- หน้าแรก
- มือปราบมหากาฬระบบโจรโฉด
- บทที่ 70 ใครเห็นก็รัก
บทที่ 70 ใครเห็นก็รัก
บทที่ 70 ใครเห็นก็รัก
กว่าซูหมิงจะตื่นขึ้นมาบนเตียงที่บ้าน เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวันแล้ว เขาคลำหาโทรศัพท์มือถือที่หัวเตียงอยู่นานกว่าจะเจอ
เมื่อคืนเขานั่งคุยเปิดอกกับสหายซูต้ากั๋วและสหายโต้วเสี่ยวเหมยจนดึกดื่น เพื่อจะได้นอนหลับสนิท เขาจึงตั้งโทรศัพท์เป็นโหมดสั่นไว้
ซูหมิงขยี้ตาที่งัวเงีย มองดูหน้าจอโทรศัพท์ ก็พบว่ามีสายที่ไม่ได้รับหลายสาย
เบอร์ที่โทรมามากที่สุดก็คือหัวหน้าสายตรงของเขา โจวจิ้งเย่ ผู้กำกับสถานีตำรวจเจียงหลิงนั่นเอง
ซูหมิงไม่รอช้า รีบโทรกลับไปทันที
"ฮัลโหล ซูหมิงเหรอ! พักผ่อนเป็นไงบ้าง แผลยังเจ็บอยู่ไหม?" ทันทีที่รับสาย เสียงแสดงความเป็นห่วงของผู้กำกับโจวก็ดังมาตามสาย
ซูหมิงย่อมสัมผัสได้ถึงความห่วงใยจากใจจริงนี้ จึงรีบตอบกลับไปว่า "สบายดีครับผู้กำกับโจว แผลไม่เป็นอะไรแล้วครับ"
"มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?" ซูหมิงเป็นฝ่ายถามก่อน เมื่อเช้าผู้กำกับโจวโทรมาหาเขาตั้งสามสาย คงมีเรื่องด่วนอะไรแน่ๆ
และก็เป็นไปตามคาด ผู้กำกับโจวหัวเราะร่วน "คืออย่างนี้ซูหมิง ฉันรู้ว่าสองวันนี้เธอเหนื่อยมาก แต่ผู้ต้องสงสัยหลายคนที่สถานีเธอเป็นคนจับมากับมือ รายละเอียดในที่เกิดเหตุบางอย่างคงต้องรบกวนเธอมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมหน่อย ไม่อย่างนั้นตอนทำเรื่องขอความดีความชอบให้เธอจะยุ่งยากน่ะ"
ซูหมิงเข้าใจความหมายของผู้กำกับโจวดี นี่ก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเขาเอง พวกโจรลักเล็กขโมยน้อยพวกนั้นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่คดีใหญ่อย่างจางลี่ลี่ คดีบ่อนพนัน แล้วก็หลี่เทียนซงที่เพิ่งจับได้เมื่อคืน นี่สิผลงานชิ้นโบแดงทั้งนั้น
เรื่องพวกนี้เขาต้องมาให้ความร่วมมือกับฝ่ายสนับสนุนเพื่อเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย
ซูหมิงกระเด้งตัวลุกจากเตียงทันที เรื่องอนาคตหน้าที่การงานจะชักช้าไม่ได้ เขารีบสวมเสื้อผ้า หยิบซาลาเปาบนโต๊ะมากินสองสามลูก แล้วรีบออกจากบ้านไป
บนรถเมล์ ที่นั่งข้างๆ ซูหมิงก็ยังคงไม่มีใครกล้ามานั่งใกล้เหมือนเคย
แต่โชคดีที่วันนี้เป็นวันเสาร์ คนบนรถเมล์ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เขาก็ชินกับสิทธิพิเศษแบบนี้แล้วล่ะ นั่งคนเดียวสองที่นั่ง กว้างขวางสบายดีออก
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถดูโมเมนต์ในวีแชตเล่นๆ
เรียนจบจากโรงเรียนตำรวจ เพื่อนร่วมรุ่นของเขาก็แยกย้ายกันไปตามเส้นทางของตัวเอง ต่างก็ใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดท้ายนี้ ปลดปล่อยความสนุกสนานในวัยหนุ่มสาวกันอย่างเต็มที่
หน้าโมเมนต์กลายเป็นอัลบั้มรูปภาพ มีแต่รูปเพื่อนฝูงสามห้าคนรวมกลุ่มกันไปเที่ยวฉลองเรียนจบ
ซูหมิงยิ้มมุมปาก กดไลก์ให้เพื่อนจากโรงเรียนตำรวจทีละคน
โดยเฉพาะรูปหนึ่งที่มีฉากหลังเป็นยอดเขาหิมะตระหง่าน ชายหนุ่มสวมเสื้อกันลมสีดำ สวมหมวกกีฬาตีกอล์ฟสีดำ
ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดสีดำ นั่งไขว่ห้างอย่างเท่ๆ อยู่หน้านุสาวรีย์ยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นภาพที่หล่อเหลา "หล่อไร้ที่ติ" จริงๆ
แม้จะเห็นใบหน้าแค่ครึ่งเดียว แต่รังสีความหล่อที่ "หล่อแบบร้ายๆ" ก็แผ่ซ่านออกมา ทำเอาสาวๆ ที่เผลอหลุดเข้ามาในเฟรมถึงกับทำหน้าเคลิ้มไปตามๆ กัน
ยิ่งไถดูโมเมนต์ ซูหมิงก็ยิ่งรู้สึกปวดใจ
เชี่ยเอ๊ย พี่ถาวหล่อขึ้นทุกวันเลยเว้ย จะหล่อไล่ตามฉันมาติดๆ แล้วเนี่ย...
เรื่องนี้ทำเอาซูหมิงรู้สึกกดดันมาก
พี่ถาว มีชื่อเต็มว่าเช่อไป๋ถาว อาศัยความที่เกิดก่อนซูหมิงสองวัน เลยสถาปนาตัวเองเป็นพี่ใหญ่ของซูหมิง
เขาเป็นเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของซูหมิงในโรงเรียนตำรวจ มีใบหน้าที่หล่อเหลาหาตัวจับยาก ตั้งแต่เข้าเรียนปีหนึ่ง ก็ครองตำแหน่ง "เดือนโรงเรียน" แห่งเจียงเป่ยไปครองอย่างเอกฉันท์
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็เป็นจุดสนใจ เป็นที่หลงใหลของทั้งหญิงและชาย
ตอนที่ซูหมิงถูกตระกูลหวังใส่ร้ายในโรงเรียนตำรวจ การที่เขาไม่ถูกส่งตัวเข้าคุกทันที ก็เพราะพี่ถาวนี่แหละที่ไปขอร้องผู้ใหญ่ที่บ้านให้ออกหน้าช่วยเหลือซูหมิง
ไม่อย่างนั้น เขาคงได้ไปนอนแทะหมั่นโถวในคุกไปตั้งนานแล้ว
เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของเพื่อนรักในรูปภาพ ใบหน้าอันใหญ่โตของซูหมิงก็ปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมา เขาตัดสินใจโทรหาพี่ถาวทันที
"มีไร! หมิงน้อยของพี่?" ทันทีที่รับสาย เสียงใสๆ ทรงเสน่ห์ก็ดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของเพื่อนรัก ซูหมิงก็หัวเราะร่วน "พี่ถาว ยังอยู่เอเวอเรสต์เหรอพี่? ผมเห็นรูปพี่แล้วนะ ทำไมถึงหล่อได้ขนาดนี้เนี่ย?!"
"โธ่ๆๆ เบาได้เบา หล่อธรรมดาๆ ก็พอแล้ว" พอเช่อไป๋ถาวได้ยินซูหมิงชมว่าหล่อ ก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม รอยยิ้มนั้นทำเอาสาวน้อยหลายคนที่เดินผ่านไปมาถึงกับหลงเสน่ห์จนหัวหมุน
"หมิงน้อย สนใจมาเที่ยวเอเวอเรสต์ด้วยกันไหม? หวานจึกับโซ่วโหวก็อยู่ที่นี่นะ มาสิ เดี๋ยวพวกเราหาอะไรอร่อยๆ กินกัน"
"มาสิ! ซูหมิง! วิวที่นี่โคตรสวยเลย!"
"เดี๋ยวฉันจองตั๋วให้! รีบมาเลยนะ!"
มีเสียงอีกสองเสียงแทรกเข้ามาในสาย
ซูหมิงได้ยินก็อดยิ้มไม่ได้ เขาย่อมจำได้ว่านั่นคือเสียงของหวานจึกับโซ่วโหว (ลูกชิ้นและลิงผอม) คำเชิญของเพื่อนรักนั้นจริงใจและอบอุ่นมาก ความจริงแล้วเมื่อสองสามวันก่อนตอนที่พวกเขากำลังจะเดินทางไปทิเบต ก็ชวนซูหมิงตั้งหลายรอบแล้ว
แต่ตอนนั้นเขายังกลุ้มใจเรื่องที่ถูกหลิ่วหรูเยียนใส่ร้ายอยู่ จะเอาอารมณ์ที่ไหนไปเที่ยวล่ะ ก็เลยปฏิเสธคำชวนของเพื่อนรักไป
แต่ตอนนี้อารมณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว พอได้ยินคำชวนของทั้งสามคน เขาก็ชักจะอยากไปขึ้นมาเหมือนกัน
แต่คิดไปคิดมา ซูหมิงก็ยังคงปฏิเสธด้วยความเสียดาย แม้จะเหลือเวลาอีกไม่กี่วันกว่าจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาคงปลีกตัวไปเที่ยวกับเพื่อนไม่ได้แล้ว
"ไปไม่ได้แล้วล่ะ ฉันโดนเกณฑ์แรงงานมาช่วยงานแล้ว"
ทั้งสามคนก็เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจเหมือนกัน ย่อมเข้าใจวัฒนธรรมการดึงตัวไปช่วยงานล่วงหน้าของระบบราชการเป็นอย่างดี โซ่วโหวจึงได้แต่พูดอย่างเสียดายว่า "โอเค งั้นไว้คราวหน้านะ"
"งั้นเดี๋ยวพวกเรากลับไปเอาประวัติที่เจียงเป่ยอีกสองสามวัน ถึงตอนนั้นค่อยเจอกันนะ!" เช่อไป๋ถาวพูดเสริม
คราวนี้ซูหมิงไม่ปฏิเสธเลย ตอบกลับอย่างกระตือรือร้นว่า "ได้เลย! งั้นมาเจียงเป่ยเลย เดี๋ยวฉันเป็นเจ้ามือเอง!"
"เยี่ยม! ถึงตอนนั้นฉันจะดูซิว่า ปิดเทอมไปพักนึง คอนายจะแข็งขึ้นบ้างไหม!" หวานจึแย่งโทรศัพท์ไปพูดท้าทาย
"กลัวที่ไหนล่ะ! พวกนายสามคนเข้ามาพร้อมกันเลย! จะกินให้เรียกพ่อเลยคอยดู!" ซูหมิงนึกถึงทักษะ 【คอทองแดง】 ที่ระบบให้มา ก็เลยพูดจาโอ้อวดไป
คำพูดนี้ทำเอาทั้งสามคนที่อยู่ไกลถึงเชิงเขาเอเวอเรสต์ ถึงกับอึ้งไปเลย
เฮ้ยๆ?
เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ไอ้เด็กคออ่อนนี่กล้ามาท้าดวล 1 รุม 3 แล้วเหรอ?
ใจกล้าเกินไปแล้ว!
กลับไปเมื่อไหร่ต้องสั่งสอนให้รู้ดำรู้แดงซะแล้ว!
ทั้งสามคนมองหน้ากัน เลิกคิ้วยิ้มร้าย ต่างก็รู้ใจกันดี
.......
กว่าซูหมิงจะมาถึงสถานีตำรวจเจียงหลิง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายแล้ว
"มาแล้วเหรอ ซูหมิง?"
"พี่ซู กินข้าวมาหรือยังครับ?"
"ซูหมิง แผลหายดีหรือยัง?"
ตั้งแต่วินาทีที่ซูหมิงก้าวเข้ามาในสถานีตำรวจ ตั้งแต่ตำรวจผู้ช่วยไปจนถึงรองผู้กำกับสถานี พอเห็นหน้าเขา แต่ละคนก็ส่งยิ้มให้ด้วยความสนิทสนมเป็นพิเศษ คำทักทายที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นทำเอาเขางงไปเลย
สถานีตำรวจเจียงหลิงรับผิดชอบพื้นที่ย่านการค้าที่เจริญที่สุดของเมืองเจียงเป่ย มีตำรวจและตำรวจผู้ช่วยรวมกันกว่าร้อยนาย
ตั้งแต่เดินเข้ามาในสถานี ซูหมิงก็เจอเพื่อนร่วมงานในเครื่องแบบมากมายตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกหรือไม่ ต่างก็เป็นฝ่ายทักทายเขาก่อนเสมอ
ราวกับเขาเป็นธนบัตรเดินได้ ใครเห็นใครก็รักงั้นแหละ
พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ว่ามันทำให้เขางงแค่ไหน รอยยิ้มที่ซูหมิงได้รับมาตั้งแต่เด็กจนโต รวมกันแล้วยังไม่เท่ากับที่เห็นในวันนี้วันเดียวเลย
เดี๋ยวนะ พวกคุณไม่ควรจะกลัวผมเหรอ?
ทำไมถึงยิ้มออกล่ะ?
ซูหมิงทำหน้างงๆ ยืนส่องกระจกดูเงาสะท้อนของตัวเองอยู่ที่โถงทางเดินของสถานีตำรวจ
ความสูงสองเมตรสามสิบเซนติเมตร ไม่ได้เตี้ยลงเลย
กล้ามเนื้อที่ปูดโปนเกินจริง ก็ยังแน่นปั๋งเหมือนเดิม
กลิ่นอายมหาโจรแห่งศตวรรษ.... อืมมมม ดุดันกว่าเดิมอีก!
แต่สายตาของเพื่อนร่วมงานที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก ทำไมถึงมองเขาเปลี่ยนไปล่ะ?
ซูหมิงเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องทำงานของผู้กำกับโจวด้วยความมึนงง เขายืนตัวตรงอย่างมีมารยาท ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ
เมื่อได้รับอนุญาต ซูหมิงก็ผลักประตูเข้าไป
โจวจิ้งเย่กำลังก้มหน้าเปิดดูแฟ้มเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงาน
พอเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นซูหมิงก้มหัวเดินเข้ามาในห้องทำงาน พร้อมกับรังสีความน่าเกรงขามที่ทำเอาคนขนลุก
แม้เขาจะเจอซูหมิงมาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอนหายใจ
โชคดีนะที่มาเป็นตำรวจ ขืนไม่ได้เป็นตำรวจ มีหวังได้กลายเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียแน่ๆ