- หน้าแรก
- มือปราบมหากาฬระบบโจรโฉด
- บทที่ 110 การเลื่อนขั้นเป็นพรวน
บทที่ 110 การเลื่อนขั้นเป็นพรวน
บทที่ 110 การเลื่อนขั้นเป็นพรวน
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่าผู้กำกับจางแกปลื้มไอ้ร่างยักษ์ซูหมิงคนนี้ขนาดไหน!
ต้องรู้ไว้นะว่า ซูหมิงเพิ่งจะเข้าทำงานได้ไม่ถึงอาทิตย์ แต่พวกหัวขโมยและผู้ต้องสงสัยคดีต่างๆ ในเมืองเจียงเป่ยที่ถูกจับกุมเพราะเขานั้น มีมากกว่าสามร้อยคนเข้าไปแล้ว
แถมทุกคนยังมีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ดิ้นไม่หลุดแน่นอน
สภาพความสงบเรียบร้อยของเมืองเจียงเป่ยโดยรวม ดูได้จากสถิติการแจ้งความที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
บอกเลยว่าดีขึ้นแบบผิดหูผิดตา!
ในขณะเดียวกัน ตัวซูหมิงเองก็คว้าความดีความชอบระดับหนึ่งมาได้ถึงสองครั้ง ระดับสองอีกสองครั้ง แถมยังช่วยให้สถานีตำรวจเจียงหลิงได้ความดีความชอบแบบกลุ่มระดับสามมาครองอีกด้วย
เรียกได้ว่าผลงานโดดเด่นสะท้านฟ้า ชื่อเสียงโด่งดังไปถึงกรมตำรวจมณฑลเลยทีเดียว
พูดได้เต็มปากเลยว่า ขอแค่รั้งตัวซูหมิงให้อยู่ที่เจียงเป่ยได้สักสามปี ด้วยฝีมือการจับโจรของเขา
รับรองว่าเมืองเจียงเป่ยจะสงบสุขจนแทบจะไม่มีของหายกลางถนนแน่นอน ถึงตอนนั้น การที่จางเซี่ยงเฉียนอย่างเขาจะได้เลื่อนขั้นขึ้นไปอีกนิด มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่ไหมล่ะ?
ก็แหม... เก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการเมืองและกฎหมายเจียงเป่ย เขาเองก็หมายปองมาตั้งนานแล้วเหมือนกัน
ในท้ายที่สุด หลังจากที่ผู้กำกับจางยอมก้มหัวประจบประแจงอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็สามารถส่งผู้กำกับจ้าวที่กำลังอารมณ์บูดสุดๆ ออกจากห้องทำงานไปได้
แต่พอผู้กำกับจ้าวเพิ่งจะก้าวพ้นประตูไป สหายหม่าหนิง หัวหน้าชุดตรวจการส่วนกลางก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มทันที
"สหายจางเซี่ยงเฉียน ผมมีเรื่องจะรบกวนสักหน่อยน่ะครับ"
ทันทีที่หม่าหนิงอ้าปาก ผู้กำกับจางก็ทำท่าเหมือนโดนงูฉก เด้งตัวพรวดไปเปิดประตูห้องทำงาน แล้ววิ่งพรวดพราดออกไปทันที
"เอ๊ะ? ท่านรอเดี๋ยวนะครับหัวหน้าชุดหม่า เหมือนว่าผู้กำกับจ้าวจะลืมของไว้ที่ผม เดี๋ยวผมเอาไปคืนท่านก่อนนะครับ"
"เดี๋ยวสิ! ผู้กำกับจาง คุณอย่าเพิ่งหนีสิ! ผมขอพูดแค่ประโยคเดียวเอง...." เมื่อเห็นดังนั้น หัวหน้าชุดหม่าก็รีบวิ่งตามออกไปพลางร้องเรียก
แต่หัวหน้าชุดหม่าไม่วิ่งตามยังจะดีซะกว่า พอวิ่งตามปุ๊บ ผู้กำกับจางก็ยิ่งใส่เกียร์หมาวิ่งเร็วกว่าเดิม พุ่งพรวดเข้าไปในช่องบันไดหนีไฟราวกับกระต่ายดำตัวเขื่อง ไม่กล้าแม้แต่จะรอลิฟต์เพราะกลัวจะโดนดักหน้า
เมื่อเห็นสเต็ปเท้าอันคล่องแคล่วว่องไวของผู้กำกับจาง หัวหน้าชุดหม่าก็ถึงกับพูดไม่ออก
"ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์เอ๊ย!"
หัวหน้าชุดหม่าย่อมรู้ดีว่าผู้กำกับจางจงใจหลบหน้าตน ก็แหม ความคิดของเขากับผู้กำกับจ้าวก็เหมือนกันเป๊ะเลยนี่นา
นั่นก็คือการมาทวงคน
ส่วนจะทวงใครน่ะเหรอ?
ไม่ต้องถามก็รู้
เขาเดินกลับเข้าห้องทำงานผู้กำกับจางด้วยความหงุดหงิด มองดูผู้กำกับเหยียนที่กำลังนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างใน
หม่าหนิงตวาดลั่น "เจิ้งอี้! นี่หรือคือมารยาทการต้อนรับแขกของผู้กำกับจางของพวกคุณ! ฉันเพิ่งจะอ้าปาก เขาก็ตกใจวิ่งหนีเร็วกว่ากระต่ายซะอีก!"
"ฝีมือการสอบสวนของซูหมิง คุณก็เห็นแล้วนี่ ตำแหน่งที่เหมาะสมกับเขาที่สุดก็คือคณะกรรมการตรวจสอบวินัยของเราต่างหาก!"
ผู้กำกับเหยียนพยักหน้ารัวๆ "ใช่ๆๆ! หัวหน้าชุดหม่าพูดถูกครับ!"
"การดึงตัวเขาไปที่คณะกรรมการตรวจสอบวินัยส่วนกลาง ก็ถือเป็นการเปิดเวทีที่ใหญ่ขึ้นให้เขาได้แสดงฝีมือด้วย!"
ผู้กำกับเหยียนยังคงพยักหน้าหงึกๆ "ใช่ๆๆ! ท่านพูดถูกทุกอย่างเลยครับ!"
"เพราะฉะนั้นฉันต้องการตัวซูหมิง!"
ผู้กำกับเหยียนก็ยังคงพยักหน้า "หัวหน้าชุดหม่าพูดถูกครับ แต่เรื่องนี้ท่านต้องไปคุยกับผู้กำกับจางของเราเอาเองนะครับ อำนาจการจัดการบุคลากรในกรมฯ อยู่ที่เขาทั้งหมด ผมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายหรอกครับ"
"......"
หัวหน้าชุดหม่าปรายตามองผู้กำกับเหยียน แล้วแค่นเสียงขึ้นจมูก อุตส่าห์มองว่าเหยียนเจิ้งอี้คนนี้เป็นคนซื่อตรง
ที่ไหนได้ แม่งก็เป็นจิ้งจอกเฒ่าจอมกะล่อนพอกันนั่นแหละ
พูดตามตรง เขาแอบเสียใจนิดๆ เมื่อวานเขาน่าจะหิ้วตัวซูหมิงกลับไปด้วยเลย
ตัดสินใจพลาดไปนิดเดียว ตอนนี้คิดจะมาทวงคน มันยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ซะอีก
....
ตอนที่ซูหมิงเดินออกมาจากห้องประชุม อินธนูบนเครื่องแบบตำรวจของเขา ก็เปลี่ยนจากบั้งเดียวของนักเรียนตำรวจ มาเป็นหนึ่งดาวสามบั้งของผู้กำกับการตำรวจระดับหนึ่งเรียบร้อยแล้ว
ส่วนเงินรางวัลหกหมื่นหยวนที่เพิ่มเข้ามาในมือ เมื่อเทียบกันแล้วก็ดูเล็กน้อยไปเลย
โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ชี้แนะทางการเมือง ซูหมิงก็ยิ้มหน้าบานแฉ่งอย่างมีความสุข
"ผู้ชี้แนะซู! ไม่เจอกันแค่สองวัน กลายเป็นระดับผู้บริหารสถานีไปซะแล้ว วันหลังต้องฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ~" จู่ๆ สวีซินซินก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เงยหน้ามองไอ้ร่างยักษ์ แล้วพูดแซวด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้นิดๆ
ในฐานะลูกคุณหนูบ้านรวยเบอร์หนึ่งของกรมฯ แม้สวีซินซินจะไม่ได้ใส่ใจเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานอะไรนัก แต่พอเห็นรุ่นน้องที่เพิ่งเข้าทำงานหมาดๆ ได้เลื่อนขั้นข้ามหัวตัวเองไปดื้อๆ
แถมซูหมิงยังใช้ความสามารถของตัวเองล้วนๆ ในการไต่เต้าขึ้นมา มันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาตาร้อนนิดๆ อยู่ดี
"อ้าว ที่แท้ก็สหายเสี่ยวสวีนี่เอง มีอะไรเหรอ? มีธุระอะไรกับท่านผู้นำงั้นเหรอ?"
"คงไม่ใช่เพราะงานน้อยเกินไป เลยอยากจะขอรับงานเพิ่มหรอกนะ?"
ซูหมิงเริ่มสนิทกับสวีซินซินแล้ว ก็เลยยิ้มแล้วพูดแหย่เธอกลับไป
"นาย....." สวีซินซินกะจะมาแซวซูหมิงซะหน่อย ไม่คิดเลยว่าซูหมิงจะย้อนศรกลับมาแซวเธอแทน
เธอเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ยกมือเล็กๆ ขึ้นมา ทำท่าจะชกใส่ผู้ชี้แนะคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งหมาดๆ ด้วยความหมั่นเขี้ยว
"ซูหมิง ยินดีด้วยที่ได้เลื่อนขั้นนะ นี่มันเรื่องน่ายินดีสุดๆ เลย!"
เสียงของหลี่เฉิงหมิงขัดจังหวะการโจมตีของสาวสวยสวีซินซิน เขายืนอยู่ตรงโถงหน้าลิฟต์ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอซูหมิงอยู่
พอเห็นซูหมิงกับสวีซินซินเดินเคียงคู่กันมา เขาก็ยิ้มแล้วเดินเข้าไปรับ
ส่วนซูหมิงพอเห็นหลี่เฉิงหมิง ก็รีบคว้ามือทั้งสองข้างที่หลี่เฉิงหมิงยื่นมา จับเขย่าอย่างกระตือรือร้น
"ฮ่าๆ ผมก็แค่โชคดีน่ะครับ บังเอิญจับพลัดจับผลูไขคดีเล็กๆ น้อยๆ ได้สองสามคดี....."
"นี่นายยังกล้าเรียกว่าคดีเล็กๆ อีกเหรอ!? นายรู้ไหมว่ากำลังพลตำรวจทั้งเมืองต้องวุ่นวายอยู่กับคดีที่นายเป็นคนไขได้พวกนี้จนหัวหมุนกันไปหมดแล้ว"
หลี่เฉิงหมิงแกล้งพูดตอบกลับไปอย่างโอเวอร์
การจับคนมันเป็นแค่ขั้นตอนแรกเท่านั้น งานหลังจากนั้นทั้งการสอบปากคำ การรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน การพิสูจน์หลักฐาน....
ขั้นตอนกระบวนการพวกนี้มันวุ่นวายจุกจิกสุดๆ แค่ขั้นตอนการคุมขังและส่งตัวผู้ต้องสงสัยแต่ละคดี
ลำพังแค่เอกสารที่ทางกรมตำรวจต้องออกให้ ก็หนาเป็นตั้งๆ แล้ว
ต่อให้เป็นคดีขโมยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ง่ายที่สุด ขั้นตอนการพิมพ์เอกสาร A4 ก็ยังหนาอย่างน้อยสองเซนติเมตรเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคดีที่มีผู้ต้องสงสัยเยอะขนาดนี้เลย
จิ๊ๆๆ......
"เลี้ยงข้าวเลย! ซูหมิง! เลี้ยงข้าว! นายต้องเลี้ยงข้าวพวกเราเลยนะ!" สวีซินซินนึกถึงประสบการณ์อันเลวร้ายในช่วงสองวันที่ผ่านมา ใบหน้าก็แสดงความรู้สึกสะพรึงกลัวออกมา
เธอเป็นตำรวจทะเบียนราษฎร งานหลักๆ ก็คือการจัดการเอกสารต่างๆ ในสถานีตำรวจ
แต่สองวันที่ผ่านมานี้ เธอก็โดนผู้กำกับโจวที่แทบจะสติแตก ลากไปช่วยสอบปากคำด้วยเหมือนกัน
เรียกได้ว่าช่วงสองสามวันนี้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยทุกคนในสถานีตำรวจเจียงหลิงไม่ได้กลับบ้านกันเลย ต้องกินนอนอยู่ที่สถานี อดหลับอดนอนปั่นเอกสารกันทั้งคืน
"ซูหมิง นายดูขอบตาดำๆ ของฉันสิ! ฉันต้องเชือดนายให้เลือดซิบสักมื้อให้ได้!"
ซูหมิงมองดูหลี่เฉิงหมิงและสวีซินซินที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด ก็เห็นว่าทั้งสองคนตาคล้ำเป็นหมีแพนด้าจริงๆ ด้วย
"อะแฮ่ม.... เลี้ยงสิ เลี้ยงแน่นอน! พรุ่งนี้แล้วกัน พรุ่งนี้เย็นอยากกินอะไร เดี๋ยวชวนผู้กำกับโจว ผู้ชี้แนะจาง แล้วก็พี่น้องคนอื่นๆ ในสถานีไปด้วย ผมเป็นเจ้ามือเอง!" ตอนนี้เขาได้รับเงินรางวัลมาแล้ว มีเงินก้อนโตอยู่ในมือ ย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียวกับเรื่องแค่นี้หรอก
เมื่อได้ยินว่าซูหมิงรับปากจะเลี้ยงข้าว ทั้งสองคนถึงได้ยิ้มออกอย่างพอใจ
"อ้อ จริงสิ ผมได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ชี้แนะ แล้วผู้ชี้แนะจางปอของสถานีเราล่ะ...."
ซูหมิงมองทั้งสองคน แล้วถามข้อสงสัยในใจออกมา
ตอนแรกเขานึกว่าตัวเองจะได้เลื่อนเป็นรองผู้กำกับสถานีตามที่ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการพรรคซะอีก แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้ก้าวไปอีกขั้น
ข้ามไปเป็นผู้ชี้แนะทางการเมืองเลย
แล้วผู้ชี้แนะจางคนเดิมล่ะ?
"ผู้ชี้แนะจางเหรอ?" พอได้ยินซูหมิงถาม หลี่เฉิงหมิงก็เดาะลิ้นสองทีแล้วตอบว่า "ก็ได้เลื่อนขั้นไง ตอนนี้ผู้กำกับสถานีตัวจริงของเราก็คือจางปอนั่นแหละ"
"อ้าว? แล้วผู้กำกับโจวของเราล่ะ?"
"ก็ได้เลื่อนขั้นเหมือนกัน ด้วยบารมีของนายนั่นแหละ ตอนนี้เขาเป็นหัวหน้าฝ่ายการเมืองของกรมตำรวจเมืองเราไปแล้ว!" สวีซินซินชิงตอบ
ซูหมิงเกาหัวแกรกๆ รู้ทันทีว่านี่มันเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เข้าให้แล้ว
ในการประชุมคณะกรรมการพรรคเมื่อสองวันก่อน หลังจากที่เปิดคลิปวิดีโอที่ผู้อำนวยการหลี่ปั๋วจะลงมือสอน 'แอคติ้ง' ให้กับหลิ่วหรูเยียนด้วยตัวเองที่คลับไป๋จินฮั่น ผู้กำกับจางกับผู้ชี้แนะหวังจื่อสือก็เห็นพ้องต้องกันอย่างหาได้ยากยิ่ง
ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการเมืองที่ว่างลง ก็เลยตกเป็นของโจวจิ้งเยี่ยไปโดยปริยาย
แถมการเสนอชื่อเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ ยังมีเรื่องที่ไม่ได้ถูกพูดถึงอยู่อีก นั่นก็คือตำแหน่งรองผู้กำกับสถานีตำรวจเจียงหลิงที่เดิมทีเจ้าของตำแหน่งเดิมกำลังจะเกษียณอายุเพราะปัญหาสุขภาพ
หลังจากตำแหน่งนี้ว่างลง ผู้กำกับเหยียนและผู้กำกับจางก็พิจารณาว่าหลี่เฉิงหมิงเพิ่งจะได้รับความดีความชอบระดับสามมาหมาดๆ จึงตั้งใจจะเลื่อนตำแหน่งให้เขา
ซึ่งเรื่องนี้โจวจิ้งเยี่ยก็เคยเกริ่นๆ กับหลี่เฉิงหมิงอย่างอ้อมๆ ไปบ้างแล้ว
และสายงานการเลื่อนตำแหน่งทั้งหมดนี้ ก็ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากการปรากฏตัวของซูหมิงทั้งสิ้น