- หน้าแรก
- ครอบครัวระบบเทพ ช้อปปิ้งทะลุมิติ พลิกชะตาแผ่นดิน
- บทที่ 211 เราส่งให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
บทที่ 211 เราส่งให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
บทที่ 211 เราส่งให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้น
"แหมะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ พอดีผมยุ่งๆ ก็เลยเผลอลืมไปว่ามีแขกมารออยู่!"
จั่วเจิ้นปังที่มีพุงพลุ้ยยื่นนำหน้า ค่อยๆ ก้าวเดินเตาะแตะเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มจอมปลอม เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเฉินไจ้ซิง หยิบซองบุหรี่มู่ตานขึ้นมาจุดสูบหน้าตาเฉย โดยไม่แม้แต่จะเอ่ยปากถามว่าแขกทั้งสองคนสูบบุหรี่หรือไม่
หลี่เหรินฟาเห็นท่าทางยโสโอหังของจั่วเจิ้นปัง ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้เห็นความสำคัญของธุระที่พวกเขากำลังจะมาคุยเลยสักนิด นี่มันจงใจทำตัวเย็นชาใส่กันชัดๆ เฉินไจ้ซิงส่งสายตาปรามเพื่อนซี้ให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งวู่วาม
"ไม่เป็นไรครับ ผู้อำนวยการจั่ว งานของคุณสำคัญกว่าครับ พวกเรามีเวลาถมเถไป รออีกนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอกครับ" จั่วเจิ้นปังไม่ยื่นบุหรี่ให้ แต่เฉินไจ้ซิงก็ใช่ว่าจะต้องนั่งสูบบุหรี่ตัวเองอยู่เงียบๆ เขาชิงหยิบบุหรี่จงหัวของตัวเองออกมายื่นส่งให้จั่วเจิ้นปังหนึ่งมวนอย่างรู้มารยาท
จั่วเจิ้นปังยิ้มรับบุหรี่จงหัวจากเฉินไจ้ซิงไปวางไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามเฉินไจ้ซิงที่กำลังจุดบุหรี่สูบอยู่ว่า "ไม่ทราบว่าวันนี้สหายทั้งสองเดินทางมาหาผม มีธุระปะทังอะไรหรือเปล่าครับ?"
"ผู้อำนวยการจั่วครับ ผมชื่อเฉินไจ้ซิง เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทหัวซิงเซิง จากเมืองถัวเฉิง ส่วนนี่คือคุณหลี่เหรินฟา ผู้ช่วยของผมครับ ที่เราเดินทางมาในวันนี้ ก็เพื่อเจรจาหารือเรื่องความร่วมมือระหว่างโรงงานโทรทัศน์แห่งที่หนึ่งกับบริษัทหัวซิงเซิงของเราครับ"
"อ๋อ เรื่องนี้นี่เอง สหายเฉินครับ ผมเกรงว่าพวกคุณคงจะเสียเที่ยวเปล่าซะแล้วล่ะครับ" จั่วเจิ้นปังส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "โรงงานโทรทัศน์แห่งที่หนึ่งของเรา มีนโยบายจัดส่งสินค้าให้เฉพาะร้านค้าของรัฐและสหกรณ์เท่านั้นครับ เราไม่รับทำธุรกิจกับหน่วยงานที่ไม่ใช่ของรัฐหรอกนะครับ!"
"และพวกคุณก็อาจจะไม่รู้ว่า กำลังการผลิตโทรทัศน์ของโรงงานเรานั้นมีจำกัดมากๆ แค่ผลิตส่งให้ตามโควตาในเซี่ยงไฮ้และเขตปริมณฑลก็แทบจะไม่พอขายอยู่แล้วครับ จะเอาสินค้าเหลือๆ ที่ไหนไปส่งให้ทางมณฑลหนานเยว่ของพวกคุณอีกล่ะครับ"
ที่จั่วเจิ้นปังพูดมานั้น ไม่ใช่คำแก้ตัวส่งเดชเพื่อปัดรำคาญเฉินไจ้ซิงแต่อย่างใด ในปี 1980 ทั้งประเทศหัวเซี่ยมีโรงงานผลิตโทรทัศน์ขาวดำอยู่เพียงสิบเอ็ดแห่งเท่านั้น กำลังการผลิตรวมต่อปีอยู่ที่ 2.5 ล้านเครื่อง ตัวเลขนี้ฟังดูเหมือนจะเยอะ แต่พอเอาไปหารเฉลี่ยแจกจ่ายให้ทั่วประเทศแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรกับเอาน้ำถ้วยเดียวไปดับไฟกองโตเลยสักนิด
ตลอดช่วงยุคแปดศูนย์ กำลังการผลิตโทรทัศน์ของหัวเซี่ยก็ยังคงวนเวียนอยู่แค่สองพันห้าร้อยกว่าเครื่องต่อปี ซึ่งห่างไกลจากคำว่าเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการและกำลังซื้ออันมหาศาลของประชาชนตาดำๆ ทั่วประเทศ
ในยุคสมัยที่สินค้าขาดแคลนแต่ความต้องการพุ่งปรี๊ดแบบนี้ โรงงานผู้ผลิตก็เปรียบเสมือนพระเจ้า ผนวกกับราคาโทรทัศน์ที่ผลิตในประเทศนั้นแพงหูฉี่แถมยังมีของน้อยนิด จึงทำให้เกิดอาชีพนักลักลอบตามมณฑลชายฝั่งทะเล ที่คอยลักลอบนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้ามือสองจากฮ่องกงและแหล่งอื่นๆ เข้ามาขายทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ
โดยเฉพาะทางฝั่งมณฑลหนานเยว่ ในช่วงปลายยุคแปดศูนย์ บรรดาผู้บุกเบิกที่ก้าวล้ำนำหน้าในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่สร้างเนื้อสร้างตัวจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี จากการลักลอบนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเถื่อนแทบทั้งสิ้น
ถึงแม้จะโดนปฏิเสธซึ่งๆ หน้า แต่เฉินไจ้ซิงก็ไม่ยอมถอดใจง่ายๆ "ผู้อำนวยการจั่วครับ ถึงแม้บริษัทของเราจะไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่เราก็เป็นองค์กรธุรกิจภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอำเภอนะครับ ตอนนี้ประเทศชาติกำลังรณรงค์เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจอยู่ไม่ใช่เหรอครับ รบกวนผู้อำนวยการจั่วช่วยพิจารณาแบ่งยอดสินค้าส่งไปให้ทางเราบ้างเถอะครับ ส่วนเรื่องค่าขนส่งหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ พวกเรายินดีรับผิดชอบเองทั้งหมดครับ!"
"ผมช่วยไม่ได้จริงๆ ครับ สหายเฉิน คิวสั่งจองสินค้าของโรงงานเรายาวเหยียดไปจนถึงปีหน้าโน่นแล้วครับ ถ้าผมแอบแบ่งของไปให้พวกคุณ แล้วหน่วยงานอื่นที่เขามีใบสั่งซื้อมาทวงของจากผม ผมจะเสกโทรทัศน์ที่ไหนไปให้พวกเขาอีกล่ะครับ!"
"มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยจริงๆ ครับ!"
ไม่ว่าเฉินไจ้ซิงจะพยายามหว่านล้อมด้วยเหตุผลร้อยแปดพันเก้า จั่วเจิ้นปังก็เอาแต่ส่ายหน้าลูกเดียว ยืนกรานว่าไม่มีทางเป็นไปได้เฉินไจ้ซิงได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวคำอำลาแล้วเดินจากไปอย่างผู้แพ้
จั่วเจิ้นปังไม่ได้ลุกขึ้นเดินไปส่งเฉินไจ้ซิงที่หน้าประตู ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำบอกลาตามมารยาท เขายังคงนั่งเอนหลังพิงโซฟา มองตามแผ่นหลังของแขกทั้งสองคนเดินออกจากห้องไปอย่างเย็นชา
พอขึ้นมานั่งบนรถแท็กซี่ สีหน้าของเฉินไจ้ซิงก็บึ้งตึงทะมึนทึน "แม่งเอ๊ย! ทำเป็นหยิ่งจองหองนักนะไอ้แก่ เอะอะก็อ้างโน่นอ้างนี่!"
คนขับแท็กซี่ที่นั่งอยู่เบาะหน้า เลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินคำสบถของเฉินไจ้ซิง "เป็นไงล่ะสหาย โดนตอกหน้าหงายมาล่ะสิ ผมถึงได้บอกไงว่าพวกคุณไม่น่าดั้นด้นมาถึงเซี่ยงไฮ้เลย โทรทัศน์ที่ผลิตในเซี่ยงไฮ้น่ะ ขนาดผมเป็นคนเซี่ยงไฮ้แท้ๆ ยังหาซื้อไม่ได้เลย แล้วพวกคุณเป็นใครมาจากไหน คิดจะมาสั่งซื้อล็อตใหญ่ๆ ถ้าไม่โดนปฏิเสธกลับมาสิถึงจะแปลก!"
"ขนาดคนท้องถิ่นอย่างพี่ก็ยังซื้อไม่ได้เหรอครับ แล้วโทรทัศน์ที่ผลิตออกมาเขาเอาไปขายให้ใครหมดล่ะครับ หรือว่าเก็บไว้ดูเองหมดโรงงานเลย?"
"โธ่! สหายครับ คุณพูดถูกเผงเลย โทรทัศน์ยี่ห้อจินซิง เฟยเยว่ ไค่เก๋อ ที่ผลิตจากโรงงานของรัฐทั้งสามแห่งในเซี่ยงไฮ้นี่น่ะ เป็นของหายากที่เป็นที่ต้องการไปทั่วประเทศเลยนะครับ พอเอาไปหารเฉลี่ยโควตาส่งไปทั่วประเทศ บวกกับต้องกันของไว้ให้พวกข้าราชการและหน่วยงานรัฐได้สิทธิพิเศษซื้อก่อน สินค้าที่หลุดรอดออกมาวางขายในตลาดให้ประชาชนทั่วไปได้ซื้อน่ะ แทบจะนับเครื่องได้เลยล่ะครับ" คนขับแท็กซี่อธิบายเป็นฉากๆ ราวกับผู้เชี่ยวชาญ
"ถ้าพี่พูดแบบนี้ ก็แสดงว่าโรงงานอีกสองแห่งที่เหลือ ผมไปก็คงเสียเที่ยวเปล่าใช่ไหมครับ?"
"เฮ้อ! ถ้าคุณไม่เชื่อคำเตือนผม ในเมื่อคุณเหมารถผมไว้แล้ว ผมก็จะขับพาไปส่งให้ถึงที่ก็แล้วกัน พอโดนเขาไล่ตะเพิดกลับมาแบบไร้เยื่อใยอีกรอบ คุณก็จะได้รู้ซึ้งเองแหละว่าที่ผมพูดน่ะมันจริงแท้แน่นอนแค่ไหน"
และก็เป็นไปตามที่คนขับแท็กซี่คาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เมื่อเฉินไจ้ซิงเดินทางไปที่โรงงานวิทยุโทรทัศน์แห่งที่สี่ของเซี่ยงไฮ้ คราวนี้เขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบแม้กระทั่งผู้อำนวยการโรงงานด้วยซ้ำ มีเพียงหัวหน้าแผนกคนหนึ่งออกมารับหน้า และใช้ข้ออ้างเดิมๆ ปฏิเสธเขาอย่างหน้าตาเฉย
"โรงงานของเราจัดส่งสินค้าให้เฉพาะร้านค้าของรัฐเท่านั้นครับ!"
บนรถแท็กซี่ เฉินไจ้ซิงนั่งหน้าจ๋อยสนิท ยอมจำนนต่อโชคชะตาโดยดุษณี ความมั่นใจและฮึกเหิมที่เคยมีตอนเดินสายเจรจาสั่งซื้อสินค้ากับโรงงานต่างๆ ในอำเภอหนานซาน เมืองถัวเฉิง มลายหายไปจนสิ้น
จนถึงตอนนี้ เฉินไจ้ซิงถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกจากอำเภอหนานซาน หากไม่มีชื่อเฉินตงลูกพี่ลูกน้องของเขาคอยเป็นเกราะคุ้มกัน เขาก็เป็นแค่ไอ้หนุ่มต๊อกต๋อยที่ไม่มีใครเห็นหัวเลยสักนิด
เฉินไจ้ซิงทำหน้าเซ็งๆ หยิบโทรศัพท์มือถือกระติกน้ำขึ้นมาต่อสายหาเฉินตง "ฮัลโหล อาตง นี่พี่เองนะ อื้ม พวกพี่มาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วล่ะ คุยแล้ว แต่พวกเขายืนกรานปัดปฏิเสธลูกเดียวเลย ใช่!"
"กลับมาตั้งหลักก่อนเถอะพี่ห้า ถ้าเจรจาไม่สำเร็จก็ช่างมัน เดี๋ยวผมสั่งนำเข้าจากญี่ปุ่นมาให้ลอตนึงก่อนก็แล้วกัน" เสียงของเฉินตงดังลอดมาจากปลายสาย "เอาจริงๆ นะ โทรทัศน์ขาวดำพวกนี้มันเป็นอุตสาหกรรมขาลงที่กำลังจะตายแล้ว ตอนนี้ผมมีสิทธิบัตรเทคโนโลยีโทรทัศน์อยู่ในมือเพียบเลย เดี๋ยวถึงเวลาเราเปิดโรงงานผลิตโทรทัศน์สีจอแอลซีดีเป็นของตัวเอง แล้วส่งไปตีตลาดถึงเซี่ยงไฮ้เลย ฮ่าๆๆ!"
เฉินไจ้ซิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วนตาม ความหงุดหงิดที่สุมอยู่ในอกมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง "ดีเลย! ถึงตอนนั้นพี่จะไปเปิดสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตที่เซี่ยงไฮ้ด้วย พอเราเอาทีวีจอสีล้ำๆ ที่นายว่าขึ้นวางขายบนชั้นนะ พี่ล่ะอยากจะเห็นหน้าไอ้พวกผู้อำนวยการโรงงานพวกนั้นจริงๆ ว่ามันจะทำหน้ายังไง!"
"พี่ก็คิดซะว่ามาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่เซี่ยงไฮ้ก็แล้วกัน ถือซะว่ามาเที่ยวเปิดหูเปิดตาเหมือนตอนที่พี่ไปนิวยอร์กกับผมไง โอกาสมาถึงที่แล้ว ก็เดินเที่ยวให้ทั่วๆ ก่อนค่อยกลับสิครับ"
"จะบ้าเหรอ ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้จะเปิดเต็มทีแล้ว พี่เป็นถึงผู้จัดการใหญ่ จะพลาดงานตัดริบบิ้นเปิดร้านได้ยังไงล่ะ" สำหรับคนชอบทำตัวเด่นเป็นสง่าอย่างเฉินไจ้ซิง งานใหญ่ระดับนี้มีหรือที่เขาจะยอมพลาด
ถ้าพลาดโอกาสหน้าเซียมงานเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตไป เฉินไจ้ซิงคงปวดใจเจียนตายเหมือนสูญเงินไปเป็นร้อยล้านแน่ๆ เขาจึงรีบตอบกลับทันที "เดี๋ยวพี่จะเช็กเอาต์ออกจากเกสต์เฮาส์ แล้วไปซื้อตั๋วรถไฟกลับถัวเฉิงคืนนี้เลย เซี่ยงไฮ้มันก็แค่นี้แหละ สู้เมืองนิวยอร์กไม่ได้เลยสักนิด ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย!"
หลังจากวางสาย เฉินไจ้ซิงก็หันไปสั่งคนขับรถแท็กซี่ "ลูกพี่ ขับกลับเกสต์เฮาส์เลยครับ เดี๋ยวพอพวกผมไปจองตั๋วรถไฟเสร็จ พี่ค่อยมารับพวกผมที่เกสต์เฮาส์ไปส่งที่สถานีรถไฟอีกรอบนะ เดี๋ยวผมขอนัดเวลาพี่อีกที!"
"ได้เลยครับ!" คนขับแท็กซี่ตอบรับโดยไม่หันกลับมามอง "มองไม่ออกเลยนะครับเนี่ย ว่าสหายจะเคยไปเหยียบถึงเมืองนิวยอร์ก อเมริกามาแล้วด้วย!"
"ก็แค่ไปเที่ยวเมื่อปีที่แล้วน่ะครับ อยู่ที่นั่นแค่เดือนกว่าๆ เอง เอาจริงๆ นะ นิวยอร์กมันก็งั้นๆ แหละ ก็แค่ตึกสูงกว่า รถเยอะกว่าแค่นั้นเอง ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารการกินกับความเป็นอยู่ ผมว่าหัวเซี่ยบ้านเรากินขาดครับ"
"แหม สหายช่างเป็นคนที่ผ่านโลกมาเยอะจริงๆ คำพูดคำจาเฉียบคมน่าฟังเชียวครับ!"
"โธ่ ไม่ได้ผ่านโลกมาเยอะอะไรขนาดนั้นหรอกครับ ผมก็แค่นักท่องเที่ยวธรรมดาๆ คนนึงนั่นแหละครับ!"