- หน้าแรก
- เกิดใหม่ยุค 90 : ขายผักข้างทาง สู่เจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ต
- บทที่ 29 – น้าน้อยผู้เย็นชาและไร้น้ำใจ
บทที่ 29 – น้าน้อยผู้เย็นชาและไร้น้ำใจ
บทที่ 29 – น้าน้อยผู้เย็นชาและไร้น้ำใจ
เจียง กุ้ยเยว่ ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูกไว้อย่างไม่เกรงใจ
ฉู่ อี้หัง แสร้งทำเป็นลำบากใจ “ช่วงนี้พวกเรานอนบนม้านั่งในสวนสาธารณะครับ บางครั้งแม่ก็ไปตั้งแผงขายผักบ้าง หรือเก็บขยะขายเพื่อหาเงินประทังชีวิต...”
“พอได้แล้ว อี้หัง วันนี้เธอกลับไปแล้วพาแม่เธอกลับบ้านนอกไปซะ!”
เธอพูดขัดคอฉู่ อี้หัง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
“อี้หัง! ฟังน้านะ ในเมืองนี้ไม่เหมาะกับพวกเธอที่ไม่มีความสามารถแถมยังไม่มีการศึกษาหรอก”
“ส่วนเรื่องที่จะมาอยู่บ้านน้า คงไม่ได้หรอก ตอนนี้มันช่วงปิดเทอมไม่ใช่เหรอ?”
“ลูกสาวน้าพักผ่อนอยู่ที่บ้านนะ”
“เธอต้องเรียนพิเศษกับครูที่บ้านทุกวัน ถ้าพวกเธอเข้าไปอยู่แล้วรบกวนการเรียนของน้องจะทำยังไงล่ะ จริงไหม?”
“เธอไม่เรียนหนังสือแล้ว แต่อย่าทำให้น้องต้องกลายเป็นคนไม่มีอนาคตเหมือนเธอเลย”
“เอาละ น้าให้เงินเธอสิบหยวน พรุ่งนี้ก็พากันกลับชนบทไปซะ แล้วทีหลังไม่ต้องมาอีกแล้วนะ”
พูดจบเธอก็เตรียมจะเดินหนี
ฉู่ อี้หัง เห็นท่าทางแบบนั้นก็โกรธขึ้นมาทันที เขาคว้ามือเธอไว้
“น้าน้อยครับ ตอนแรกน้าไม่ใช่เหรอที่บอกให้แม่ผมออกมาทำงาน แล้วบอกว่าช่วงแรกมาพักที่บ้านน้าได้?”
“ทำไมน้าถึงกลับคำแบบนี้ล่ะครับ?”
“แถมวันที่พวกเรามาถึงเมืองเซินโจว น้าก็ไปที่สถานีรถด้วย แต่น้าแอบมองพวกเราอยู่ตรงทางเข้าตั้งนานแล้วก็เดินหนีไปใช่ไหมครับ”
เจียง กุ้ยเยว่ เห็นมือที่สกปรกและหยาบกร้านของฉู่ อี้หัง จับมือเธออยู่ เธอก็รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
เธอสะบัดมือเขาออกอย่างแรง
พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ความไม่พอใจในใจเธอก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด
“อย่าเอาเมือสกปรกของเธอมาแตะต้องตัวน้านนะ ตัวเธอน่ะทั้งสกปรกทั้งเหม็นเหมือนขอทานเลย อยู่ห่างๆ น้าไว้หน่อย”
“กลิ่นบนตัวเธอจะทำให้คายของเก่าออกมาอยู่แล้ว” เธอทำท่าทางเหมือนจะอ้วกจริงๆ
“แล้วก็ที่เธอพูดมาน่ะถูกแล้ว วันนั้นน้าไปที่สถานีรถมาจริงๆ น้าไม่คิดเลยว่าพวกโง่สองคนอย่างพวกเธอจะเอาคำคุยโวของน้าไปเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้”
“เเธอคก็ดูสภาพจนๆ ของพวกเธอสิ ยังคิดจะไปบ้านน้าอีก เดี๋ยวจะไปเหยียบพรมบ้านน้าจนสกปรกหมด”
“ขืนให้พวกเธอในสภาพมอมแมมแบบนี้ไปนอนบนเตียงที่บ้าน น้าคงต้องโยนเตียงทิ้งกันพอดี”
เจียง กุ้ยอิน ที่อยู่อีกฝั่งของประตูใช้มือทั้งสองข้างอุดปากไว้แน่น ไม่ยอมให้ตัวเองส่งเสียงออกมา
แต่ร่างกายที่สั่นเทาของเธอแทบจะพยุงไว้ไม่อยู่แล้ว
เธอไม่เคยคิดเลยจริงๆ ว่าน้าน้อยของลูกจะเป็นคนแบบนั้น
ฉู่ อี้หัง มีสีหน้าโกรธจัด ดวงตาที่ลุ่มลึกจ้องมองเจียง กุ้ยเยว่ เขม็ง
ความโกรธแค้นในใจพุ่งทะลุจุดสูงสุดในทันที
“น้าน้อยครับ น้าอย่าให้มันมากเกินไปนัก น้ากับแม่ผมเป็นพี่น้องคลานตามกันมาไม่ใช่เหรอครับ?”
“น้ารังเกียจพวกเราขนาดนี้ได้ยังไง?”
เจียง กุ้ยเยว่ มีสีหน้าดูแคลน มุมปากแสยะยิ้มเยาะเย้ย
“เหอะ! พี่น้องงั้นเหรอ?”
“แม่เธอน่ะโง่เองที่ไปแต่งงานกับพ่อที่ไม่ได้เรื่องและขี้ขลาดของเธอ แถมยังให้กำเนิดไอ้เด็กขี้แพ้อย่างเธอกับน้องสาวออกมาอีก”
“ที่บ้านคงจะจนจนไม่มีมันเทศจะกินแล้วล่ะสิ!”
“เรื่องที่จะมานับญาติกับพวกเธอเนี่ย ลืมไปได้เลย!”
พูดจบเธอก็หิ้วถุงข้าวสารบนพื้นเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
เดินไปได้ระยะหนึ่ง ถึงขั้นออกวิ่งด้วยซ้ำ
ราวกับกลัวว่าฉู่ อี้หัง จะแอบสะกดรอยตามไป
ฉู่ อี้หัง ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ถึงแม้ชาติก่อนจะได้เห็นความเย็นชาและไร้น้ำใจของเจียง กุ้ยเยว่ มาแล้ว
แต่เมื่อต้องมาเจออีกครั้ง หัวใจมันก็ยังเจ็บปวดอยู่ดี
นี่มันคือความผูกพันทางสายเลือดบ้าบออะไรกัน
ฉู่ อี้หัง โกรธจนปวดท้อง เขาแทบยืนไม่ไหว
ได้แต่นั่งยองๆ อยู่บนพื้นพักใหญ่ ถึงค่อยๆ ลากประตูม้วนขึ้นไป
ไม่ต้องดูก็รู้ว่าแม่ต้องเสียใจมากแน่ๆ
เจียง กุ้ยอิน นั่งอยู่บนม้านั่งไม้เพียงลำพัง ดวงตาเหม่อลอยจ้องมองเพดาน เธอร้องไห้จนตาแดงบวมเป่งไปหมด
น้ำตาที่หางตายังคงไหลออกมาไม่หยุด
ฉู่ อี้หัง เดินเข้าไปกอดเธอด้วยความสงสาร
“แม่ครับ อย่าทำแบบนี้เลย คนแบบนั้นไม่คุ้มค่าให้แม่ต้องเสียใจหรอกครับ”
ฉู่ อี้หัง ไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อให้แม่รู้สึกดีขึ้น แต่นิสัยดั้งเดิมของน้าน้อยเป็นแบบนี้เอง
ให้แม่ได้เห็นธาตุแท้เร็วๆ ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเปรียบในวันหน้า
ในสมองของเจียง กุ้ยอิน มีความรู้สึกที่ซับซ้อนและยากจะอธิบายพุ่งพล่านราวกับสัตว์ร้าย
ทั้งความเสียใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความจนปัญญา
จู่ๆ เธอก็ยืดตัวขึ้นตรง มองดูฉู่ อี้หัง
ริมฝีปากสั่นระริกอยู่หลายครั้ง น้ำตาไหลพรากออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ได้
ฉู่ อี้หัง ต้องช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอหลายรอบกว่าเธอจะสงบลงได้
“ลูกรู้ไหม?”
“ความจริงแล้วตอนเด็กๆ แม่มีโอกาสจะได้เรียนหนังสือน่ะ”
“แต่แม่รู้ความมากเกินไป เลยเสียสละโอกาสนั้นให้น้าน้อยกับน้าชายของลูกไป”
“ลูกว่าที่แม่ต้องมาตกระกำลำบาดแบบนี้ มันเป็นเพราะผลกรรมของแม่เองใช่ไหมลูก!”
“คนไร้ประโยชน์อย่างแม่ จะไปคู่ควรอยู่กับพวกน้าน้อยน้าชายเขาได้ยังไงล่ะ!”
เจียง กุ้ยอิน พูดไปพลางสะอึกสะอื้นจนเสียงขาดช่วง
ความผูกพันทางสายเลือดที่เธอให้ความสำคัญ ทำไมในสายตาของน้องสาวและน้องชายถึงได้มองว่าเธอจะไปเกาะแกะพวกเขาไปได้
พูดมาถึงตรงนี้เจียง กุ้ยอิน ก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ยังดีที่ฉู่ อี้หัง ลากประตูม้วนลงมาปิดไว้แล้ว
ฉู่ อี้หัง กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นจนเสื้อผ้าสั่นไหว
พวกคนหน้าไหว้หลังหลอกที่ชอบมองคนแต่เปลือกพวกนี้ ฉู่ อี้หัง สาบานเลยว่าจะต้องทำให้พวกมันเสียใจให้ได้
“แม่ครับ อย่าทำแบบนี้เลย ตอนนี้แม่มีลูกชายที่ฉลาดขนาดนี้แล้วไงครับ ผมบอกแล้วไงว่าต่อไปจะพาแม่กับน้องไปมีชีวิตที่ดี”
“แม่เชื่อใจผมนะจ๊ะ”
“สักวันหนึ่ง ผมจะทำให้พวกเขารู้สึกเสียใจกับการกระทำในวันนี้ให้ได้”
เจียง กุ้ยอิน เงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา
เธอสะอึกสะอื้นพูดว่า “เจ้าลูกคนนี้ ลูกอย่าไปทำเรื่องวู่วามนะ!”
อะไรกันเนี่ย?
ฉู่ อี้หัง ถึงกับพูดไม่ออก
ระบบความคิดของแม่เขานี่จะปกติกว่านี้หน่อยได้ไหมนะ
“เอาละครับ อย่าร้องไห้เลย อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลากินมื้อเที่ยงแล้ว”
“เด็กหญิงเจียง กุ้ยอิน รีบจัดการอารมณ์ของตัวเองหน่อยสิครับ!”
“ดูสิ ขยะเยอะขนาดนี้ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย ระวังผมจะหักเงินเดือนเอานะ”
เจียง กุ้ยอิน ถูกลูกชายหยอกจนหลุดยิ้มออกมา “ไอ้ลูกคนนี้ ลูกให้เงินเดือนแม่ตอนไหนกันห๊ะ?”
“อ้าว ทุกวันนี้แม่กินของผมดื่มของผม ไม่นับเป็นเงินเดือนเหรอครับ!”
เจียง กุ้ยอิน โกรธจนทำอะไรไม่ถูก เธอคว้าไม้กวาดจะตีเขา ยังดีที่เขาตาไวรีบเปิดประตูม้วนแล้ววิ่งหนีออกไปข้างนอก
เจียง กุ้ยอิน มองดูลูกชายที่ขี้เล่นและดูทะเล้น เธอก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาก
ความจริงเธอก็เคยแอบคิดว่าน้าน้อยตั้งใจไม่มารับเธอกับลูก แต่เธอแค่ไม่อยากยอมรับและไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริงเท่านั้น
การรู้ความจริงมันช่างเจ็บปวดนัก แต่ถ้าแสร้งทำเป็นไม่รู้ ความจริงมันก็ยังจุกอยู่ในอกจนอึดอัด
เฮ้อ...
ต่อไปนี้ เธอจะมีเพียงลูกสองคนเท่านั้น
ส่วนคนอื่นๆ... ช่างมันเถอะ
เจียง กุ้ยอิน ถือไม้กวาดเริ่มทำความสะอาดร้าน
ฉู่ อี้หัง เดินตรวจตราภายในร้านหนึ่งรอบ ผักสดมาก ราคาไม่แพง และขายออกได้เร็วมาก
เนื้อหมูก็เหลือไม่มากแล้ว
กุ้งและปลาของวันนี้เกือบจะขายจนเกลี้ยงแล้วเช่นกัน
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางและเดินไปตามแผนที่วางไว้ เขาก็จะเริ่มไปวางแผนทำธุรกิจอื่นต่อได้แล้ว
พอนึกถึงตรงนี้ เรื่องที่ไม่สบายใจและความขุ่นมัวเมื่อครู่ก็สลายหายไปจนหมดสิ้น
“ลำบากทุกคนแล้วนะครับ ถึงเวลากินมื้อเที่ยงแล้ว ใครที่ไม่มีงานค้างก็ไปกินข้าวก่อนได้เลยครับ”
ในช่วงเวลานี้ลูกค้าที่มาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มบางตาลงแล้ว
ฉู่ อี้หัง บอกให้ป้าไป๋พนักงานทำความสะอาดจัดการพื้นที่ให้เรียบร้อย เพื่อที่ช่วงบ่ายร้านจะได้ดูสะอาดสะอ้านน่าเดิน
[จบบท]