เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1706 ข่าวคราวและทางเลือก

บทที่ 1706 ข่าวคราวและทางเลือก

บทที่ 1706 ข่าวคราวและทางเลือก


เมื่อเทพธิดาหนิงเคอได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้ารับ

"หญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง ในบรรดาสมบัติล้ำค่าที่เตรียมนำออกประมูลหรือเร่ขายตามตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่ข้ารู้จักในช่วงระยะนี้ ไม่มีของสิ่งนี้อยู่เลย

ข้ากับศิษย์พี่ซื่อลองนึกทบทวนดูแล้ว ครั้งล่าสุดที่ได้ยินข่าวคราวของหญ้าเซียนชนิดนี้ น่าจะเมื่อราวๆ สามพันปีก่อน

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงข่าวคราวที่พวกเรารวบรวมมาได้ ระหว่างช่วงเวลานั้นย่อมต้องเคยปรากฏขึ้นมาบ้าง เพียงแต่พวกเราไม่ใช่ต้าหลัวจินเซียนอย่างแท้จริง จึงไม่อาจล่วงรู้เรื่องราวทั่วทั้งใต้หล้าได้จนกระจ่างแจ้ง

ดังนั้น หลังจากนี้พวกเราจะยังคงช่วยเจ้าสืบข่าวต่อไป ขอบเขตในการสืบเสาะครั้งนี้จะต้องกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ทว่าเจ้าก็ยังต้องเตรียมใจเอาไว้บ้าง

หากปราศจากโชคชะตาหนุนนำ การรอคอยสักหลายร้อยหรือพันปีนับว่ายังดี หากต้องรอคอยนานหลายพันปี เกรงว่าอายุขัยของแม่นางผู้นี้คงไม่อาจอยู่รอจนถึงเวลานั้น

เคราะห์ดีที่นี่คือโลกเซียนวิญญาณ หากข้าใช้วิถีทางช่วยให้นางตกอยู่ในสภาวะคล้ายถูกปิดผนึก อย่างน้อยการยื้อเวลาต่อไปอีกสักพันปีก็คงไม่มีปัญหา

แต่สำหรับเรื่องนี้ข้าก็ยังคงไม่มองในแง่ดีนัก ต่อให้ถึงเวลานั้นนางจะฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ ก็จำเป็นต้องรีบบรรลุขอบเขตผสานสรรพสิ่งให้เร็วที่สุด เพราะการฟื้นตื่นของนางเท่ากับเป็นการทะลวงทำลายค่ายกลผนึก

ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น เวลาที่เหลืออยู่สำหรับนางคงมีไม่มากนัก และตอนนี้นางก็เพิ่งจะอยู่แค่ขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นต้น..."

เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเทพธิดาหนิงเคอก็หยุดชะงัก นัยน์ตางดงามกวาดมองไปยังหลี่เหยียน

หลี่เหยียนย่อมเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายดี นั่นหมายความว่าหากค้นหาหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางพบช้าเกินไป ก็จะไร้ประโยชน์ ครั้งนี้เขาจึงรีบกล่าวขึ้นทันที

"นี่คือการเตรียมใจเผื่อสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด นี่คือแผนการที่เผื่อเวลาไว้ยาวนานที่สุดในการตามหาหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง แต่บางทีพวกเราอาจจะค้นพบหญ้าเซียนชนิดนี้ก่อนกำหนดก็ได้ไม่ใช่หรือขอรับ?

โอกาสเช่นนี้ ศิษย์เชื่อว่ายังคงมีอยู่!

อีกทั้งหากผ่านไปสองพันกว่าปีแล้วยังไม่พบหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง เมื่อถึงเวลานั้นค่อยขอให้อาจารย์อาช่วยสร้างทะเลแห่งจิตสำนึกให้นางใหม่ ก็น่าจะยังทันการนะขอรับ!"

หลี่เหยียนยังคงตั้งมั่นที่จะตามหาหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางก่อนเป็นอันดับแรก เขาตั้งใจว่าหากหมดสิ้นหนทางจริงๆ ค่อยพิจารณาเรื่องการสร้างทะเลแห่งจิตสำนึกใหม่ให้ไป๋โหรว

เมื่อทั้งสามได้ฟังก็พยักหน้ารับ แม้พวกเขาจะเสนอทางออกไว้หลายทาง แต่ความจริงหลังจากการหารืออย่างคร่าวๆ ก็มีความหมายเช่นนี้อยู่แล้ว

จังหวะนั้น เทพธิดาหนิงเคอก็เอ่ยถามคำถามหนึ่งกับหลี่เหยียนขึ้นมากะทันหัน

"ได้ยินมาว่ากายาของเจ้า คือหนึ่งในสามสุดยอดร่างพิษแห่งสำนักหวั่งเหลี่ยงกระนั้นหรือ?"

"เรียนอาจารย์อา ศิษย์ครอบครองร่างพิษแหลกสลายอยู่จริงๆ ขอรับ"

แม้หลี่เหยียนจะไม่ทราบว่าเหตุใดอาจารย์อาหนิงเคอจึงซักถามเรื่องนี้กะทันหัน แต่เขาก็รีบตอบกลับโดยเร็ว

"สามารถควบแน่นพิษร้ายแรงชนิดที่รุนแรงที่สุดออกมาให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่!"

เทพธิดาหนิงเคอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

หลี่เหยียนครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก็ยื่นนิ้วมือออกไปข้างหน้าทันที จากนั้นบนปลายนิ้วของเขาก็ปรากฏไอสีดำเส้นเล็กสายหนึ่งขึ้นมา

"อาจารย์อา พิษชนิดนี้มีชื่อว่าหนอนเจาะกระดูก ร่างพิษแหลกสลายไม่ได้มีพิษที่ร้ายแรงที่สุด ทว่าสรรพคุณของแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันออกไป

ทันทีที่พิษชนิดนี้ถูกสูดดมเข้าไป มันจะแปรสภาพเป็นเส้นไอสีดำที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าหลายเส้น หมุนวนรัดพันศีรษะเอาไว้อย่างแน่นหนาอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่มันเริ่มกัดกร่อนเลือดเนื้อและกระดูก เส้นไอสีดำก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อกระดูกถูกไอพิษกัดกร่อนจนเปราะบางถึงขีดสุด กะโหลกศีรษะทั้งหมดก็จะถูกรัดจนแตกละเอียดกลายเป็นเศษชิ้นส่วนนับไม่ถ้วนอย่างรวดเร็วขอรับ"

เมื่อหลี่เหยียนกล่าวจบ ต่อให้ทั้งสามจะเป็นผู้ผ่านโลกมามาก พอได้ยินว่ามีพิษประหลาดล้ำเช่นนี้อยู่ นัยน์ตาของพวกเขาก็ฉายแววสนใจออกมา

เทพธิดาหนิงเคอไม่กล่าวสิ่งใดให้มากความ เพียงตวัดมือคราเดียว ก็ดึงดูดไอสีดำเส้นนั้นเข้าไปหาตน

ทันทีที่ไอสีดำสัมผัสกับนิ้วหยกเรียวงามของนาง มันก็ดิ้นรนชูคอขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งราวกับอสรพิษประหลาด ทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปก็คือใบหน้าของเทพธิดาหนิงเคอ

ทว่าเทพธิดาหนิงเคอกลับควบคุมมันไว้ที่ปลายนิ้วอย่างแน่นหนา หลังจากใช้จิตสำนึกตรวจสอบอย่างละเอียดรอบหนึ่งแล้ว นางก็คลายพลังปราณลง ปล่อยให้ไอสีดำเส้นนั้นแทรกซึมเข้าสู่จมูกอันงดงามของนางโดยตรง

พริบตาต่อมา บนใบหน้าของนางพลันปรากฏไอสีดำสว่างวาบขึ้นสายหนึ่ง ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย จากนั้นนางก็หลับตาลงอย่างเงียบงัน

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่เหยียนที่ยืนอยู่ด้านล่างก็ไม่มีทีท่าตื่นตระหนกใดๆ และไม่ได้เอ่ยปากห้ามปราม

เขาไม่เคยคิดเลยว่าพิษร้ายแรงแหลกสลายของตน จะสามารถสั่นคลอนสัตว์ประหลาดเฒ่าขอบเขตฝ่าทัณฑ์ได้ นั่นมันเป็นเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้าชัดๆ

เป็นไปตามคาด สามอึดใจให้หลัง นัยน์ตางดงามของเทพธิดาหนิงเคอก็ลืมขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งร่างของนางปราศจากความผิดปกติใดๆ ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"สมดั่งคำร่ำลือ ข้าเองก็ได้ยินความมหัศจรรย์ของสำนักหวั่งเหลี่ยงมานาน ความเป็นพิษของพิษชนิดนี้ถือว่าดุดันอำมหิตมาก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าขั้นสูง หากพึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งของตนเอง ก็ไม่อาจขับพิษออกไปได้"

นางกล่าวเพียงประโยคสั้นๆ ทว่าหลังจากกล่าวจบ ภายในดวงตาของซื่อหลี่กุยที่อยู่ด้านข้างก็มีประกายประหลาดใจวูบผ่าน

"นี่ไม่ได้หมายความว่า นอกจากคัมภีร์วารีที่ช่วยให้หลี่เหยียนสังหารศัตรูข้ามระดับได้แล้ว เขายังมีวิถีทางใช้พิษสังหารศัตรูที่สามารถข้ามขอบเขตใหญ่ได้อย่างง่ายดายเพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งหรอกหรือ อีกทั้งเขายังฝึกฝนวิชาบำเพ็ญเพียรกายาระดับสูงสุดอยู่อีก..."

ส่วนตงฝูอีเมื่อได้ยินคำพูดของเทพธิดาหนิงเคอ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม วิถีทางของศิษย์ผู้นี้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของศิษย์ห้าสำนักเซียนทั่วไปไปไกลแล้ว

เทพธิดาหนิงเคอกล่าวสืบต่อ

"พิษร้ายแรงในร่างกายของเจ้า นอกจากจะอยู่ในสถานะหมอกแล้ว ยังสามารถควบแน่นเป็นรูปแบบอื่นได้อีกหรือไม่? อย่างเช่นสถานะของเหลว!"

"สามารถควบแน่นเป็นของเหลวได้ขอรับ ต่อให้จะควบแน่นเป็นรูปแบบยาเซียนก็ไม่มีปัญหา!"

แม้หลี่เหยียนจะไม่ทราบความหมายของอาจารย์อา แต่อีกฝ่ายคงไม่ได้เอ่ยถามเรื่องนี้ขึ้นมาลอยๆ อย่างแน่นอน ย่อมต้องมีเจตนาแอบแฝงอยู่เป็นแน่

ดังนั้น เขาจึงตอบกลับไปตามความจริงทุกประการ

สำหรับการควบคุมร่างพิษแหลกสลาย ภายใต้การค้นคว้าอย่างต่อเนื่องหลายร้อยปีของหลี่เหยียน มันได้บรรลุถึงขั้นที่น่าทึ่งไปนานแล้ว คราวก่อนเขายังเคยมอบมันในรูปแบบยาเซียนให้แก่สองแม่ลูกมู่กูเยว่ด้วยซ้ำ

"ในเมื่อเจ้ามีฝีมือถึงเพียงนี้ เช่นนั้นหลังจากนี้ก็อาจจะมีโอกาสอื่นอยู่อีก แม้โอกาสที่หญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางจะปรากฏนั้นมีน้อยนัก

แต่ในเมื่อท่านอาจารย์ของเจ้ามอบหมายให้ข้าเป็นคนพูด ข้าก็ยังมีวิธีอื่นที่พอจะเป็นไปได้อยู่ เพียงแต่วิธีการนี้ก็ต้องพึ่งพาวาสนาเช่นกัน

ข้ารู้จักสถานที่แห่งหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ว่าจะมีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางปรากฏขึ้น เพียงแต่ที่แห่งนั้นไม่อาจใช้กำลังแย่งชิงมาได้

ต่อให้ขอบเขตฝ่าทัณฑ์อย่างพวกเราคิดจะลงมือ ก็ยังนับว่ายุ่งยากมากนัก ซ้ำยังอาจเป็นการชักนำศัตรูตัวฉกาจมาสู่สำนักของพวกเราอีกด้วย

ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงการลงมือได้ ทางที่ดีที่สุดก็คืออย่าลงมือเลย

สถานที่แห่งนั้นมีนามว่าหุบเขาหวงฉี เป็นสำนักปรุงยาระดับแนวหน้า ต่อให้เป็นวิชาปรุงยาของอาจารย์ลุงรองของเจ้า เมื่อไปอยู่ ณ ที่แห่งนั้นก็ยังไม่กล้าเอ่ยอ้างว่าตนเองโดดเด่นเหนือใคร

ภายในสำนักแห่งนั้น มีผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานและขอบเขตฝ่าทัณฑ์อยู่เช่นกัน แต่พวกเขามุ่งมั่นค้นคว้าแต่วิชาปรุงยามาโดยตลอด

แม้จะล่วงรู้ถึงการดำรงอยู่ของห้าสำนักเซียน แต่ก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเรา เพียงเพราะหมายปองเคล็ดวิชาของพวกเรา

พวกเราเพียงแค่เคยมีคนไปประมือกับพวกเขาในตอนที่ออกไปหาประสบการณ์ แต่ก็เป็นการประลองวิชาตามปกติเท่านั้น

ท่าทีที่สำนักเช่นนี้มีต่อห้าสำนักเซียน คือการวางตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง ความจริงถือว่าดีมากแล้ว พวกเราเองก็ไม่ใช่สุนัขบ้า ที่พอเห็นใครก็จะคอยไล่กัด และมองทุกคนเป็นศัตรูไปเสียหมด..."

เมื่อเทพธิดาหนิงเคอกล่าวมาถึงตรงนี้ นัยน์ตาคู่งามก็จับจ้องไปที่หลี่เหยียน ภายในแววตาแฝงความนัยเชิงตักเตือนอยู่ด้วย

"ศิษย์น้องหญิง คำพูดนี้เจ้าเอาไปใช้เตือนศิษย์คนอื่นเถอะ สำหรับหลี่เหยียนและเผยปู้ชง เพียงแค่ชี้แจงถึงผลได้ผลเสียก็พอแล้ว

เมื่อเทียบกับพวกเรา นอกจากระดับการบำเพ็ญเพียรที่เป็นรองแล้ว ประสบการณ์ด้านอื่นๆ ของพวกเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเราเลย ซ้ำในบางด้าน การมีระดับการบำเพ็ญเพียรที่ต่ำกว่า กลับยิ่งส่งผลให้พวกเขามีความระมัดระวังรอบคอบมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ"

และในจังหวะที่นางมองไปยังหลี่เหยียน กระแสเสียงของตงฝูอีก็ดังขึ้น บัดนี้เขามักคุ้นกับศิษย์ผู้นี้ของตนเป็นอย่างดีแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้คลุกคลีอยู่กับเผยปู้ชงมาเป็นเวลานาน

หากจะให้หลี่เหยียนและเผยปู้ชงไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนท้าทายสำนักใหญ่ เว้นเสียแต่ว่าสมองพวกเขาจะเลอะเลือนไปแล้วเท่านั้นแหละ สองคนนี้เหลี่ยมจัดยิ่งกว่าผีสางเสียอีก

ตอนแรกที่เขาอิจฉาศิษย์พี่เซียนพันภพ ก็เป็นเพราะหลังจากเห็นเผยปู้ชงแล้วรู้สึกริษยาอยู่บ้าง จึงทำให้รู้สึกไม่ค่อยพอใจในตัวหลี่เหยียนนัก

แต่ตอนนี้เขาพึงพอใจในตัวหลี่เหยียนถึงขีดสุด หากพูดถึงเรื่องเล่ห์เหลี่ยมความคิดที่บิดเบี้ยว เผยปู้ชงกับหลี่เหยียนก็คงสูสีกันชนิดกินกันไม่ลง

คนทั้งสองบุกบั่นข้ามทวีปมากมายในโลกเบื้องล่างมาตลอดทาง หลี่เหยียนยิ่งร้ายกาจ เขาลุยเดี่ยวในโลกเซียนวิญญาณจนสร้างชื่อเสียงเกียรติยศไว้ไม่น้อย

ผลักดันสำนักระดับสี่แห่งหนึ่งให้ทะยานขึ้นมาเป็นสำนักระดับสามได้ ความดีความชอบหลักก็ตกเป็นของเขากับภรรยาเผ่ามารผู้นั้น คนเช่นนี้เจ้าคิดว่าเขาจะทิ้งภาพรวม แล้วเป็นฝ่ายไปแกว่งเท้าหาเรื่องกระนั้นหรือ?

"หากเป็นเหมือนกับปู้ชงจริงๆ นั่นก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง!"

เมื่อซื่อหลี่กุยได้ฟังก็อดหรี่ตาลงเล็กน้อยไม่ได้ เรื่องของหลี่เหยียนพวกเขาเองก็พอได้ยินมาบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่เซียนพันภพเล่าให้ฟัง

ส่วนตงฝูอีหลังจากกลับมา ก็ไม่ได้เล่าเรื่องของหลี่เหยียนอย่างละเอียดนัก สิ่งที่เล่าก็เป็นเพียงเรื่องราวทั่วไปในอดีต

ทว่าพวกเขาก็เคยคลุกคลีกับเจ้าเด็กเผยปู้ชงนั่นมาระยะหนึ่ง เพียงแค่เห็นสีหน้าภาคภูมิใจของเซียนพันภพ ผนวกกับวิถีทางการจัดการเรื่องราวของเผยปู้ชงในช่วงเวลานั้น

ก็ทำให้พวกเขารู้ซึ้งมาตั้งนานแล้วว่า หากศิษย์ของพวกตนไปอยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย อาจจะโดนปั่นหัวหลอกใช้จนตัวตาย ซ้ำยังช่วยอีกฝ่ายนับหินวิญญาณให้ด้วยความเต็มใจเสียด้วยซ้ำ

"อาจารย์อา ท่านหมายความว่าในหุบเขาหวงฉีแห่งนั้น มีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางอยู่หรือขอรับ? หากมีอยู่จริง จะสามารถขอซื้อหรือใช้สมบัติล้ำค่าแลกเปลี่ยนมาได้หรือไม่ขอรับ? ขออาจารย์อาโปรดชี้แนะด้วย!"

เมื่อถูกทั้งสามจ้องมอง หลี่เหยียนก็อดเกาหลังศีรษะไม่ได้ ท่านอาจารย์ของเขามีอะไรก็ป่าวประกาศออกไปจนหมด นี่กำลังชื่นชมเขา หรือกำลังบอกอ้อมๆ ว่าเขาเจ้าเล่ห์เพทุบายกันแน่

เขาจึงรีบค้อมกายคารวะอีกครั้ง เพื่อขอคำชี้แนะอย่างถ่อมตน

แม้อาจารย์อาหนิงเคอจะยังพูดไม่จบ แต่ก็เห็นได้ชัดว่านางกำลังบอกใบ้ว่าในหุบเขาหวงฉีมีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางอยู่ เพียงแต่นางไม่ประสงค์จะใช้กำลังแย่งชิงมันมา

นี้นับเป็นข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ราวกับสวรรค์โปรด การที่อีกฝ่ายกล้าเอ่ยปากออกมา ย่อมแสดงว่านางมีความมั่นใจอยู่หลายส่วนทีเดียว

"ข้าไม่อาจยืนยันได้เต็มสิบส่วน ภายในหุบเขาหวงฉีมียาเซียนระดับแปดชนิดหนึ่ง นามว่า 'ยาเจ็ดวิญญาณ' ยาชนิดนี้มีสรรพคุณล้ำเลิศในการฝึกฝนจิตสำนึก

เจ้าน่าจะรู้มานานแล้วว่า หากเป็นยาเซียนที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนจิตสำนึกและดวงวิญญาณ มักจะเป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของบรรดาสำนักปรุงยา ต่อให้เป็นศิษย์ในสำนัก การจะได้มาครอบครองยังยากเย็นแสนเข็ญดุจปีนป่ายขึ้นสวรรค์ นับประสาอะไรกับคนนอก!

ยาเจ็ดวิญญาณนั้น แม้แต่พวกเราก็เคยเพียงแค่ได้ยินชื่อ ได้ยินมาว่าต้องเป็นผู้ฝึกตนระดับขอบเขตรวมกายาขึ้นไปของพวกเขาเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์เบิกมาใช้งานได้

ทว่าข้ากลับล่วงรู้มาว่า ในบรรดาวัตถุดิบสำหรับหลอมสร้างยาเจ็ดวิญญาณนั้น น่าจะมีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย และแหล่งที่มาของข่าวนี้ ก็เชื่อถือได้เกินครึ่งเลยทีเดียว

ส่วนที่เจ้าถามว่าสามารถขอซื้อได้หรือไม่ นั่นเป็นถึงสำนักปรุงยาระดับแนวหน้า เจ้าคิดว่าพวกเขาจะขาดแคลนหินวิญญาณกระนั้นหรือ?

การใช้สมบัติล้ำค่าไปแลกหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง ซึ่งจัดเป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างยาเซียนระดับแปด มูลค่าในตัวมันย่อมไม่ต้องพูดถึง แล้วความหายากของมันจะสูงส่งล้ำค่าเพียงใดเล่า?"

เทพธิดาหนิงเคอกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงัก ส่วนหัวใจของหลี่เหยียนที่นั่งอยู่ด้านล่าง ก็พลันร่วงหล่นวูบ

การที่อาจารย์อาหนิงเคอเอ่ยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าความหวังนั้นเลือนลางเต็มที ทว่าพริบตาต่อมา ภายในใจของเขากลับปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมา

"อาจารย์อาไม่ได้กล่าวว่าอีกฝ่ายไม่อาจหลอมสร้างยาเจ็ดวิญญาณขึ้นมาได้อีก นี่แสดงว่าอีกฝ่ายมีแหล่งเพาะปลูกหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง หรือมีสถานที่สำหรับเสาะหาหญ้าเซียนชนิดนี้ใช่หรือไม่ขอรับ?"

เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของหลี่เหยียน เทพธิดาหนิงเคอก็กล่าวสืบต่อ

"ถูกต้อง เป็นอย่างที่เจ้าคาดเดานั่นแหละ ได้ยินมาว่าในหุบเขาหวงฉีมีตำหนักสืบทอดแห่งหนึ่งตั้งอยู่ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นตำหนักสืบทอดโบราณ

ว่ากันว่าที่นั่นเป็นแหล่งรวบรวมพืชพรรณวิญญาณที่สูญพันธุ์ไปจากโลกภายนอกเอาไว้มากมาย และหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนราง ก็น่าจะปรากฏขึ้นที่นั่นเช่นกัน

ทว่าตำหนักสืบทอดโบราณแห่งนั้น จะเปิดให้เฉพาะศิษย์ของพวกเขาเข้าไปเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นต้องเป็นถึงศิษย์ยอดฝีมือระดับแกนกลาง จึงจะมีสิทธิ์เหยียบย่างเข้าไปได้

สำนักปรุงยาหุบเขาหวงฉี หาใช่สำนักที่ปรุงยารักษาผู้คนเพื่อผดุงคุณธรรมไม่ สิ่งที่พวกเขาไขว่คว้ามากกว่าก็คือมรรคาเต๋าแห่งความเป็นอมตะ ดังนั้นพวกเขาจึงมีวิถีทางการปกป้องอันทรงพลัง เพื่อพิทักษ์รักษาสมบัติล้ำค่าเหล่านี้

ในขณะเดียวกัน วิถีทางอันแข็งแกร่งเหล่านี้ ก็นำมาใช้เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองด้วยเช่นกัน

ดังนั้น พวกเขาจึงหลอมสร้างยาเซียนที่แปลกประหลาดพิสดารออกมาสารพัดรูปแบบ ซึ่งในนั้นก็ย่อมมียาพิษ ของเหลวพิษ และหมอกพิษนานาชนิด รวมถึงยาแก้พิษและอื่นๆ อีกมากมาย

ในเมื่อเจ้าเองก็พอจะมีความรู้พื้นฐานด้านวิชาปรุงยาอยู่บ้าง ข้าก็มีวิธีที่จะช่วยให้เจ้าแทรกซึมเข้าไปในหุบเขาหวงฉีได้

แต่นี่จะทำให้เจ้าต้องเข้าไปเสี่ยงอันตราย ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะเดินทางไปหรือไม่ ข้อแรกเลยคือต้องให้ท่านอาจารย์ของเจ้าพยักหน้าตกลงเสียก่อน"

ครั้งนี้เทพธิดาหนิงเคอไม่ลังเลอีกต่อไป นางเอ่ยวิธีที่สองออกมาตามตรง

วิธีนี้ก่อให้เกิดการถกเถียงกันในหมู่พวกเขาทั้งสามมาก่อนแล้ว หลังจากตงฝูอีทราบเรื่อง เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจว่าควรให้หลี่เหยียนได้รับรู้เรื่องนี้ด้วย

ทว่าซื่อหลี่กุยกลับตำหนิศิษย์น้องผู้นี้อย่างรุนแรง ว่าเขาทำอะไรเหลวไหล ต่อให้หลี่เหยียนแฝงตัวเข้าไปในหุบเขาหวงฉีได้ แล้วจะทำอย่างไรต่อเล่า?

อย่าเพิ่งพูดถึงว่าที่นั่นมีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางอยู่จริงหรือไม่ แต่วัตถุดิบหลอมยาระดับนั้น ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งจะอาจเอื้อมหมายปองได้กระนั้นหรือ?

นั่นมันเอาชีวิตศิษย์ของตนเองมาล้อเล่นชัดๆ สำนักเซียนวารีของเขามีศิษย์สืบทอดเหลืออยู่แค่สองคน จะเอามาเสี่ยงตายทำเรื่องบ้าระห่ำเช่นนี้ได้อย่างไร?

เมื่อเอ่ยจบ ซื่อหลี่กุยที่ดูเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจมาโดยตลอด ก็ตวัดสายตามองเทพธิดาหนิงเคออย่างไม่สบอารมณ์ เรื่องที่ไม่มีความเป็นไปได้เช่นนี้ ไม่ควรเอ่ยออกมาให้รับรู้แต่แรกด้วยซ้ำ

ทว่าเขาก็รู้ดีว่าเทพธิดาหนิงเคอกับศิษย์น้องผู้นี้ มักจะพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเสมอ ในอดีตหลังจากที่คนอื่นๆ ทยอยจากสำนักไปจนหมด ก็เหลือเพียงพวกเขาแค่สองคนที่คอยพูดคุยแลกเปลี่ยนกันมากที่สุด!

เทพธิดาหนิงเคอแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของซื่อหลี่กุย สีหน้าของนางไม่แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ทว่าท้ายที่สุดนางก็เป็นคนเกลี้ยกล่อมตงฝูอีด้วยเช่นกัน

ว่าเรื่องนี้ให้รู้กันแค่ในกลุ่มพวกเขาก็พอ แล้วนางจะลองหาวิธีดู ว่าจะสามารถเจรจาขอแลกเปลี่ยนหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางสักต้นจากฝ่ายนั้นได้หรือไม่

ทว่านางก็รู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าต่อให้จะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่ของล้ำค่าระดับเป็นสมบัติประจำสำนักเช่นนี้ อีกฝ่ายคงไม่ยอมแลกเปลี่ยนด้วยง่ายๆ แน่

ตงฝูอีทำเพียงรับฟังคำเตือนและการเกลี้ยกล่อมของทั้งสองอย่างเงียบงัน ท้ายที่สุดเขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"ข้ารู้ว่าเรื่องนี้มันอันตราย ข้าก็จะพยายามเกลี้ยกล่อมเขาไม่ให้ไปให้ถึงที่สุด ทว่าหากข้าปิดบังเรื่องนี้ไว้ วันข้างหน้าหากแม่นางท่านนั้นปลอดภัยดี ทุกอย่างก็คุยกันง่าย

แต่หากแม่นางไป๋เป็นอะไรไป หลี่เหยียนไม่เพียงแต่จะไม่พอใจข้า ทว่าเขาจะพานลุกลามโกรธแค้นไปถึงสำนักด้วย

พวกเจ้าไม่รู้จักนิสัยใจคอของเขา และยิ่งไม่รู้ว่าเขาพร้อมจะลงมือทำสิ่งใดได้บ้างเพื่อปกป้องคนสำคัญของตน?

พูดง่ายๆ ก็คือ เพื่อคนสำคัญของเขา เขากล้ากระโจนลงไปในม่านพลังระหว่างสองทวีป กล้าลากเอาผู้ฝึกตนขอบเขตผสานสรรพสิ่งไปตายตกตามกัน ทั้งที่ตนยังอยู่เพียงขอบเขตปฐมวิญญาณ...

แล้วสาเหตุที่แม่นางไป๋ต้องมาบาดเจ็บสาหัสปางตายเช่นนี้ ก็เป็นเพราะนางยื่นมือเข้าช่วยชีวิตสายเลือดของเขา เขาพยายามดิ้นรนเพื่อเรื่องนี้มาตลอด ข้าไม่อาจเก็บงำเบาะแสที่มีประโยชน์เหล่านี้เอาไว้ได้จริงๆ!"

ภายในถ้ำสวรรค์ของหลี่เหยียน

"หลี่เหยียน สิ่งที่อาจารย์อาหนิงเคอพูดนั้นกระจ่างแจ้งแล้ว

ข้อแรก ในหุบเขาหวงฉีมีหญ้าเซียนจันทร์กระจ่างเลือนรางอยู่จริงหรือไม่ ไม่มีใครยืนยันได้

ข้อสอง สถานการณ์ภายในตำหนักสืบทอดโบราณแห่งนั้นเป็นเช่นไร แม้พวกเราจะไม่รู้แน่ชัด แต่การอารักขาวัตถุดิบล้ำค่าระดับนั้นจะเข้มงวดเพียงใด เจ้าเองก็คงพอนึกภาพออก

ข้อสาม พวกเราไม่อยากให้เจ้าไปเสี่ยง เพราะการที่ข้าจะตามหาตัวเจ้าพบนั้นมันยากลำบากสักเพียงใด เจ้าย่อมรู้ซึ้งแก่ใจดีที่สุด ในฐานะศิษย์ของสำนัก เจ้าก็ควรต้องรู้จักแยกแยะหนักเบาเสียบ้าง!"

น้ำเสียงของตงฝูอีทุ้มต่ำ เขากล่าวสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น

หลี่เหยียนสัมผัสได้ถึงสายตาทั้งสามคู่ที่จับจ้องมา เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระจ่างแจ้งถึงเรื่องราวบางอย่างในพริบตา

จากน้ำเสียงของตงฝูอีผู้เป็นอาจารย์ เขาฟังออกทันทีว่าเรื่องนี้ เดิมทีพวกเขาคงตั้งใจจะปิดบังเขาไว้ แต่เป็นท่านอาจารย์เองที่ตัดสินใจเปิดเผยให้เขารับรู้

เวลาล่วงเลยไปหลายสิบอึดใจ หลี่เหยียนก็เงยหน้าขึ้นมา

"อาจารย์ลุง ท่านอาจารย์ อาจารย์อา ศิษย์ซาบซึ้งใจที่ได้รับความเมตตาเอ็นดูจากผู้อาวุโสถึงเพียงนี้ อีกทั้งศิษย์ก็ไม่คาดฝันมาก่อน ว่าจะมีผู้แข็งแกร่งระดับพวกท่านยอมออกหน้าลงมือช่วยเหลือศิษย์

อีกทั้งหลังจากเข้าสำนักมา อาจารย์ลุงและอาจารย์อาก็ยิ่งเอ็นดูเมตตาศิษย์เป็นล้นพ้น สิ่งนี้ทำให้ศิษย์รู้สึกเกรงใจเป็นทวีคูณ แต่ไม่ว่าจะเป็นหนทางใดที่จะช่วยรักษาศิษย์พี่หญิงไป๋ได้ ข้าก็จะขอลองเสี่ยงดู

นี่ไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องทดแทนบุญคุณของศิษย์พี่หญิงไป๋เท่านั้น แต่อาจารย์ปู่ของนางก็เคยช่วยชีวิตศิษย์ไว้เช่นกัน อีกทั้งก่อนที่ท่านจะโบยบินขึ้นสวรรค์ ยังกำชับให้ข้าช่วยดูแลสำนักพฤกษาลอยล่องให้ดี

ศิษย์พี่หญิงไป๋คือผู้สืบทอดที่ดีที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของสำนักพฤกษาลอยล่องในตอนนี้ ทว่าสุดท้ายกลับเป็นเพราะข้า ที่ทำให้สายการสืบทอดที่ดีที่สุดของสำนักพฤกษาลอยล่องอาจต้องขาดสะบั้นลง

ข้าคือศิษย์สืบทอดของสำนักเซียนวารี ศิษย์พี่หญิงไป๋ก็เป็นศิษย์สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของสำนักพฤกษาลอยล่องเช่นกัน ข้าจึงไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทุ่มเทช่วยเหลืออย่างสุดกำลัง

อีกอย่าง ข้าแค่จะทุ่มเททำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่จะเดินไปรนหาที่ตาย หากสุดวิสัยและเกินกำลัง ข้าก็ย่อมต้องหวงแหนชีวิตของตนเองเช่นกัน

ตราบใดที่คนยังมีลมหายใจ ตราบนั้นย่อมมีความหวัง! หากตายไป ต่อให้อยากจะช่วยศิษย์พี่หญิงไป๋ก็คงทำไม่ได้แล้ว ศิษย์ย่อมตระหนักถึงความหนักเบาดี และจะไม่ลงมือทำอะไรวู่วาม

อาจารย์อา การลักลอบแฝงตัวเข้าไปในหุบเขาหวงฉีมีความยากลำบากเช่นไรหรือขอรับ? และเมื่ออยู่ด้านใน ข้าอาจต้องเผชิญกับอันตรายรูปแบบใดบ้าง?"

หลี่เหยียนเอ่ยปากอย่างแช่มช้า พร้อมกับพรั่งพรูความในใจของตนออกมาทีละข้อ

จากที่อาจารย์อาหนิงเคอเล่ามา เขารู้ดีว่าต่อให้ทั้งสามคนตรงหน้า จะกลายเป็นบุคคลที่สามารถสั่นสะเทือนวงการในโลกเซียนวิญญาณได้แล้วก็ตาม

แต่เขาก็ไม่อาจเอ่ยปากขอร้อง ให้ห้าสำนักเซียนต้องสร้างศัตรูตัวฉกาจที่ไม่อยากไปตอแยด้วยขึ้นมาอีก

สิ่งที่เขาอยากรู้ก็คือ หากเขาสูญเสียการโป้ปดปกปิดและถูกจับได้ ทำอย่างไรจึงจะไม่ดึงให้ห้าสำนักเซียนเข้ามาพัวพัน!

ทั้งสามจ้องมองหลี่เหยียนและตั้งใจฟังถ้อยคำของเขา คำพูดที่ซื่อหลี่กุยตั้งใจจะเอื้อนเอ่ยออกมาแต่แรก จำต้องถูกกลืนกลับลงไปในใจชั่วคราว พร้อมกับครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง!

จบบทที่ บทที่ 1706 ข่าวคราวและทางเลือก

คัดลอกลิงก์แล้ว