- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 1701 สถานที่อันเลื่อนลอยว่างเปล่า
บทที่ 1701 สถานที่อันเลื่อนลอยว่างเปล่า
บทที่ 1701 สถานที่อันเลื่อนลอยว่างเปล่า
วันหนึ่งในยี่สิบหกปีให้หลัง ณ ตำแหน่งแห่งหนึ่งของแดนตำหนักคราม ที่แห่งนี้คือดงพงอ้ออันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต ทั้งยังว่างเปล่าและห่างไกลผู้คน...
พลังปราณของสถานที่แห่งนี้เบาบางมาก ส่งผลให้สัตว์อสูรในบริเวณนี้มีน้อยจนถึงขีดสุด นานทีปีหนถึงจะปรากฏสัตว์อสูรขั้นหนึ่งหรือขั้นสองออกมาสักสองสามตัว
ด้วยเหตุที่พลังปราณแห่งฟ้าดินมีน้อย ท่ามกลางพืชพรรณและมวลหมู่แมกไม้จึงมีพลังปราณเจือปนอยู่น้อยนิดจนน่าสงสารเช่นกัน
ดังนั้นจึงแทบไม่มีใครเดินทางมาล่าสัตว์อสูร หรือตามหาพืชวิญญาณและพืชเซียนใดเลย
ยิ่งเป็นผู้ฝึกตนก็ยิ่งแทบไม่ได้พบเห็น มีเพียงบางคนที่บังเอิญเดินทางผ่านมาและรีบเร่งบินพ้นไป เพราะคิดอยากจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
ตลอดสี่ฤดูกาลในหนึ่งปีของสถานที่แห่งนี้ มีเพียงพงอ้ออันกว้างใหญ่ไพศาลที่เปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลือง และจากเหลืองเป็นเขียว สั่นไหวไปตามสายลมไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งวัน ราวกับจะพลิ้วไหวไปตราบจนฟ้าดินสลาย...
วันนี้ดวงตะวันแห่งสารทฤดูแขวนลอยอยู่บนฟ้า แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าสีครามสดใสและมีเมฆขาว แต่การสั่นไหวอย่างต่อเนื่องของพงอ้ออันไร้ที่สิ้นสุด กลับทำให้สายลมแฝงด้วยเสียงหวีดหวิวที่เดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบา
แสงแดดกลางเวหาแม้จะพยายามสาดส่องความอบอุ่นลงมาอย่างสุดกำลัง ทว่ากลับยังคงมอบความรู้สึกซีดเซียว อ้างว้าง และเงียบเหงาให้กับผู้คน...
หลี่เหยียนกำลังบินอยู่กลางอากาศ เขามองไปยังดงพงอ้อเบื้องล่างที่ราวกับมหาสมุทรอันไร้จุดสิ้นสุด เสียงสวบสาบนานาชนิดที่แว่วเข้าหู คล้ายกับมีกองทัพนับหมื่นแสนซุ่มซ่อนตัวอยู่ และยังคล้ายกับว่าเขาได้มาถึงจุดสิ้นสุดของมิติแล้ว...
ตงฝูอีบินอยู่ด้านข้าง เวลานี้เขาใช้ความเร็วไม่ช้าไม่เร็ว และไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกับหลี่เหยียน เพียงแต่แผ่ขยายจิตสำนึกออกไปเพื่อตรวจสอบรอบด้านอย่างต่อเนื่อง
หลี่เหยียนเดิมทีเป็นคนพูดน้อย หากไม่มีเรื่องจำเป็นต้องสอบถาม เขาก็แทบจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อนในวันธรรมดาอยู่แล้ว
ตลอดหลายปีมานี้ หลี่เหยียนไม่ได้ซักถามถึงตำแหน่งของห้าสำนักเซียนอีก เพราะต่อให้อีกฝ่ายบอกมา ตนก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสถานที่นั้นอยู่ที่ใด เขาไม่คุ้นเคยกับแดนตำหนักครามเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงแค่ติดตามไปตลอดทางเท่านั้น คนทั้งสองพุ่งทะยานผ่านดงพงอ้อเบื้องล่างไปอย่างต่อเนื่อง ภายในสายตาของหลี่เหยียนเต็มไปด้วยสีเหลืองแห้งเหี่ยวผืนใหญ่ที่ทอดยาวออกไปสู่แดนไกลอย่างไม่สิ้นสุด...
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ตงฝูอีก็เอ่ยขึ้นมา
"ลงไป!"
เมื่อกล่าวจบประโยค ร่างของเขาก็ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างอย่างแผ่วเบาทันที
เมื่อหลี่เหยียนได้ยินเช่นนั้น เขากวาดสายตามองลงไปด้านล่างจนเห็นภาพเบื้องล่างชัดเจน มันยังคงเป็นดงพงอ้อที่ไร้จุดสิ้นสุดดังเดิม กลางอากาศมีปุยดอกอ้อปลิวไสวไปตามสายลมอันห่างไกล...
เพียงแต่ท่ามกลางดงพงอ้อเบื้องล่าง กลับมีผืนน้ำเผยให้เห็น ทำให้กออ้อในบริเวณนี้ดูไม่แออัดจนเกินไปนัก และสามารถมองเห็นระลอกคลื่นส่องประกายอยู่ตามรากไม้ได้อย่างชัดเจน
ทว่าผิวน้ำเหล่านั้นกลับมีรากและลำต้นของต้นอ้อที่เน่าเปื่อยทับถมกันปีแล้วปีเล่าจนมีสีดำขลับ ทำให้มองเห็นเพียงรากและลำต้นบางส่วนที่ลอยอยู่บนผิวน้ำเท่านั้น!
หลี่เหยียนไม่มีความลังเลใด รีบทิ้งตัวลอยตามลงไปในทันที
"ถึงแล้วอย่างนั้นหรือ?"
หลี่เหยียนคิดในใจ แม้ช่วงหลังเขาจะไม่ได้เอ่ยปากถาม แต่เมื่อลองคำนวณเวลาดู ก็ไม่ได้แตกต่างจากที่ตงฝูอีเคยคาดคะเนไว้ในคราแรกมากนัก
ประกอบกับอีกฝ่ายเดินทางมาถึงสถานที่ที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้และลดความเร็วลง พวกเขาบินอยู่ที่นี่มาสี่ปีกว่าแล้ว แต่กลับแทบไม่ได้พบเจอผู้ฝึกตนเลย
อีกทั้งตอนนี้ไม่ได้ฉีกมิติขึ้นไปด้านบน แต่กลับร่วงหล่นลงมา ความหมายของมันจึงชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
ตงฝูอียืนอยู่ท่ามกลางกออ้อ ร่างของเขาถูกพงอ้อเหล่านั้นกลืนกินไปในพริบตา เขาไม่ได้หันกลับมา ทว่าเมื่อสัมผัสได้ว่าหลี่เหยียนมาถึงด้านหลัง ภายในมือของเขาก็ปรากฏติ่งใบเล็กขึ้นมาหนึ่งใบ
ขณะเดียวกัน มืออีกข้างของเขาก็ประสานเคล็ดวิชาอย่างต่อเนื่อง ทว่าแม้จะร่ายเคล็ดวิชาแล้ว กลับไม่มีอักขระหรือปรากฏการณ์ผิดปกติใดเกิดขึ้นเลย
ทันทีที่หลี่เหยียนมองเห็นติ่งใบนั้น เขาก็บังเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก จากนั้นก็นึกถึงกระถางพลังปราณภายในร่างกายของตนเองตอนก่อนที่จะบรรลุขอบเขตปฐมวิญญาณ
มันมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับติ่งใบนี้มาก หลังจากที่ตงฝูอีประสานเคล็ดวิชา แม้จิตสำนึกจะไม่อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของมิติเบื้องล่างเลยก็ตาม
แต่ปฐมวิญญาณภายในร่างของหลี่เหยียน กลับสัมผัสได้ถึงเบญจธาตุที่ผิดแผกไป มันคือกฎเกณฑ์เบญจธาตุของโลกภายนอกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามจังหวะและเส้นทางอันแปลกประหลาด
"นี่คือ... วิธีการเปิดงั้นหรือ?"
หลี่เหยียนรู้สึกว่าตงฝูอีน่าจะกำลังเปิดเขตผนึก ทว่าวิธีการเปิดเช่นนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ท่าทีของตงฝูอีในยามนี้กลับดูคล้ายกับนักพรตกำมะลอที่กำลังร่ายรำเข้าทรงหลอกลวงผู้คน เขาเพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นและชี้นิ้ววาดไปมาอย่างไร้ทิศทาง
ทว่าจิตสำนึกตามปกติกลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติใดเลย แม้กระทั่งพลังปราณอันเบาบางรอบด้าน ก็ไม่มีร่องรอยของการควบแน่นรวมตัวกันแต่อย่างใด
เรื่องราวเหล่านี้แม้ดูเหมือนยาวนาน แต่การกระทำของตงฝูอีนั้นรวดเร็วมาก ขณะที่หลี่เหยียนกำลังครุ่นคิด พงอ้อบางส่วนเบื้องหน้าของพวกเขาก็พลันกลายเป็นภาพมายาเลือนรางขึ้นมา
"ไป!"
ตงฝูอีเอ่ยเพียงคำสั้นๆ ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ปล่อยให้หลี่เหยียนเป็นฝ่ายตามมาเอง เพียงแค่ส่งเสียงเตือนเป็นเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น
เพราะในขณะที่พูด เขาก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใด ราวกับว่ามีแรงดึงดูดมหาศาลก่อตัวขึ้นทางด้านหลัง ชั่วพริบตาหลี่เหยียนก็ถูกขุมพลังอันกล้าแข็งสายหนึ่งดึงรั้งเข้าไป
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางสภาวะจิตใจของหลี่เหยียน ก็มีกระแสเสียงของตงฝูอีดังก้องขึ้น
"ที่นี่คือหนึ่งในทางเข้าของสำนัก ภายหลังข้าจะมอบติ่งใบเล็กสำหรับเปิดทางเข้าและเคล็ดวิชาเปิดเขตผนึกให้แก่เจ้า
ทุกครั้งที่กลับมา จำต้องระแวดระวังรอบด้านให้ดี ว่ามีสัตว์อสูรหรือผู้ฝึกตนคนอื่นปรากฏตัวขึ้นหรือไม่ แม้สถานที่แห่งนี้จะห่างไกลผู้คนเป็นพิเศษ แต่คนที่คิดอยากจะตามหาตัวพวกเรานั้นมีมากเหลือเกิน!"
ระหว่างที่กระแสเสียงของตงฝูอียังคงดังก้องอยู่ในจิตใจของหลี่เหยียน ภาพเบื้องหน้าของเขาก็พลันพร่ามัว รู้สึกตัวอีกทีสองเท้าก็เหยียบลงบนผืนแผ่นดินอันแข็งแกร่งแล้ว
ตลอดหลายปีนับตั้งแต่ตงฝูอีเดินทางมาถึงที่นี่ เขาใช้ความเร็วในการบินไม่มากนักมาโดยตลอด นั่นก็เพื่อลอบตรวจสอบย้อนหลังว่ามีใครสะกดรอยตามมา หรือมีสิ่งผิดปกติในบริเวณใกล้เคียงที่ต้องระวังหรือไม่
แน่นอนว่าหากพวกเขาทั้งสองใช้วิชาพรางตัวเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ก็ย่อมได้ ด้วยระดับการปกปิดของตงฝูอี ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตฝ่าทัณฑ์ก็ยังไม่อาจค้นพบเขาได้ เขาย่อมมีความมั่นใจในเรื่องนี้
ทว่าหลี่เหยียนนั้นกลับทำไม่ได้ อย่างมากเขาก็หลบซ่อนจากการกวาดสายตาของผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าได้เท่านั้น ในสถานการณ์เช่นนี้ วิธีที่ดีที่สุดของตงฝูอี แน่นอนว่าย่อมเป็นการพาเขาเข้าไปหลบในมิติเก็บวิญญาณของตน
หากทำเช่นนั้น หลี่เหยียนก็จะไม่รู้เลยว่าทางเข้าอยู่ที่ใด ทว่าเจตนาเดิมของตงฝูอีคือต้องการให้หลี่เหยียนรับรู้ ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะเข้าไปในสำนักได้
แน่นอนว่าตงฝูอียังมีวิถีทางอื่น ในยามที่ปกปิดกลิ่นอายของหลี่เหยียนก็สามารถพาเขาก้าวเดินไปข้างหน้าได้เช่นกัน ทว่าทางที่ดีอย่าได้ทำตัวมีพิรุธจนเป็นการชี้โพรงให้กระรอกจะดีกว่า
หลี่เหยียนเองก็ได้ข้อสรุปจากคำพูดประโยคนี้ของตงฝูอีเช่นกัน ในที่สุดตนก็เดินทางมาถึงสำนักที่วาดฝันไว้มาตลอดเสียที นอกจากนี้ทางเข้าออกของสำนักก็น่าจะมีมากกว่าหนึ่งแห่ง...
เมื่อมองไปรอบด้าน ทิวทัศน์ของที่แห่งนี้สลับสับเปลี่ยนไปในพริบตา ก่อนที่หลี่เหยียนจะทันได้ตั้งตัว พลังปราณที่หนาแน่นถึงขีดสุดก็ไหลทะลักเข้าจนเต็มโพรงจมูกประดุจคลื่นกระแสน้ำ
ทำให้ในชั่วพริบตาเขาก็บังเกิดความรู้สึกหายใจไม่ออก ราวกับถูกน้ำสำลักเข้าปากและจมูก
ทั้งสองหยัดยืนอยู่บนผืนดิน ทว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีความรู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างของมวลสรรพสิ่งในปลายสารทฤดูหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาของวสันตฤดูแทน
เบื้องหน้าคือทะเลสาบขนาดมหึมาไร้ที่เปรียบ คนทั้งสองกำลังยืนอยู่ริมฝั่ง ผืนหญ้าสีเขียวขจีทอดตัวปูลาดดั่งผืนพรม ดอกไม้หลากสีสันสูงต่ำสลับกันกำลังเบ่งบานประชันโฉม
ห่างออกไปไม่ไกล มีกวางวิญญาณจำนวนไม่น้อยกำลังกระโดดโลดเต้นอย่างปราดเปรียว ท่วงท่าแผ่วเบาราวกับกำลังร่ายรำ
เมื่อพวกมันมองเห็นคนทั้งสอง กวางวิญญาณเหล่านั้นก็ชะงักฝีเท้าลงทันที พวกมันหันขวับมามองทางนี้ด้วยความระแวดระวัง ทว่าก็ไม่ได้แตกตื่นหนีหายไปไหน...
สายลมอ่อนโชยพัดมา ทำให้ทุกสรรพสิ่ง ณ ที่แห่งนี้ อบอวลไปด้วยความอบอุ่นประดุจเดือนสี่!
ผิวน้ำของทะเลสาบเบื้องหน้าทอประกายระยิบระยับเป็นสีเขียวมรกตอ่อน หลี่เหยียนถึงขั้นสามารถมองทะลุผิวน้ำใสกระจ่างนั้น ลงไปเห็นก้นทะเลสาบที่ลึกลงไปหลายสิบจั้งได้โดยตรง
เบื้องใต้ผิวน้ำมีสิ่งมีชีวิตทางน้ำจำพวกเต่าและปลา กำลังแหวกว่ายไปมาอย่างอิสระเสรี
เนื่องจากผิวน้ำใสสะอาดจนเกินไป ทำให้มองเห็นรูปร่างของสัตว์น้ำเหล่านี้คล้ายกับลอยอยู่ใกล้ผิวน้ำมาก ราวกับว่าเพียงยื่นมือออกไปก็สามารถช้อนขึ้นมาได้
ส่วนบริเวณริมฝั่งใต้ฝ่าเท้าของหลี่เหยียน ก้อนกรวดและเปลือกหอยบางเบาที่อยู่ลึกลงไปหลายจั้งก็ยิ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
พวกมันกระเพื่อมไหวไปตามระลอกคลื่น ทำให้บังเกิดความรู้สึกคล้ายกับว่ากำลังเคลื่อนไหวอย่างแผ่วเบา...
ท้องฟ้าสีครามและหมู่เมฆขาวสะท้อนเงาจางๆ ลงบนผิวน้ำ หากจ้องมองนานอีกสักหน่อย หลี่เหยียนก็รู้สึกราวกับว่าทะเลสาบขนาดใหญ่เบื้องหน้านี้กำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ!
ส่วนตนเองเพียงแค่ยืนชมทิวทัศน์อยู่กับที่ ดั่งคำกล่าวที่ว่าเมฆาเคลื่อนคล้อยกายารู้สึกสั่นไหว...
ด้านบนเฉียงขึ้นไปของทะเลสาบขนาดมหึมา กลับปรากฏวงแหวนสีสันสดใสขนาดยักษ์อยู่ห้าวง เรียงจากขวาไปซ้ายได้แก่สีดำ สีคราม สีแดง สีเหลือง และสีขาว แต่ละวงมีระยะห่างกันประมาณสิบกว่าลี้
สำหรับวงแหวนรูปแบบนี้ ความรู้สึกแรกของหลี่เหยียนคือความคุ้นเคยอย่างมาก เพราะภายใน "รอยปฐพี" ของเขาก็มีวงแหวนที่คล้ายคลึงกันนี้อยู่
"เบญจธาตุ!"
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจของหลี่เหยียนทันที
"ตามข้ามา!"
ขณะที่หลี่เหยียนกำลังกวาดสายตามองรอบด้าน ร่างของตงฝูอีก็ทะยานขึ้นสู่กลางเวหาอีกครั้ง และบินมุ่งตรงไปยังวงแหวนสีดำทางขวาสุด
และในเวลานั้นเอง จู่ๆ กลางอากาศก็มีเงาร่างสองสายบินทะลวงออกมาจากวงแหวนแสงสีดำและสีครามเบื้องบน
"ที่แท้ก็คือศิษย์น้องตงฝูนี่เอง!"
พร้อมกันนั้นก็มีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น
ตงฝูอีหยุดชะงักอยู่กลางเวหาทันที ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มออกมา เดิมทีเขาคิดจะลอบตรวจสอบสถานการณ์ภายในสำนักเสียหน่อย
ทว่าคนด้านในกลับสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของค่ายกลใหญ่ด้านนอก และชิงออกมาก่อนแล้วก้าวหนึ่ง
เจ้าของเสียงพูดคือชายวัยกลางคนที่บินออกมาจากวงแหวนแสงสีดำ รูปลักษณ์ของเขากลับมอบความรู้สึกราวกับเป็นเพียงชาวนาผู้หนึ่ง
เขาสวมชุดผ้าฝ้ายหยาบสีน้ำเงิน แขนเสื้อทั้งสองข้างถลกขึ้นไปจนถึงท่อนแขน สวมรองเท้าสานจากป่าน และสวมกางเกงที่ดูหลวมโคร่งอยู่บ้าง
ชายผู้นี้มีใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม คิ้วดกดำประดุจหนอนไหม ปากกว้างจมูกหนา ผิวพรรณสีน้ำตาลอมเหลือง หน้าผากถึงขั้นใช้ผ้าป่านหนาพันไว้หนึ่งรอบ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันซื่อสัตย์จริงใจ
ส่วนอีกคนคือคนที่บินออกมาจากวงแหวนแสงสีคราม เมื่อหลี่เหยียนมองเห็นเพียงแวบแรก เขาก็ตกตะลึงไปในทันที
นั่นคือหญิงสาวผู้หนึ่ง นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน บริเวณข้อพับแขนเสื้อยาวกึ่งโปร่งใสมีแพรไหมสีเขียวเส้นยาวโบกสะบัด นัยน์ตาสุกใส ริมฝีปากงดงาม ผิวพรรณขาวผุดผ่องดุจหิมะแรก
อาภรณ์หรูหราที่อยู่บนร่างของนางขับเน้นให้เห็นถึงความรู้สึกดั่งมีปราณเซียนล่องลอยบางเบา
หญิงงามที่หลี่เหยียนเคยพบเจอแน่นอนว่าย่อมมีไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาคู่ชีวิตเต๋าของตน ต่างก็เป็นสตรีที่มีความงดงามไร้เทียมทานทั้งสิ้น
ส่วนสิริโฉมของหญิงสาวเบื้องหน้า ความจริงก็งดงามโดดเด่นกันไปคนละแบบกับสตรีทั้งสามอย่างจ้าวหมิ่น ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบแพ้ชนะกันได้
แต่กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของหญิงสาวผู้นี้ ทำให้รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายคือเทพธิดาจากแดนเซียนอย่างแท้จริง นางงดงามหาใดเปรียบ ในขณะเดียวกันก็ดูลี้ลับประดุจเทพธิดาแห่งวังจันทราจุติลงมายังโลกมนุษย์
บนร่างของนางมีสภาวะความว่างเปล่าและบริสุทธิ์ที่อธิบายไม่ถูกแผ่ซ่านออกมา ความรู้สึกที่ส่งถึงหลี่เหยียนน่าจะคือ...
"ปราณเซียน!"
ความจริงหลี่เหยียนก็ไม่รู้ว่าปราณเซียนที่แท้จริงเป็นเช่นไร ทว่าเมื่อเขาเห็นหญิงสาวผู้นี้ กลับบังเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ
"ได้ยินเชียนจงกล่าวว่าพบกับเจ้าตั้งนานแล้ว แต่เขากลับมานานถึงเพียงนี้ เจ้ากลับไม่ส่งข่าวคราวกลับมาเลย นี่หรือคือศิษย์ผู้นั้นที่เจ้าตามหา?"
ระหว่างที่หลี่เหยียนกำลังตกตะลึง หญิงงามผู้ครอบครองสภาวะอันบริสุทธิ์ของปราณเซียนก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
น้ำเสียงของนางดุจดั่งหยาดน้ำค้างยามเช้าในป่าลึก ไร้ซึ่งมลทิน บริสุทธิ์ใสกระจ่าง ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความว่างเปล่าและแผ่วเบาจนหาใดเปรียบ
ขณะที่หญิงสาวเอ่ยปาก นัยน์ตาสุกใสคู่นั้นก็ย้ายจากร่างของตงฝูอี มาหยุดอยู่บนร่างของหลี่เหยียนเช่นกัน
ส่วนหลี่เหยียนกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณใดเลยจากร่างของคนทั้งสองที่ปรากฏตัวขึ้น เขาไม่อาจมองออกแม้แต่น้อย ว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของคนทั้งสองนี้ ท้ายที่สุดแล้วไปถึงขอบเขตใด...