- หน้าแรก
- เรียนท่านประธาน ภรรยาของคุณไปตั้งโต๊ะดูดวงอีกแล้วครับท่าน
- บทที่ 26 มีใบหน้าเกินมาในหมู่คนทั้งสี่
บทที่ 26 มีใบหน้าเกินมาในหมู่คนทั้งสี่
บทที่ 26 มีใบหน้าเกินมาในหมู่คนทั้งสี่
บทที่ 26 มีใบหน้าเกินมาในหมู่คนทั้งสี่
มหาวิทยาลัยเอ
จีเหิงนอนแผ่อยู่ในหอพัก เขานอนไม่หลับเอาเสียเลยได้แต่จ้องมองเพดานด้วยความกระสับกระส่าย
ท่านปรมาจารย์บอกว่าเขาจะมีคราวเคราะห์ถึงเลือดตกยางออก ระหว่างทางกลับโรงเรียนเขาจึงระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ พอเข้าหอได้ก็รีบปีนขึ้นเตียงนอนทันที
จีเหิงกุมยันต์คุ้มครองเอาไว้แน่นพลางถอนหายใจอย่างโล่งอกขึ้นมาบ้าง
ยันต์คุ้มครองสิบแผ่น: สองแผ่นใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ อีกสองแผ่นยัดไว้ในกางเกงใน สองแผ่นห้อยคอ สองแผ่นแปะไว้ที่ม่านเตียง อีกแผ่นแปะหราอยู่บนหน้าผาก และแผ่นสุดท้ายถือไว้ในมือ
พอกลางดึกเข้า ความง่วงก็จู่โจมจนเขาเผลอหลับไปในที่สุด
"จีเหิง จีเหิง ตื่นเร็ว แปดโมงขาดสิบนาทีแล้ว!"
จีเหิงสะดุ้งตื่นลืมตาโพลง เห็นรูมเมทของเขากำลังปลุกอยู่พอดี
"ซวยแล้ว! สายแน่ๆ!"
เหวินเฉิงโจวถือกระเป๋าเรียนไว้สองใบ "จีเหิง รีบหน่อย ฉันเตรียมหนังสือที่ต้องใช้เรียนเช้านี้ไว้ให้นายแล้ว"
"ขอบใจนะ"
จีเหิงรีบคว้าเสื้อผ้ามาสวม ล้างหน้าล้างตาอย่างลวกๆ แล้วลากตัวเหวินเฉิงโจววิ่งออกจากตึกหอพักทันที
"วิ่งเร็วเข้า! คาบแปดโมงมีเช็กชื่อด้วย ถ้าอาจารย์รู้ว่าพวกเราสาย โดนหักคะแนนจิตพิสัยอย่างน้อยสามแต้มแน่"
ทั้งสองวิ่งหน้าตั้งไปที่ตึกเรียน และมาถึงห้องเรียนในนาทีสุดท้ายได้อย่างหวุดหวิด
พอไปถึง ที่นั่งที่เหลืออยู่มีเพียงสามแถวหน้าเท่านั้น ส่วนที่นั่งด้านหลังถูกจองจนเต็มพิกัดไปหมดแล้ว
จีเหิงจำยอมต่อโชคชะตา ทรุดตัวลงนั่งแถวหน้าสุด
ในฐานะเด็กหลังห้องที่ชอบโดดเรียน การมานั่งอยู่ใต้จมูกอาจารย์แบบนี้ทำให้เขาต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าอาจจะถูกเรียกถาม
จีเหิงเช็ดหน้าตัวเอง "เหวินเฉิงโจว ฉันขอโทษนะที่ลากนายมาซวยด้วย"
เหวินเฉิงโจวส่ายหน้า "ไม่เป็นไร ฉันชินกับการนั่งแถวหน้าอยู่แล้ว"
จีเหิงตบไหล่เพื่อน "เออ ลืมไปเลยว่านายมันพวกเด็กเทพ"
เหวินเฉิงโจวไม่ได้เป็นแค่หัวหน้าห้อง แต่ยังเป็นประธานสภานักศึกษา แถมยังสอบได้อันดับหนึ่งของภาควิชาประวัติศาสตร์มาโดยตลอด แตกต่างจากพวกไม่เอาถ่านแบบเขาอย่างสิ้นเชิง
มีหมอนนี่อยู่ข้างๆ จีเหิงก็ไม่ต้องกังวลว่าถ้าอาจารย์ถามแล้วจะตอบไม่ได้
จีเหิงลูบพุงตัวเอง "หิวจังเลย ให้ตายสิ ทำไมเช้านี้ต้องมีเรียนตั้งสี่คาบติดกันด้วยนะ"
เหวินเฉิงโจวหยิบนมหนึ่งขวดกับขนมปังหนึ่งถุงออกมาจากกระเป๋า "จีเหิง กินนี่รองท้องไปก่อนสิ"
ดวงตาของจีเหิงเป็นประกายทันทีที่เห็นของกิน "เหวินเฉิงโจว นายคือพระเจ้ามาโปรดแท้ๆ มื้อเที่ยงนี้ฉันเลี้ยงนายเอง"
เหวินเฉิงโจวยิ้ม "ตกลง"
ในที่สุด หลังจากผ่านการเรียนมาทั้งวัน จีเหิงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง "อิสระมาถึงแล้ว! คืนนี้ไปลงแรงก์คู่กันหน่อยไหม?"
เหวินเฉิงโจวดันแว่นสายตาขึ้น "จีเหิง อย่าลืมสิว่าคืนนี้เรามีกิจกรรมของชมรมเรื่องลี้ลับนะ"
"จริงด้วย" จีเหิงตบหน้าผากตัวเองเบาๆ
ในมหาวิทยาลัยมีชมรมมากมาย ตอนนั้นเขาเห็นว่าชมรมเรื่องลี้ลับน่าสนใจดี และเห็นว่าเหวินเฉิงโจวเป็นประธานชมรมอยู่ด้วย เขาก็เลยสมัครเข้ามาร่วมด้วย
หลังมื้อค่ำ ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปที่ชมรมเรื่องลี้ลับพร้อมกัน
มีคนมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย ต่างฝ่ายต่างพึมพำอะไรบางอย่างในใจพลางถือปากกาเอาไว้ ทำเรื่องลึกลับบางอย่างที่ดูไม่น่าไว้วางใจ
จีเหิงมองอยู่ครู่หนึ่ง "นั่งล้อมวงกันสี่คน พวกเขาทำอะไรกันน่ะ?"
จางจื่อเทาโบกมือเรียก "พวกนายมาแล้วเหรอ! วันนี้พวกเราจะเล่น 'ผีปากกา' กัน"
เหวินเฉิงโจวตอบรับทันที "ฟังดูน่าสนุกดีนะ!"
จีเหิงนึกถึงตอนที่วิญญาณหลุดออกจากร่างของตัวเองแล้วก็รีบส่ายหัวดิก "ไม่เอาด้วยหรอก ฉันไม่เล่น อย่าไปเล่นเกมแผลงๆ แบบนี้เลย ถ้าเจอผีเข้าจริงๆ จะซวยกันหมด"
"เหอะ! คุณชายจี ทำไมขี้ขลาดแบบนี้ล่ะ จะมาเรียนทำไม กลับไปนอนอยู่บ้านให้บอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังสักร้อยคนไม่ดีกว่าเหรอ?"
จีเหิงถลึงตาใส่ "โจวจวิ้นเจี๋ย นายไม่มีสิทธิ์มาสอดเรื่องของฉัน"
โจวจวิ้นเจี๋ยเชิดหน้ามองอย่างดูถูก "โอ๊ย คุณชายโกรธซะแล้ว ฉันก็แค่หวังดีกลัวว่านายจะไปเดินสะดุดอะไรเข้าจนร้องไห้ขี้มูกโป่งไปหาแม่น่ะ"
จีเหิงทนไม่ไหว พุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้ออีกฝ่าย "โจวจวิ้นเจี๋ย นายประสาทหรือเปล่า? คิดว่าฉันไม่กล้าต่อยนายหรือไง?"
โจวจวิ้นเจี๋ยเป็นคู่กัดกับเขามาตั้งแต่เด็ก เจอกันทีไรต้องมีคำพูดเหน็บแนมกันทุกที
ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อของโจวจวิ้นเจี๋ยบริจาคตึกเรียนให้โรงเรียนไปหลายตึก หมอนนี่ไม่มีทางได้มาเหยียบมหาวิทยาลัยเอหรอก
จีเหิงง้างหมัดขึ้น เหวินเฉิงโจวรีบเข้ามาห้ามทัพ "ทุกคนที่นี่เป็นทั้งเพื่อนร่วมคลาสและรูมเมทกัน อย่าทะเลาะกันเลย โดยเฉพาะการใช้กำลังมันไม่ดีนะ"
ทั้งจีเหิงและโจวจวิ้นเจี๋ยต่างก็ฮึดฮัดใส่กัน ไม่มีใครยอมปล่อยมือ
เหวินเฉิงโจวถอนหายใจอย่างหมดปัญญา "จีเหิง เห็นแก่ฉันเถอะนะ"
จีเหิงผลักโจวจวิ้นเจี๋ยออกไป "เห็นแก่นายหรอกนะ วันนี้ฉันจะยอมปล่อยไอ้งั่งนี่ไปก่อน"
จางจื่อเทาเห็นท่าไม่ดีรีบเปลี่ยนเรื่องทันที "เอาละๆ นานๆ ทีชมรมเราจะมีกิจกรรมมาเล่นเกมกันเถอะ"
โจวจวิ้นเจี๋ยเป็นคนแรกที่ยกมือ "ฉันเล่น! ไม่เหมือนไอ้ขี้ขลาดบางคนที่เอาแต่หลบอยู่ข้างหลังแล้วแอบไปร้องไห้หรอก"
จีเหิงไฟลุกโชน "ฉันก็เล่น!"
โจวจวิ้นเจี๋ยปรายตามองอย่างท้าทาย "กล้าเล่นตอนเที่ยงคืนหรือเปล่าล่ะ?"
"ประสาท!"
จีเหิงนึกถึงคำพูดของหลินซีแล้วพยายามลากเหวินเฉิงโจวเดินหนี "อยู่กับไอ้พวกโรคจิตนี่แล้วอากาศมันเป็นพิษ"
เหวินเฉิงโจวเอ่ยขึ้น "เดี๋ยวก่อนจีเหิง ฉันเป็นประธานชมรมนะ จะทิ้งไปตอนนี้ไม่ได้ ถ้านายอยากกลับไปพักผ่อนก่อนก็ตามสบายเลย"
จีเหิงชะงักฝีเท้า
เหวินเฉิงโจวคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาในมหาวิทยาลัยเอ เขาจะทำให้เพื่อนลำบากใจไม่ได้
ถ้าเกิดไอ้หัวหมูอย่างโจวจวิ้นเจี๋ยดันทำเรื่องจนเหวินเฉิงโจวต้องตกอยู่ในอันตรายเพราะเขา มันคงจะไม่ดีแน่
จีเหิงเดินกลับมา "เล่นก็เล่นสิ ใครกลัวใครกัน!"
โจวจวิ้นเจี๋ยกระแนะกระแหน "ระวังจะฉี่ราดกางเกงล่ะ อย่าร้องไห้แล้วกันนะ"
จางจื่อเทารีบเข้ามาไกล่เกลี่ยก่อนจะเกิดมวยคู่เอกอีกรอบ "มาๆ เริ่มเล่นเกมกันเถอะ"
ไฟถูกปิดลง เทียนสี่เล่มถูกจุดขึ้น กระดาษขาวแผ่นหนึ่งถูกวางกางไว้บนโต๊ะ
บนกระดาษมีคำสองคำเขียนเอาไว้คือ "ใช่" กับ "ไม่ใช่"
คนทั้งสี่นั่งล้อมวง มือซ้ายและขวาซ้อนทับกัน ค่อยๆ ประคองปากกาเอาไว้อย่างแผ่วเบา
เหวินเฉิงโจวค่อยๆ ร่ายคาถา "ชาติก่อนติดตามชาตินี้ ชาตินี้มาพบพานผูกพัน ผีปากกา ผีปากกา หากท่านปรารถนาจะสืบสานวาสนาต่อ โปรดวาดวงกลมลงบนกระดาษด้วยเถิด"
ปากกาที่ตั้งฉากกับโต๊ะเริ่มขยับ มันค่อยๆ วาดวงกลมที่ประณีตลงบนกระดาษอย่างช้าๆ
โจวจวิ้นเจี๋ยดีใจจนเนื้อเต้น "ผีปากกา ผีปากกามาจริงๆ ด้วย!"
จีเหิงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในทันที มีแรงประหลาดบางอย่างกำลังฉุดดึงมือของเขา และรู้สึกเหมือนมีบางอย่างยืนอยู่ข้างหลัง คอยจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา
เขาอยากจะปล่อยปากกา แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะขยับนิ้ว เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมจนชุ่มแผ่นหลัง
ซวยแล้ว! ผีมาจริงๆ ด้วย!
จางจื่อเทาเร่ง "ทุกคน รีบถามคำถามผีปากกาเร็วเข้า"
เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "ผีปากกา ผีปากกา คำสารภาพรักของผมจะสำเร็จไหมครับ?"
ปลายปากกาเลื่อนไปที่คำว่า "ไม่ใช่" แล้ววาดวงกลมทับอย่างรวดเร็ว
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." โจวจวิ้นเจี๋ยหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ "จางจื่อเทา คำสารภาพของนายไม่สำเร็จหรอก ตัดใจซะเถอะ"
จางจื่อเทาก้มหน้าเงียบไม่พูดไม่จา
เหวินเฉิงโจวเอ่ยปราม "โจวจวิ้นเจี๋ย พูดยังไงก็ให้เกียรติเพื่อนบ้าง"
โจวจวิ้นเจี๋ยแค่นเสียงเหอะ "ตาฉันบ้างละ"
"ผีปากกา ผีปากกา ผมจะได้เป็นคนที่รวยที่สุดในโลกไหม?"
ปลายปากกาไม่ลังเลเลยแม้แต่นิด วาดวงกลมทับคำว่า "ไม่ใช่" ทันที
ใบหน้าของโจวจวิ้นเจี๋ยเปลี่ยนเป็นสีเผือด
ถ้าไม่ใช่เพราะบรรยากาศมันไม่เป็นใจ จีเหิงคงได้หัวเราะเยาะถากถางใส่ไอ้หมอนี่ไปแล้ว
คิวต่อไปคือเหวินเฉิงโจว
เขาจ้องมองคำสองคำบนกระดาษ "ผีปากกา ผีปากกา ผมจะรักษาอันดับหนึ่งเอาไว้ได้ตลอดไปไหม?"
ปลายปากกาค่อยๆ เคลื่อนไหว วาดวงกลมลงบนคำว่า "ใช่"
ดวงตาของเหวินเฉิงโจวสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากประดับไปด้วยรอยยิ้มจางๆ "จีเหิง ตานายแล้ว"
จีเหิงแค่อยากจะจบเกมเฮงซวยนี่ไปให้พ้นๆ เลยถามออกไปส่งเดช "ผมจะสอบภาษาอังกฤษผ่านไหม?"
ปลายปากกาสั่นระริกไม่หยุด ก่อนจะวาดวงกลมลงบนคำว่า "ไม่ใช่" ในที่สุด
เมื่อถามกันครบทั้งสี่คนแล้ว จีเหิงก็รีบพูดขึ้นทันที "ผีปากกาครับ คำถามจบสิ้นแล้ว เชิญท่านกลับไปได้แล้วครับ"
ทว่าปากกากลับนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะ อุณหภูมิรอบข้างลดฮวบลงจนน่าใจหาย ไอเย็นเยือกเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปถึงรูขุมขน ทุกคนต่างพากันตัวสั่นสะท้าน
จางจื่อเทาเหงื่อท่วมตัว "ผีปากกา ผีปากกา ได้โปรดกลับไปเถิดครับ วันนี้เกมจบลงแล้ว"
ปากกายังคงไม่ไหวติง ดูราวกับสัตว์ร้ายกระหายเลือดท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่
โจวจวิ้นเจี๋ยเริ่มร้อนรน "ผีปากกา ผีปากกา รีบกลับไปเร็วๆ เข้าสิ"
ทันใดนั้น เสียงที่แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิงก็ดังขึ้น "เกมยังไม่จบ"
"ใคร? ใครพูดน่ะ?"
โจวจวิ้นเจี๋ยกลัวจนแทบจะฉี่ราด
เขาเห็นใบหน้าใบหน้าหนึ่งที่เกินมา ท่ามกลางพวกเขาทั้งสี่คน