- หน้าแรก
- บันทึกวันว่างๆ ขององค์รัชทายาท
- บทที่ 70 หลี่จิ้งสอนบุตรสาว เส้นทางการผลัดเปลี่ยนของหลี่เจี้ยงเซียน
บทที่ 70 หลี่จิ้งสอนบุตรสาว เส้นทางการผลัดเปลี่ยนของหลี่เจี้ยงเซียน
บทที่ 70 หลี่จิ้งสอนบุตรสาว เส้นทางการผลัดเปลี่ยนของหลี่เจี้ยงเซียน
บทที่ 70 หลี่จิ้งสอนบุตรสาว เส้นทางการผลัดเปลี่ยนของหลี่เจี้ยงเซียน
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ณ บริเวณรอยต่อดินแดนระหว่างต้าถังและทูเจวี๋ย
หลี่จิ้งเอียงคอหันไปมองหลี่เจี้ยงเซียนที่สวมชุดเกราะอยู่ข้างกาย
"พ่ายแพ้แล้วยอมรับหรือไม่"
"ยอมรับ"
มองดูหลี่เจี้ยงเซียนที่กำหมัดแน่น หลี่จิ้งก็ถอนหายใจ "ข้าจะไม่ให้เจ้านำทัพเด็ดขาด"
"เพราะเหตุใด"
หลี่เจี้ยงเซียนมองบิดาที่อยู่ข้างกายด้วยความตกตะลึง แม้ตนเองจะพ่ายแพ้ แต่บิดาของนางก็เอาชนะมาได้อย่างยากลำบากเช่นกัน
แม่ทัพในต้าถังที่สามารถต่อกรกับหลี่จิ้งได้ถึงขั้นนี้มีอยู่ไม่มากนัก
หลี่จิ้งพยักพเยิดหน้าไปเบื้องหน้า สีหน้าเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น "เจ้าเห็นสิ่งใด"
หลี่เจี้ยงเซียนมองดูราษฎรที่ถูกส่งตัวกลับมาจากทูเจวี๋ยอย่างต่อเนื่อง
"ความทุกข์ระทมแผ่กระจายไปทั่ว ครอบครัวแตกสลาย"
"เจ้าจะทำเช่นไร"
ดวงตาของหลี่เจี้ยงเซียนค่อยๆ ดุดันขึ้น "ฆ่า"
หลี่จิ้งหัวเราะเยาะ "ฆ่าหรือ เจ้าจะเอาสิ่งใดไปฆ่า เอาชีวิตของเหล่าทหารไปฆ่าหรือ"
หลี่เจี้ยงเซียนเงียบไป
"เจ้าคิดว่าต้าถังในตอนนี้หวาดกลัวทูเจวี๋ยจริงๆ หรือ ความอัปยศจากสัญญาสงบศึกพันธมิตรเว่ยสุ่ย เหตุใดฮ่องเต้ถึงไม่ตรัสถึงเลยแม้แต่คำเดียว ฮ่องเต้กำลังอดทน เหล่าขุนนางก็กำลังอดทนเช่นกัน"
หลี่จิ้งหันกลับมามองค่ายทหารต้าถัง เผยให้เห็นร่องรอยแห่งความโศกเศร้า แล้วกล่าวต่อ
"พวกเขาต่างก็บอกว่าพ่อเชี่ยวชาญการใช้ทหารจู่โจม แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการใช้ทหารจู่โจมจนได้รับชัยชนะเท่านั้น จึงจะสามารถลดความสูญเสียให้เหลือรอดน้อยที่สุดได้ ทำเช่นนี้ถึงจะมีทหารรอดชีวิตกลับมาได้มากขึ้น"
หลี่เจี้ยงเซียนค่อยๆ ได้สติ มองดูบุคคลที่ตนเองเคารพเทิดทูนมากที่สุดมาตั้งแต่เล็กจนโต
ที่แท้หลักการใช้ทหารจู่โจมที่บิดายึดมั่นมาโดยตลอด สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
หลี่จิ้งไม่ได้สังเกตเห็นแววตาของหลี่เจี้ยงเซียน เอ่ยต่อไปว่า
"ก่อนที่จะได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด สิ่งที่เจ้าทำได้ก็มีเพียงแค่อดทน ทำให้ศัตรูคาดเดาไม่ออกว่าเจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ นี่ต่างหากคือหลักการสำคัญอันดับแรกของการใช้ทหารจู่โจม"
มองดูหลี่เจี้ยงเซียนที่ตกอยู่ในความเงียบ หลี่จิ้งก็หันหลังเดินจากไป
ยังมีบางเรื่องที่เขาไม่ได้บอกหลี่เจี้ยงเซียน
เวลาที่เหลือให้หลี่เจี้ยงเซียนเติบโตนั้นสั้นเกินไป เขาไม่คิดว่าหลี่เจี้ยงเซียนในเวลานั้นจะกลายเป็นแม่ทัพที่เพียบพร้อมได้
สิ่งที่หลี่จิ้งคิดไม่ถึงก็คือ หลังจากที่เขาเดินจากไปไม่นาน หลี่เจี้ยงเซียนที่ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่เป็นเวลานาน ก็ค่อยๆ หลับตาลง
ไม่กี่วินาทีต่อมา
เมื่อนางหันไปมองราษฎรต้าถังที่น่าเวทนาเหล่านั้นตามแนวชายแดนอีกครั้ง แววตาก็สงบกระจ่างใส
ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงซ่อนอยู่เบื้องลึกของแววตาได้เลย
นางเข้าใจแล้ว ความเคียดแค้นที่แสดงออกมาในตอนนี้เป็นเพียงแค่ความโกรธเกรี้ยวที่ไร้ความสามารถเท่านั้น
รอจนกว่าต้าถังจะมีกองทัพที่แข็งแกร่งพร้อมสรรพ และชี้ปลายกระบี่ไปที่ทูเจวี๋ยเมื่อใด
เมื่อนั้นก็คือศึกทำลายล้างแคว้น
หลี่เจี้ยงเซียนทอดสายตามองไปที่ทูเจวี๋ยในแดนไกล แววตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น มีเพียงเสียงพึมพำดังออกมาจากปาก
"ไม่คิดเลยว่าตนเองในอดีต จะน่าขันและไม่เจียมตัวถึงเพียงนี้"
ตำหนักบูรพา
หลี่เฉิงเฉียนได้รับจดหมายเชิญฉบับหนึ่งจากหลูตี๋เอ่อร์ ทายาทของตระกูลหลู
ในขณะเดียวกัน ตามตรอกซอกซอยทุกแห่งในเมืองฉางอาน ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป
พรุ่งนี้เวลาเที่ยงวัน ขอเชิญเหล่าบัณฑิตและผู้มีพรสวรรค์แห่งเมืองฉางอานมารวมตัวกันที่หอชุ่ยอวิ๋น
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีมหาปราชญ์แห่งราชสำนักหลายท่านมาร่วมงาน เพื่อชี้แนะและประเมินผลด้วยตนเอง
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ทั่วทั้งเมืองฉางอานก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที
สิ่งที่บ้าคลั่งยิ่งกว่าก็คือเหล่าบัณฑิตที่ยกย่องตนเองว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่กลับไม่เคยประสบความสำเร็จเลยต่างหาก
ภายในหอสุราธรรมดาๆ แห่งหนึ่งในเมืองฉางอาน
บัณฑิตผู้หนึ่งสวมชุดคลุมยาว ที่เอวห้อยหยก กำลังจิบชาใส่อย่างละเมียดละไม
เมื่อได้ยินเรื่องราวที่ผู้คนพูดคุยกันในหอสุรา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ แล้วค่อยๆ วางถ้วยชาในมือลง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด การกระทำที่วางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบาของคนผู้นี้ กลับสามารถดึงดูดสายตาทุกคู่ในหอสุราให้หันไปมองได้
"ตำแหน่งอันดับหนึ่งนี้ ข้าแซ่เหวินผู้นี้ขอรับไว้เอง"
คำพูดที่แสนจะเย่อหยิ่งถูกเอ่ยออกมาจากปากของเขา แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว
มีคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุอยากจะเอ่ยเยาะเย้ย แต่พอเห็นท่าทางของคนข้างกายที่ทำราวกับไม่ได้ยินอะไร ในใจก็เริ่มเกิดความรู้สึกหวั่นเกรงขึ้นมา
แอบขยับเข้าไปใกล้โต๊ะข้างๆ แล้วเอ่ยถามชายร่างกำยำผู้หนึ่งเสียงเบา
"คนผู้นี้คือใครกัน เหตุใดจึงกล้าเอ่ยคำพูดที่เย่อหยิ่งถึงเพียงนี้ออกมาได้"
ได้ยินเช่นนี้ ชายร่างกำยำก็ทำหน้าเหยียดหยาม "มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้ามันเป็นพวกกบในกะลา แม้แต่ข้าก็ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของเขาเลย"
คนแปลกหน้าผู้นั้นรีบพยักหน้ารับคำทันที
ชายร่างกำยำเห็นเขามีท่าทางเช่นนี้ ก็ไม่คิดจะเยาะเย้ยเขาอีก แต่กลับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"คนผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ผู้คนที่นี่ไม่มีใครเรียกชื่อของเขา แต่จะเรียกขานฉายาของเขาแทน"
คนผู้นั้นได้ยิน ก็รู้สึกสั่นสะท้านในใจ ฉายาหรือ อายุยังน้อยถึงเพียงนี้ กลับได้รับฉายาแล้วเชียวหรือ
กลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ โชคดีที่เมื่อครู่นี้ยังไม่ได้เอ่ยปากเยาะเย้ยออกไป
"ไม่ทราบว่าฉายาของคนผู้นี้คืออะไรหรือ"
ใบหน้าของชายร่างกำยำยิ่งเคร่งขรึมขึ้นไปอีก "เหวินสือชี"
คนผู้นั้นตกใจกลัว มองชายร่างกำยำด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง "หรือว่าจะเป็นบัณฑิตอันดับที่สิบเจ็ดของต้าถัง"
ต้องรู้ไว้ว่า มหาปราชญ์และบัณฑิตในยุคนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน อายุยังน้อยแต่กลับสามารถติดอันดับที่สิบเจ็ดได้
ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
หัวใจของคนแปลกหน้าผู้นั้นเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งไม่อาจหยุดได้ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะเดินผ่านประตูผีมาหมาดๆ
หากมีใครรู้ว่าคนที่ตนเองเพิ่งจะอยากเยาะเย้ยเมื่อครู่นี้ กลับเป็นถึงยอดนักปราชญ์แห่งยุค
ตนเองจะไม่ถูกน้ำลายของบรรดาบัณฑิตเหล่านั้นสาดซัดจนจมน้ำตายหรอกหรือ
ชายร่างกำยำกระแอมไอแล้วกล่าวว่า
"อะแฮ่ม นั่นก็ไม่ใช่หรอก เขาถูกรุมกระทืบมาแล้วสิบเจ็ดครั้งเพราะทำตัวอวดเก่งต่างหาก"
คนแปลกหน้าเงียบกริบ
คนแปลกหน้าหน้าดำคร่ำเครียด
มารดามันเถอะ
คนแปลกหน้าผู้นั้นปรายตามองรูปร่างอันกำยำของชายตรงหน้าแวบหนึ่ง
ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที
ยกเก้าอี้ขึ้นแล้วหันขวับเดินตรงดิ่งไปยัง เหวินสือชี ผู้นั้น
จากนั้นภายในหอสุราก็มีเสียงของ เหวินสือชี ดังลอยออกมา
"ทุกคนล้วนเป็นผู้เจริญ วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้กำลังนะ โอ๊ะ โอ๊ะ วางเก้าอี้ลง อ๊าก"
"อวดเก่งนักใช่หรือไม่ อวดเก่งนักใช่หรือไม่ ทำเอาข้าตกใจแทบตาย ข้าจะตีเจ้าให้ตาย"
เหวินสือชี แห่งเมืองฉางอานหายสาบสูญไปนับตั้งแต่นั้นมา และได้เริ่มต้นเส้นทางตำนานของ เหวินสือปา ของเขา
และในขณะเดียวกันนี้ ภายในตำหนักบูรพา
หลี่เฉิงเฉียนลูบคางมองดูจดหมายฉบับนี้ ไม่ผิดไปจากที่ตนเองคาดคิดไว้เลย มันคือจดหมายเชิญสำหรับตนเอง
"คนที่มาส่งจดหมายด้านนอกกลับไปหรือยัง"
เสี่ยวจูจื่อรีบส่ายหน้า "คนด้านนอกบอกว่าจะรอคำตอบจากองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเฉียนหรี่ตาลง ค่อยๆ ครุ่นคิด
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นจังหวะเตรียมเล่นงานตนเองสินะ
"อืม ไม่ต้องรีบตอบกลับ ปล่อยให้เขายืนรออยู่ข้างนอกนั่นแหละสักพัก"
ส่วนเหตุผลที่ไม่รีบร้อนน่ะหรือ
แน่นอนว่าเป็นเพราะระบบยังไม่ได้ให้ตัวเลือกมาอย่างไรเล่า
เขาจับทางนิสัยชอบเผือกของระบบได้แล้ว จะต้องไม่พลาดเรื่องราวที่สนุกสนานเช่นนี้อย่างแน่นอน
ปล่อยให้รอไปเถอะ อย่างไรเสียตนเองก็ไม่รีบอยู่แล้ว
ระบบ ""
จากนั้นหลี่เฉิงเฉียนก็มองดูตัวเลือกที่ปรากฏขึ้นในดวงตา พร้อมกับเผยรอยยิ้มกว้างออกมา