- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 636 : ผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์
บทที่ 636 : ผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์
บทที่ 636 : ผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์
บทที่ 636 : ผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์
“ตูม! ตูม! ตูม!”
กองเรือรบระดมยิงปืนใหญ่พลังเซียนเข้าใส่ค่ายกลคุ้มครองเขาของยอดเขาชิงอวิ๋นอย่างต่อเนื่องและบ้าคลั่ง
เฉินซานซือทะยานร่างพุ่งเข้าประชิด ใช้หอกมังกรประกายเงินกระหน่ำแทงเข้าใส่ม่านพลังอย่างไม่หยุดหย่อน จนในที่สุดก็สามารถเจาะทะลวงให้เกิดรอยร้าวขึ้นมาได้สำเร็จ
รอยร้าวนั้นลุกลามแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับใยแมงมุม
ภายในค่ายกล...
เหล่านักพรตชงซูและคนอื่นๆ ต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเห็นว่าปราการด่านสุดท้ายของพวกเขากำลังจะพังทลายลง
“ค่ายกลคุ้มครองเขาใกล้จะต้านทานไม่ไหวแล้ว ทำเยี่ยงไรดี!?”
“จิตวิญญาณพิทักษ์สำนัก ก็มีเพียงท่านปรมาจารย์เท่านั้นที่สามารถปลุกให้ตื่นขึ้นมาได้!”
“แล้วตอนนี้ท่านปรมาจารย์หายไปไหนกัน!? หากท่านยังไม่รีบกลับมา...คุนซูคงต้องถึงคราวล่มสลายเป็นแน่”
“เพล้ง!”
เสียงแตกหักดังกึกก้อง
ในที่สุด ค่ายกลคุ้มครองเขาก็แหลกสลายเป็นผุยผง
กองทัพสวรรค์นับแสนนับล้านนายที่ห่อหุ้มด้วยปราณอสนีบาต ถาโถมลงมาจากฟากฟ้าราวกับคลื่นพายุสีดำทมิฬ!
เฉินซานซือถือหอกยาวเพลิงลุกโชน บุกตะลุยฝ่าวงล้อมเข้าไปดุจดั่งเข้าสู่ดินแดนไร้ผู้คน เข่นฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรไปนับไม่ถ้วนตลอดเส้นทาง
เลือดที่สาดกระเซ็นถูกแผดเผาจนแห้งกรัง ย้อมผืนดินให้กลายเป็นสีดำไหม้เกรียม
ในจังหวะชุลมุน ซือถูถิงฉวยโอกาสกลืนกินโอสถวิเศษเข้าไปกำมือใหญ่ เพื่อฟื้นฟูพลังปราณกลับมาได้เพียงเล็กน้อย ก่อนจะฝืนใจยกดาบอสนีบาตดำขึ้นมาต้านทานการโจมตีของเฉินซานซือที่พุ่งเข้ามาอย่างดุดัน
“เคร้ง!”
หอกและดาบปะทะกันอย่างจัง
ซือถูถิงกระอักเลือดออกมาอีกระลอก ร่างกายสูญเสียการทรงตัว ร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวลึกเบื้องล่าง
“ท่านอาจารย์!”
“ท่านอาจารย์ลุง!”
นักพรตชงหยวนรีบถลาเข้ามาหมายจะช่วยเหลือ
“ไสหัวไป!”
เฉินซานซือตวัดหอกออกไปอย่างดุดัน คมหอกแทงทะลุกระโหลกศีรษะของนักพรตชงหยวนอย่างแม่นยำ
พลังเซียนที่แฝงอยู่ระเบิดออก ทำลายล้างทั้งสมองและเลือดเนื้อจนแหลกเหลว และถูกเปลวเพลิงแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา!
วิญญาณแรกเริ่มของนักพรตชงหยวนรีบพุ่งหนีออกจากร่างอย่างลนลาน
ทว่าเฉินซานซือหาได้สนใจมันไม่ เขาพุ่งทะยานฉีกมิติอากาศ ไล่ตามซือถูถิงที่บาดเจ็บสาหัสลงไปหมายจะปิดบัญชีแค้นให้สิ้นซาก
“แค่กๆ...”
ซือถูถิงร่วงกระแทกพื้นก้นเหวจนเกิดหลุมลึกขนาดใหญ่ เขากระอักเลือดออกมาไม่หยุด มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเศษโลหะทองสัมฤทธิ์ชิ้นหนึ่งออกมา พร้อมกับพึมพำร่ายมนตร์
“แคร้ง!”
เศษโลหะที่เดิมทีมีขนาดเพียงฝ่ามือ พลันขยายตัวออกกลายเป็นโล่หลายบาน ลอยล้อมรอบปกป้องเขาเอาไว้ตรงกลาง
เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ จะไม่มีของวิเศษก้นหีบไว้ปกป้องชีวิตได้อย่างไร!
“เทวะส่องแสงสำแดงฤทธิ์!”
เฉินซานซือตวาดกร้าว เงาร่างมหึมาปรากฏขึ้นเบื้องหลัง เงื้อดาบไท่อาในมือขึ้นฟาดฟันลงมา หมายจะทะลวงการป้องกันและสังหารอีกฝ่ายให้ตกตายไปพร้อมกัน
ทว่าภายในวงล้อมของโล่...ซือถูถิงได้ถอดจิตวิญญาณดั้งเดิมออกจากร่าง!
จิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาใช้เคล็ดวิชาสร้างม่านพลังขึ้นมาต้านทานการโจมตีของดาบไท่อาเอาไว้ได้โดยตรง!
ด้วยวิธีนี้...ทั้งร่างเนื้อและจิตวิญญาณดั้งเดิมของซือถูถิง ล้วนได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา ราวกับเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง
“นี่น่ะหรือ ผู้ฝึกดาบอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์!”
เฉินซานซือสบถด่า หมายจะคืนสนองความอัปยศที่อีกฝ่ายเคยทำไว้กับไท่ซานจวินให้สาสม
พร้อมกันนั้น พลังเซียนที่พันธนาการอยู่รอบหอกยาวและดาบไท่อาก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เขาระดมฟาดฟันเข้าใส่โล่ของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่ง
โล่กระรุ่งกระริ่งพวกนี้ มีหรือจะทนทานเทียบเท่าค่ายกลคุ้มครองเขาได้?
เพียงถูกโจมตีไปไม่กี่สิบครั้ง มันก็เริ่มปรากฏรอยแตกร้าวให้เห็นอย่างชัดเจน
แต่ในจังหวะที่เฉินซานซือรวบรวมพลัง หมายจะทุบกระดองเต่านี้ให้แตกละเอียดเป็นผุยผง...สัมผัสวิญญาณของเขากลับจับคลื่นพลังบางอย่างที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้ได้
มีคนกำลังมา!
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง...ยันต์สื่อสารในอกเสื้อของเขาก็ส่งเสียงดังขึ้น
“สหายเฉิน!”
เสียงของหลี่กวนฟู่แหบพร่าและปนเสียงไอ
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! เสวียนฉยงจื่อสมคบคิดกับไป๋เจ๋อแห่งเผ่าอสูร พวกมันแหกค่ายกลของพวกเราออกมาได้ จับตัวแม่หนูเจียงไป แล้วกำลังมุ่งหน้าไปหาเจ้า!”
“เป็นพวกเราเองที่ไร้ความสามารถ...”
จางหวายชิ่งกัดฟันพูดด้วยความแค้นใจ
“เจ้ารีบสั่งถอยทัพ! ถอยกลับไปตั้งหลักที่ตงเซิ่งเสินโจวก่อน แล้วค่อยหาทางแก้ไขทีหลัง!”
ลางสังหรณ์อันเลวร้ายของเฉินซานซือกลายเป็นจริงเข้าจนได้!
เขาตะหงิดใจมาตั้งแต่แรกแล้ว ว่าระดับผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งโลกมนุษย์ มีหรือจะยอมให้ถูกสะกดไว้ได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
การบุกโจมตีในครั้งนี้...ดูเหมือนจะบุ่มบ่ามและเร่งรีบเกินไปเสียแล้ว
แต่ถึงกระนั้น...มันก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ตามแผนการเดิมของสำนักสังหารเซียน พวกเขาตั้งใจจะรอให้ไท่ซานจวินค่อยๆ บำเพ็ญเพียรจนมีพลังเทียบเท่าระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลาย เพื่อให้สามารถต่อกรกับเสวียนฉยงจื่อได้อย่างสูสีเสียก่อน แล้วจึงค่อยยกทัพใหญ่บุกขึ้นเขา
แต่ทว่า...การเติบโตของเมล็ดพันธุ์มารนั้น รวดเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้มาก
เจียงซีเยว่จำเป็นต้องเดินทางมายังเทียนสุ่ยเพื่อรับทัณฑ์สวรรค์อยู่บ่อยครั้ง ทำให้นางไม่สามารถหลบซ่อนตัวได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุด...พวกเขาจึงจำต้องเร่งรัดแผนการทุกอย่างให้เร็วขึ้น
“หึหึ...ฮ่าๆๆๆๆ...”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของซือถูถิงดังก้องออกมาจากหลังโล่
“เฉินซานซือ! ท่านอาจารย์ของข้ากลับมาแล้ว! วันตายของพวกแกมาถึงแล้ว!”
...
ห่างออกไปหลายร้อยลี้
เสวียนฉยงจื่อและไป๋เจ๋อมองเห็นสภาพอันโกลาหลวุ่นวายภายในคุนซูได้อย่างชัดเจน
ไป๋เจ๋ออดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น
“นี่สหายเฒ่า...คุนซูของพวกเจ้าขึ้นชื่อว่าเป็นถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์เชียวนะ แต่กลับถูกพวกมนุษย์ธรรมดาบุกทะลวงจนพังพินาศได้ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
สีหน้าของเสวียนฉยงจื่อมืดครึ้ม
“ค่ายกลคุ้มครองเขาถูกไอ้มู่ชูไท่ทำลายรากฐานไปจนหมดสิ้น และยังซ่อมแซมไม่เสร็จสมบูรณ์เลยนี่นา!
“อีกอย่าง...ไอ้พวกมนุษย์ธรรมดาพวกนั้นมีพลังโชคชะตาของอาณาจักรหนุนหลังอยู่...ความน่ากลัวของมัน สหายไป๋เจ๋อก็น่าจะเคยสัมผัสมาแล้วตอนที่เผ่าพันธุ์ของท่านถูกตีแตกไม่ใช่รึ?”
“หึหึ...”
ไป๋เจ๋อเพียงแค่หัวเราะในลำคอ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
สำหรับเผ่าอสูรแล้ว...นี่คือโอกาสทองอันดีเยี่ยมที่จะได้กวาดล้างเผ่ามนุษย์ให้สิ้นซาก!
น่าเสียดาย...ที่มู่ชูไท่ได้สังหารผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะของพวกมันไปมากเกินไป
ประกอบกับคำสั่งของเหล่าเซียนจากเบื้องบน ที่สั่งให้รักษาความสงบสุขในโลกมนุษย์เป็นเวลาแปดร้อยปี ห้ามมิให้เผ่าพันธุ์ใดก่อสงครามครั้งใหญ่ขึ้นอีก...ทำให้พวกมันไม่กล้าขัดขืนคำสั่งนั้น
“เอาล่ะ” เสวียนฉยงจื่อตัดบท
“ในเมื่อเราได้ตัวเมล็ดพันธุ์มารมาแล้ว หลังจากนี้...ขอแค่จัดการเก็บไอ้เฉินซานซือให้พ้นทาง ภารกิจของพวกเราก็ถือเป็นอันสำเร็จลุล่วง”
ทั้งสองเร่งความเร็วพุ่งทะยานตรงดิ่งไปหาเฉินซานซือในทันที
...
ในขณะเดียวกัน...
ภายในเตาหอม เจียงซีเยว่ถูกกักขังอยู่ในมิติอันมืดมิดไร้ขอบเขต
“ช่วยข้าที” นางเอ่ยขึ้นมาสั้นๆ เพียงสองคำ
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ
เงาร่างของมารสาวปรากฏขึ้น
“แม่หนู...ข้าเพิ่งจะโดนทัณฑ์สวรรค์เล่นงานไปหมาดๆนะ ถ้าขืนฝืนใช้ร่างของเจ้าตอนนี้...เกรงว่าจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้อีก...”
เจียงซีเยว่มีสีหน้าเรียบเฉย นางกล่าวเน้นทีละคำ
“การช่วยข้า...ก็เท่ากับช่วยตัวเจ้าเองด้วย”
“พูดได้ดีนี่”
มารสาวแค่นเสียงเย็นชา
“ต่อให้เจ้าไม่ร้องขอ...ข้าก็ตั้งใจจะลงมืออยู่แล้ว!”
เตาหอมในมือของไป๋เจ๋อจู่ๆ ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เขาตระหนักได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา จึงขมวดคิ้วมุ่น
“แย่แล้ว!”
พลังปราณมารอันบริสุทธิ์และทรงพลังระเบิดออกมาจากภายในเตาหอม ฉีกกระชากสมบัติวิเศษโบราณชิ้นนั้นจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
คลื่นพลังกระแทกแผ่กระจายออกไปรุนแรงเสียจนผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายทั้งสองคนยังต้องถอยร่น
เมื่อปรากฏการณ์สงบลง...ร่างของสตรีข้าขาวดวงตาสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
ไป๋เจ๋อหรี่ตาแคบลง
“สหายเฒ่าเสวียนฉยงจื่อ...ไหนเจ้าบอกว่าเมล็ดพันธุ์มารเพิ่งโดนทัณฑ์สวรรค์เล่นงานไป และไม่น่าจะออกมาก่อเรื่องได้อีกในเร็วๆ นี้ไม่ใช่รึ?”
“ข้าก็ไม่ได้พูดผิดนี่” เสวียนฉยงจื่อตอบกลับ “เจ้าลองพินิจดูให้ดีสิ”
ไป๋เจ๋อสัมผัสได้ถึงพลังปราณมารที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่าย แล้วก็พบว่าพลังรบของนางได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด…
ในยามนี้ นางมีพลังเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายเท่านั้น หรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ
เขาเหลือบมองไปยังคุนซูที่อยู่ไม่ไกลนัก
“ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง สหายเฒ่ารีบไปช่วยลูกศิษย์ของเจ้าเถอะ”
“ข้าติดค้างน้ำใจเจ้าครั้งหนึ่งก็แล้วกัน”
เสวียนฉยงจื่อไม่เกรงใจ เขาสะบัดแขนเสื้อแล้วพุ่งทะยานจากไปทันที
...
ภายในคุนซู...
ในที่สุดเฉินซานซือก็ทุบทำลายโล่กระดองเต่าของซือถูถิงจนแตกละเอียดได้สำเร็จ
ในเวลาเดียวกัน เขาก็มองเห็นเมล็ดพันธุ์มารปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และกำลังสกัดกั้นไป๋เจ๋อเอาไว้ในระยะร้อยลี้
ส่วนเสวียนฉยงจื่อ...กำลังพุ่งตรงดิ่งมาหาเขา!
เฉินซานซือไม่ได้หยุดมือ เขากลับยิ่งทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี หมายจะสังหารซือถูถิงให้ตกตายไปต่อหน้าต่อตาไอ้เฒ่านั่น ก่อนที่มันจะมาถึง!
แต่สุดท้าย...ก็ช้าไปเพียงก้าวเดียว!
คมหอกที่กำลังจะทะลวงขั้วหัวใจของซือถูถิง กลับถูกฝ่ามือยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากพลังเซียนคว้าเอาไว้แน่นหนา จนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ชุนเดียว!
“ท่านอาจารย์!”
เมื่อเห็นร่างอันชราภาพแต่น่าเกรงขามของท่านอาจารย์ร่อนลงมาเบื้องหน้า ซือถูถิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เฮ้อ...”
เสวียนฉยงจื่อปรายตามองลูกศิษย์ พลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“เจ้าเก็บตัวบำเพ็ญเพียรมาตั้งหลายร้อยปี แถมยังโชคดีได้ขึ้นเป็นถึงผู้กุมวิถีดาบแห่งโลกมนุษย์...แต่สุดท้าย กลับพ่ายแพ้ให้กับไอ้เด็กหนุ่มที่เพิ่งฝึกวิชามาได้แค่ร้อยกว่าปีเนี่ยน่ะรึ?”
“ศิษย์อับอายยิ่งนัก!” ซือถูถิงเหงื่อแตกพลั่ก
“ลงไปพักรักษาตัวซะเถอะ ระวังอย่าให้กระทบกระเทือนถึงรากฐานของจิตวิญญาณดั้งเดิมล่ะ”
หลังจากกำชับศิษย์เสร็จสิ้น เสวียนฉยงจื่อก็ค่อยๆ หันไปมองเฉินซานซือ พลางเอ่ยชมเชยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“สหายเต๋าเฉินซานซือช่างเก่งกาจยอดเยี่ยมเสียจริงๆ หากลูกศิษย์ของข้า...มีไหวพริบปฏิภาณได้สักครึ่งหนึ่งของเจ้า พวกมันคงปราบปรามพวกอสูรจนสิ้นซากไปตั้งนานแล้ว”
พูดจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง
“ตูม!”
เฉินซานซือรู้สึกราวกับว่า ปราณวิญญาณทั้งฟ้าดินถูกอีกฝ่ายควบคุมเอาไว้เบ็ดเสร็จ และมันกำลังถาโถมเข้าใส่เขาราวกับคลื่นสึนามิ! หน้ามืดทะมึนไปชั่วขณะ
ร่างกายของเขาปลิวละลิ่วถอยหลังไปไกล ก่อนจะกระแทกเข้ากับหน้าผาสูงชันอย่างจังจนเกิดเป็นหลุมลึก จึงจะสามารถหยุดยั้งแรงกระแทกเอาไว้ได้
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย”
น้ำเสียงของเสวียนฉยงจื่อแหบพร่า เด็ดขาด และไร้ซึ่งความปรานี
“ยอมสละตงเซิ่งเสินโจว แล้วมาเป็นผู้อาวุโสรับเชิญที่คุนซูซะ...อีกแปดร้อยปีให้หลัง ข้าขอรับรองว่าเจ้าจะได้โบยบินขึ้นสู่ดินแดนเบื้องบนอย่างแน่นอน”
“ไอ้แก่!”
เฉินซานซือดึงร่างตัวเองออกมาจากซากหน้าผา สะบัดศีรษะไล่เศษหินที่ร่วงหล่นลงมา ก่อนจะจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
“ข้าก็จะให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้ายเหมือนกัน! ปลิดชีพตัวเอง แล้วไปกราบขอขมาต่อหน้าหลุมศพท่านอาจารย์ของข้าซะ! มิเช่นนั้น...ข้าจะทำลายมรดกตกทอดของคุนซูให้ย่อยยับไม่เหลือซาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสวียนฉยงจื่อก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
“พวกคนหนุ่มนี่มันดีจริงๆ นะ...ลูกวัวแรกเกิดย่อมไม่เกรงกลัวพยัคฆ์ร้าย ช่างน่าเสียดายนัก...ที่วิถีเต๋าของเจ้า คงต้องจบลงเพียงเท่านี้เสียแล้ว”
น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายของเขาหนักอึ้งดุจขุนเขาไท่ซาน!
ทุกถ้อยคำแฝงไว้ด้วยพลังกดดันอันมหาศาล โซ่ตรวนที่มองไม่เห็นบีบรัดเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับว่าท้องฟ้าทั้งผืนกำลังถล่มลงมาทับถมร่างของเขา!
เฉินซานซือเร่งพลังเซียน เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นท่วมร่าง เขาแผดเสียงคำรามลั่น ฉีกกระชากแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา
หอกยาวพุ่งทะยานออกไปราวกับมังกรทะยานขึ้นจากสมุทร พริบตาเดียวก็ข้ามระยะทางนับพันก้าว ปลายหอกพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของปรมาจารย์เฒ่าอย่างมาดหมาย!
ทว่าเสวียนฉยงจื่อกลับทำเพียงแค่ปรายตามอง
เขายกมือขึ้นอย่างเชื่องช้า...และใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียว ชี้ออกไปเบื้องหน้า
แสงสีทองหม่นอันล้ำลึกปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้ว...พริบตานั้น เวลาบนโลกราวกับหยุดนิ่ง!
หอกของเฉินซานซือปะทะเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น แต่กลับแข็งแกร่งดุจเพชรกล้า!
ความเร็วที่พุ่งทะยานมาหยุดชะงักงัน ปลายหอกที่อยู่ห่างจากหว่างคิ้วของเสวียนฉยงจื่อเพียงสามฉื่อ...ถูกหยุดเอาไว้กลางอากาศอย่างน่าเหลือเชื่อ!
ตัวหอกสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ส่งเสียงโหยหวนราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส!
วินาทีต่อมา...พลังกฎเกณฑ์อันมหาศาลดุจมหาสมุทรก็ย้อนกลับมาตามด้ามหอก!
กระดูกแขนของเฉินซานซือที่ถูกสลักอักขระกฎเกณฑ์เอาไว้ล่วงหน้า ถึงกับส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดอย่างน่าสยดสยอง ง่ามนิ้วฉีกขาด เลือดสีแดงฉานไหลทะลักอาบย้อมไปทั่วด้ามหอก
“มดปลวกคิดจะโยกคลอนต้นไม้ใหญ่!”
เสวียนฉยงจื่อกล่าวเสียงเรียบ ก่อนจะใช้นิ้วดีดเบาๆ
“เปรี้ยง!!!”
เฉินซานซือรู้สึกราวกับถูกภูเขาศักดิ์สิทธิ์บรรพกาลพุ่งชนเข้าอย่างจัง!
ร่างของเขาปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังกลับไปเร็วยิ่งกว่าตอนที่พุ่งเข้ามาเสียอีก!
เขาทะลวงผ่านชั้นเมฆหนาทึบ ทิ้งรอยทางสีเลือดที่เดือดพล่านเอาไว้เป็นแนวยาวบนท้องฟ้า
ยังไม่ทันที่เขาจะได้พักหายใจ เสวียนฉยงจื่อก็ฉีกมิติอากาศมาดักรออยู่เหนือเส้นทางที่เขากำลังกระเด็นไป ในมือของชายชราถือดาบบินขนาดเล็กจิ๋วเอาไว้ ก่อนจะตวัดมันพุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของเขา!
“เทวะส่องแสงสำแดงฤทธิ์!”
เงาร่างขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเฉินซานซืออีกครั้ง ในมือถือดาบไท่อา ฟาดฟันตรงเข้าใส่จิตวิญญาณดั้งเดิมของอีกฝ่าย!
“โอ้?”
เสวียนฉยงจื่อมองทะลุจุดอ่อนของวิชานี้ได้ในพริบตา เขายิงลำแสงสีเงินสายหนึ่งออกจากหว่างคิ้วเข้าสกัดกั้น!
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี...มันคือเข็มเงินเล่มหนึ่ง!
เข็มเงินปะทะเข้ากับดาบของเงาร่างยักษ์
ทั้งสองฝ่ายต่างกระเด็นถอยหลังไปพร้อมกัน
เเละนี่คือสมบัติวิเศษระดับจิตวิญญาณดั้งเดิม!
“น่าสนใจดีนี่” เสวียนฉยงจื่อเอ่ยปากชม
“วิชาโจมตีจิตวิญญาณดั้งเดิมโดยตรงงั้นรึ...ร้ายกาจไม่เบา!”
เฉินซานซือไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียง เขาอาศัยจังหวะนี้เร่งปรับลมปราณและพักฟื้นร่างกายอย่างรวดเร็ว
การประมือกันเพียงช่วงสั้นๆ...ทำให้เขาได้ประจักษ์ถึงความแข็งแกร่งอันน่าสะพรึงกลัวของผู้บำเพ็ญเพียรอันดับหนึ่งแห่งเผ่ามนุษย์
เขายังไม่ตาย! เขารับการโจมตีเอาไว้ได้!
ขอเพียงแค่อดทนต่อไปให้ได้...ทุกอย่างก็จะกลับมาเข้าทางของเขา!
ผลลัพธ์จากการแผดเผาของเพลิงเเห่งความกลาหล แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายก็ไม่อาจต้านทานได้
ยิ่งยื้อเวลาออกไปได้นานเท่าไหร่ ความได้เปรียบก็จะยิ่งตกมาอยู่ฝั่งเขามากเท่านั้น!
เฉินซานซือปาดเลือดที่มุมปาก หอกยาวตวัดกวาดออกไปอย่างดุดัน!
เงาของมังกรเพลิงที่อัดแน่นไปด้วยพลังเซียนและปราณแท้อันเกรี้ยวกราด ฉีกทึ้งมิติอากาศจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำทมิฬบิดเบี้ยวตลอดเส้นทางที่มันพุ่งผ่าน!
ดาบบินขนาดเล็กจิ๋วหลายสิบเล่มลอยขึ้นมาจากเบื้องหลังเสวียนฉยงจื่อ พวกมันตั้งรับการโจมตีอันซับซ้อนและรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบของเฉินซานซืออย่างเป็นระบบ
ดาบบินแต่ละเล่ม...แม้จะมีขนาดใหญ่เพียงเท่านิ้วมือ แต่กลับมีน้ำหนักมหาศาลราวกับภูเขาไท่ซาน!
พวกมันสามารถปัดป้องและกระแทกหอกยาวและดาบไท่อาให้กระเด็นกลับไปได้ทุกครั้ง!
แต่เฉินซานซือก็ยังคงดื้อรั้น ไม่ว่าจะถูกกระแทกกลับมาสักกี่ครั้ง เขาก็ยังคงพุ่งทะยานเข้าจู่โจมระลอกใหม่ด้วยความบ้าคลั่ง!
เขาอาศัยการผสานระหว่างวิชาเทวะส่องแสงสำแดงฤทธิ์และเเก่นเเท้เเห่งวิถียุทธ์ ในการพลิกแพลงหลบหลีกและโจมตี
แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลสาหัส แต่เขาก็ยังคงต่อสู้อย่างไม่คิดชีวิต ไร้ซึ่งวี่แววของการยอมแพ้
ในขณะเดียวกัน...พลังเซียนและจิตวิญญาณดั้งเดิมของเสวียนฉยงจื่อ ที่ถูกเพลิงเเห่งความกลาหลแผดเผาอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มอ่อนกำลังลง
แรงกดดันที่เคยหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออกในตอนแรก เริ่มเจือจางลงอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าบนใบหน้าอันชราภาพของเขา กลับไม่มีร่องรอยของความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย
เขามองดูเฉินซานซือที่กำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย พลางรับการโจมตีไปพร้อมกับเอ่ยปากสั่งสอนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย...
“ไอ้หนู...เจ้าคงคิดสินะ ว่าถ้าขืนยื้อเวลาต่อไปแบบนี้...พลังเซียนและจิตวิญญาณดั้งเดิมของข้า ก็จะถูกเจ้าเผาผลาญจนหมดสิ้นไปเอง?”
“หึหึ...”
“เจ้ามันก็แค่คนธรรมดา! เป็นแค่พรานป่าบ้านนอกที่โชคดีได้มีโอกาสบำเพ็ญเพียร ก้าวเข้าสู่วิถีแห่งความเป็นอมตะ!
“แต่เจ้ากลับไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว หลงระเริงในพรสวรรค์ของตัวเองจนไม่เห็นหัวใคร! ไม่เพียงแต่จะทำลายชีพจรวิญญาณ แต่ยังกล้าประกาศกร้าวว่าจะถอนรากถอนโคนต้นกล้าวิญญาณทั้งหมดในใต้หล้าอีก! ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริงๆ!”
“เจ้าคิดจริงๆหรือว่าที่คุนซูของข้าสามารถปกครองโลกมนุษย์มาได้นานนับหมื่นปี...เป็นเพราะอาศัยแค่รากฐานจากเมืองไป๋อวี้จิงเพียงอย่างเดียว!?”
“วันนี้...”
“ข้าจะทำให้เจ้ารู้สำนึกว่าตัวเจ้านั้นมันกระจ้อยร่อยเพียงใด! ข้าจะให้เจ้าได้สัมผัสว่าอารมณ์ของแมลงเม่าที่บังอาจบินขึ้นไปท้าทายท้องฟ้ากว้าง...มันเป็นอย่างไร!!!”
สิ้นคำประทาศิต!
เส้นทางการโคจรของดาบบินไท่อี้ทั้งเจ็ดสิบสองเล่มก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน!
ดาบบินสามสิบหกเล่มร้อยเรียงเข้าด้วยกัน กลายเป็นวงแหวนสีทองขนาดยักษ์ ปิดผนึกและแช่แข็งมิติอากาศในรัศมีร้อยจั้งรอบตัวเฉินซานซือเอาไว้โดยสมบูรณ์!
แม้แต่มวลอากาศ...ก็กลายสภาพเป็นเหมือนอำพันสีทองอันเหนียวหนืด!
เฉินซานซือรู้สึกราวกับว่าร่างกายถูกตรึงเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น แค่จะขยับหอกมังกรยาวก็ยังยากลำบากแสนเข็ญ การโคจรพลังเซียนในร่างกายก็ติดขัดราวกับกำลังเดินลุยโคลนตม!
เขาไม่เคยพบเห็นค่ายกลดาบเช่นนี้มาก่อน จึงไม่คิดจะยืนรอให้ศัตรูวางค่ายกลจนเสร็จสมบูรณ์
เขาเร่งรวบรวมพลังเซียน ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธคู่กาย กลายร่างเป็นลำแสงหอกอันแหลมคม หมายจะพุ่งทะลวงวงแหวนดาบออกไป!
ทว่า...วงแหวนดาบนั้นกลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย!
พลังกฎเกณฑ์อันน่าสะพรึงกลัวสะท้อนกลับมา แทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อและอวัยวะภายในของเขาทันที! ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายจนหน้าอกชาวาบ เขาถึงกับกระอักเลือดคำโตออกมา!
เสวียนฉยงจื่อตวัดนิ้วดาบอีกครั้ง!
ดาบบินที่เหลืออีกสามสิบหกเล่ม ก็เรียงตัวกันก่อรูปเป็นวงแหวนสีทองวงที่สอง!
วงแหวนทั้งสองวง...วงหนึ่งอยู่ด้านนอก วงหนึ่งอยู่ด้านใน...วงหนึ่งหมุนช้า วงหนึ่งหมุนเร็ว...วงหนึ่งคอยกดทับ วงหนึ่งคอยบดขยี้
แกนหมุนของพวกมันไม่ได้ขนานกัน หากแต่ตัดกันด้วยมุมที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของฟ้าดินอย่างลงตัว!
วงแหวนมรณะ...กรงขังแห่งฟ้าดิน!
………