อาวุโสระดับจินตันท่านหนึ่งชื่อว่าสวีเหลียง ผู้อาวุโสอาจจะลองไปเสี่ยงดวงดูที่นั่นก็ได้ ทว่าคนผู้นี้มีนิสัยพิลึกพิลั่น คบหาด้วยยากสักหน่อยนะขอรับ”

เดิมทีสวีเหลียงเป็นนักควบคุมสัตว์วิเศษอัจฉริยะของสำนักใหญ่ด้านการควบคุมสัตว์วิเศษแห่งหนึ่ง ต่อมาสำนักแห่งนั้นก็ตกต่ำลงด้วยเหตุผลบางประการ จนถึงขั้นแตกสลายและปิดตัวลง สวีเหลียงจึงจำต้องระหกระเหินออกจากสำนักเดิม ร่อนเร่ไปทั่ว จนท้ายที่สุดก็มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองผู้ฝึกตนแห่งนี้

ในวัยหนุ่ม สวีเหลียงเคยให้คำสัตย์สาบานต่อหน้าอาจารย์ว่า ชาตินี้จะรับใช้เพียงสำนักเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือสำนักเดิมของเขา ดังนั้นต่อให้สำนักเทียนไห่หลิงหยวนจะหยิบยื่นไมตรีให้หลายครั้ง เขาก็ไม่เคยใจอ่อนเลย

เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในฐานะผู้ฝึกตนอิสระมาโดยตลอด

เนื่องจากเขามีระดับพลังบำเพ็ญเพียรสูงถึงระดับจินตันขั้นเก้า ประกอบกับมีความเกี่ยวข้องกับสำนักเทียนไห่หลิงหยวนอยู่บ้าง แม้จะมีคนบางกลุ่มจ้องตาเป็นมันกับคลังความรู้เรื่องการควบคุมสัตว์วิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา ทว่าก็ไม่มีใครกล้าลงมือปล้นชิงอย่างอุกอาจ

อย่างมากก็แค่มาขอความร่วมมืออย่างเปิดเผยเท่านั้น

ทว่าหลังจากสำนักเดิมล่มสลาย สวีเหลียงก็มีปัญหาทางจิตใจ เขาไม่ชอบคบค้าสมาคมกับผู้ใด

“ขอบใจเถ้าแก่มาก” เฉินผิงรีบกล่าวขอบคุณ

หลังจากออกมาจากร้าน เขาก็เดินเลี้ยวไปตามถนนหลายสายเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์กลับเป็นอย่างเดิม

เมืองผู้ฝึกตนขนาดใหญ่เช่นนี้มีความปลอดภัยสูงมาก แทบจะไม่พบเห็นการดักปล้นเลย ทว่าเหยี่ยวหิมะนั้นเป็นของหายากและมีค่ามาก ดังนั้นเวลามาตามหาร้านขายของที่เกี่ยวข้อง เขาจึงมักจะแปลงโฉมมาเสมอ

ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานี้ที่สงครามระหว่างมนุษย์กับมารกำลังใกล้เข้ามา วิธีการใดที่สามารถเพิ่มพลังรบได้ล้วนเป็นที่ต้องการอย่างมาก การควบคุมสัตว์วิเศษก็เช่นกัน ดังนั้นจึงมีผู้ฝึกตนจำนวนมากเดินทางมาที่เมืองเทียนไห่เพื่อแสวงหาวาสนา สัตว์วิเศษ หรือเคล็ดวิชาต่างๆ

ยิ่งผู้คนพลุกพล่านปะปนกันมากเท่าใด โอกาสที่จะเกิดความวุ่นวายก็ยิ่งมีมากเท่านั้น

ทว่าระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม เขากลับบังเอิญพบกับเจี่ยจงโส่วที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านขายโอสถแห่งหนึ่ง

“อ้าว สหายนักพรต บังเอิญจังเลยนะ? พวกเรานี่มีวาสนาต่อกันจริงๆ” เมื่อเห็นเฉินผิง เจี่ยจงโส่วก็มีสีหน้าดีใจราวกับได้พบเพื่อนเก่าในต่างแดน รีบเดินเข้ามาทักทาย

เฉินผิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด

ตั้งแต่วันที่สองที่เขามาถึงเมืองเทียนไห่ เขาก็เห็นเจี่ยจงโส่วลากสังขารที่บาดเจ็บเข้ามาในเมืองแล้ว

ที่นี่คือเมืองผู้ฝึกตนที่อยู่ใกล้กับสถานที่เกิดการต่อสู้ครั้งนั้นมากที่สุด จึงเป็นสถานที่พักฟื้นที่ดีที่สุดที่เจี่ยจงโส่วเลือก

เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า ผ่านไปสี่เดือนแล้วเพิ่งจะได้พบหน้ากันเป็นครั้งแรกในเมืองเดียวกัน

ในตอนนี้ เจี่ยจงโส่วสวมชุดคลุมเวทขนสัตว์หนาเตอะ

เฉินผิงรู้จักวัสดุของชุดคลุมเวทตัวนี้ดี

มันเป็นขนของสัตว์วิเศษชนิดพิเศษ เป็นวัสดุชั้นยอดสำหรับสลักค่ายกลรักษาความอบอุ่น มักใช้สำหรับผู้ฝึกตนที่มีร่างกายอ่อนแอและขี้หนาวจัด

จัดเป็นชุดคลุมเวทชนิดพิเศษที่ไม่ค่อยพบเห็นได้ทั่วไปนัก

“ที่แท้ก็คือสหายนักพรตเจี่ยนี่เอง ยินดีที่ได้พบ” เฉินผิงมองชุดคลุมเวทของเขาแล้วยิ้ม

“สหายนักพรตเจี่ยมีร่างกายเป็นธาตุน้ำแข็งอันหายากงั้นหรือ?”

เจี่ยจงโส่วได้ยินดังนั้นก็ยิ้มขื่น

“เฮ้อ ถ้าเป็นร่างกายพิเศษแบบนั้นก็ดีสิ น่าเสียดายที่ไม่ใช่ ที่นี่ไม่เหมาะจะคุยกันนาน ในเมื่อพวกเรามาพบกันที่นี่ก็ถือว่ามีวาสนา ไปนั่งคุยกันที่โรงน้ำชาดีไหม?”

เฉินผิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่ป่าเขาลำเนาไพร จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกลอบโจมตีมากนัก จึงตอบตกลง

ทั้งสองเข้าไปนั่งในห้องส่วนตัวของโรงน้ำชาที่เก็บเสียงและปิดกั้นสัมผัสเทวะได้เป็นอย่างดี

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ในการต่อสู้เมื่อวันนั้น เจี่ยจงโส่วไม่เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายเท่านั้น ทว่ายังได้รับบาดเจ็บจากพิษของมัวเจี๋ยอีกด้วย

พิษชนิดนี้ทำให้เขารู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ สลับกันไปมา ทรมานอย่างยิ่ง

และอาการก็ไม่ได้ดีขึ้นง่ายๆ ต้องพึ่งพาโอสถในการค่อยๆ ปรับสภาพร่างกาย

หลังจากได้รับการช่วยเหลือในวันนั้น เขาพักอยู่ในป่าหนึ่งคืน ทว่าอาการบาดเจ็บรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะที่จะเดินทางไกล จึงตัดสินใจมาที่เมืองเทียนไห่ เนื่องจากรู้จักกับเจ้าเมือง จึงได้เข้าไปพักรักษาตัวอยู่ในจวนเจ้าเมืองมาตลอด

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ อาการบาดเจ็บเริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว จึงเพิ่งได้ออกมาข้างนอก

“ร่างกายธาตุน้ำแข็งหรือ? ข้าว่ามันคือร่างกายแห่งความโชคร้ายต่างหากล่ะ”

“เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนอยู่นี่แหละ เจ้าไม่รู้หรอกนะ เหมือนวินาทีที่แล้วยังถูกแผดเผาอยู่ในเปลวเพลิงอันร้อนระอุ แต่วินาทีต่อมากลับเหมือนตกลงไปในสระน้ำแข็งหมื่นปี ที่ทรมานที่สุดคือตอนที่เปลี่ยนสลับระหว่างความหนาวกับความร้อน เหมือนมีหนอนแมลงนับหมื่นตัวกำลังกัดกินเลือดเนื้ออยู่ภายใน เจ็บปวดจนแทบขาดใจ สหายนักพรตช่างโชคดีจริงๆ ที่ได้สัมผัสกับนังแพศยานั่นแล้วไม่โดนพิษเข้าไปด้วย”

พูดจบเจี่ยจงโส่วก็ตัวสั่นสะท้าน

แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน ทว่าเขากลับกระชับชุดคลุมขนสัตว์ไว้แน่น

รูปร่างที่อวบอ้วนของเขา เมื่อหดคอลงก็ดูเหมือนหัวจะติดอยู่กับไหล่ ดูตลกพิลึก

ทว่าเฉินผิงผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี ย่อมไม่หัวเราะเยาะเขา เพียงแค่ตอบไปว่า

“มารตนนั้นคงอยากจะเก็บข้าไว้บำเพ็ญคู่ล่ะมั้ง ก็เลยไม่ได้วางดักพิษ”

“พูดถึงเรื่องนี้ วันนั้นตอนที่อยู่ในอาวุธเวท ข้าก็แอบกลัวอยู่เหมือนกันนะ ว่าสหายนักพรตจะหน้ามืดตามัวตกลงรับข้อเสนอของนังแพศยานั่น” เจี่ยจงโส่วเมื่อนึกย้อนกลับไปยังรู้สึกหวาดเสียวไม่หาย

“สหายนักพรตเจี่ยดูถูกคนเกินไปแล้ว ข้าใช่คนแบบนั้นที่ไหนกัน?” เฉินผิงหน้าบึ้ง

“ข้าเองก็ไม่ใช่คนแบบนั้นเหมือนกัน ข้าใจแข็งจะตาย ต่อให้มีผู้ฝึกตนหญิงมายืนเปลื้องผ้าอยู่ตรงหน้า ข้าก็ไม่แม้แต่จะปรายตามอง” เจี่ยจงโส่วหัวเราะหึๆ

ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีกลุ่มผู้ฝึกตนหญิงแต่งตัววาบหวิวออกมาทอดสายตาอยู่ที่ระเบียงหออิงชุน ฝั่งตรงข้าม

เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังแว่วมาไม่ขาดสาย

ห้องส่วนตัวที่ทั้งสองนั่งอยู่ติดกับถนนพอดี เมื่อมองลอดหน้าต่างออกไปก็จะเห็นทิวทัศน์อันงดงามฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจน

โคมไฟที่แขวนอยู่สองฝั่งระเบียงนั้นช่างใหญ่โตเสียจริง

กระดาษกรุหน้าต่างก็ช่างขาวสะอาด

สายตาของทั้งสองถูกดึงดูดไปในพริบตา

ลูกกระเดือกของเจี่ยจงโส่วถึงกับขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด

ชั่วพริบตาต่อมา ทั้งสองก็ดึงสติกลับมาได้ ต่างคนต่างหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบอย่างรู้กัน โดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องผู้ฝึกตนหญิงเหล่านั้นอีก

“รู้จักกันมาตั้งนาน ยังไม่ทราบเลยว่าสหายนักพรตมีนามว่ากระไร?” เจี่ยจงโส่วเปลี่ยนเรื่องสนทนา

“เฉินทู (นูน)” เฉินผิงตอบเสียงเรียบ

“เฉินทู? เป็นชื่อที่ดีทีเดียว” เจี่ยจงโส่วยิ้มกว้าง

“ชื่อของสหายนักพรตเจี่ยก็เพราะไม่เบา” เฉินผิงตอบตามมารยาท

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจี่ยจงโส่วก็เกาหัวแกรกๆ

“ฮะๆๆ ชื่อนี้ท่านอาจารย์เป็นคนตั้งให้น่ะ ตอนที่ท่านอาจารย์เห็นข้าครั้งแรกก็ถูกชะตาทันที จึงได้รับข้าเป็นศิษย์ในคืนฤดูร้อนกลางเดือนที่ดาวเต็มฟ้า... ฮะๆๆ... ก็เลยได้ชื่อว่า ‘จงโส่ว (รับศิษย์กลางฤดูร้อน)’ น่ะ”

มือที่กำลังจะยกถ้วยชาของเฉินผิงถึงกับชะงักไป

คนเก่งจริงๆ

คนที่คิดชื่อนี้ขึ้นมาได้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน... “ท่านอาจารย์ของท่านต้องเป็นผู้มีวิชาความรู้กว้างขวางแน่ๆ เลย”

เจี่ยจงโส่วฉีกยิ้มกว้าง

“จริงสิ สหายนักพรตเจี่ยบังเอิญไปเจอกับมารตนนั้นงั้นรึ?” เฉินผิงเปลี่ยนประเด็น

ความหมายแฝงคือ: หรือว่ามีความแค้นต่อกัน?

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเจี่ยจงโส่วก็มืดครึ้มลงทันที

“ข้าไม่รู้จักมารตนนั้นหรอก หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ข้าไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเผ่ามารเลย ในเมื่อตอนนี้เผ่ามารกำลังอาละวาด พรสวรรค์ด้านการหลอมอาวุธของข้าก็ถือว่าไม่เลว การถูกเผ่ามารหมายหัวก็เป็นเรื่องปกติ”

“ทว่าเมื่อได้เห็นว่ามัวเจี๋ยคุ้นเคยกับโครงสร้างของอาวุธเวทเป็นอย่างดี ข้าถึงได้ตระหนักว่าเรื่องนี้คงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด อาวุธเวทชิ้นนั้นเป็นสุดยอดสมบัติของสำนักข้า เป็นอาวุธเวทที่สำนักคิดค้นขึ้นมาเอง ของแท้จะอยู่กับท่านเจ้าสำนักตลอดเวลา แม้แต่ของเลียนแบบก็ยังตกทอดอยู่แค่ในกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ไม่เคยหลุดรอดออกไปภายนอกเลย”

“เผ่ามารไม่มีทางรู้เรื่องอาวุธเวทชนิดนี้ได้เลย”

พูดถึงตรงนี้ เจี่ยจงโส่วก็กัดฟันกรอด

เห็นได้ชัดว่าเจี่ยจงโส่วสงสัยว่าในบรรดาบุคคลสำคัญของสำนักเขา มีใครบางคนแปรพักตร์ไปอยู่กับเผ่ามาร นี่คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาไม่ยอมกลับสำนักเดิมทันทีแม้จะบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

เฉินผิงเองก็ใจหายวาบเช่นกัน

ดูเหมือนว่าเผ่ามารจะไม่ยอมหยุดอยู่แค่การปะทะกันซึ่งๆ หน้าเสียแล้ว ในสถานการณ์ที่กำลังพลเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด พวกมันเริ่มหันมาใช้กลยุทธ์แทรกซึม หวังจะบ่อนทำลายสำนักและขุมกำลังต่างๆ จากภายใน เพื่อบั่นทอนพลังรบของผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ

ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนต่างก็ต้องระแวดระวังตัว ความไว้วางใจจะยิ่งลดฮวบลง และความวุ่นวายก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ก่อนที่สงครามระหว่างมนุษย์กับมารเต็มรูปแบบจะปะทุขึ้น การปะทะกันประปรายระหว่างสองเผ่าพันธุ์คงจะเกิดขึ้นก่อนเป็นแน่

เฉินผิงได้แต่หวังว่าในสำนักหลิงเซียวจะไม่มีสายลับของเผ่ามารแฝงตัวอยู่

“ไม่เพียงแต่เผ่ามารเท่านั้น ทว่าตอนนี้ผู้ฝึกตนมารก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน ไม่ทราบว่าสหายนักพรตเฉินเคยเดินทางไปที่ทวีปประจิมและทวีปเสวียนเทียน (สวรรค์เร้นลับ) บ้างหรือไม่?” สีหน้าของเจี่ยจงโส่วดูไม่สู้ดีนัก

“สองทวีปนี้มีอะไรผิดปกติหรือ?” เฉินผิงผงะไปเล็กน้อย

เขาไม่อยากให้แดนเถื่อนประจิมเกิดเรื่องอันตรายขึ้นเลย

“ช่วงที่ข้าพักฟื้นอยู่ในจวนเจ้าเมือง ข้าได้ยินข่าวมาว่า ผู้ฝึกตนมารของสองทวีปนี้เริ่มทยอยเดินทางออกจากทวีปของตน และเข้ามาเคลื่อนไหวทั่วทั้งทวีปเพียวเหมี่ยวแล้ว...”

ตามที่เจี่ยจงโส่วเล่า ผู้ฝึกตนมารเหล่านี้ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ห่างไกลความเจริญของแต่ละทวีป ยกตัวอย่างเช่นผู้ฝึกตนมารในทวีปประจิม ก็ไปตั้งรกรากอยู่ในทะเลทรายทางเหนืออันแห้งแล้งกันดาร

ด้วยเหตุนี้ สำนักฝ่ายธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีอำนาจระดับสูงเพียงไม่กี่คน จึงไม่ได้ไล่ต้อนพวกผู้ฝึกตนมารให้จนมุม

อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกัน

ทว่าเมื่อเผ่ามารปรากฏตัวขึ้น ความเกลียดชังของผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะที่มีต่อผู้ฝึกตนมารก็ทวีความรุนแรงขึ้น บรรดาผู้มีอำนาจที่เคยคิดจะปกป้องผู้ฝึกตนมารก็ทนแรงกดดันไม่ไหว จำต้องเลือกที่จะเมินเฉย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ฝึกตนมารในทะเลทรายทางเหนือจึงไร้กำลังต่อต้าน ด้านหนึ่งพวกเขาทำได้เพียงอพยพสำนักถอยร่นเข้าไปในทะเลทรายให้ลึกยิ่งขึ้น อีกด้านหนึ่ง ผู้ฝึกตนมารจำนวนไม่น้อยก็เริ่มเดินออกจากทะเลทรายทางเหนือ และกระจายตัวไปทั่วทุกมุมของทวีปเพียวเหมี่ยว

ผู้ฝึกตนมารจำนวนไม่น้อยเริ่มหันไปรับใช้เผ่ามาร

กลายเป็นหมากเบี้ยคอยเข่นฆ่าผู้ฝึกตนฝ่ายธรรมะ

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้อมูลนี้สำคัญต่อข้ามาก ขอบคุณสหายนักพรตเจี่ยที่บอกกล่าว” เฉินผิงประสานมือคำนับทันที

ยิ่งได้รับข้อมูลมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนป้องกันตัวเองมากเท่านั้น

“สหายนักพรตเฉินเกรงใจไปแล้ว หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากสหายนักพรต ข้าก็คงตายอยู่ในอาวุธเวทของตัวเองไปแล้ว จะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร? จริงสิ ดูเหมือนว่าสหายนักพรตเฉินจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนของเมืองเทียนไห่ เหตุใดจึงมาเยือนที่นี่เล่า?” เจี่ยจงโส่วถามด้วยความสงสัย

เฉินผิงตอบตามตรง

“บอกตามตรง ข้าเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อจะขอวิชาควบคุมสัตว์วิเศษหายากสักวิชาหนึ่ง น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปสามเดือนแล้วก็ยังหาไม่ได้เลย”

“ตามร้านค้าของสำนักเทียนไห่หลิงหยวนไม่มีเลยรึ?” เจี่ยจงโส่วกระชับเสื้อคลุมเวทเพราะความหนาวเย็น

เมื่อเห็นเฉินผิงส่ายหน้า เขาก็กล่าวต่อ

“ดูท่าตำราที่สหายนักพรตต้องการคงไม่ธรรมดา ปกติแล้วตำราควบคุมสัตว์วิเศษหายากมักจะไม่เปิดเผยให้คนนอกรับรู้ แม้ข้าจะมีความคุ้นเคยกับสำนักเทียนไห่หลิงหยวนอยู่บ้าง ทว่าข้าก็ไม่ใช่ศิษย์ของสำนัก คงไม่อาจช่วยสหายนักพรตในเรื่องตำราประเภทนี้ได้”

เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะดวงตาเป็นประกาย

“สหายนักพรตได้ไปพบผู้อาวุโสสวีที่ทางเหนือของเมืองหรือยัง?”

เฉินผิงไม่คิดเลยว่าเจี่ยจงโส่วจะเอ่ยถึงสวีเหลียง “ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของสหายนักพรตสวีอยู่บ้าง ทว่ายังไม่เคยพบหน้ากันเลย”

เมื่อได้ยินดังนั้น เจี่ยจงโส่วก็หัวเราะร่วน

“เฮ้อ ถ้างั้นก็ต้องไปหาผู้อาวุโสสวีก่อนเลย สหายนักพรตยังไม่รู้อะไร ผู้อาวุโสสวีผู้นี้เป็นอัจฉริยะในวงการควบคุมสัตว์วิเศษเลยนะ จะอธิบายถึงพรสวรรค์อันไม่ธรรมดาของเขาอย่างไรดีล่ะ... อืม ก็คงเหมือนกับพรสวรรค์ด้านการหลอมอาวุธของข้านี่แหละ”

เฉินผิง: ...

นี่เจ้าหาเรื่องชมตัวเองชัดๆ

“ไปกันเถอะ สหายนักพรตเฉินเคยช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่ง ข้าก็จะช่วยสหายนักพรตกลับบ้าง สำนักเสินเมิ่งของข้ามีชื่อเสียงพอสมควรในแถบนี้ แค่อ้างชื่อท่านอาจารย์ของข้า ผู้อาวุโสสวีย่อมต้องไว้หน้าบ้างอย่างแน่นอน” เจี่ยจงโส่วยืดอกอย่างสง่าผ่าเผย ตบหน้าอกรับประกันอย่างแข็งขัน

ราวกับว่าเรื่องนี้อยู่ในกำมือของเขาแล้ว

“จริงหรือ?”

เฉินผิงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที

เดิมทีเขาคิดว่าจะลองไปพบสวีเหลียงด้วยตัวเอง หากไม่ได้ตำราก็คงต้องล้มเลิกความตั้งใจ

แม้เหยี่ยวหิมะจะมีประโยชน์ ทว่าหากต้องเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายใหญ่หลวงเพื่อแลกมา ก็คงได้ไม่คุ้มเสีย

ทว่าหากเจี่ยจงโส่วสามารถใช้เส้นสายขอตำรามาได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก นั่นย่อมเป็นเรื่องดีที่สุด

“แน่นอนสิ”

“ถ้างั้นก็รบกวนสหายนักพรตเจี่ยด้วยแล้ว จะช้าอยู่ทำไม พวกเราไปกันเดี๋ยวนี้เลยไหม?” เฉินผิงเสนอ

เขาไม่กังวลเรื่องการติดหนี้บุญคุณเจี่ยจงโส่ว อย่างไรเสียเขาก็เพิ่งช่วยชีวิตเจี่ยจงโส่วมาหมาดๆ

เจี่ยจงโส่วตบโต๊ะดังปัง

“เห็นไหมล่ะ ข้าชอบสไตล์การทำงานที่เด็ดขาดแบบนี้แหละ ถึงได้บอกว่าข้ากับสหายนักพรตเฉินนั้นมีวาสนาต่อกัน นิสัยใจคอของสหายนักพรตเฉินเนี่ย หากข้ามีน้องสาวล่ะก็ ข้าต้องยกให้เป็นคู่บำเพ็ญเพียรของสหายนักพรตเฉินแน่นอน”

เฉินผิง: ... “สหายนักพรตเจี่ย ไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะ ไปกันเถอะ”

เป็นคนรักพวกพ้องจริงๆ

ขายน้องสาวตัวเองได้หน้าตาเฉยเลย

...

สวีเหลียงอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีพลังวิญญาณยอดเยี่ยมทางตอนเหนือของเมือง ถ้ำพำนักและบ้านเรือนกว้างขวางใหญ่โต ทว่ากลับดูเรียบง่าย

ถึงขั้นอัตคัดเลยก็ว่าได้

ภายในบริเวณบ้านแทบจะไม่มีสิ่งของตกแต่งใดๆ เลย แม้แต่สาวใช้ก็ไม่มีให้เห็นสักคน ช่างไม่สมกับฐานะผู้ฝึกตนระดับจินตันขั้นปลายเลยแม้แต่น้อย

ที่หน้าประตูบ้าน มีเพียงป้ายไม้แขวนอยู่แผ่นเดียว บนนั้นมีตัวอักษรเขียนโย้เย้ว่า——

——“ผู้แก้ปริศนาได้เท่านั้นจึงจะเข้าได้”

ตอนที่เฉินผิงกับเจี่ยจงโส่วเดินทางมาถึง ลานบ้านว่างเปล่าไม่มีคนอยู่ ประตูถ้ำพำนักเปิดอ้าซ่า ทว่าภายในกลับมืดมิดไร้แสงไฟ

มองไม่เห็นสถานการณ์ภายในเลย

เจี่ยจงโส่วเหลือบมองป้ายไม้นั้นแวบหนึ่ง ไม่ได้เดินเข้าไปในบ้านทันที ทว่ากลับตะโกนเสียงดังว่า

“สหายนักพรตสวี ข้าเจี่ยจงโส่วแห่งสำนักเสินเมิ่ง สหายของข้าอยากจะขอแลกเปลี่ยนสิ่งของบางอย่างกับสหายนักพรต ไม่ทราบว่าจะขอเข้าไปพูดคุยด้วยได้หรือไม่?”

เงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ

เจี่ยจงโส่วหันไปมองเฉินผิง คิดว่าสวีเหลียงคงไม่ได้ยิน จึงหันกลับไปตะโกนอีกครั้ง

“สหายนักพรตสวี...”

“ไสหัวไป”

เจี่ยจงโส่วยังพูดไม่ทันจบ เสียงทรงพลังก็ตวาดสวนกลับมา เล่นเอาฝุ่นในลานบ้านฟุ้งกระจาย

เจี่ยจงโส่ว: ...

เฉินผิง: ...

เจี่ยจงโส่วยิ้มแห้งๆ พลางกระซิบว่า

“เดี๋ยวข้าบอกชื่อท่านอาจารย์ก่อน ท่านอาจารย์เป็นถึงเจินจวินระดับหยวนอิง เขาจะต้องไว้หน้าบ้างอย่างแน่นอน”

เฉินผิงยิ้มบางๆ นึกในใจว่าไม่เห็นจะจริงเลย เจ้าก็บอกชื่อสำนักไปแล้วไม่ใช่หรือ? สวีเหลียงยังตวาด ‘ไสหัวไป’ ใส่หน้าเลย

แล้วก็เป็นไปตามคาด

เจี่ยจงโส่วสูดลมหายใจลึก แล้วตะโกนว่า

“สหายนักพรตสวี ท่านอาจารย์ของข้าคือท่านเจ้าสำนักเสินเมิ่ง...”

“ไสหัวไป”

เฉินผิง: ...

เจี่ยจงโส่ว: ...

เจี่ยจงโส่วหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู เขาเพิ่งจะคุยโวโอ้อวดต่อหน้าเฉินผิงไปหมาดๆ คิดไม่ถึงเลยว่าสวีเหลียงจะเย่อหยิ่งถึงเพียงนี้ ไม่ยอมไว้หน้าอาจารย์ของเขาเลยแม้แต่น้อย

เอะอะก็ไล่ให้ ‘ไสหัวไป’

เจี่ยจงโส่วเองก็เป็นคนมีอารมณ์เหมือนกัน

“มารดามันเถอะ สหายนักพรตสวี ท่านจะ...”

“ปัง”

คลื่นพลังกระแทกแผ่ซ่านออกมา เฉินผิงและเจี่ยจงโส่วรีบร่ายเวทป้องกันตัว เพื่อต้านทานคลื่นพลังของระดับจินตันขั้นเก้า

คลื่นพลังนี้ไม่ได้รุนแรงมากนัก เห็นได้ชัดว่าสวีเหลียงไม่ได้กะเอาชีวิต

ทว่าตั้งใจจะไล่ตะเพิดต่างหาก

เมื่อเห็นว่าเจี่ยจงโส่วจะเข้าไปเอาเรื่อง เฉินผิงก็รีบดึงเขาไว้ “ช่างเถอะ เรื่องนี้บังคับกันไม่ได้หรอก”

“คนพรรค์นี้มันยังไงกัน แค่ขอพบหน้าสักครั้งก็ไม่ได้ พูดผิดหูหน่อยเดียวก็ลงมือเลย” เจี่ยจงโส่วสบถด่า หน้าดำหน้าแดง

เฉินผิงกลับมองโลกในแง่ดี

ไม่รู้จักกันมักจี่ เขาจะไม่อยากพบหน้าก็เป็นสิทธิ์ของเขา

ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว

การไปตื๊อกลับจะดูไร้มารยาทเสียมากกว่า

“ฮ่าฮ่า สหายนักพรตทั้งสองก็มาขอตำราควบคุมสัตว์วิเศษหายากล่ะสิ? ไม่ใช่วิธีการขอแบบนี้หรอกนะ เห็นป้ายไม้นั่นไหมล่ะ? ผู้แก้ปริศนาได้เท่านั้นจึงจะเข้าได้ ขอเพียงแก้ปัญหาคาใจของสหายนักพรตสวีได้ เขาก็ยินดีที่จะนำของที่พวกท่านต้องการมาแลกเปลี่ยนให้ ยื่นหมูแมวกันไงล่ะ ยุติธรรมดีออก” ในขณะที่เฉินผิงและเจี่ยจงโส่วกำลังจะล่าถอย ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมตัวโคร่งคนหนึ่งก็บินหัวเราะร่าเข้ามา

พูดจบเขาก็ไม่สนใจเฉินผิงและเจี่ยจงโส่วอีก

ทว่ากลับดึงม้วนหนังสัตว์ออกมาอย่างมั่นใจ แล้วโยนเข้าไปในบ้าน

“ฮ่าฮ่า สหายนักพรตสวี สบายดีไหม ม่าผู้นี้มาแล้ว วิธีแก้ปัญหาอยู่ในม้วนหนังสัตว์นี่แหละ สหายนักพรตสวีเชิญทอดพระเนตร”

“ตำราของสหายนักพรตสวีเล่มนั้นก็อย่าได้เบี้ยวล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ม้วนหนังสัตว์ก็ลอยละลิ่วเข้าไปในถ้ำพำนัก วินาทีที่ม้วนหนังสัตว์ลอยเข้าไป เฉินผิงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายค่ายกลอันหนาแน่นที่แผ่ออกมาจากปากถ้ำ

...ที่แท้ก็มีการวางค่ายกลระดับสูงไว้ที่ปากถ้ำนี่เอง

ขณะที่เฉินผิงกำลังสัมผัสกลิ่นอายของค่ายกลอยู่นั้น ม้วนหนังสัตว์ก็ลอยกลับออกมาอีกครั้ง

พร้อมกับเสียงถอนหายใจของสวีเหลียง

“ไม่ใช่”

“เฮ้อ ชาตินี้สวีเหลียงคงไม่มีวาสนาได้ก้าวผ่านจุดนี้ไปได้แล้วสินะ?”

“นี่...” ผู้ฝึกตนสวมชุดคลุมตัวโคร่งที่กำลังมั่นใจเต็มเปี่ยมถึงกับตาเบิกโพลง “ทำ... ทำไมถึงไม่ใช่ล่ะ? เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”

ในตอนนั้นเอง สัตว์วิเศษตัวน้อยตัวหนึ่งก็บินออกมา พร้อมกับเสียงของสวีเหลียงที่ดังตามมา

“ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองทดสอบดูด้วยตัวเองเลย”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 390 - จินตันสุดพิลึก

คัดลอกลิงก์แล้ว