- หน้าแรก
- วายร้ายตัวพ่อ ก็แพ้เงื้อมมือท่านเทพผู้แสนดี
- บทที่ 258: สันดานคนเนรคุณ (22)
บทที่ 258: สันดานคนเนรคุณ (22)
บทที่ 258: สันดานคนเนรคุณ (22)
ครูจางซึ่งเป็นเพียงคนนอกยังรู้สึกโมโหกับพฤติกรรมอกตัญญูของซูเริ่นจนแทบจะอกแตกตาย ยิ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ อย่างจี้ชิวเยี่ยก็คงโกรธจนหน้ามืดตาลาย แทบจะอยากง้างมือตบหน้าซูเริ่นสักสองฉาดให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าพอหันไปมอง ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟากลับมีท่าทีสงบนิ่งเยือกเย็น ไม่เพียงแต่จะไร้ซึ่งวี่แววของความโกรธเกรี้ยว ทว่าบนใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มบางเบาที่แทบจะสังเกตไม่เห็น
ครูจางถึงกับตะลึงงัน
วินาทีต่อมา ความรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจ
จี้ชิวเยี่ยผู้นี้สมแล้วที่เป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงแห่งเมืองอวี้ การที่เขาสามารถกุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจการเงินได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ทักษะการเก็บซ่อนอารมณ์ความรู้สึกช่างยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ!
"นี่คือสิ่งที่เธอไปเป่าหูเขาสินะ"
ชิวเยี่ยปรายตามองซูเริ่น นัยน์ตาดอกท้อโค้งขึ้นเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มกลับไปไม่ถึงดวงตา
กลิ่นอายความกดดันอันน่าเกรงขามจากผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทำเอาครูใหญ่และครูจางถึงกับเหงื่อตก บรรยากาศภายในห้องพักครูเงียบกริบลงฉับพลันจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มหล่นกระทบพื้น ซูเริ่นเองก็หวาดผวาไปกับท่าทีเย็นชาไร้เยื่อใยของพี่ชายตรงหน้าเช่นกัน เพราะในความทรงจำของเธอ จี้ชิวเยี่ยจะทำหน้าแบบนี้ก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องที่ไม่ได้เรื่องเท่านั้น
ส่วนสิ่งที่เธอมักจะได้เห็น...
คือรอยยิ้มของจี้ชิวเยี่ยเสมอมา
แน่นอนว่าซูเริ่นไม่ได้มองว่านั่นคือความรักความเอ็นดู เธอกลับเชื่อฝังใจว่ามันคือวิธีกำราบคนของจี้ชิวเยี่ย เป็นกลอุบายที่ใช้เพื่อควบคุมเธอให้อยู่หมัด
แต่ไม่ว่าลึกๆ แล้วเธอจะคิดอย่างไร การที่จี้ชิวเยี่ยคอยตามใจและเข้าข้างเธอมาตลอดย่อมส่งอิทธิพลต่อเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จิตใต้สำนึกคอยตอกย้ำว่าจี้ชิวเยี่ยไม่มีวันทำร้ายเธอ เด็กสาวจึงชะงักไปเพียงครู่เดียว ก่อนจะตวัดสายตามองชิวเยี่ยอย่างขุ่นเคือง
"แล้วมันไม่จริงหรือไงล่ะ!"
"พี่เอาแต่พร่ำบอกว่าเป็นพี่ชายฉัน แต่พี่ไม่เคยแคร์ฉันเลยสักนิด! พี่สนแค่ผลการเรียนของฉัน ถ้าฉันทำคะแนนได้ดีพี่ก็พอใจ แต่พอฉันสอบได้คะแนนแย่ พี่ก็เอาแต่ยัดเยียดครูสอนพิเศษเป็นสิบๆ คนมาให้ พี่ก็แค่อยากใช้ฉันเป็นเครื่องมือเอาไว้โอ้อวดคนอื่นเท่านั้นแหละ!"
"แล้วอีกอย่าง ฉันก็แค่อยากกินอาหารข้างทางบ้าง แต่พี่ก็ไม่เคยยอม พี่เอาแต่จ้างเชฟหรูๆ มาทำอาหารฝรั่งเศสไม่ก็สเต็กให้กินที่บ้าน ฉันไม่ได้อยากกินของพวกนั้นสักหน่อย! ฉันแค่อยากกินอาหารสตรีทฟู้ด!"
"เห็นไหมล่ะ พี่ไม่เคยเห็นฉันเป็นน้องสาวเลยด้วยซ้ำ พี่มองฉันเป็นแค่หุ่นเชิด คอยแต่จะบงการชีวิตฉัน!"
สิ้นเสียงตะคอกระบายอารมณ์อันเกรี้ยวกราด
ดวงตาของซูเริ่นก็แดงก่ำ
ภาพนั้นทำเอาสวี่เหยียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ปวดใจจนทนไม่ไหว เขารีบก้าวเข้าไปหา โอบไหล่เด็กสาวไว้พลางเอ่ยปลอบโยนอย่างอ่อนโยน "เริ่นเริ่น อย่าร้องไห้เลยนะ เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน"
วินาทีนั้นซูเริ่นก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป
เธอซุกหน้าลงกับลาดไหล่ของสวี่เหยียนแล้วปล่อยโฮออกมา
คำตัดพ้อเหล่านั้นทำเอาครูใหญ่กับครูจางถึงกับอึ้งกิมกี่ เบิกตาโพลงอ้าปากค้างราวกับอีโมจิช็อกตกใจไม่มีผิด
ให้ตายสิ
นี่มันสุดยอดคนเนรคุณแห่งยุคชัดๆ!
ทว่าชิวเยี่ยกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะจากเส้นเรื่องเดิม เขารู้อยู่เต็มอกว่าซูเริ่นเป็นคนประเภทไหน... เธอคือคนอกตัญญูที่ไม่เคยเห็นหัวคนอื่น เป็นยัยโง่คลั่งรักที่พร้อมจะแว้งกัดคนที่คอยชุบเลี้ยงตัวเองมาตลอด
ความปรารถนาสูงสุดของจี้ชิวเยี่ยคือการสั่งสอนให้ซูเริ่นได้ลิ้มรสชาติของ 'ชีวิตอิสระ' ที่เธอโหยหานักหนา ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร
เขาไม่ได้ต้องการให้ซูเริ่นชดใช้ด้วยชีวิต
แต่เขาต้องการให้เธอตกนรกทั้งเป็นต่างหาก
ช่างเป็นความปรารถนาที่เรียบง่ายและบริสุทธิ์ใจเสียจริง... และแน่นอนว่าชิวเยี่ยยินดีที่จะสานฝันนั้นให้เป็นจริง
ท่านประธานหนุ่มวางขาที่ไขว่ห้างลง
นัยน์ตาแฝงแววเย้ยหยัน
"ที่ฉันต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องผลการเรียน ก็เพราะสมองของเธอมันกลวงเปล่าสิ้นดีต่างหากล่ะ ตอนประถม แค่สูตรคูณง่ายๆ เธอยังท่องไม่ได้ด้วยซ้ำ สอบทีไรก็ได้ที่โหล่ตลอดจนโดนเพื่อนล้อ แล้วก็วิ่งร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับมาฟ้องฉัน นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันต้องจ้างครูสอนพิเศษมาสอนเธอ"
"ครูสอนพิเศษแต่ละคนที่ฉันจ้างมาล้วนแต่เป็นติวเตอร์ระดับหัวกะทิ เป็นคนที่ต่อให้มีเงินก็ใช่ว่าจะจ้างมาสอนได้ง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เพราะบารมีของฉันจี้ชิวเยี่ย เธอคิดว่าตัวเองจะมีปัญญาได้เรียนกับคนพวกนี้งั้นเหรอ?"