- หน้าแรก
- เมื่อผมขอศิษย์พี่หญิงบำเพ็ญคู่สองชั่วโมง ด้วยหินวิญญาณเพียงห้าสิบก้อน
- บทที่ 29 ไม่ใช่สิ ศิษย์พี่ นี่ท่านให้ศิษย์พี่หญิงมาจริงๆ รึเนี่ย?!
บทที่ 29 ไม่ใช่สิ ศิษย์พี่ นี่ท่านให้ศิษย์พี่หญิงมาจริงๆ รึเนี่ย?!
บทที่ 29 ไม่ใช่สิ ศิษย์พี่ นี่ท่านให้ศิษย์พี่หญิงมาจริงๆ รึเนี่ย?!
หลี่ชวนมีประสบการณ์ต่อสู้อย่างโชกโชน ย่อมไม่มีอารมณ์ไปข้องแวะกับโลกใบเล็กที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและพืชวิญญาณปะปนกัน
หลังจากกลายเป็นนักปลูกพืชวิญญาณ เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ภารกิจสำหรับนักปลูกพืชวิญญาณในโลกใบเล็กเพื่อสะสมแต้มผลงานนั้นมีอยู่เพียบเลย
ตัวอย่างเช่น ภารกิจกำจัดพืชวิญญาณในโลกใบเล็ก แค่กำจัดพืชวิญญาณไร้ประโยชน์ออกไป ก็รับแต้มผลงานเป็นรางวัลได้แล้ว
พืชวิญญาณเหล่านี้ บางชนิดมีพิษ บางชนิดก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อผู้ฝึกตน จึงนำไปขายแลกหินวิญญาณไม่ได้
แต่เพื่อเปิดทางให้พืชวิญญาณชนิดอื่นๆ ในโลกใบเล็กได้เจริญเติบโต พวกมันจำต้องถูกกำจัด ถึงขั้นมีนักปลูกพืชวิญญาณบางกลุ่มศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง และคอยรับทำภารกิจจำพวกนี้โดยเฉพาะ
อีกประเภทหนึ่งก็คือ ภารกิจบุกเบิกและค้นหาดินวิญญาณ
ไม่ว่าจะเป็นนาวิญญาณหรือดินวิญญาณ หลายแห่งไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
เปรียบได้กับการขุดบ่อบาดาล น้ำอยู่ใต้ดิน ต้องลงมือขุดถึงจะได้น้ำ
ส่วนการจะหาว่าใต้ดินตรงไหนมีน้ำซ่อนอยู่ นั่นแหละคือศิลปะแขนงหนึ่ง
การบุกเบิกนาวิญญาณและดินวิญญาณก็เฉกเช่นเดียวกัน ปราณวิญญาณไหลเวียนอยู่ใต้พื้นดิน ทว่าใช่ว่าทุกพื้นที่จะมีปราณวิญญาณซ่อนอยู่
หน้าที่ของนักปลูกพืชวิญญาณคือ ค้นหาพิกัดใต้ดินที่มีปราณวิญญาณ ดึงมันขึ้นมา แล้วเนรมิตให้กลายเป็นนาวิญญาณหรือดินวิญญาณตามความเหมาะสม
นี่แหละคือวิชาแยกแยะดินวิญญาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะของวิชาพฤกษาเซียนที่หลี่ชวนเชี่ยวชาญ
ภารกิจประเภทนี้ให้แต้มผลงานไม่ใช่น้อยๆ แค่ค้นพบดินวิญญาณระดับ 1 ขั้นต่ำสุดสักหมู่ ก็รับไปเลย 100 แต้มผลงาน ถ้าเป็นนาวิญญาณระดับ 1 ขั้นสูงสุด ก็รับไปเหนาะๆ 1,000 แต้มผลงาน
ทว่าด้วยความซับซ้อนของทักษะการแยกแยะดินวิญญาณ ทำให้มีผู้รับทำภารกิจประเภทนี้น้อยมาก
หลี่ชวนไม่รอช้า จัดการอัปเกรดทักษะการแยกแยะดินวิญญาณด้วยแต้มวาสนา 11 แต้มที่สะสมไว้ทันที
[แยกแยะดินวิญญาณระดับ 1 ] ขั้น 8 1/3
ด้วยทักษะการแยกแยะดินวิญญาณขั้น 8 เขาก็สามารถแยกแยะดินวิญญาณระดับ 1 ได้แทบทั้งหมดแล้ว
หลี่ชวนเลือกรับภารกิจกำจัดพืชวิญญาณ ค้นหาดินวิญญาณ รวมถึงภารกิจจัดหาพืชวิญญาณตามใบสั่งของเหล่านักหลอมโอสถ
ภารกิจจัดหาพืชวิญญาณเหล่านี้ เมื่อทำสำเร็จ ผลตอบแทนที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหินวิญญาณหรือแต้มผลงาน ล้วนคุ้มค่ากว่าการเอาพืชวิญญาณไปเร่ขายเองเป็นไหนๆ
หลี่ชวนถึงเพิ่งจะรู้ว่า ก่อนหน้านี้เขาขาดทุนไปนิดหน่อยที่เอาไปขายให้สำนักโดยตรง
แต่ก็ไม่เป็นไร ยังไงเสียของที่มีมูลค่าสูงสุดอย่างหญ้าดูดวิญญาณก็ไม่มีใครประกาศรับซื้ออยู่แล้ว ขาดทุนไปนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร
ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดพืชวิญญาณ หรือค้นหาดินวิญญาณ ล้วนต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง โชคดีที่หลี่ชวนกันหินวิญญาณส่วนหนึ่งไว้สำหรับสานวาสนากับโม่เซียงหลิง จึงมีทุนสำหรับเรื่องนี้
เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาคว้าป้ายภารกิจ ทะยานร่างมุ่งหน้าสู่โลกใบเล็กหมายเลข 43 ทันที
โลกใบเล็กหมายเลข 43 เป็นโลกพืชวิญญาณระดับ 1 ที่สำนักหยินหยางเพิ่งเปิดเส้นทางสำเร็จในปีนี้ ภายในอุดมไปด้วยพืชวิญญาณนานาพันธุ์ และแน่นอนว่าแฝงไปด้วยอันตรายมากมายเช่นกัน
นอกจากพืชวิญญาณมีพิษแล้ว พืชวิญญาณหลายชนิดยังมีกลไกการโจมตีอีกด้วย
นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้จะเข้าไปได้ ต้องผ่านการรับรองเป็นนักปลูกพืชวิญญาณเสียก่อน
พืชวิญญาณที่มีกลไกการโจมตีเหล่านี้พรางตัวเก่งมาก หากไม่รู้วิธีสังเกต อาจเอาชีวิตไปทิ้งโดยไม่รู้ตัว
โลกใบเล็กหมายเลข 43 ตั้งอยู่ห่างจากสำนักหยินหยางไปประมาณยี่สิบกว่าลี้ เมื่อเทียบกับโลกใบเล็กหมายเลข 1 แล้ว ถือว่าอยู่ไกลออกไปพอสมควร
นี่คือธรรมชาติของโลกใบเล็ก
โลกใบเล็กที่ยังไม่ถูกเปิดเส้นทาง จะล่องลอยเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่าอย่างอิสระ ทว่าพวกมันต้องการปราณวิญญาณหล่อเลี้ยง จึงมักจะถูกดึงดูดเข้าหาสถานที่ที่มีปราณวิญญาณหนาแน่น
นั่นหมายความว่า บริเวณโดยรอบเหมืองหินวิญญาณหรือชีพจรวิญญาณ ย่อมต้องมีโลกใบเล็กซ่อนอยู่
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบริเวณโดยรอบสำนักหยินหยางถึงมีโลกใบเล็กถูกค้นพบแล้วกว่า 40 แห่ง ก็เพราะที่นี่มีชีพจรวิญญาณนั่นเอง
ระหว่างโลกใบเล็กกับโลกใบนี้ ไม่มีเส้นทางเชื่อมต่อกันโดยธรรมชาติ แต่เมื่อผู้ฝึกตนค้นพบ พวกเขาสามารถใช้วิชาเฉพาะเพื่อเปิดเส้นทางเชื่อมต่อได้อย่างฝืนธรรมชาติ
นอกจากนี้ โลกใบเล็กยังมีระบบป้องกันภัยตามธรรมชาติ พวกมันเหมือนจะรู้สัญชาตญาณว่าห้ามอยู่ใกล้ชิดกันจนเกินไป ดังนั้น เมื่อโลกใบเล็กแห่งใดแห่งหนึ่งถูกเปิดเส้นทางเชื่อมต่อจนไม่สามารถล่องลอยไปไหนได้อิสระอีกต่อไป มักจะไม่มีโลกใบเล็กแห่งอื่นอยู่ใกล้เคียง
นี่คือเหตุผลที่โลกใบเล็กหมายเลข 43 ตั้งอยู่ห่างจากสำนักหยินหยางไปยี่สิบกว่าลี้
เนื่องจากอยู่ห่างไกลจากสำนัก โลกใบเล็กหมายเลข 43 จึงมีศิษย์คอยประจำการอยู่สิบกว่านาย
ทว่าฝีมือของพวกเขาไม่ได้เก่งกาจอะไร ล้วนอยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณทั้งสิ้น
การทำลายเส้นทางเชื่อมต่อโลกใบเล็กไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ยอดฝีมือในสำนักหยินหยางก็คงไม่ปล่อยให้ใครมาทำลายได้ง่ายๆ หรอก ศิษย์ประจำการทั้งสิบกว่าคนนี้ มีหน้าที่หลักคือคอยรับมือกับสัตว์อสูรที่อาจหลงเข้ามาเป็นครั้งคราว
หากมีศัตรูตัวฉกาจบุกเข้ามา ก็คงต้องพึ่งพาบารมีของผู้อาวุโสในสำนัก
ระยะทางยี่สิบกว่าลี้ สำหรับเหล่าผู้อาวุโสแล้ว ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมเลย
เมื่อหลี่ชวนยื่นป้ายภารกิจให้ เขาก็ผ่านเข้าไปได้อย่างราบรื่น
การจะเข้ามาที่นี่ หากไม่มีป้ายภารกิจ ใช้ป้ายนักปลูกพืชวิญญาณแทนก็ได้
หลังจากหลี่ชวนเข้าไปในโลกใบเล็กได้ไม่นาน หูหมิ่นก็ถือป้ายภารกิจเดินเข้าไปในโลกใบเล็กเช่นกัน
นางไม่ใช่นักปลูกพืชวิญญาณ ซ้ำยังมาตัวคนเดียว ตามกฎแล้วนางไม่สิทธิ์เข้าไปได้ นอกเสียจากว่าจะหานักปลูกพืชวิญญาณสักคน แล้วแฝงตัวเข้าไปในฐานะผู้คุ้มกัน
แต่ช่วยไม่ได้นี่นา ใครใช้ให้คู่บำเพ็ญของนางคือโจวฮั่นเหอ ผู้รับผิดชอบแจกจ่ายป้ายภารกิจล่ะ นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า "คนกันเองทำอะไรก็สะดวกไปหมด"
โลกใบเล็กหมายเลข 43 เงียบสงบกว่าโลกใบเล็กหมายเลข 1 มาก
โลกใบเล็กหมายเลข 1 พอเข้าไปปุ๊บก็จะเห็นนาวิญญาณเรียงรายเป็นทิวแถว
แต่สำหรับโลกใบเล็กหมายเลข 43 สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาหลี่ชวนคือ ป่าทึบสีเขียวชอุ่ม เทือกเขาสลับซับซ้อน และนาวิญญาณดินวิญญาณอีกหยิบมือเดียวจนแทบจะไม่ต้องนับ
ปริมาณพืชวิญญาณที่มากเกินไป ก็เป็นอุปสรรคต่อการบุกเบิกดินวิญญาณเช่นกัน
เพราะพืชวิญญาณไม่ได้ดูดซับปราณวิญญาณจากอากาศเพียงอย่างเดียว แต่ยังดูดซับปราณวิญญาณจากใต้ดินด้วย
ปราณวิญญาณใต้ดินไม่ได้ไหลเวียนไปในทิศทางเดียวเหมือนแม่น้ำใต้ดิน พวกมันจะถูกพืชวิญญาณดึงดูดไป
ถ้าพืชวิญญาณมีมากเกินไป ปราณวิญญาณพวกนี้ก็จะวิ่งพล่านไปทั่ว เหมือนไม่รู้ว่าจะไปประจบพืชวิญญาณต้นไหนดี
ดังนั้น ในช่วงที่โลกใบเล็กยังมีพืชวิญญาณขึ้นอย่างหนาแน่น จึงยากที่จะบุกเบิกดินวิญญาณได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมโลกใบเล็กหมายเลข 43 ถึงมีดินวิญญาณถูกบุกเบิกออกมาน้อยนิด
หลี่ชวนสุ่มเลือกทิศทางหนึ่ง แล้วเริ่มทะยานร่างออกไป
ไม่นานหูหมิ่นก็ตามมา แต่ไม่ได้ขี่กระบี่บินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า นางเลือกที่จะลัดเลาะไปตามดงไม้ แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้หลี่ชวนจับสังเกตได้
หารู้ไม่ว่า หลี่ชวนรู้ตัวตั้งนานแล้วว่านางแอบตามมา แถมยังแกล้งลดความเร็วลงด้วยซ้ำเพราะกลัวว่านางจะตามไม่ทัน
ระหว่างทาง หลี่ชวนก็แวะลงไปเด็ดพืชวิญญาณในป่าเป็นพักๆ
เมื่อหูหมิ่นเห็นหลี่ชวนสามารถค้นพบพืชวิญญาณในป่าได้แม้จะบินอยู่บนท้องฟ้า นางก็แอบทึ่งในใจ
นักปลูกพืชวิญญาณที่นางเคยตามประกบก่อนหน้านี้ ล้วนต้องอาศัยสภาพแวดล้อมมาคาดเดาว่าบริเวณนี้จะมีพืชวิญญาณหรือไม่ เมื่อเจอพื้นที่เป้าหมาย พวกเขาต้องเสียเวลาควานหาอยู่นานสองนานกว่าจะเจอพืชวิญญาณสักต้น
คนที่สามารถชี้เป้าพืชวิญญาณได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำอย่างหลี่ชวน นางเพิ่งเคยเจอเป็นคนแรก
นางถึงกับแอบหวั่นใจว่า ตอนที่หลี่ชวนลงมือเด็ดพืชวิญญาณ นางจะฉกมันมาทันหรือไม่ เพราะหลี่ชวนลงมือไวปานวอก
ความคิดที่จะรอให้หลี่ชวนเก็บเกี่ยวจนหนำใจ แล้วค่อยดักปล้นตอนขากลับนั้น ผุดขึ้นมาในหัวนางเพียงวูบเดียวแล้วก็ถูกสลัดทิ้งไป
การเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนักเพื่อแย่งชิงสมบัตินั้นเสี่ยงเกินไป หากวันใดความแตก นางคงต้องจบเห่ชนิดที่ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิด
แต่ถ้าแกล้งทำเป็นเดินตามหลัง แล้วอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังจะขุด อ้างตัวว่า "ข้าเจอก่อน" เพื่อแย่งชิงของ ต่อให้เรื่องถึงหูเบื้องบน ก็ไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง
เพราะสำนักไม่ได้มีนโยบายเข้าข้างผู้ที่อ่อนแอกว่าเสมอไป หนำซ้ำ ศิษย์ที่ไปฟ้องร้องนาง ยังจะโดนสำนักตำหนิกลับมาว่าสะเพร่าเอง ถือเสียว่าเป็นบทเรียนราคาแพงให้จำฝังใจ