เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 640 ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย

บทที่ 640 ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย

บทที่ 640 ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย


บทที่ 640 ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย

เรื่องที่หลี่จาวตี้ถูกนำมาทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีเงื่อนงำน่าสงสัยมากมาย แต่หลักฐานกลับเบาบางเกินไป ประกอบกับกาลเวลาที่ล่วงเลยมานาน แก๊งค้ามนุษย์ทั้งสี่คนนั้น คนที่โดนโทษประหารก็ตายไปแล้ว ส่วนคนที่รอดจากการประหารก็พ้นโทษออกมานานแล้ว ถ้าคำนวณจากอายุ ป่านนี้ก็คงแก่ตายกันไปหมดแล้ว ทำให้การสืบหาความจริงว่าครอบครัวหลี่ต้าฟู่ตั้งใจจะขายลูกกินหรือไม่นั้น กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ครอบครัวนี้จะสามารถเรียกร้องให้ลูกสาวกลับมาเลี้ยงดูตัวเองในตอนแก่ได้

พูดกันตามตรง ต่อให้หลินอู๋ซวงตัดสินใจยอมรับครอบครัวนี้ เธอก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการเลี้ยงดูพ่อแม่แท้ๆ ได้อยู่ดี เพราะสิทธิ์การเลี้ยงดูมันเปลี่ยนมือไปตั้งแต่เธอถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว สิ่งที่ครอบครัวนี้กำลังทำอยู่ มันก็แค่การเรียกร้องความสนใจแบบไร้เหตุผลเท่านั้นเอง

ตอนที่คดียังไม่ปิด พวกเขายังพอจะอ้างได้ว่ามาติดตามความคืบหน้าของคดี เพื่อสร้างความกดดันให้ตำรวจ แต่ตอนนี้คดีปิดลงแล้ว ขั้นตอนทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แถมตำรวจก็แจ้งให้ทราบเรียบร้อยแล้ว ถ้าพวกเขายังดึงดันจะมาก่อกวนอีก ตำรวจก็มีสิทธิ์จัดการกับพวกคนพาลแบบนี้ได้ตามกฎหมาย

และก็เป็นอย่างที่จ้าวอวิ๋นพูดเป๊ะ พอหลี่ต้าฟู่ได้ยินแบบนั้น ก็อ้าปากพะงาบๆ จะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูด ได้แต่ดึงแขนเสื้อภรรยาตัวเองไว้

ส่วนสมาชิกอีกคนของครอบครัวอย่าง หลี่หย่ง ก็ยังคงหมกตัวเล่นโทรศัพท์อยู่ในอีกห้อง ดูท่าทางจะไม่ค่อยสนใจเรื่องการตามหาพี่สาวแท้ๆ ของตัวเองสักเท่าไหร่

เรื่องแต่งงานน่ะเหรอ เขาไม่เคยคิดด้วยซ้ำ พ่อแม่ก็มีหน้าที่หาเงินซื้อบ้านซื้อรถให้เขาอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเงินก็ไปกู้ยืมมาสิ

สำหรับหลี่หย่ง การหาพี่สาวให้เจอมันไม่สำคัญเท่ากับการที่วันนี้เขาจะไม่มีเงินซื้อบุหรี่สูบด้วยซ้ำ

แต่เขาก็รู้ดีว่า ถ้าหาพี่สาวเจอ เขาอาจจะมีช่องทางไถเงินมาใช้บ้าง เรื่องนี้แหละที่เขาสนใจเป็นพิเศษ

ตั้งแต่บังเอิญเจอหลี่ซือหย่า หรือก็คือควนเม่ยที่โรงพักคราวก่อน เขาก็เริ่มวางแผนในใจแล้ว

ทันทีที่จ้าวอวิ๋นและทีมตำรวจกลับไป เขาก็รีบเดินออกจากห้องทางทิศตะวันตก ตาก็ยังจ้องหน้าจอโทรศัพท์ ปากก็พูดขึ้นว่า "ผมบอกแล้วไงว่าพึ่งตำรวจไม่ได้หรอก เราไปหาเน็ตไอดอลที่ผมบอกดีกว่า"

"เขาทำงานร่วมกับตำรวจ สนิทกับโรงพักที่เราไปมา แถมยังเคยช่วยคนตามหาญาติสำเร็จมาแล้วด้วย ผมว่าเขาต้องรู้เบาะแสเรื่องพี่สาวแน่ๆ เผลอๆ เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาอาจจะไปเจอพี่สาวมาแล้วก็ได้"

"แม่ ลองดูผู้หญิงคนนี้สิ หน้าตาคุ้นๆ คล้ายพี่สาวผมไหม"

พูดจบ หลี่หย่งก็ยื่นหน้าจอโทรศัพท์ให้พ่อแม่ดู มันคือรูปถ่ายของควนเม่ยกับหลินอู๋ซวงตอนที่อยู่ที่ซูโจว

การไปโผล่ที่ซูโจวตั้งสองวัน แถมเดินไปเดินมากลางถนน ย่อมมีคนจำหลี่ซือหย่าได้อยู่แล้ว มีคนแอบถ่ายรูปไว้เพียบ โดยเฉพาะที่งานแม่สื่อหวางผอ ที่โดนคนรุมล้อมจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน หลินอู๋ซวงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ต้องติดร่างแหเข้าไปอยู่ในรูปด้วยเป็นธรรมดา

"จริงด้วย ตาเฒ่ารีบดูสิ เด็กคนนี้หน้าตาเหมือนผานตี้เปี๊ยบเลยไม่ใช่เหรอ" เหลียงชุ่ยเฟินเบิกตากว้าง จ้องมองรูปผู้หญิงในจอโทรศัพท์ด้วยความตื่นเต้น

หลี่ต้าฟู่รีบชะโงกหน้าเข้ามาดูใกล้ๆ พยักหน้าเห็นด้วย "เหมือนจริงๆ ด้วย รูปหน้า คิ้ว ตา ถอดแบบผานตี้มาเป๊ะเลย ลูกไปเอารูปนี้มาจากไหนเนี่ย"

"ก็เน็ตไอดอลคนที่ผมบอกไง มีคนถ่ายรูปเขาที่ซูโจวแล้วเอามาลงเน็ต ผมว่านะ ที่เขาไปซูโจวก็เพื่อไปตามหาพี่สาวนี่แหละ เขารับจ้างตามหาคนหายอยู่แล้ว" หลี่หย่งอธิบายเป็นฉากๆ

พอได้ยินแบบนั้น เหลียงชุ่ยเฟินก็ละล่ำละลักด้วยความดีใจ "ใช่เลย ต้องใช่แน่ๆ ยัยเด็กคนนี้แหละลูกสาวเรา เราต้องไปหาเน็ตไอดอลคนนี้ ลูกบอกว่าเขาอยู่เจียงหนิงใช่ไหม"

"ลูกแม่นี่ฉลาดจริงๆ อนาคตต้องได้ดิบได้ดีแน่ๆ ไม่เหมือนนังลูกอกตัญญูนั่น รู้ทั้งรู้ว่าเป็นพ่อเป็นแม่ แต่กลับไม่ยอมรับเรา อย่าคิดว่าจะหนีพ้นง่ายๆ นะ ยังไงก็ต้องจ่ายเงินมา"

"แต่งงาน ซื้อบ้าน ค่าสินสอด ในฐานะพี่สาว มันต้องเป็นคนจ่ายให้แก ไป พวกเราไปกันเถอะ"

ถึงจะยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผู้หญิงในรูปคือลูกสาวของตัวเองจริงๆ หรือเปล่า แต่หลินอู๋ซวงก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของพวกเขา สายสัมพันธ์ทางสายเลือดมันตัดกันไม่ขาดหรอก

ที่สำคัญคือ หน้าตาของเธอคล้ายคลึงกับลูกสาวคนโตของบ้านหลี่อย่างน้อยๆ ก็ห้าส่วน โดยเฉพาะคิ้วและตาที่เหมือนกันราวกับแกะ พอเห็นรูปปุ๊บ สองผัวเมียก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

ไม่ว่าผู้หญิงในรูปจะใช่ลูกสาวของพวกเขาหรือไม่ ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว กะว่าจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง หลังจากปรึกษากันอย่างรวดเร็ว ทั้งสามคนก็รีบขึ้นรถมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเจียงหนิงทันที

ด้วยความที่ที่ตั้งของสตูดิโอเคยถูกเปิดเผยในเน็ตตอนที่หลี่ซือหย่าเป็นข่าวโด่งดัง การตามหาพิกัดจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย

เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายสองครึ่ง หลังจากกลับมาจากไปวิ่งออกกำลังกายและงีบหลับพักผ่อนในช่วงเช้า หลินโม่ก็ตื่นขึ้นมาทบทวนความรู้เรื่องยาที่ศาสตราจารย์หลี่สอน

ด้วยสรรพคุณของยาน้ำอันเสินปู่เหน่าที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง การทบทวนตำราแพทย์ของเขาจึงเป็นไปอย่างราบรื่น ความรู้ที่เคยสลับซับซ้อนและเข้าใจยาก ตอนนี้กลับกระจ่างแจ้งและง่ายดายขึ้นอย่างน่าประหลาด

ความรู้สึกที่สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดแบบนี้ มันช่างชวนให้หลงใหลเสียจริงๆ มันต่างจากความพึงพอใจทางร่างกาย แต่มันเหมือนกับมีม่านหมอกที่เคยบดบังความคิดถูกปัดเป่าออกไป เผยให้เห็นความกระจ่างใสและเบาสบาย

มิน่าล่ะ ถึงมีคำว่า 'อาหารสมอง' การได้เสพความรู้และใช้ความคิดอย่างเต็มที่ มันก็คือความสุขอย่างหนึ่ง นึกภาพไม่ออกเลยจริงๆ ว่าโลกในสายตาของพวกอัจฉริยะที่มีไอคิวทะลุ 140 มันจะกว้างใหญ่และลึกซึ้งขนาดไหน

ในขณะที่หลินโม่กำลังดำดิ่งอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความรู้ โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะกาแฟก็สั่นครืนๆ ขึ้นมา

เขาหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นสายเรียกเข้าจากหวังฉู่

"ฮัลโหล มีอะไร เวลานี้ไม่ใช่เวลากินข้าวนี่ โทรมาทำไม" หลินโม่รับสายพร้อมกับถาม

วินาทีต่อมา เสียงร้อนรนของหวังฉู่ก็ดังทะลุสายมา "เหล่าโม่ รีบลงมาที่สตูดิโอด่วนเลย"

"บอกมาก่อนว่ามีเรื่องอะไร ไม่งั้นฉันไม่ลงไปหรอกนะ" หลินโม่ปฏิเสธ ไม่ใช่เวลากินข้าวจะลงไปทำไมให้หนาวตาย

อีกอย่าง ไอ้พวกตัวป่วนพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะมีสาระอะไรกันอยู่แล้ว สู้เขานอนอุ่นๆ อยู่ในห้องไม่ดีกว่าเหรอ

"รีบมาเถอะ พวกเรากำลังจะวางมวยกันอยู่แล้วเนี่ย" หวังฉู่ตะโกนเสียงหลง

ได้ยินแบบนั้น หลินโม่ก็ตกใจ รีบลุกพรวดขึ้น แต่ก็นึกถึงวีรกรรมคราวก่อนขึ้นมาได้ เลยถามกลับไปว่า "คงไม่ใช่จ้าวอวิ๋น คุณนายจ้าวหรอกนะ ถ้าเป็นเธอฉันไม่ไปเด็ดขาดนะ"

ก็แหม คราวก่อนเพื่อนรักของเขามีคดีติดตัว ตอนนั้นเขายังไม่ได้ทักษะการต่อสู้ระดับปรมาจารย์ด้วยซ้ำ ลำพังแค่ฝีมือห่วยๆ ของพวกเขาสามคน เกือบโดนจ้าวอวิ๋นที่กำลังฟิวส์ขาดเตะก้านคอหักตายหมู่ซะแล้ว

"โธ่เอ๊ย ไม่ใช่หรอก เป็น..." หวังฉู่พูดพลางเดินเลี่ยงออกมาให้ห่างจากจุดเกิดเหตุ แล้วกระซิบเสียงเบา "เป็นพ่อแม่ของหลินอู๋ซวงน่ะสิ บุกมาถึงนี่ บังคับให้พวกเราบอกที่อยู่ของหลินอู๋ซวงให้ได้ แถมยังอาละวาดโวยวายไม่หยุดเลย"

"ตอนนี้พี่หยวนก็ทนไม่ไหวแล้ว กำลังจะเปิดศึกดวลหมัดกันอยู่แล้ว นายรีบมาเร็วเข้า ฝั่งนู้นมีผู้ชายตั้งสองคน ฝั่งเรามีฉันคนเดียว ควนเม่ยก็พึ่งอะไรไม่ได้ ถ้าลงไม้ลงมือกันจริงๆ พวกเราเสียเปรียบแน่ แถมพวกมันยังขู่ว่าจะเรียกพวกมาอีกด้วย กันไว้ดีกว่าแก้นะเว้ย"

พอได้ยินแบบนี้ หลินโม่ก็ไม่รอช้า รีบสวมเสื้อคลุมพร้อมกับตะโกนใส่โทรศัพท์ "ใจเย็นๆ ไว้ก่อนนะเว้ย เดี๋ยวฉันลงไป ถ้าท่าไม่ดีก็รีบโทรแจ้งตำรวจเลย"

พูดจบ เขาก็วางสาย สวมรองเท้า แล้ววิ่งลงบันไดมุ่งหน้าไปที่ประตูหลังของสตูดิโอทันที

โชคดีที่ประตูหลังอยู่ใกล้ ทำให้ย่นระยะทางไปได้เยอะ

เพิ่งจะก้าวเท้าพ้นประตูหลัง หลินโม่ก็ได้ยินเสียงเห่ากรรโชกของเจ้าว่างไฉ่ ประสานเสียงด่าทออันแสนวิจิตรบรรจงของคุณหนูหยวน

ว่างไฉ่: "โฮ่งๆๆ แฮ่ๆ โฮ่งๆ"

คุณหนูหยวน: "ไอ้พวกหน้าด้าน ไอ้พวกปลิงดูดเลือด ไอ้เวรตะไล ตอนหนุ่มสาวเอาลูกไปทิ้ง พอแก่ตัวมาเสือกอยากจะให้เขามาเลี้ยงดู ฝันไปเถอะ หวังจะฮุบค่าสินสอดเขาอีกล่ะสิ หน้าตาอย่างลูกชายพวกแกเนี่ยนะ ชาตินี้ก็หาเมียไม่ได้หรอก ใครตาบอดมาแต่งด้วยก็บ้าแล้ว สวะอย่างพวกแก ชาตินี้ก็เตรียมตัวตายอย่างโดดเดี่ยวไร้ลูกหลานสืบสกุลไปเลย ไอ้พวกสารเลว ไอ้ชาติหมา..."

วันนี้คุณหนูหยวนจัดหนักจัดเต็ม ปลดปล่อยพลังการด่าทอขั้นสูงสุด ปกติเวลาด่าใคร เธอจะยังพอรักษาภาพลักษณ์ไว้บ้าง แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับครอบครัวหน้าด้านไร้ยางอายแบบนี้ เธอไม่คิดจะออมมือเลยสักนิด

พอหลินโม่วิ่งเข้าไปในออฟฟิศ ก็เห็นหัวหน้าห้องกับเหอเสี่ยวเยี่ยนช่วยกันรั้งแขนคุณหนูหยวนไว้คนละข้าง โดยที่คุณหนูหยวนก็ยังคงดิ้นรนถีบขาสั้นๆ ของเธอไปข้างหน้า พร้อมกับชี้หน้าด่ากราดไม่หยุด

ด้านหน้าคุณหนูหยวน มีควนเม่ยกับหวังฉู่ยืนขวางอยู่ ถัดไปเป็นครอบครัวหลี่ต้าฟู่พ่อแม่ลูกสามคน

ตอนนี้ทั้งสามคนหน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ โดยเฉพาะเหลียงชุ่ยเฟิน ตอนแรกกะจะมาแผลงฤทธิ์ อาละวาดให้พวกวัยรุ่นกลัว จะได้ยอมบอกที่อยู่ลูกสาวมาง่ายๆ ไม่คิดเลยว่าจะเจอดีเข้าให้ เจอตัวแม่สายด่าที่ฝีปากจัดจ้านกว่าเธอซะอีก สาดคำหยาบคายใส่เป็นชุดจนเธอแทบจะตั้งรับไม่ทัน

"นังเด็กเมื่อวานซืน ฉันจะฉีกปากแก นังเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่สั่งสอน" พอโดนจี้จุดดำมืดในใจ เหลียงชุ่ยเฟินก็ฟิวส์ขาด พุ่งพรวดเข้าไปหวังจะตบหน้าคุณหนูหยวน

เธอมั่นใจว่ายังไงก็ต้องมีคนเข้ามาห้าม แถมพวกเด็กวัยรุ่นพวกนี้ก็คงไม่กล้าลงมือทำร้ายคนแก่อย่างเธอหรอก

แต่เธอประเมินสถานการณ์ผิดไปถนัด ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่คน แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่คนรวมอยู่ด้วย

ทันทีที่เหลียงชุ่ยเฟินพุ่งเข้ามา เจ้าว่างไฉ่กับซั่งเปียวก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกัน ว่างไฉ่แยกเขี้ยวพุ่งงับเข้าที่น่องของเหลียงชุ่ยเฟินอย่างจัง ส่วนซั่งเปียวก็โชว์ความปราดเปรียว กระโจนจากโซฟา พุ่งเข้าตะปบใบหน้าของเหลียงชุ่ยเฟินเต็มแรง

"โอ๊ยยยยย ช่วยด้วย หมาบ้ากัด"

เสียงกรีดร้องโหยหวนของเหลียงชุ่ยเฟินดังลั่น ก่อนที่ร่างอวบอั๋นจะล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น เอามือปัดป่ายไปมาอย่างลนลาน หลี่ต้าฟู่กับหลี่หย่งเห็นแม่โดนทำร้าย ก็รีบพุ่งเข้าไปกะจะเตะหมากับแมว แต่ว่างไฉ่กับซั่งเปียวก็ไวเป็นกรด หลบหลีกได้อย่างฉิวเฉียด หวังฉู่กับควนเม่ยอาศัยจังหวะชุลมุน พุ่งเข้าไปผลักสองพ่อลูกกระเด็นออกไป

ว่างไฉ่กับซั่งเปียวฉากหลบออกมา ยืนประจัญบานอยู่ข้างๆ คุณหนูหยวน ราวกับเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัว ดูน่าเกรงขามสุดๆ

นี่แหละที่เรียกว่า ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย

จบบทที่ บทที่ 640 ความศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่าน บารมีเปล่งประกาย

คัดลอกลิงก์แล้ว