เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 400 หน้าไม่อาย (ฟรี)

บทที่ 400 หน้าไม่อาย (ฟรี)

บทที่ 400 หน้าไม่อาย (ฟรี)


ลู่เหยานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ทำมาจากเมฆสีขาว ในมือถือถ้วยชาที่ทำจากเมฆสีขาวเช่นกัน

เขาและหลี่จือซิน กำลังนั่งฟังอวิ๋นหนี ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พร่ำพรรณนาถึงวีรกรรมอันรุ่งโรจน์และต้นกำเนิดของตัวเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

"ข้าจะบอกพวกเจ้าให้นะ สมัยก่อนน่ะ..."

หลังจากนั่งฟังมาตั้งนาน ลู่เหยาก็ได้ข้อสรุปเพียงข้อเดียวว่า: ยัยนี่มันเป็นพวกชอบอู้แถมยังเป็นตัวแม่แห่งการนอนตีพุงกินแรงชาวบ้านชัดๆ

แม้แต่ตอนที่นางยังเป็นถึง 'วิถีสวรรค์' นางก็เอาแต่อู้มาตลอด กลัวการต่อสู้ กลัวศัตรู กลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเป็นภัยคุกคามต่อนางได้

ดังนั้น นางจึงเอาแต่พา 'โลกมวลเมฆาว่างเปล่า' ลอยระหกระเหินไปเรื่อยๆ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

จนกระทั่งนางมาเจอกับไอ้บ้าการต่อสู้คนหนึ่ง และกองทัพคนบ้าการต่อสู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขา

อีกฝ่ายเห็นได้ชัดว่าอ่อนแอกว่านางตั้งเยอะ แต่กลับกล้านำกองกำลังไปปล้นสะดมพวกมารสวรรค์และปีศาจร้ายที่แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องโลกที่อ่อนแอกว่า

บางทีอาจจะเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็น ครั้งนี้นางจึงไม่ได้หนีไปในทันที แต่กลับแอบสะกดรอยตามอีกฝ่าย คอยสังเกตดูทุกการกระทำของพวกเขาอย่างเงียบๆ

ยิ่งดู นางก็ยิ่งไม่เข้าใจ แถมความสับสนในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในที่สุด นางก็ทนความสงสัยไม่ไหว เป็นฝ่ายเข้าไปทำความรู้จักและพูดคุยกับอีกฝ่ายก่อน

"ทำไมต้องสู้ด้วยล่ะ? ไม่สู้ไม่ได้เหรอ?! มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นถึงจะไม่โดนรังแก ความเคารพน่ะ มันต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ ไม่ใช่การยอมจำนนหรอกนะ!"

"แล้วทำไมเจ้าถึงไปช่วยพวกเขาล่ะ?"

"ก็เพราะข้าแข็งแกร่งไง ข้าก็เลยเต็มใจที่จะช่วย ข้ามีสิทธิ์เลือกที่จะมอบความเคารพให้พวกเขา ว่าแต่ เจ้ามาทำอะไรที่นี่เนี่ย? อยากจะสู้ด้วยงั้นเรอะ?"

"หา? ไม่ๆๆ ข้าไม่กล้าสู้หรอก ข้าก็แค่อยากรู้เฉยๆ"

อวิ๋นหนีรีบอธิบายจุดประสงค์ของตัวเองอย่างลุกลี้ลุกลน ถึงแม้นางจะแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่าย แต่นางก็ไม่กล้าไปท้าทายเขาหรอก เพราะไอ้หมอนี่มันรับมือยากสุดๆ

อย่างไรก็ตาม นางไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากที่พูดจบ อีกฝ่ายจะมองนางด้วยสายตาเป็นประกายวิบวับ—เป็นประกายวิบวับจริงๆ นะ!

"เจ้าไม่กล้าสู้งั้นเรอะ? ถ้างั้นเจ้าอยากจะมาเป็นลูกน้องข้าไหมล่ะ? เดี๋ยวข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง แลกกับการที่เจ้าต้องยก 'ต้นกำเนิด' ของเจ้าให้ข้า"

"หา? คุ้มครองข้า?"

"ใช่ ยังไงซะ ของพรรค์นั้นมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับเจ้าอยู่แล้วนี่"

"..."

หลังจากคิดสะระตะอยู่นาน นางก็ตกลง นางไม่เพียงแต่ยอมสละต้นกำเนิดทั้งหมดของตัวเอง แต่ยังเต็มใจสละ 'หัวใจแห่งสวรรค์' ลดสถานะตัวเองลงมาเป็นเพียงเทพเจ้าแห่งฟ้าดินธรรมดาๆ

พูดตรงๆ ตอนนั้นมันก็เหมือนกับการวัดดวงนั่นแหละ และปรากฏว่านางดันแทงหวยถูกซะด้วย

นับตั้งแต่ไอ้หมอนั่นได้ต้นกำเนิดของนางไปและเริ่มแข็งแกร่งขึ้น เขาก็ยิ่งทรงพลังอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่พวกนางไม่จำเป็นต้องหนีหัวซุกหัวซุนอีกต่อไป และสามารถยืนหยัดเผชิญหน้ากับศัตรูหน้าไหนก็ได้ด้วยความนิ่งสงบ

ส่วนตัวนางเอง ในที่สุดก็ได้ใช้ชีวิตแบบนอนตีพุงกินแรงชาวบ้านอย่างที่ใฝ่ฝันมาตลอด วันๆ ก็แค่จัดการดูแลก้อนเมฆอย่างสงบสุขก็พอแล้ว

นางถึงขั้นปฏิเสธที่จะขึ้นไปดูแลก้อนเมฆบนแดนสวรรค์ด้วยซ้ำ ที่นั่นมันเปรียบเสมือนสมรภูมิแนวหน้าชัดๆ เกิดมีการต่อสู้ของจริงขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?

โลกเบื้องล่าง นี่แหละดีที่สุดแล้ว ถึงแม้พลังของนางจะถูกจำกัดอยู่ที่ระดับนี้ แต่มันก็ปลอดภัยหายห่วง แถมไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกอื่นๆ ด้วย

"ฉางฮวา ยัยคนโกหก! นางบอกชัดเจนเลยว่าจะให้ข้าจัดการเรื่อง 'ทัณฑ์สวรรค์' ในโลกเบื้องล่าง แต่สุดท้ายกลับมาบอกว่าข้าสติปัญญาต่ำต้อยเกินกว่าจะรับผิดชอบงานใหญ่ขนาดนี้ได้"

อวิ๋นหนีรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ฉางฮวาเคยสั่งให้นางจัดการเรื่องทัณฑ์สวรรค์ควบคู่ไปกับการดูแลก้อนเมฆ แต่ผ่านไปแค่ร้อยปี ฉางฮวาก็สั่งปลดนางกลางอากาศซะงั้น

อะไรคือการมาหาว่าข้าสติปัญญาต่ำต้อยฮะ? ก็แค่ข้าเผลอทำผู้บำเพ็ญเพียรบาดเจ็บสาหัสไปคนเดียวเองไม่ใช่รึไง? ใครใช้ให้พวกมันมาหาเรื่องข้าก่อนล่ะ?

"นี่ เจ้าฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"

ลู่เหยาเหลือบตาขึ้นมอง จ้องมองก้อนเมฆก้อนเล็กๆ ที่ลอยมาอยู่เหนือหัวอย่างไม่ละสายตา มองดูมันเทน้ำฝนลงมาใส่ถ้วยชาของเขาอย่างพอดิบพอดี

เมื่อได้ยินเสียงเรียกของอวิ๋นหนี เขาก็รีบดึงสติกลับมา หันไปมองนางด้วยความสงสัย

"มีอะไรเหรอ?"

"เจ้าไม่ได้ฟังข้าเลยใช่ไหมเนี่ย?!"

"เปล่านะ ข้าฟังอยู่ตลอดแหละ"

ใช่ เขาฟังอยู่จริงๆ แต่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาน่ะสิ สาเหตุหลักๆ ก็คือนางเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระยืดยาวมาค่อนวันแล้ว แถมยังสอดแทรกด้วยการบ่นด่าท่านจักรพรรดิและกลุ่มคนบ้าการต่อสู้ของนางเป็นระยะๆ

สรุปง่ายๆ เรื่องราวของนางก็คือเรื่องของคนรวยจอมขี้เกียจที่ดันไปลงทุนถูกที่ถูกเวลา ก็เลยได้ใช้ชีวิตสุขสบายไปตลอดชาติก็เท่านั้นเอง

"จะว่าไป ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเจ้าหน้าตาคุ้นๆ จังเลยนะ?"

อวิ๋นหนีจ้องหน้าลู่เหยาเขม็ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกคุ้นตา เหมือนกับคนรู้จักเก่าแก่ แต่ก็เหมือนจะไม่ใช่ นางจำได้ว่าไอ้หมอนั่นมันหน้าตาดุดันกว่านี้นะ

ส่วนตาคนนี้ดูหน้าตาขี้เกียจสันหลังยาว ไม่น่าจะใช่คนเดียวกันหรอก คงจะจำผิดคนล่ะมั้ง

"อ้อ ท่านอาจจะเคยเจอท่านปู่ของข้ามาก่อนน่ะครับ ก็เลยรู้สึกคุ้นหน้าข้าล่ะมั้ง"

"ท่านปู่ของเจ้า?"

"ก็ตาแก่สองคนที่ท่านเพิ่งจะอัดไปเมื่อกี้นั่นไง"

"เจ้าเป็นหลานชายของไอ้เฒ่าลู่จอมวิปริตนั่นเรอะ?!"

ลู่เหยาถึงกับสำลัก รีบกระเถิบตัวออกห่าง พร้อมกับอธิบายว่าเขาไม่ใช่พวกวิปริตนะ

อวิ๋นหนีพยักหน้ารับ นางรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงหน้าตาคุ้นๆ ที่แท้ก็เป็นหลานชายของไอ้หมอนั่นนี่เอง

หึๆ หลานชายของเจ้านั่นเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย ตอนนี้พลังบำเพ็ญเพียรของเขาเหนือกว่านางไปแล้ว แต่นั่นก็เฉพาะตอนที่อยู่โลกเบื้องล่างนี้เท่านั้นแหละ ขืนนางขึ้นไปแดนสวรรค์เมื่อไหร่ล่ะก็ นางจะสั่งสอนให้เขาต้องเรียกนางว่า 'ผู้อาวุโส' ภายในนาทีเดียวเลยคอยดู

"ว่าแต่ สถานการณ์บนแดนสวรรค์ตอนนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ?"

เมื่อนึกถึงแดนสวรรค์ อวิ๋นหนีก็อดไม่ได้ที่จะถามไถ่ข่าวคราว

เพราะนางมัวแต่งอนฉางฮวา ก็เลยไม่ได้ขึ้นไปบนนั้นมานานมากแล้ว

"อืมมม เรื่องก่อนหน้านี้ข้าก็ไม่ค่อยรู้หรอกครับ ข้าเพิ่งจะขึ้นไปบนนั้นได้ไม่นานนี้เอง"

"รู้อะไรก็เล่ามาเถอะน่า"

"ช่วงนี้พวกเขากำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางน่ะครับ ก็เลยเริ่มปิดกั้นโลกและเรียกตัวบุคลากรกลับ อนุญาตให้เข้าได้อย่างเดียว ห้ามออกเด็ดขาดเลยครับ"

"อ้อ เข้าใจล่ะ"

อวิ๋นหนีพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางพอจะเดาสถานการณ์ออกแล้ว

ก็ยังเหมือนเดิม ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่ ฉางฮวาก็น่าจะยังเหมือนเดิมใช่ไหมล่ะ?

"เอ่อ ข้าต้องขอเป็นตัวแทนท่านปู่ทั้งสอง กล่าวขอโทษท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ"

"ฮ่าๆ ไม่เป็นไรหรอก นานๆ ทีก็จะมีคนหลงเข้ามาที่นี่บ้าง ข้าชินแล้วล่ะ"

"ท่านช่างใจกว้างและมีเมตตาจริงๆ เลยครับ ผู้อาวุโส"

"ก็ไม่เชิงหรอก หลักๆ เป็นเพราะข้าอัดพวกมันน่วมไปแล้วต่างหากล่ะ"

"..."

ลู่เหยาถึงกับพูดไม่ออก ดูเหมือนว่ายัยนี่จะฝีปากกล้าไม่เบาเลยแฮะ

ว่าแต่ ถ้าเขาไม่เก่งพอ เขาจะโดนนางอัดน่วมตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ด้วยหรือเปล่าเนี่ย?

อืมมม ดูเหมือนว่าการพัฒนาความแข็งแกร่งยังคงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากจริงๆ พอแข็งแกร่งขึ้นแล้ว การปฏิบัติที่ได้รับมันก็ต่างกันลิบลับเลย

"อะแฮ่ม ผู้อาวุโส หากไม่มีธุระอะไรแล้ว ผู้น้อย คงต้องขอตัวลาก่อนนะครับ"

เมื่อสังเกตเห็นว่าหลี่จือซินที่นั่งอยู่ข้างๆ เริ่มสัปหงกแล้ว ลู่เหยาจึงตัดสินใจเอ่ยปากขอตัวกลับ

"นี่ๆ ตื่นได้แล้ว"

"หา? พวกเราจะกลับกันแล้วเหรอ?"

เมื่อถูกเขย่าตัวเบาๆ นางก็สะดุ้งตื่น มันน่าเบื่อเกินไปจริงๆ นางเกือบจะหลับกลางอากาศไปแล้วเชียว

ผู้อาวุโสอวิ๋นหนีคนนี้เอาแต่พล่ามอะไรก็ไม่รู้ตั้งนานสองนาน แถมเรื่องราวก็ทั้งยาวทั้งน่าเบื่อ ที่สำคัญที่สุดคือ นางฟังบทสนทนาของพวกเขาสองคนไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

"จะไปแล้วเหรอ? น่าเสียดายจังเลยนะเนี่ย~"

น้ำเสียงของอวิ๋นหนีฟังดูเสียดาย แต่สีหน้ากลับตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด นางถึงขนาดเปิดประตูทางออกรอไว้แล้ว แถมยังเปิดซะใกล้ชิดติดตัวทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำ

"อ้าว ในเมื่อผู้อาวุโสอาลัยอาวรณ์ขนาดนี้ ถ้างั้นพวกเราอยู่ต่ออีกสักสองสามศตวรรษก็แล้วกันครับ"

"หา?!"

"ข้าล้อเล่นน่ะครับ ลาก่อนนะครับ"

พูดจบลู่เหยาก็คว้าตัวหลี่จือซินแล้วใส่เกียร์หมาโกยอ้าวทันที เขาแค่มาดูให้แน่ใจว่าท่านปู่ของเขาไม่ได้แปรพักตร์ไปเข้าพวกมารก็เท่านั้น ในเมื่อรู้แล้วว่ามันก็แค่เรื่องตลกไร้สาระ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องอยู่ต่อ

แน่นอนว่า เหตุผลหลักก็คือ ผู้อาวุโสอวิ๋นหนีคนนี้มันน่าเบื่อเกินไปจริงๆ นั่นแหละ

"..."

หลังจากประตูมิติปิดสนิท อวิ๋นหนีก็เงียบไปพักใหญ่ เริ่มพิจารณาเรื่องการย้ายถิ่นฐานขึ้นมาตงิดๆ

ไอ้พวกนี้นี่มันแปลกคนจริงๆ ถึงแม้ว่าจุดทางออกของโลกมวลเมฆาว่างเปล่าจะสุ่มเปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ แต่พวกมันก็อุตส่าห์ดั้นด้นตามหาจนเจอจนได้

"ไอ้พวกวิปริตเอ๊ย..."

นางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสัมผัสได้ว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญแอบมุดเข้ามาทางประตูมิติอีกแล้ว

นางไม่รอช้า ง้างหมัดพุ่งเข้าใส่เตรียมจะสั่งสอนผู้บุกรุกหน้าด้านคนนี้ทันที

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ อวิ๋นหนี"

หมัดของนางถูกบล็อกเอาไว้อีกแล้ว อวิ๋นหนีจ้องหน้าผู้มาเยือนด้วยความไม่สบอารมณ์

"เซวียเหลียน เจ้านี่เอง มาทำอะไรที่นี่ล่ะ?"

"แน่นอนว่าต้องมาเยี่ยมเพื่อนเก่าสิ อ้อ แล้วก็กรุณาเรียกข้าว่ามารโลหิตด้วยนะ"

"นี่ ไอ้ชื่อนั้นมันก็ไม่ได้ดูดีไปกว่าเซวียเหลียนสักเท่าไหร่เลยไม่ใช่รึไง?!"

"มันต่างกันสิ หรือถ้าเจ้าอยากจะเรียกข้าว่าเซวียเหลียนก็ได้นะ แต่ต้องเติมคำว่า 'เทียนจุน' ต่อท้ายด้วยล่ะ"

อวิ๋นหนีมองเทียนจุนมารโลหิต ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าไอ้หมอนี่มันเอาความหน้าด้านมาจากไหนถึงกล้าตั้งฉายาให้ตัวเองเป็นถึงเทียนจุน

ดูจากวีรกรรมที่เขาและ 'ท่านจอมมารหลอมมรรค' เคยก่อเอาไว้—คนหนึ่งก็สูบเอาผลประโยชน์จนหยดสุดท้าย ส่วนอีกคนก็คอยตามดูดเลือดดูดเนื้อชาวบ้าน—กล้าดียังไงมาเรียกตัวเองว่าเทียนจุนฮะ?

สองคนนี้ รวมกับโหยวอู่ , ทุนเทียน และหรงเซิน คือห้ามหาราชันปีศาจ ผู้ฉาวโฉ่ที่สุดในโลกภายนอกเลยนะ

ต่อให้เขาจะพยายามสรรเสริญเยินยอตัวเองให้ดูดีแค่ไหน คนภายนอกก็ไม่มีวันยอมเรียกเขาว่าเทียนจุนหรอกย่ะ

จบบทที่ บทที่ 400 หน้าไม่อาย (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว