- หน้าแรก
- จักรพรรดิหุ่นเชิด? ข้ามีระบบอัญเชิญยอดขุนพล
- บทที่ 20 จุมพิตแทนใจ
บทที่ 20 จุมพิตแทนใจ
บทที่ 20 จุมพิตแทนใจ
บทที่ 20 จุมพิตแทนใจ
ทว่าฉินเฟิงก็ยังรู้สึกไม่ค่อยวางใจนัก เพราะตามนิยายในชาติก่อนที่เคยอ่านมักจะเป็นแบบที่ว่า ตีตัวเล็กตัวแก่ก็โผล่ ตีตัวแก่ตัวที่แก่กว่าก็โผล่มาอีก ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังสำนักหมอกเมฆานี้ยังมีบรรพบุรุษสุดยอดฝีมือซ่อนอยู่อีกหรือไม่
แม้เฉินชิ่งจือจะมีพลังต่อสู้ไม่ธรรมดา สามารถรับมือคนในระดับเดียวกันได้หนึ่งถึงสองคน แต่หากถึงเวลาสำนักหมอกเมฆายกบรรพบุรุษระดับสูงมากันเป็นพรวนล่ะจะทำอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่ปลอดภัยพออยู่ดี
ดังนั้น ฉินเฟิงจึงคิดว่าควรจะเพิ่มระดับพลังของตนเองให้สูงขึ้นอีกสักหน่อย เพื่อจะได้อัญเชิญบุคคลที่เก่งกาจออกมาได้มากขึ้น เมื่อระดับพลังของตนเองสูงขึ้น ระดับพลังของบุคคลที่ถูกอัญเชิญออกมาก็ย่อมสูงตามไปด้วย ถึงตอนนั้นเผชิญหน้ากับสำนักหมอกเมฆา ก็แค่บดขยี้เข้าไปตรงๆ แบบนี้ไม่สะใจกว่าหรือ
ฉินเฟิงคิดในใจว่า การมีชีวิตอยู่ในต่างโลกนี้ก็ต้องพึ่งพาภูมิหลัง พึ่งพาความแข็งแกร่ง พึ่งพากองกำลัง
ฮึ สำนักหมอกเมฆาของพวกเจ้ามีบรรพบุรุษ แต่แผ่นดินจีนของข้าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 8 พันปีหรืออาจจะมากกว่านั้น หากจะนับบรรพบุรุษกันจริงๆ ก็มีแต่จะมากกว่าพวกเจ้าเสียอีก วัดภูมิหลังกัน วัดเรื่องบรรพบุรุษกัน ใครจะกลัวใครเล่า
ตอนนี้ ฉินเฟิงที่นั่งอยู่บนตั่งในห้องหนังสือหลวงได้คิดหาวิธีเพิ่มระดับพลังของตนเองออกแล้ว
แคว้นต้าเซี่ยมีอาณาเขตติดกับเทือกเขาหนึ่งแสน ระบบไม่มีช่องโหว่ให้ข้าอาศัย การสังหารผู้ฝึกยุทธ์ที่คนอื่นจับตัวมาหรือพวกที่ไร้หนทางต่อสู้ ระบบจะไม่มีทางให้ค่าประสบการณ์
ก่อนหน้านี้ฉินเฟิงยังไม่ถอดใจ พยายามหาช่องโหว่ของระบบ โดยไปที่คุกหลวงด้วยตนเอง หาผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับพลังต่ำกว่าตนเองเล็กน้อย สาเหตุที่หาคนพลังต่ำก็เพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า
เขาสั่งให้คนปลดผนึกพลังของนักโทษผู้นั้น จากนั้นตนเองก็ลงมือสังหาร เดิมทีคิดว่าจะสามารถตบตาได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าระบบจะไม่ยอมรับวิธีนี้ และไม่ได้ให้ค่าประสบการณ์เลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉินเฟิงรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเมื่อคิดไปคิดมา การไปที่เทือกเขาหนึ่งแสนเพื่อสังหารสัตว์ประหลาด ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่เขาคิดออกในตอนนี้ อีกทั้งในเทือกเขาหนึ่งแสนยังมีสัตว์ประหลาดอยู่นับไม่ถ้วน หากตนเองไปตีมอนสเตอร์เก็บเลเวลที่นั่น ขอเพียงระมัดระวังตัวให้มาก ย่อมต้องได้รับค่าประสบการณ์มาอย่างมหาศาลแน่นอน
ฉินเฟิงแอบวางแผนไว้ว่า ในเวลา 1 เดือน ตนเองน่าจะเพิ่มระดับพลังให้ถึงระดับยอดยุทธ์ขั้น 5 ขึ้นไปได้ไม่มีปัญหา หากระดับพลังถึงยอดยุทธ์ขั้น 5 ตนเองก็จะได้รับโอกาสอัญเชิญอีก 2 ครั้ง หากโชคดี อาจจะอัญเชิญบุคคลที่เก่งกาจมากๆ ออกมาได้อีก 2 คน ถึงตอนนั้นก็จะมีกำลังใจในการรับมือกับปัญหาที่จะตามมามากขึ้น
"ระบบ เจ้าว่าข้าเป็นถึงจักรพรรดิจะให้พึ่งพาการสังหารสัตว์ประหลาดเพื่อเพิ่มระดับพลังด้วยตนเองไปตลอดก็คงไม่ได้ แบบนี้มันดูไร้ราศีเกินไปแล้ว"
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะบ่นกับระบบในใจ
"ติ๊ง โฮสต์ไม่ต้องกังวล โดยปกติภารกิจที่ระบบมอบหมายจะให้รางวัลเป็นค่าประสบการณ์จำนวนมากอยู่แล้ว และต่อไปยังมีช่องทางได้รับค่าประสบการณ์โดยที่โฮสต์ไม่ต้องลงมือสังหารด้วยตนเองอีกด้วย เพียงแต่ตอนนี้โฮสต์ยังไม่ผ่านเงื่อนไขการเปิดใช้งาน ขอให้โฮสต์พยายามต่อไป"
หืม
ระบบบอกว่ายังมีช่องทางได้รับค่าประสบการณ์โดยที่ไม่ต้องลงมือด้วยตนเอง ดูเหมือนว่าระบบนี้ยังมีระบบอีกมากมายซ่อนอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ข้ายังไม่ผ่านเงื่อนไขการเปิดใช้งานเท่านั้น เหมือนกับร้านค้าระบบ ที่จนป่านนี้ข้าก็ยังไม่ผ่านเงื่อนไขการเปิดใช้งานเลย
ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว ฉินเฟิงแอบบอกตัวเอง ต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละก้าว ท้ายที่สุดก็ต้องมีวันที่เปิดใช้งานได้ ระบบย่อมไม่มีทางทำร้ายตนเองแน่ หากระบบคิดจะทำร้ายข้าจริงๆ ตอนนี้ข้าก็ไม่มีทางขัดขืนได้อยู่ดี จะไปคิดมากให้ได้อะไรเล่า สู้จัดการเรื่องตรงหน้าให้ดีก่อนจะดีกว่า
แต่หากตนเองจะไปที่เทือกเขาหนึ่งแสน ก็ต้องจัดการเรื่องราวบางอย่างให้เรียบร้อยเสียก่อน ไม่แน่ว่าอาจจะใช้โอกาสนี้ตกปลาล่อคนออกมาได้อีก ฉินเฟิงวางแผนการไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นฉินเฟิงก็สั่งให้คนไปตามอัครมหาเสนาบดีฝั่งขวาซ่างกวนอี้และหกเสนาบดีมาเข้าเฝ้า
ไม่นานนัก พวกเขาก็รับราชโองการและรีบเดินจ้ำพรวดมาถึง เข้ามาในห้องหนังสือหลวงแล้วก็รีบทำความเคารพ จากนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม รอรับคำสั่งจากฉินเฟิง
"ที่ข้าเรียกพวกท่านมาในวันนี้ ก็เพื่อจัดการเรื่องสำคัญ ข้าตั้งใจจะเก็บตัวเป็นเวลา 1 เดือน ในระหว่างที่ข้าเก็บตัว พวกท่านจงเดินหน้ากดดันเหล่าขุนนางที่สวามิภักดิ์ต่อเฟิงเช่อต่อไป"
ซ่างกวนอี้และคนอื่นๆ เกลียดชังพรรคพวกของเฟิงเช่อที่เคยใส่ร้ายพวกตนเข้ากระดูกดำอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำสั่งของฉินเฟิง ก็เต็มอกเต็มใจยิ่งนัก รีบประสานมือตอบรับว่า "ฝ่าบาททรงวางใจ พวกข้าน้อยจะต้องไม่ทำให้ฝ่าบาทต้องผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินเฟิงไม่ได้ตั้งใจจะบอกเรื่องที่ตนเองจะไปเทือกเขาหนึ่งแสนให้คนเหล่านี้รู้ เพราะรู้หน้าไม่รู้ใจ แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะเป็นตนเองที่ช่วยไว้ แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าพวกเขาจะจงรักภักดีต่อตนเองอย่างแท้จริง ในโลกใบนี้ นอกจากบุคคลที่ตนเองอัญเชิญออกมาซึ่งมีความภักดีเต็มร้อยแล้ว ฉินเฟิงก็ไม่กล้าไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
ฉินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อว่า "อีกอย่าง ในระหว่างที่ข้าเก็บตัว หากมีเรื่องด่วนก็สามารถติดต่อมู่กุ้ยอิงได้ นางจะส่งข่าวให้ข้าเอง"
ซ่างกวนอี้และคนอื่นๆ ตอบพร้อมกันว่า "รับทราบพ่ะย่ะค่ะ"
ฉินเฟิงโบกมือ กล่าวว่า "เอาล่ะ พวกท่านถอยไปได้แล้ว"
ซ่างกวนอี้และคนอื่นๆ ทำความเคารพอีกครั้ง แล้วจึงค่อยๆ ล่าถอยออกไป ภายในห้องหนังสือหลวงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
จากนั้น ฉินเฟิงก็สั่งให้คนไปตามเฉินชิ่งจือมาเข้าเฝ้า
เมื่อเฉินชิ่งจือมาถึง ก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ฉินเฟิงยิ้มพลางโบกมือให้เขาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า "ชิ่งจือ ข้ามีเรื่องสำคัญจะบอกเจ้า"
"ฝ่าบาทโปรดรับสั่ง"
"ข้าตั้งใจจะเดินทางไปเทือกเขาหนึ่งแสนเพียงลำพังเพื่อเพิ่มระดับพลัง" ฉินเฟิงบอกความตั้งใจของตนเองออกไปตรงๆ
เฉินชิ่งจือได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเผยความกังวล รีบกล่าวว่า "ฝ่าบาท เทือกเขาหนึ่งแสนนั้นอันตรายรอบด้าน พระองค์เสด็จไปเพียงลำพัง ช่างอันตรายเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ จะให้ข้าน้อยติดตามไปอารักขาด้วยดีหรือไม่"
เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของฉินเฟิงอย่างแท้จริง นึกถึงเทือกเขาหนึ่งแสนที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดดุร้าย และยังมีอันตรายที่ไม่รู้อีกมากมาย หากฝ่าบาทเสด็จไปเพียงลำพัง มันเสี่ยงเกินไปจริงๆ
"ข้าเข้าใจความห่วงใยของเจ้า แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไปเพียงลำพัง เจ้าจำเป็นต้องอยู่รักษาการณ์ที่เมืองหลวง"
ฉินเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เฉินชิ่งจือมีหน้าที่สำคัญอยู่ที่นี่ ไม่อาจติดตามเขาไปยังเทือกเขาหนึ่งแสนได้
เฉินชิ่งจือยังคงไม่สบายใจ เขารู้ว่าตนเองไม่อาจติดตามฝ่าบาทไปยังเทือกเขาหนึ่งแสนได้ เพราะตอนนี้ฝ่าบาทมีเขาเป็นกำลังสำคัญที่สุด ซ้ำยังกุมอำนาจทางทหาร จำเป็นต้องอยู่ข่มขวัญเฟิงเช่อและพรรคพวก อีกทั้งยังต้องระวังคนจากสำนักหมอกเมฆาฉวยโอกาสก่อเรื่องอีกด้วย
เฉินชิ่งจือพิจารณาดูแล้วจึงเสนอว่า "ฝ่าบาท เช่นนั้นจะให้ส่งทหารกองทัพเสื้อคลุมขาวติดตามไปอารักขาพระองค์ด้วยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
ฉินเฟิงส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "ไม่จำเป็นหรอกชิ่งจือ ระดับพลังของทหารกองทัพเสื้อคลุมขาวก็พอๆ กับข้า ไม่มีความจำเป็นต้องตามไป อีกอย่างคนยิ่งเยอะเป้าหมายก็ยิ่งใหญ่ จะทำให้คนอื่นรู้ตัวได้ง่ายว่าข้าออกจากเมืองหลวงไปแล้ว"
เฉินชิ่งจือก็เห็นด้วยกับเหตุผลของฉินเฟิง ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจนใจ แต่ในใจก็ยังคงเป็นห่วงความปลอดภัยของฉินเฟิงไม่หาย
"ในช่วงที่ข้าไม่อยู่เมืองหลวง ชิ่งจือ เจ้าต้องประสานงานกับซ่างกวนอี้และคนอื่นๆ ให้ดี และยังมีพวกหกเสนาบดีที่ถูกประหารไปแล้ว ก็จงไปจัดการริบทรัพย์ประหารเก้าชั่วโคตรให้สิ้นซาก ซ้ำยังต้องดูแลความปลอดภัยของวังหลวงและเมืองหลวงให้ดี ถือเป็นความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวงนัก"
ฉินเฟิงกำชับอย่างจริงจัง เรื่องเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความมั่นคงของราชสำนักและสถานการณ์ในภายภาคหน้า
เฉินชิ่งจือประสานมือกล่าวว่า "ฝ่าบาททรงวางฝจ ข้าน้อยจะรักษาการณ์แทนฝ่าบาทเป็นอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม เจ้าถอยไปเถิด" ฉินเฟิงกล่าว
"รับทราบ"
เฉินชิ่งจือรับคำ แล้วจึงถอยออกไป
มู่กุ้ยอิงที่ยืนอยู่ด้านหลังฉินเฟิงมาตลอด มองฉินเฟิงด้วยใบหน้าเป็นกังวล แล้วกล่าวว่า "ฝ่าบาท ท่านจะไปที่เทือกเขาหนึ่งแสนเพียงลำพัง ช่างเสี่ยงเกินไปแล้ว จะให้ข้าติดตามท่านไปด้วยดีหรือไม่ อย่างน้อยพวกเราสองคนเป้าหมายก็ไม่ใหญ่ ข้ายังสามารถคุ้มครองท่านได้ด้วย"
"ไม่ได้"
ฉินเฟิงปฏิเสธทันที จากนั้นก็อธิบายว่า "ข้าต้องการให้เจ้าช่วยเฝ้าวังหลวงบังหน้าให้ข้า หากเจ้าไปกับข้า แล้วใครจะคอยบังหน้าให้ข้าเล่า ยิ่งถ้าพวกเราไม่อยู่ทั้งคู่ คนอื่นก็ย่อมรู้ทันทีว่าข้าออกจากเมืองหลวงไปแล้ว"
ฉินเฟิงไม่อยากวนเวียนอยู่กับหัวข้อนี้ จึงเปลี่ยนเรื่องและหยอกล้อว่า "กุ้ยอิงเอ๋ย เจ้าเป็นห่วงความปลอดภัยของข้าขนาดนี้ หลงรักข้าเข้าแล้วหรือ"
น้ำเสียงนั้นแฝงการหยอกล้อ แววตาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
มู่กุ้ยอิงได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็แดงซ่านขึ้นมาทันที กล่าวค้อนว่า "ฝ่าบาท ท่านตรัสอะไรเช่นนี้ ข้าเพียงแต่คิดถึงความปลอดภัยของท่านต่างหากเล่า"
นางรู้สึกสับสนในใจ คาดไม่ถึงว่าฉินเฟิงจะพูดเช่นนี้ ท่าทางขัดเขินนั้นช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ฉินเฟิงแสร้งทำเป็นผิดหวัง "ดูเหมือนว่าข้าจะคิดไปเองฝ่ายเดียวสินะ"
เมื่อมู่กุ้ยอิงเห็นฉินเฟิงทำหน้าผิดหวัง ภายในใจก็ว้าวุ่น รีบอธิบายว่า "อ๊ะ ไม่ใช่ ข้าเพียงแต่..."
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ก็เห็นแววตาที่เปื้อนยิ้มของฉินเฟิง จึงรู้ทันทีว่าฉินเฟิงกำลังแกล้งนางอยู่ นางรู้สึกทั้งเขินทั้งโกรธ แต่ก็ทำอะไรฉินเฟิงไม่ได้
หัวใจของมู่กุ้ยอิงเต้นแรงขึ้นมาทันที นางก้มหน้าลงอย่างลุกลี้ลุกลน กล่าวอ้อมแอ้มว่า "ฝ่าบาท ท่านเอาแต่แกล้งข้า"
"ฮ่าๆ เพียงแต่อะไร เล่าออกมาสิ"
ฉินเฟิงหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปเชยคางของมู่กุ้ยอิงขึ้นมาเบาๆ ให้นางสบตากับเขา แววตาเต็มไปด้วยความลึกซึ้ง ราวกับว่าวินาทีนี้ ทุกสิ่งรอบตัวไม่สำคัญอีกต่อไป มีเพียงโฉมงามตรงหน้าเท่านั้น
"เอาล่ะๆ ข้ารู้ความในใจของเจ้าแล้ว ข้าไปครั้งนี้จะระวังตัว เจ้าก็จงอยู่ที่เมืองหลวงช่วยปกป้องทุกอย่างให้ข้าให้ดีเถิด"
มู่กุ้ยอิงขบกริมฝีปาก แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย ในที่สุดก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า "อืม เช่นนั้นฝ่าบาทก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะเจ้าคะ"
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง ปลายนิ้วของเขาลูบไล้พวงแก้มของมู่กุ้ยอิงเบาๆ จากนั้นก็จุมพิตที่หน้าผากของมู่กุ้ยอิงอย่างแผ่วเบา
"ข้าสัญญา รอข้ากลับมานะ"
ใบหน้าของมู่กุ้ยอิงยิ่งแดงก่ำ บีบมือเข้าหากัน แววตาสลับระหว่างความขัดเขินกับความหนักแน่น กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่จริงจังว่า "ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้ข้าเคยขอเวลาท่านตัดสินใจ ตอนนี้ข้าแน่ใจแล้ว ข้าชอบท่าน หากฝ่าบาทกลับมาจากเทือกเขาหนึ่งแสนได้อย่างปลอดภัย ข้ายินดีจะมอบทุกสิ่งทุกอย่างของข้าให้แก่ฝ่าบาท"
คำพูดนั้นอัดแน่นไปด้วยความรักอันลึกซึ้งที่นางมีต่อฉินเฟิง ในวินาทีนี้ นางไม่ลังเลอีกต่อไป บอกเล่าความในใจออกไปอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อฉินเฟิงได้ยิน ในดวงตาก็เปล่งประกายยินดีขึ้นมาทันที เขากุมมือของมู่กุ้ยอิงไว้แน่น กล่าวอย่างดีใจว่า "ข้าจะไม่ทำให้ความรักอันลึกซึ้งของเจ้าต้องสูญเปล่าแน่นอน รอข้ากลับมานะ"
มู่กุ้ยอิงพยักหน้าเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ตอบรับเสียงเบาว่า "ข้าเชื่อมั่นในตัวฝ่าบาท ข้าจะสวดมนต์ภาวนาอยู่ที่นี่ทุกวันและทุกคืน รอคอยให้ฝ่าบาทกลับมาอย่างปลอดภัยโดยเร็วเจ้าค่ะ"
จากนั้นมู่กุ้ยอิงก็เขย่งเท้าขึ้นมาจุมพิตฉินเฟิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แม้ท่าทางจะดูเงอะงะไปบ้าง แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก เพียงสัมผัสเบาๆ แล้วผละออก แต่ก็ทำให้หัวใจของทั้งสองคนแนบชิดกันยิ่งขึ้น
ฉินเฟิงเบิกตากว้าง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่ามู่กุ้ยอิงจะกล้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเช่นนี้ แต่ความรู้สึกนี้มันช่างดีเหลือเกิน
อ่อนนุ่ม ชุ่มชื้น หอมกรุ่นยิ่งนัก