- หน้าแรก
- วายร้ายตัวพ่อ ก็แพ้เงื้อมมือท่านเทพผู้แสนดี
- บทที่ 253: ห้วงฝันแสนหวานที่ต้องบอกลา (17)
บทที่ 253: ห้วงฝันแสนหวานที่ต้องบอกลา (17)
บทที่ 253: ห้วงฝันแสนหวานที่ต้องบอกลา (17)
ความรู้สึกของการได้ครอบครองช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน
ตลอดชีวิตยี่สิบสองปีที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลวนซือรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตชีวาอย่างแท้จริง ราวกับสัตว์ร้ายที่เผยเขี้ยวเล็บ เขาตักตวงครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของทั้งคู่เปรียบเสมือนสะเก็ดไฟที่ร่วงหล่นลงในกระทะน้ำมัน
จุดประกายไฟแห่งความปรารถนาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครา
...
ชิวเยี่ยสะดุ้งตื่นเพราะแรงสั่นจากโทรศัพท์มือถือ
พอขยับตัวลุกขึ้น เขาก็รู้สึกปวดแปลบที่เอวราวกับถูกรถบรรทุกคันใหญ่แล่นทับ
จิ๊
ว่าแล้วเชียว ไม่ควรประมาทพละกำลังของเด็กหนุ่มจริงๆ เขาพูดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำ ยิ่งเอ่ยปากห้าม อีกฝ่ายก็ยิ่งได้ใจ ภายนอกดูเหมือนลูกหมาตัวโตแสนซื่อ แต่พอถึงเรื่องพรรค์นั้นกลับกลายเป็นคนละคนไปเลย
ชิวเยี่ยกัดฟันข่มความปวดเมื่อย ควานหากางเกงที่ตกอยู่ข้างเตียงแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า
เป็นสายเรียกเข้าจากเผิงเสียนอวิ๋น
"ฮัลโหล"
"ประธานจี้ ผมเองครับ"
พอได้ยินเสียงรับสาย เผิงเสียนอวิ๋นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาอยากจะถามว่าจี้ชิวเยี่ยมีกำหนดจะกลับประเทศเมื่อไหร่ แต่พอนึกถึงสีหน้าเหนื่อยล้าของอีกฝ่ายตอนที่บอกว่าจะอยู่ต่ออีกสองวัน เขาก็เปลี่ยนคำถามกะทันหัน
"สองสามวันนี้พักผ่อนสบายดีไหมครับ"
เผิงเสียนอวิ๋นเป็นคนเก่งรอบด้านที่จี้ชิวเยี่ยทุ่มเงินซื้อตัวมา เขาสามารถจัดการงานส่วนใหญ่ในบริษัทได้หมด ปกติแล้วมีแค่สองเหตุผลเท่านั้นที่เขาจะเป็นฝ่ายโทรหาจี้ชิวเยี่ยก่อน นั่นคือรายงานเรื่องงาน หรือไม่ก็เป็นเรื่องของซูเริ่น
ถ้าเป็นเรื่องแรก เผิงเสียนอวิ๋นจะเข้าประเด็นทันที
ไม่มาพูดจาอ้อมค้อมแบบนี้หรอก
ดังนั้นการที่เขาโทรมาตอนนี้ ย่อมหมายความว่าเป็นเรื่องของซูเริ่นแน่นอน
ชิวเยี่ยไม่อยากเล่นแง่หรือเสียเวลาซักไซ้
"มีอะไรก็พูดมาเถอะ"
เผิงเสียนอวิ๋นสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในน้ำเสียงของผู้เป็นเจ้านาย จึงเลิกอ้อมค้อม "คุณหนูซูไปก่อเรื่องเข้าครับ ทางโรงเรียนเชิญผู้ปกครองไปพบ บอสคิดว่ายังไงดีครับ..."
ชิวเยี่ยเลิกคิ้วขึ้น
ว่าแล้วเชียวว่าเป็นเรื่องของซูเริ่น
เขาจับมือของหลวนซือที่วางพาดอยู่บนเอวออก เสื้อผ้าของตัวเองที่กองอยู่บนพื้นยับยู่ยี่จนไม่น่าใส่ เขาจึงเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าของหลวนซือแล้วหยิบชุดของอีกฝ่ายออกมาสวม
"จองเที่ยวบินที่เร็วที่สุดให้ฉันที ฉันจะกลับประเทศ"
ชิวเยี่ยวางสายแล้วเริ่มสวมเสื้อแขนสั้น ทว่าจังหวะที่กำลังจะสวมกางเกง ท่อนแขนแกร่งคู่หนึ่งก็สอดเข้ามากอดเอวเขาไว้จากด้านหลัง
หลวนซือนั่นเอง
เจ้าลูกหมาตัวโตจอมติดหนึบดึงรั้งร่างของท่านประธานหนุ่มเข้าสู่อ้อมกอด ซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น "คุณจะไปแล้วเหรอครับ"
ชิวเยี่ยส่งเสียงตอบรับในลำคอ
เจ้าลูกหมากระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด "...ไม่ไปไม่ได้เหรอครับ"
ชิวเยี่ยหัวเราะเบาๆ
"ถ้าฉันไม่ไป จะให้ฉันอยู่กับนายไปตลอดชีวิตเลยหรือไง"
หลวนซือไม่ตอบ เนิ่นนานกว่าที่เขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ "ไม่ได้เหรอครับ"
ชิวเยี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
เขายกมือขึ้นลูบผมของจิตรกรหนุ่มอย่างอ่อนโยน
"หลวนซือ ฉันยอมรับนะว่าฉันชอบนายมาก หลายปีมานี้นายคือคนเดียวที่ทำให้ฉันมีความสุขได้ทั้งกายและใจ"
"แต่แล้วยังไงล่ะ"
"ถ้าฉันอายุเพิ่งจะยี่สิบต้นๆ ฉันอาจจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความรัก เพื่อนายได้ แต่ตอนนี้ฉันอายุสามสิบแล้ว ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง แล้วก็หน้าที่การงานของฉันล้วนแต่อยู่ที่จีน ฉันยังมีลูกน้องอีกมากมายที่ต้องดูแล ฉันทำตัววู่วามไม่ได้หรอกนะ"
หลวนซือไม่ได้พูดอะไร
แต่ลมหายใจของเขากลับสะดุดติดขัด วงแขนที่โอบกอดเอวของชิวเยี่ยรัดแน่นขึ้นอีกครั้ง
คล้ายกับเด็กน้อยที่กำลังเอาแต่ใจ
ใช้ความเงียบงันเพื่อแสดงความไม่พอใจ
"นายรู้ไหม"
"จริงๆ แล้วที่ฉันมาเวนิสก็เพื่อคุยธุรกิจ ฉันควรจะกลับตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว แต่เพราะนาย ฉันถึงเลือกที่จะอยู่ต่ออีกสองสามวัน"
"ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับนายคือช่วงที่ฉันมีความสุขที่สุดในชีวิต มันสวยงามราวกับความฝัน แต่ตอนนี้ความฝันนั้นจบลงแล้ว และก็ถึงเวลาที่เราต้องแยกย้ายกันเสียที"
ชิวเยี่ยหันหลังกลับมา
เขาลูบไล้ใบหน้าของหลวนซือราวกับต้องการจะสลักภาพนี้ไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ในที่สุดเขาก็แนบหน้าผากเข้ากับอีกฝ่าย ประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากบางอย่างอ้อยอิ่งและอาลัยอาวรณ์
"ฉันจะจดจำนายตลอดไป"
"ลาก่อน"