เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 420 - ปลิวไปซะ

บทที่ 420 - ปลิวไปซะ

บทที่ 420 - ปลิวไปซะ


บทที่ 420 - ปลิวไปซะ

มือของจางเหว่ยที่กำลังเช็ดคราบเลือดอยู่ชะงักค้างกลางอากาศ

ใบหน้าที่เคยฉายแวว "ทุกอย่างอยู่ในการควบคุม" มาตลอดยามนี้กลับดูแข็งทื่อไปเล็กน้อย

เขาเคยจินตนาการถึงปฏิกิริยาตอบสนองของหลินผิงเอาไว้เป็นหมื่นรูปแบบ

ทั้งโกรธเกรี้ยว หวาดกลัว ยอมจำนน หรือแม้แต่การแกล้งทำใจดีสู้เสือข่มขู่กลับ

แต่เขากลับไม่เคยนึกถึงปฏิกิริยาแบบนี้มาก่อนเลย

"ว่าไง? สรุปจะฆ่าหรือไม่ฆ่าล่ะ?"

การกระทำที่นอกคอกไม่สนสี่สนแปดของหลินผิงเล่นเอาจังหวะของจางเหว่ยรวนไปหมด

"หึหึ"

ลูกกระเดือกของจางเหว่ยขยับขึ้นลง เขายกแก้วเหล้าเอ้อร์กัวโถวตรงหน้าขึ้นมาสาดเข้าคอจนหมดเกลี้ยง

ของเหลวรสชาติบาดคอไหลลงท้อง ช่วยให้ความโกลาหลในหัวของเขาสงบลงได้บ้าง

โดยไม่รู้ตัว สิทธิ์ขาดในการสนทนาครั้งนี้ได้เปลี่ยนมือไปอย่างเงียบเชียบเสียแล้ว

"หลินผิง นายฉลาดมาก"

จางเหว่ยลงวางแก้ว แววตากลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม

"แต่ต่อหน้ากฎเกณฑ์อันเด็ดขาด ลำพังแค่ความฉลาดมันเอาไปทำอะไรไม่ได้หรอก"

"กำแพงบางอย่าง นายไม่มีวันทำความเข้าใจมันได้เลย"

พูดจบเขาก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน ปัดคอเสื้อที่ยับย่นให้เรียบร้อย โดยไม่ได้ปรายตามองหลินผิงอีกเลย

"เจอกันในโบราณสถาน"

ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเปลืองน้ำลายอีกต่อไป

เขาคือนายพราน ส่วนหลินผิงคือเหยื่อ

นายพรานไม่จำเป็นต้องเถียงกับเหยื่อ แค่รอเก็บเกี่ยวผลผลิตในกับดักก็พอ

จางเหว่ยหันหลังก้าวเดิน ท่วงท่าลื่นไหลเป็นธรรมชาติ แฝงไว้ด้วยความหยิ่งยโสประหนึ่งจะบอกว่า "ฉันไม่ลดตัวไปเถียงกับแกหรอก"

ทว่า

ในวินาทีที่เขาก้าวเท้าออกไปก้าวแรกนั่นเอง

มือข้างหนึ่งก็วางแหมะลงบนไหล่ของเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

มือนั้นเรียวยาว ทรงพลัง และมีข้อนิ้วชัดเจน

วินาทีต่อมา แรงมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ก็ถ่ายทอดมาจากหัวไหล่ จางเหว่ยรู้สึกแค่ว่าภาพตรงหน้าหมุนคว้าง ร่างกายถูกกระชากให้หันกลับไปด้านหลังอย่างควบคุมไม่ได้

ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ฟุ่บ—

ลมสายหนึ่งก็พัดปะทะใบหน้า

"เพียะ!!!"

เสียงตบหน้าอันดังกังวานและชัดเจนถึงขีดสุดระเบิดขึ้นในห้องที่เงียบงัน

ฝ่ามือนี้ประทับลงไปเต็มรัก ไม่มีลีลาหลอกล่อใดๆทั้งสิ้น

จางเหว่ยโดนตบจนเซถลา ใบหน้าซีกหนึ่งบวมเป่งแดงเถือกในพริบตา

ช็อก

ช็อกตาตั้งของแท้

จางเหว่ยยกมือขึ้นกุมหน้า เบิกตาโพลงจ้องมองหลินผิงที่อยู่ตรงหน้า สมองอื้ออึงไปหมด

ไม่ใช่เพราะความเจ็บ

แต่เป็นเพราะ... มันเป็นไปได้ยังไง?!

ที่นี่คือชนเผ่าแห่งนักษัตรนะ!

คือเซฟโซนแบบร้อยเปอร์เซ็นต์!

ตัวเองสามารถฆ่าหลิ่วว่านได้ก็จริง แต่หลินผิงในฐานะผู้นำแห่งมังกรเอาความกล้าที่ไหนมาลงมือกับเขา!

"แก..."

จางเหว่ยเพิ่งจะอ้าปาก ร่างของหลินผิงก็ขยับอีกครั้ง

เร็ว

เร็วเกินไปแล้ว

ถ้าความเร็วของจางเหว่ยคือสายลมพายุในสายตาคนทั่วไป หลินผิงที่จัดเต็มด้วยเซตอุปกรณ์ระดับฮีโร่และมีสเตตัสทะลุสองแสนไปนานแล้ว ก็คือสายฟ้าแลบที่ไม่มีใครจับทิศทางได้

จางเหว่ยพยายามจะถอยหลบตามสัญชาตญาณ ร่างกายตอบสนองเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตี

แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการกดทับทางค่าสถานะอย่างสมบูรณ์แบบ การเคลื่อนไหวของเขาก็เชื่องช้าหยั่งกับภาพสโลว์โมชัน

ฝ่ามือของหลินผิงวาดผ่านอากาศเป็นเส้นโค้งสุดพิสดาร คาดเดาทิศทางการหลบหลีกของจางเหว่ยได้อย่างแม่นยำ

"เพียะ!"

เสียงตบหน้าดังกังวานขึ้นอีกครั้ง

คราวนี้เป็นการตบหลังมือ การคุมน้ำหนักมือนั้นเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะชั้นยอด กะแรงได้พอดีเป๊ะที่จะทำให้หน้าบวมฉึ่ง แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นทำอันตรายถึงชีวิต

"ตบนี้ ฉันขอตบแทน 'คนธรรมดา' ที่ต้องมารู้สึกขยะแขยงกับคนอย่างแก"

น้ำเสียงของหลินผิงเกียจคร้าน แต่กลับแผ่ซ่านความหนาวเหน็บลึกถึงกระดูก

ในวินาทีที่หลินผิงลงมือ มวลอากาศในห้องก็สั่นสะเทือนขึ้นมาจริงๆ เจตจำนงอันยิ่งใหญ่และเย็นเยียบร่วงหล่นลงมาล็อกเป้าไปที่หลินผิงทันที

นั่นคือพลังแห่งกฎเกณฑ์ของชนเผ่าแห่งนักษัตร

แต่หลินผิงกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มุมปากยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ด้วยซ้ำ

เพราะเขารู้ดี

เส้นตายในการตัดสินของกฎเกณฑ์นี้คือ "การสร้างความเสียหาย" และ "เจตนาฆ่า"

ซึ่งตัวเขาในตอนนี้ ไม่มีเจตนาฆ่าเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาเพียงแค่คิดอย่างเรียบง่าย บริสุทธิ์ใจ และมาจากก้นบึ้งของหัวใจว่า... อยากจะหยามหน้าไอ้ขี้เก๊กนี่ก็เท่านั้นเอง

"แกแส่หาที่ตาย!!"

การโดนตบหน้าสองฉาดติดๆ ทำเอาหน้ากากจอมหยิ่งยโสของจางเหว่ยแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี

ขนาดพระอิฐพระปูนยังมีความโกรธ แล้วประสาอะไรกับไอ้คนบ้าที่ยกหางตัวเองว่าเป็น "พระเจ้า" อย่างเขาล่ะ

เส้นเลือดฝอยในตาของจางเหว่ยปะทุแตก จิตสังหารอันดุร้ายพวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้า

มือขวาของเขากำหมัดแน่น สนับมือสีทองหม่นโผล่ออกมาอีกครั้ง มันสาดแสงสีแดงชวนสยดสยอง พุ่งทะลวงเข้าใส่ขมับของหลินผิงด้วยมุมที่โคตรจะรับมือยาก

หมัดนี้ กะเอาให้ตาย!

ทว่า

เผชิญหน้ากับหมัดที่แรงพอจะบดกะโหลกให้แหลกละเอียด หลินผิงกลับไม่แม้แต่จะหลบ

เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ล้วงกระเป๋าสองข้าง เปลือกตาหรี่ลงเล็กน้อย มองดูหมัดนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในม่านตาอย่างเงียบงัน

ฟุ่บ—

ลมจากหมัดพัดปอยผมปรอยๆหน้าผากหลินผิงจนปลิวไหว

สนับมืออันน่าสะพรึงกลัวนั่น หยุดชะงักห่างจากขมับของหลินผิงไปไม่ถึงสามเซนติเมตร

ในเสี้ยววินาทีนี้ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนในร่างของจางเหว่ยสั่นระริกอย่างบ้าคลั่ง เหงื่อเย็นเยียบไหลพรากราวกับน้ำตก

แรงกดดันจากกฎเกณฑ์ที่น่ากลัวกว่าตอนที่ล็อกเป้าหลินผิงเมื่อกี้ไม่รู้กี่เท่า กำลังบดขยี้ลงบนร่างของเขาอย่างหนักหน่วง

นี่คือการเตือน

เจตจำนงแห่งกฎเกณฑ์ของชนเผ่าแห่งนักษัตรบอกเขากันโต้งๆในเสี้ยววินาทีนี้เลยว่า หากหมัดนี้ทุบลงไป คนที่จะตายน่ะไม่ใช่หลินผิงหรอก แต่เป็นตัวจางเหว่ยเองนี่แหละ!

"เป็นอะไรไป?"

หลินผิงเอียงคอเล็กน้อย มองหมัดที่อยู่ใกล้แค่คืบ รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าเข้มข้นจนแทบจะทะลักออกมา

"ไหนว่าแกมีอภิสิทธิ์ไง?"

"ไหนว่าแกคือโคตรวีไอพีไม่ใช่เหรอ?"

"ไหนว่าแก 'ธรรมดา' ซะจนแม้แต่กฎเกณฑ์ยังมองไม่เห็นแกไงล่ะ?"

หลินผิงยื่นมือออกไป ตบเบาๆลงบนหมัดที่กำลังสั่นงกๆของจางเหว่ย ราวกับกำลังลูบหัวหมาที่กำลังตื่นตระหนก

"ทำไมไม่กล้าลงมือล่ะ? หืม?"

ทุกถ้อยคำทิ่มแทงทะลวงขั้วหัวใจของจางเหว่ยอย่างโหดเหี้ยม

"แฮ่ก... แฮ่ก..."

จางเหว่ยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความโกรธเกรี้ยวและจิตสังหารที่เดือดพล่านในใจเอาไว้

เขาค่อยๆชักหมัดกลับ สนับมือสลายหายไปในอากาศ

ใบหน้าที่เคยดูจืดชืด ตอนนี้บวมเป่งและบิดเบี้ยวจนดูทุเรศและน่าขบขันเป็นอย่างมาก

"หลินผิง..."

จางเหว่ยหรี่ดวงตาที่บวมปูด

"พรุ่งนี้เจอกัน"

พูดจบเขาก็สะบัดหน้าหันหลัง ก้าวยาวๆตรงไปที่ประตู

คราวนี้แผ่นหลังของเขาไม่ได้ดูสุขุมเยือกเย็นอีกแล้ว แต่มันกลับดูเหมือนหมาจนตรอกที่กำลังวิ่งหนีหางจุกตูด

"เดี๋ยวฉันไปส่ง"

เสียง "ต้อนรับขับสู้" ของหลินผิงดังไล่หลังมา

แผ่นหลังของจางเหว่ยเกร็งวูบ เขาตั้งใจจะเร่งฝีเท้าหนีไปให้เร็วที่สุด

แต่ในจังหวะที่มือของเขาสัมผัสลูกบิดแล้วเปิดประตูออกไปนั่นเอง

พลั่ก!

ฝ่าเท้าข้างหนึ่งก็ประทับเข้าที่ก้นของเขาอย่างจัง

แรงเตะมหาศาลส่งให้ร่างของจางเหว่ยพุ่งทะยานเป็นลูกปืนใหญ่ กระเด็นทะลุประตูออกไปทันที

"ปลิวไปซะ!"

ตุ้บ!

เสียงของหนักตกกระแทกพื้นดังมาจากข้างนอก ตามมาด้วยเสียงครางอู้อี้เพราะความเจ็บปวด

ผู้เล่นอันดับหนึ่งแห่งบอร์ดนักษัตร ตอนนี้กำลังนอนหมอบอยู่บนถนนในโซนที่พักของมังกร ด้วยท่า "หมาตะครุบกบ" สุดแสนจะทุเรศทุรัง

หลินผิงยืนอยู่ตรงประตู ปรายตามองลงมาจากมุมสูง ก่อนจะปัดขากางเกงตัวเองด้วยความรังเกียจ

"วันหลังถ้าคิดจะมาเก๊กหล่อก็เตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้หน่อยนะ"

ปัง

ประตูปิดกระแทกใส่หน้าเสียงดังลั่น

……

จางเหว่ยนอนหมอบอยู่บนพื้น จิกเล็บลงไปในรอยแยกของแผ่นหินอย่างแรง

ความอัปยศ

เป็นความอัปยศอดสูที่ไม่เคยพานพบมาก่อน

เขาค่อยๆตะเกียกตะกายลุกขึ้น ปัดฝุ่นตามตัว

ร่างสี่ร่างเดินออกมาพอดี

อวิ๋นตั่ว เฉินหยวนฝู หานเยวี่ย ซุนซื่อ

ทั้งสี่คนเพิ่งเดินพ้นลิฟต์ออกมา ก็เห็นจางเหว่ยกำลังลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยสภาพดูไม่จืด

ใบหน้าซีกหนึ่งบวมฉึ่ง รอยตีนเด่นหราอยู่บนก้น แถมเนื้อตัวยังมอมแมมคลุกฝุ่นอีกต่างหาก...

บรรยากาศเงียบงันไปประมาณสองวินาที

เฉินหยวนฝูอ้าปากค้าง มองดูจางเหว่ยสลับไปมา

จางเหว่ยตวัดสายตาอันเย็นเยียบมองทั้งสี่คนโดยไม่พูดอะไร ร่างของเขากลืนหายไปกับความมืดมิดในยามราตรีอย่างรวดเร็ว

"เชี่ยเอ๊ย... เมื่อกี้ใช่... จางเหว่ยปะเนี่ย?"

เฉินหยวนฝูกลืนน้ำลายเอื้อก สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

"นี่มัน... โดนลูกพี่ผิงโยนออกมางั้นเหรอ?"

"เหมือนจะโดนถีบออกมามากกว่านะ" ซุนซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆพูดแทงใจดำขึ้นมาดื้อๆ

ทั้งสี่สบตากัน ก่อนจะรีบจ้ำพรวดๆไปที่ประตูแล้วผลักเข้าไป

"ลูกพี่ผิง! ไม่เป็นไรใช่ไหมพี่? ไอ้เวรตะไลเมื่อกี้มัน..."

เฉินหยวนฝูแหกปากตะโกนยังไม่ทันจบประโยค เสียงก็กลืนหายลงคอไปทันที

ภายในห้อง

หลินผิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆเช็ดมืออย่างเชื่องช้า

และบนพื้นห่างออกไปไม่ไกลนัก มีศพไร้หัวกำลังคุกเข่านิ่งอยู่ตรงนั้น เลือดสาดกระเซ็นย้อมกำแพงจนแดงฉาน ก้อนเนื้อสีแดงสลับขาวปะปนอยู่กับซาชิมิราคาแพงบนพื้น ส่งกลิ่นคาวอมหวานชวนคลื่นไส้ลอยคลุ้งไปทั่ว

นั่นคือหลิ่วว่าน

ชุดคลุมนักเวทอันเป็นเอกลักษณ์ ตอนนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดจนชื้นแฉะ

"เชี่ยเอ๊ย?! นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!? ไอ้เวรนี่มันใครวะ?"

เฉินหยวนฝูตกใจจนกระโดดถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา

อวิ๋นตั่วพุ่งเข้าไปหาหลินผิงเป็นคนแรก เธอกวาดสายตาสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า พอแน่ใจว่าเขาไม่มีบาดแผลถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่แววตาตื่นตระหนกก็ยังปิดเอาไว้ไม่มิดอยู่ดี

"ชนเผ่าแห่งนักษัตร... มีคนตายงั้นเหรอ?"

มือที่กำกระบี่ของหานเยวี่ยเกร็งแน่น แววตากลายเป็นตึงเครียดสุดขีด

"ห้ามต่อสู้กัน" "เซฟโซนเด็ดขาด" นี่คือกฎเหล็กของชนเผ่าแห่งนักษัตร

ต่อให้เป็นช่วงที่บรรดาผู้นำเขม่นกันจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ก็ยังไม่มีใครกล้าลงมือในนี้จริงๆเลยสักคน

แต่ตอนนี้ หลิ่วว่านกลับตายคาทีกลายเป็นศพอยู่ตรงนี้ของจริง

"หรือว่า... ไปตายอยู่ข้างนอก? แล้วโดนลากเข้ามาในนี้?"

หานเยวี่ยเสนอสมมติฐานเดียวที่คิดว่าฟังขึ้นที่สุดออกมา

"เปล่า จางเหว่ยเป็นคนฆ่า"

หลินผิงโยนทิชชูเช็ดมือลงถังขยะ

"เมื่อกี้นี้เลย ฆ่าต่อหน้าต่อตาฉันนี่แหละ"

"ว่าไงนะ?!"

ทุกคนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

"ปะ... เป็นไปได้ยังไง? แล้วทำไมมันถึงยังมีชีวิตเดินออกไปได้ล่ะ! กฎของชนเผ่าแห่งนักษัตรเป็นของปลอมงั้นเหรอ?!"

เฉินหยวนฝูรู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตัวเองกำลังพังทลาย

ถ้าขนาดที่นี่ยังไม่ปลอดภัย แล้วในสมรภูมินักษัตรมันจะมีที่ไหนให้หลบภัยได้อีกล่ะ?

หลินผิงเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ช้าๆ นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ

"ไม่ใช่หรอก กฎเกณฑ์ไม่ได้เป็นของปลอม"

หลินผิงเงยหน้าขึ้น มองไปที่ทุกคน มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย

"เพียงแต่ว่าตั้งแต่แรกแล้ว กฎของชนเผ่าแห่งนักษัตร มันจงใจปั่นหัวทุกคนต่างหากล่ะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 420 - ปลิวไปซะ

คัดลอกลิงก์แล้ว