- หน้าแรก
- ให้เฝ้าสุสาน ไหงกลายเป็นจอมมารบรรพกาลไปได้
- บทที่ 165 - ก็แค่สายเลือดเผ่าเทพ ข้าก็เหมือนจะทำได้
บทที่ 165 - ก็แค่สายเลือดเผ่าเทพ ข้าก็เหมือนจะทำได้
บทที่ 165 - ก็แค่สายเลือดเผ่าเทพ ข้าก็เหมือนจะทำได้
บทที่ 165 - ก็แค่สายเลือดเผ่าเทพ ข้าก็เหมือนจะทำได้
"ไม่โทษพวกเจ้าหรอก หลินเซียวใช้วิชาโจมตีทางจิตวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง"
"ตอนนี้พวกเจ้าจงรวบรวมพลังสายเลือดที่เหลืออยู่ปกป้องจิตใจเอาไว้ ต่อให้หลินเซียวจะใช้วิชาโจมตีทางจิตวิญญาณอีกครั้ง ก็จะสามารถต้านทานไว้ได้หนึ่งครั้ง"
"หาจังหวะให้ดี พวกเจ้ารู้แล้วใช่หรือไม่ว่าควรทำอย่างไร"
สตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือรีบส่งเสียงผ่านจิตสั่งการ
"ขอรับ พวกข้าทราบแล้ว" ทั้งหกคนขานรับทันที
"ครั้งนี้พวกเราต้องสยบหลินเซียวให้จงได้"
"น่าเจ็บใจนัก ถึงกับถูกคนจากดินแดนแร้นแค้นอย่างแคว้นตะวันออกทุบตีจนมีสภาพทุลักทุเลปานนี้"
"หากกลับไปคราวนี้ พวกเราต้องกลายเป็นตัวตลกของเผ่าเป็นแน่"
"เลิกพูดพร่ำทำเพลงได้แล้ว จัดการหลินเซียวผู้นี้ แล้วดึงโชคชะตาทั้งหมดออกมาซะ"
หลังจากทั้งหกคนส่งเสียงพูดคุยกันอย่างรวดเร็ว ก็ลงมือทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก
พวกเขาทะยานร่างออกไป
ยืนล้อมหลินเซียวเป็นศูนย์กลางในตำแหน่งพิเศษหกจุด
กลิ่นอายบนร่างของพวกเขาถูกปลดปล่อยออกมา แสงสว่างจ้าปรากฏขึ้น
คนหนึ่งมีเงาอวตารซิวหลัวพันมือปรากฏขึ้นเบื้องหลัง จิตสังหารเข้มข้น
คนหนึ่งซัดฝ่ามือออกมาหลายครั้ง แต่ละฝ่ามือแฝงไปด้วยพลังอันลึกล้ำ
บางคนใช้เจตจำนงแปลงเป็นอาวุธนานาชนิด ทรงอานุภาพน่าเกรงขาม
พลังโจมตีที่ยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมทั้งหกปลดปล่อยออกมา ถึงกับสามารถผสานเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว
ทันใดนั้น ทั่วทั้งฟ้าดินก็มีเสียงกระทบกันของศาสตราวุธดังกึกก้อง อานุภาพของเทพเจ้าแผ่ไพศาล บดบังแสงตะวัน
คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ภูเขาและแม่น้ำบริเวณนั้นพังทลายแตกร้าว
แม้แต่ผู้ฝึกตนที่บังเอิญผ่านมาแถวนั้น ยังถูกแรงกดดันจนเข่าทรุด ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน
พลังระเบิดของยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมทั้งหกนั้น ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ส่วนเฉียนอิงซู่ที่อยู่ใกล้ที่สุด หมอกแห่งการทำลายล้างและการเข่นฆ่าบนร่างของนางก็ตอบสนองปกป้องนายของมันในทันที ก่อตัวเป็นม่านพลังคุ้มกันรอบกาย
ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันรูปแบบใด เมื่อปะทะเข้ากับม่านพลังนี้ ก็จะถูกบดขยี้สลายหายไปจนหมดสิ้น
แรงกดดันเหล่านี้ ไม่อาจส่งผลกระทบต่อนางได้เลย
ในชั้นที่เก้าของหอคอยมังกรแท้ เฉียนอิงซู่ที่มีคะแนนกว่าสองแสนคะแนนนั้น ไม่มีตัวเลือกพิเศษเหมือนหลินเซียว
ดังนั้น นางจึงแบ่งคะแนนมังกรแท้เหล่านั้นไปเพิ่มเจตจำนง โชคชะตา และกายาอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครรู้ว่านางมีโชคชะตามากเพียงใด
แต่เจตจำนงและกายาของนาง บรรลุถึงขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายในปัจจุบันจะรับไหวแล้ว
โดยเฉพาะเจตจำนงแห่งการทำลายล้างและการเข่นฆ่า ที่บรรลุถึงเก้าส่วนเก้า ห่างจากขั้นสมบูรณ์แบบเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
เฉียนอิงซู่มองดูหลินเซียวที่ติดอยู่ในลำแสงทั้งหก แต่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย
นางก็เลิกกังวลใจไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของเจ้าคนน่าชังผู้นี้ยากจะหยั่งถึงขึ้นเรื่อยๆ
ทุกครั้งที่นางเป็นห่วง อีกฝ่ายมักจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างง่ายดายเสมอ
เช่นนั้นนางจะกังวลไปทำไม
ทำตัวว่าง่าย แล้วรอจัดการคนที่เล็ดลอดหนีไปก็พอแล้ว
"หลินเซียว สตรีศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราปรานีเจ้ามากแล้วนะ"
"ให้โอกาสเจ้ามีชีวิตรอดเป็นครั้งสุดท้าย ส่งมอบโชคชะตาออกมาทั้งหมด"
"หากถูกพวกเราสยบอย่างรุนแรง สถานการณ์มันจะแตกต่างออกไปนะ"
ทั้งหกคนเอ่ยปากข่มขู่ขึ้นอีกครั้ง
ภารกิจของพวกเขาคือการจับตัวหลินเซียว ไม่ใช่การสังหาร
ดังนั้น ความยากจึงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
แววตาของหลินเซียวไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
แม้แรงกดดันที่แบกรับอยู่ในขณะนี้ จะรุนแรงที่สุดตั้งแต่ที่เขามายังโลกแห่งการฝึกตนก็ตาม
"มีไม้ตายอันใด ก็งัดออกมาให้หมด หากไม่เป็นเช่นนั้น ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะไม่มีโอกาสได้ใช้อีก" หลินเซียวตวาดลั่น
"ดื้อด้านนัก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราไร้ปรานี ค่ายกลหกแฉก สังหาร" ผู้นำของทั้งหกคนตวาดเสียงต่ำ
วินาทีต่อมา
พลังผสานอันน่าสะพรึงกลัวที่พวกเขาปลดปล่อยออกมา ก็พุ่งเข้าใส่หลินเซียว
เมื่อหลินเซียวเห็นดังนั้น แทนที่จะถอย เขากลับพุ่งทะยานไปข้างหน้า
พุ่งเข้าปะทะกับพลังสายนั้นโดยตรง
หืม
คนผู้นี้รนหาที่ตายหรือ
สตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือและคนทั้งหกต่างตกตะลึง
จังหวะที่กำลังจะปะทะกัน พลันเห็นผิวกายของหลินเซียวเปล่งแสงสีทองสว่างวาบ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเกราะโลหิตสีแดงฉาน
ตูม
เสียงปะทะและเสียงร้องอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
ก่อนที่ยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมทั้งหกจะทันได้ตั้งตัว เงาโลหิตสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกายสองคนในกลุ่มนั้น
เงาโลหิตยกมือขึ้นตวัดกระบี่วิญญาณอีกครั้ง
กระบี่ครานี้ แฝงไปด้วยเจตจำนงกระบี่ เจตจำนงแห่งความรกร้าง และเจตจำนงแห่งไฟ
ครืน
แรงระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้พื้นดินเบื้องล่างเริ่มยุบตัวลง
ยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมทั้งสองร้องโหยหวน ก่อนจะถูกแรงระเบิดซัดกระเด็นออกไป
ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง
"ไม่ เป็นไปไม่ได้"
"เจ้ารับการโจมตีจากค่ายกลหกแฉกของพวกเราได้อย่างไร"
"เขา เขาเหมือนจะไม่ได้รับมันเอาไว้"
อีกสี่คนที่เหลือหลังจากหายจากอาการตกตะลึง ถึงได้มองเห็นชัดเจนว่า หลินเซียวผู้นี้ไม่ได้ต้านทานการโจมตีของพวกเขาเลย
หลินเซียวในตอนนี้ ร่างกายซีกหนึ่งถูกพวกเขาทะลวงเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ จนมองเห็นอวัยวะภายในที่ฉีกขาดได้อย่างชัดเจน
อะไรกัน
ในสภาพเช่นนี้ ถึงกับยังฝืนโจมตีจนสองคนในกลุ่มพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสได้อีกหรือ
สี่คนที่เหลือทั้งหวาดกลัวและโกรธแค้น
ต้องรู้ไว้ว่า พลังสายเลือดในร่างกายของพวกเขา ถูกเผาผลาญไปกว่าครึ่งแล้วตอนที่ถูกหลินเซียวโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสก่อนหน้านี้
หากตอนนี้ต้องบาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง ย่อมไม่อาจฟื้นฟูสภาพร่างกายได้ในเวลาอันสั้นแน่
มีเพียงต้องฝึกฝนและหลอมรวมพลังสายเลือดขึ้นมาใหม่เท่านั้น
"ต้องยอมรับเลยว่า เผ่าเทพเหยาฉือของพวกเจ้า คือพวกที่ทนทานต่อการถูกทุบตีมากที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา ฮึ่ม" หลินเซียวหัวเราะเยาะ โดยไม่สนใจอาการบาดเจ็บของตนเองเลยแม้แต่น้อย
"เจ้า จะภูมิใจไปทำไม การโจมตีเมื่อครู่คงเป็นพลังเฮือกสุดท้ายของเจ้าแล้ว ต่อจากนี้ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะ"
ผู้นำยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมพูดไม่ทันจบ ก็ถูกหลินเซียวพูดแทรกขึ้นมา
"ใครบอกว่ามีแค่เผ่าเทพเหยาฉือของพวกเจ้าที่มีพลังฟื้นฟูอันรวดเร็ว" ในดวงตาของหลินเซียวสาดประกายแสงประหลาด
วินาทีต่อมา
อาการบาดเจ็บอันน่าสยดสยองบนร่างของเขา ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน ก็ฟื้นฟูด้วยความเร็วแสง
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ
บาดแผลทะลุขนาดใหญ่ก็สมานเข้าด้วยกัน ผิวหนังที่งอกใหม่เรียบเนียนเต่งตึง ขาวเนียนและแข็งแกร่ง
เมื่อเห็นภาพนี้
ไม่ว่าจะเป็นเฉียนอิงซู่ หรือสตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือ รวมถึงทุกคน ต่างก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ
แต่ความคิดของเฉียนอิงซู่กลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย
'ขาวจัง เนียนจัง หากข้ามีความสามารถเช่นนี้ด้วยล่ะก็ จะได้ไม่ต้อง'
ไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่แววตาที่เคยกังวลของนางได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว
"เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่ มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางมีพลังฟื้นฟูที่น่ากลัวปานนี้ได้แน่" สตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือตวาดถาม
อย่าว่าแต่มนุษย์ธรรมดาเลย
ต่อให้เป็นคนของเผ่าเทพเหยาฉือหากได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนั้น ก็ยังฟื้นฟูได้ไม่รวดเร็วเท่าเขาเลย
สายเลือดเผ่าเทพ
มีเพียงผู้ที่มีสายเลือดเผ่าเทพเท่านั้น จึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้
นี่ หลินเซียวผู้นี้ก็เป็นคนของเผ่าเทพเผ่าใดเผ่าหนึ่งอย่างนั้นหรือ
มิน่าเล่าก่อนจะเริ่มต่อสู้ หลินเซียวถึงได้เย้ยหยันว่าความสามารถด้านข่าวกรองของพวกเขามันน่าขันนัก
น่าขันจริงๆ ความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวหลินเซียวผู้นี้นั้นมีมากมายเหลือเกิน
พวกเขาตรวจสอบไม่พบอะไรเลยแม้แต่น้อย ไม่เลยสักนิด
"พวกเจ้า รีบสังหารเขาทิ้งเสีย วันนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็ต้องนำตัวคนผู้นี้กลับไปให้ได้" สตรีศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือออกคำสั่ง
ขณะเดียวกัน นางก็หยิบโคมโบราณบัวมรกตออกมาดวงหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าสตรีศักดิ์สิทธิ์ของตนหยิบของสิ่งนั้นออกมา ยอดอัจฉริยะขอบเขตแปลงเตาหลอมอีกสี่คนก็หดม่านตาลง
"ลุย ไม่ต้องออมมือแล้ว"
"ทุ่มเทโจมตีหลินเซียวผู้นี้ซะ"
"ตอนนี้หลินเซียวผู้นี้ไม่ใช่คนที่พวกเราจะสามารถจับเป็นได้แล้ว"
"ขอเพียงพวกเราสามารถสูบพลังเผ่าเทพในกายเขาให้หมดสิ้น เขาก็ไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้อีก"
ทั้งสี่คนคำรามลั่น ก่อนจะระเบิดอานุภาพแห่งเทพออกมาอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าโจมตีหลินเซียวอย่างสุดกำลัง