- หน้าแรก
- จากวารีสู่เมฆา
- บทที่ 565 จิ้งจอกเร้นพันเงา
บทที่ 565 จิ้งจอกเร้นพันเงา
บทที่ 565 จิ้งจอกเร้นพันเงา
บทที่ 565 จิ้งจอกเร้นพันเงา
"ชะ... ช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก!"
ในความรู้สึกของจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หน้าหยก ทั่วทั้งฟ้าดินในยามนี้ราวกับหลงเหลือเพียงนิ้วมือเดียวเท่านั้น
ยามที่นิ้วนั้นชี้ขึ้นฟ้า แรงกดดันของฟ้าดินก็ถึงกับพลิกผัน ที่ปลายนิ้วมีเพียงแสงสีขาวรูปพระจันทร์เสี้ยวจุดเล็กๆ เท่านั้น
ทว่านิ้วมือนั้น กลับพุ่งตรงเข้าหาต้นกำเนิดชีวิตของมันอย่างจัง
แต่โชคยังดีที่พลังนั้นถูกรั้งกลับไปในเสี้ยววินาทีก่อนที่จะปะทะเข้ากับร่างกายของมัน มิเช่นนั้น สิ่งที่ถูกตัดขาดเมื่อครู่คงไม่ใช่แค่เงากรงเล็บจิ้งจอก แต่คงเป็นร่างกายของมันอย่างแน่นอน
"มารดามันเถอะ! นี่มันพญามังกรข้ามถิ่นมาจากไหนกันเนี่ย ข้าอุตส่าห์หดหัวอยู่แต่ในดินแดนชายแดนทุรกันดารแบบนี้แล้ว ยังจะมาเจอตัวตนระดับนี้ได้ยังไงกัน"
จิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หน้าหยกเรียกสายลมปีศาจขึ้นมาใต้ฝ่าเท้า แล้วหันหลังหนีเตลิดแบบไม่คิดชีวิตโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ขืนสู้ต่อไปก็มีแต่ตายกับตาย แค่กระบวนท่าเดียวมันยังรับไม่ไหวเลย
ความเร็วในการเหาะเหินของมันพุ่งทะยานถึงขีดสุด ทิ้งไว้เพียงแสงสีรุ้งพาดผ่านความว่างเปล่า เพียงชั่วพริบตา มันก็เหาะหนีไปไกลถึงหลายร้อยลี้
ทว่าทันทีที่มันคิดจะหยุดพัก จู่ๆ มิติเบื้องหน้าก็เกิดการบิดเบี้ยว ก่อนที่ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งจะค่อยๆ ก้าวออกมาจากความว่างเปล่านั้น
ดวงตาของจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หน้าหยกเบิกกว้างด้วยความตกใจ ในใจร้องครวญครางอย่างหนัก
คนผู้นี้ถึงกับมีความสามารถด้านมิติที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นับตั้งแต่กฎเกณฑ์ของโลกมนุษย์เปลี่ยนไป ผู้บำเพ็ญเพียรก็ไม่ได้รับความสะดวกสบายจากวิถีแห่งมิติอีกต่อไป การจะดึงพลังมิติมาใช้จึงยากลำบากกว่าเมื่อก่อนมากนัก
ผู้ที่ยังสามารถใช้พลังมิติได้ในตอนนี้ ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าทั้งสิ้น
"วิชาหลบหนี จิ้งจอกเร้นพันเงา!"
ในวินาทีที่เห็นโหยวหมิงปรากฏตัว ร่างของจิ้งจอกศักดิ์สิทธิ์หน้าหยกก็แตกตัวออกเป็นเงาจิ้งจอกหลายร้อยสายในทันที
เงาจิ้งจอกเหล่านั้นกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง
นี่คืออิทธิฤทธิ์ก้นหีบสำหรับใช้หลบหนีของมัน มันสามารถแบ่งตัวตนของตนเองออกเป็น 'ความเป็นไปได้' นับร้อยนับพันสาย!
เงาจิ้งจอกเหล่านี้ทุกสายล้วนแฝงไปด้วยพลังวิญญาณและสัมผัสเทวะของมัน
เพียงชั่วพริบตา ก็เห็นเงาบางสายหลอมรวมเข้ากับพายุทราย กลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลมที่พัดกระหน่ำ บางสายก็ร่วงหล่นลงสู่เงามืด กลายเป็นเส้นเงาสีดำทอดยาว บางสายก็ซ่อนตัวอยู่ในแสงสะท้อนของผิวน้ำ ราวกับมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
เงาเหล่านี้ทุกสายล้วนคือตัวมัน ขอเพียงแค่มีเงาสายใดสายหนึ่งหนีรอดไปได้ มันก็สามารถฟื้นฟูพลังกลับมาได้ด้วยการบำเพ็ญเพียรอย่างยาวนาน
หากมีเงาหนีรอดไปได้หลายสาย หรือรอดไปได้ทั้งหมด เงาเหล่านี้ก็จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อรักษากำลังวังชาไว้ให้ได้มากที่สุด
"หืม? น่าสนใจดีนี่"
โหยวหมิงแผ่สัมผัสเทวะออกไป ความเร็วของเงาจิ้งจอกเหล่านี้เร็วกว่าความเร็วในการเหาะเหินปกติถึงสิบเท่า
เพียงพริบตาเดียว พวกมันก็แตกฮือหนีไปทุกทิศทุกทาง
ต่อให้มีความสามารถในการเคลื่อนย้ายพริบตา ก็ยากที่จะตามจับพวกมันทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น
หากปล่อยให้หลุดรอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว เงาตัวอื่นๆ ก็จะสลายกลายเป็นความว่างเปล่าโดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่มีทางจับตัวจริงของมันได้เลย
เขาไม่เคยเห็นอิทธิฤทธิ์แบบนี้มาก่อน รู้สึกว่ามันค่อนข้างจะลึกลับซับซ้อน สำนักเซียนทั่วไปไม่น่าจะมีวิชาประเภทนี้ คาดว่าน่าจะเป็นอิทธิฤทธิ์ทางสายเลือดที่จิ้งจอกอสูรตนนี้ปลุกขึ้นมาได้เอง
ทว่าแม้อิทธิฤทธิ์นี้จะแปลกประหลาด แต่ก็ไม่อาจสร้างความลำบากใจให้โหยวหมิงได้
โหยวหมิงแหงนหน้ามองไปไกล ภายในดวงตาของเขาราวกับมีกระจกเงาบานเล็กๆ นับไม่ถ้วนที่กำลังหมุนวนอยู่
บนกระจกแต่ละบาน ล้วนสะท้อนภาพเงาของจิ้งจอกอสูรตนนั้นเอาไว้
ในเวลาเดียวกัน 'คัมภีร์โหย่วฉางอู๋ฉางกุยหยวน' ก็เริ่มทำงาน ในชั่วพริบตานั้น เขารู้สึกราวกับตนเองหลุดเข้าไปอยู่ในกระแสธารแห่งโชคชะตา และเส้นด้ายแห่งโชคชะตาของจิ้งจอกอสูรก็เชื่อมต่อกับตัวเขา
ไม่ว่าจิ้งจอกอสูรจะแปรเปลี่ยนร่างไปอย่างไร หรือจะแบ่งภาคออกเป็นกี่สาย แต่โชคชะตาของมันก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น
"หืม? แปลกจริง จิ้งจอกอสูรตนนี้ดันไปเชื่อมโยงกับโชคชะตาที่ไม่เป็นที่รู้จักมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
ในกระแสธารแห่งโชคชะตา ทุกคนเปรียบเสมือนจุดจุดหนึ่ง เมื่อรู้จักใครสักคน ก็จะเกิดการเชื่อมโยงกับคนผู้นั้น
โชคชะตาชั่วชีวิตของทุกคน ล้วนเชื่อมโยงกับผู้คนนับไม่ถ้วน
ยิ่งสนิทสนมกันมากเท่าใด การเชื่อมโยงก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นเท่านั้น
แต่หากวันใดวันหนึ่งต้องแยกทางกัน ความสัมพันธ์ก็จะค่อยๆ เลือนลางลง
เฉกเช่นทฤษฎีหกช่วงความห่างบนโลกมนุษย์ ที่กล่าวไว้ว่า คนสองคนบนโลกนี้ สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ผ่านคนกลางโดยเฉลี่ยเพียงหกคนหรือน้อยกว่านั้น
เมื่อโหยวหมิงเชื่อมต่อกับโชคชะตาของคนผู้หนึ่ง เขาถึงขั้นสามารถใช้โชคชะตาของคนผู้นั้นเป็นสะพาน เพื่อไปจับจ้องโชคชะตาของคนที่เขาไม่รู้จักได้
หากวันใดวันหนึ่ง เขาเพียงแค่คิด ก็สามารถจับจ้องโชคชะตาของใครก็ได้ผ่านคนเพียงคนเดียว นั่นถึงจะเรียกได้ว่าเขาประสบความสำเร็จในวิถีแห่งโชคชะตาอย่างแท้จริง
ในตอนนี้ โหยวหมิงสามารถขยายขอบเขตการรับรู้ได้เพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น นั่นคือการสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ในรัศมีโชคชะตาของบุคคลเป้าหมาย
และในตอนนี้ เขาก็พบว่าจิ้งจอกอสูรตนนี้ รู้จักสิ่งมีชีวิตมากมายที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในโลกใบนี้ ราวกับว่า... เป็นพวกลักลอบข้ามแดนมาอย่างนั้นหรือ?
"ตอนแรกแค่กะจะหาลูกน้องมาใช้งาน ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอขุมทรัพย์เข้าให้แล้ว"
ใบหน้าของโหยวหมิงฉายแววประหลาดใจ
สิ่งที่เรียกว่าการถูกบันทึกโดยฟ้าดิน ก็คือร่องรอยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งมีชีวิตที่เกิดในโลกมนุษย์ ก็จะมีร่องรอยของโลกมนุษย์ติดตัวมาแต่กำเนิด
ส่วนสิ่งมีชีวิตที่เกิดในอาณาจักรสวรรค์ โชคชะตาของพวกเขาก็จะมีร่องรอยของอาณาจักรสวรรค์แฝงอยู่
เหมือนกับตอนที่โหยวหมิงพบกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรจากอาณาจักรสวรรค์เป็นครั้งแรก เพียงแค่มองปราดเดียว อีกฝ่ายก็รู้ทันทีว่าเขามาจากโลกเบื้องล่าง เพราะแก่นแท้แห่งชีวิตของเขาไม่มีกลิ่นอายอันบริสุทธิ์เบาสบายของอาณาจักรสวรรค์เลย
และในตอนนี้ เมื่อโหยวหมิงมองผ่านโชคชะตาของจิ้งจอกอสูร เขากลับพบว่าสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงกับมัน ไม่มีทั้งร่องรอยของโลกมนุษย์ และดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยของอาณาจักรสวรรค์ด้วยเช่นกัน
"หรือว่า... จะเป็นโลกใบเล็กที่ยังไม่มีใครค้นพบ?"
โหยวหมิงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
โลกมนุษย์ถือเป็นมโนทัศน์ที่ยิ่งใหญ่มาก พื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเก้าแคว้น มีลักษณะเป็นฟ้ากลมดินเหลี่ยม ที่นี่มีพลังปราณหนาแน่นที่สุด อยู่ใกล้อาณาจักรสวรรค์ที่สุด และมีทรัพยากรทางวัตถุอุดมสมบูรณ์ที่สุด
แต่ภายนอกโลกมนุษย์ ก็ยังมีโลกใบเล็กอีกมากมายนับไม่ถ้วน
โลกเหล่านี้มักจะถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือผู้ทรงพลัง หรือไม่ก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากอาจจะขาดกฎเกณฑ์บางอย่างไป ทำให้สถานะของพวกมันต่ำกว่าโลกมนุษย์เล็กน้อย สิ่งมีชีวิตที่เกิดในนั้นจะมีพลังแต่กำเนิดอ่อนแอกว่า และมีขีดจำกัดในการบำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่า
โดยทั่วไปแล้ว โลกเล็กๆ เหล่านี้มักจะถูกเทพเจ้า สำนักเซียน หรือยอดฝีมือในโลกมนุษย์ค้นพบและยึดครองไปนานแล้ว เมื่อถูกยึดครอง โลกเหล่านี้ก็จะกลายเป็นดินแดนใต้อาณัติของโลกมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่เกิดในโลกเล็กๆ เหล่านั้น ก็จะได้รับร่องรอยของโลกมนุษย์ติดตัวไปโดยอัตโนมัติ
แต่ถ้าหากโลกใบเล็กบางแห่งยังไม่ถูกใครค้นพบ พวกมันก็จะล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าไปตลอดกาล
ในความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมต้องมีโลกใบเล็กที่ยังไม่เป็นที่รู้จักซ่อนอยู่ไม่น้อย
จะว่าไปแล้ว 'โลกหวงเหลียง' ที่โหยวหมิงได้มาจากอ๋าวอวิ๋น ก็ถือเป็นโลกใบเล็กประเภทหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่สถานะของมันต่ำต้อยเกินไป ต่ำจนแทบจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตา สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้นก็เป็นเหมือนภาพมายา ไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธนาการของโลกใบนั้นเพื่อเข้ามาสู่โลกมนุษย์ได้เลย
"หืม?"
"เจ้านั่นเลิกตามข้าแล้วงั้นรึ?"
ห่างออกไปหลายพันลี้ เงาจิ้งจอกสายหนึ่งจู่ๆ ก็หยุดชะงัก มันสัมผัสไม่ได้ถึงกลิ่นอายของโหยวหมิงอีกต่อไปแล้ว
และในวินาทีต่อมา เงาจิ้งจอกสายอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไป ก็พลันสลายกลายเป็นความว่างเปล่าอย่างกะทันหัน
ทุกครั้งที่มีเงาจิ้งจอกสลายไปหนึ่งสาย เงาจิ้งจอกสายนี้ก็จะดูชัดเจนขึ้นมาหนึ่งส่วน จนกระทั่งในที่สุด ร่างของมันก็กลับมาปรากฏชัดเจนอย่างสมบูรณ์
ทว่าแม้ร่างของมันจะชัดเจนขึ้น แต่รอบกายของมันก็ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยหมอกบางๆ ทำให้คนนอกไม่สามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมันได้
ในสายตาของคนทั่วไป พวกเขาจะมองเห็นเพียงแค่เงาจิ้งจอกที่บิดเบี้ยว และดวงตาที่เรียวยาวคู่นั้นเท่านั้น