- หน้าแรก
- วายร้ายตัวพ่อ ก็แพ้เงื้อมมือท่านเทพผู้แสนดี
- บทที่ 255: ลุ่มหลงจนมืดบอด (19)
บทที่ 255: ลุ่มหลงจนมืดบอด (19)
บทที่ 255: ลุ่มหลงจนมืดบอด (19)
ฐานะทางบ้านของสวี่เหยียนนั้นยากจนข้นแค้น
สมัยหนุ่มๆ พ่อของเขาก็เป็นแค่อันธพาลคนหนึ่ง ด้วยความที่ไร้การศึกษาจึงต้องไปทำงานในโรงงาน เขาได้พบกับแม่ของสวี่เหยียนที่สายพานการผลิต พอเห็นว่าเธอหน้าตาสะสวย พ่อของเขาก็ตามจีบอย่างไม่ลดละจนในที่สุดก็คว้าหัวใจคนงามมาครองได้สำเร็จ
ชีวิตคู่ควรจะดีขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าพ่อสวี่กลับเป็นคนชอบรักษาหน้า เอะอะก็เลี้ยงข้าวคนอื่น ต่อให้ไม่มีเงินก็ยังดึงดันจะเป็นเจ้ามือ เงินที่แม่สวี่หามาด้วยความยากลำบากจึงถูกเขาผลาญจนหมดเกลี้ยง
ต่อมาตอนที่คลอดสวี่เหยียน แม่สวี่มีอาการตกเลือดหลังคลอดอย่างรุนแรง เธอรอดพ้นขีดอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ร่างกายก็อ่อนแอลงมากและต้องการการบำรุง ทว่าพ่อสวี่ก็ยังคงทำตัวตามใจชอบ ไม่เพียงแต่ดันทุรังเลี้ยงข้าวคนอื่นเพื่อรักษาหน้าตา แต่ยังมักจะพาเพื่อนฝูงมากินเหล้าที่บ้าน ทิ้งเศษซากความวุ่นวายไว้ให้แม่สวี่ต้องคอยตามเช็ดตามล้างอยู่เสมอ
พอแม่สวี่เอ่ยปากบ่นบ้าง เขาก็จะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หนำซ้ำยังลงไม้ลงมือเมื่อบันดาลโทสะ เขาอ้างว่าลูกผู้ชายจำเป็นต้องมีสังคมนอกบ้าน และยังตั้งคำถามว่าทำไมเมียคนอื่นถึงไม่เห็นจะเรื่องมากเหมือนเธอ คลอดลูกเสร็จปุ๊บก็ออกไปทำงานและทำงานบ้านได้เลย มีแต่เธอนั่นแหละที่ทำตัวบอบบางเกินเหตุ
แม่สวี่จมอยู่กับความสิ้นหวัง
เธอไม่อยากทนใช้ชีวิตแบบนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจทิ้งสวี่เหยียนกับพ่อสวี่แล้วหนีไป
นับแต่นั้นมา อารมณ์ของพ่อสวี่ก็ยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ เขาเอาความโกรธแค้นทั้งหมดไปลงที่สวี่เหยียน ทั้งยังพร่ำพูดกรอกหูถึงความเลวร้ายของแม่สวี่ให้ลูกฟัง ทว่าในความเป็นจริง แม่สวี่ไม่เคยทอดทิ้งสวี่เหยียนไปจากใจเลย เธอคอยเฝ้าดูเขาอยู่เงียบๆ และแอบส่งเงินมาให้เขาใช้ตลอดตั้งแต่เขายังเรียนอยู่ชั้นประถม
แต่สวี่เหยียนกลับรับเงินนั้นมาโดยไม่รู้สึกซาบซึ้งบุญคุณแม้แต่น้อย
เขารู้สึกว่าแม่ของเขาเป็นเหมือนที่พ่อพูดไม่มีผิด... เป็นแค่นังผู้หญิงชั้นต่ำที่น่ารังเกียจ
ปฏิกิริยาของซูเริ่นในตอนนี้ทำให้เขาพึงพอใจอย่างมาก เขาลูบไล้ใบหน้าของเธอแล้วพูดว่า "เริ่นเริ่น ฉันรู้ว่าเธอไม่เหมือนนังผู้หญิงพรรค์นั้น การได้พบเธอเป็นเรื่องที่วิเศษจริงๆ มันคือสิ่งที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของฉันเลยล่ะ!"
ซูเริ่นสะบัดหน้าหนีพร้อมทำเสียงฮึดฮัดอย่างแง่งอน
"ฮึ เธอเอาฉันไปเทียบกับแม่ของเธอได้ยังไงกันคะ? ผู้หญิงที่ทิ้งสามีกับลูกตัวเองแบบนั้นเห็นแก่ตัวจะตายไป แต่ฉันน่ะรักเดียวใจเดียวต่อเธอนะ คอยดูเถอะ ในอนาคตฉันไม่เพียงแต่จะมีลูกให้เธอ แต่จะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหนด้วย"
อีโก้ความเป็นชายของสวี่เหยียนได้รับการเติมเต็มจนพองโตในวินาทีนั้น
เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งกาจกว่าพ่อมากนัก พ่อของเขาเป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดไม่ได้เรื่องที่แม้แต่ผู้หญิงคนเดียวยังรั้งไว้ไม่ได้ ในขณะที่เขาสามารถทำให้ซูเริ่นหลงรักจนหัวปักหัวปำ
เขาช่างสุดยอดเกินไปแล้วจริงๆ!
สวี่เหยียนมองซูเริ่น จงใจกดเสียงต่ำลง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกแฝงความรักใคร่ "เริ่นเริ่น... เธอคือคนที่เข้ามาฉุดฉันขึ้นจากความมืดมิด รู้ตัวไหม"
น้ำเสียงแหบพร่านั้นทำให้ซูเริ่นเคลิบเคลิ้มจนแทบสติหลุด เธอพยักหน้ารัวๆ ไม่ลืมที่จะพร่ำเพ้อถึงความรู้สึกของตัวเองออกมาเช่นกัน "เธอก็ช่วยฉันไว้เหมือนกันค่ะ เธอพาฉันออกมาจากบ้านหลังใหญ่ที่หนาวเหน็บและน่าอึดอัด พาฉันเข้ามาสัมผัสโลกอันแสนอบอุ่น ทำให้ฉันได้ลิ้มรสชาติของอิสระ"
"เริ่นเริ่น..."
"อาเหยียน~"
ท่ามกลางเสียงเรียกขานชื่อของกันและกัน ทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะแลกจุมพิตกันอีกครั้ง
...
หลังจากมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับสวี่เหยียน ซูเริ่นก็ยิ่งหลงใหลคลั่งไคล้เขามากขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่โรงเรียนเธอยังพอจะสงวนท่าทีอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้เธอไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป ไม่เพียงแต่จะไปกินข้าวกับสวี่เหยียนและคอยรูดบัตรอาหารจ่ายให้เขาทุกครั้ง แต่เธอยังไปคอยเชียร์และส่งน้ำให้เขาตอนที่เขาเล่นบาสเกตบอลอีกด้วย
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนช่างสังเกตเลยด้วยซ้ำ
ขอแค่มีตาก็มองออกว่าทั้งสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่
ช่วงพักกลางวันของวันนั้น สวี่เหยียนจงใจดึงตัวซูเริ่นขึ้นไปบนดาดฟ้าของโรงเรียน เขายังไม่ทันได้ล็อกประตูด้วยซ้ำก็ดันร่างของซูเริ่นเข้าชิดกำแพง แล้วบดจูบเธออย่างร้อนรน
"บ้าเอ๊ย วันนี้ตอนเรียนทำไมเธอถึงได้ตั้งใจนักฮะ! ฉันลูบมือเธอตั้งนานสองนานเธอก็ไม่ยอมหันมามองฉันเลย นี่เธอเห็นว่าฉันตามใจเข้าหน่อยก็เลยคิดจะเมินฉันงั้นสิ?"