- หน้าแรก
- มือปราบมหากาฬระบบโจรโฉด
- บทที่ 17 ซูหมิงเป็นคนจับทั้งหมดเลยเหรอ?
บทที่ 17 ซูหมิงเป็นคนจับทั้งหมดเลยเหรอ?
บทที่ 17 ซูหมิงเป็นคนจับทั้งหมดเลยเหรอ?
"ไม่เลว! ทำได้สวยมากจิ้งเย่! ในที่สุดก็มีการพัฒนาสักที! กลับไปฉันจะติดต่อไปทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้มาสัมภาษณ์พิเศษนาย นายจะได้เอาหน้าโชว์ผลงานสักหน่อย! แล้วจะทำเรื่องขอสถานีตำรวจดีเด่นให้นายด้วย! จิ้งเย่ วันนี้นายเตรียมบทสุนทรพจน์ให้พร้อมนะ พรุ่งนี้ในการประชุมประจำสัปดาห์ของกรม นายต้องไปถ่ายทอดแผนทำความสะอาดถนนของนายให้สถานีอื่นได้ฟังด้วยล่ะ!"
เหยียนเจิ้งอี้ยิ้มกริ่มอย่างมีเมตตา สายตาที่มองโจวจิ้งเย่ก็เปลี่ยนจากสายตาที่มองลูกทรพี กลายเป็นสายตาที่เอ็นดูขึ้นมาทันที
เขาว่าแล้วเชียว สายตาของเขาไม่มีทางมองพลาดหรอก เขาเล็งเห็นแววของจิ้งเย่มาตั้งแต่สมัยอยู่กองทัพแล้ว และหลังจากปลดประจำการมาก็ยังคงเชื่อมั่นในตัวจิ้งเย่เสมอมา
จิ้งเย่จะทำให้หัวหน้าเก่าอย่างเขาต้องเสียหน้าอยู่ตลอดได้ยังไงกัน!
จับขโมยได้รวดเดียวสามสิบกว่าคน นี่มันช่วยกู้หน้าเขาได้มากโขเลยนะเนี่ย!
ความเด็ดขาดในการทำคดีแบบนี้!
จิ๊ๆๆ...
โจวจิ้งเย่มองดูหัวหน้าเก่าที่ทำหน้าตาเอ็นดูตัวเองสุดๆ แล้วมุมปากก็กระตุกยิกๆ....
ไอ้พวกหัวขโมยพวกนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโจวจิ้งเย่หรือไอ้แผนงานบ้าบอนั่นเลยแม้แต่แดงเดียวเลยนะ!
ผู้กำกับเหยียนดูเหมือนว่า、ท่าทางจะ、น่าจะ、อาจจะ、เป็นไปได้ว่า、คงจะ....
เข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างแล้วล่ะ!
เมื่อเห็นผู้กำกับเหยียนเริ่มพูดถึงเรื่องที่จะติดต่อสถานีโทรทัศน์ช่องไหนในมณฑลมาสัมภาษณ์พิเศษเขา
โจวจิ้งเย่ก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ กลั้นใจอธิบายเสียงอ่อยว่า "ผู้กำกับเหยียนครับ...เอ่อ....คนพวกนี้ผมไม่ได้เป็นคนจับมาหรอกนะครับ!"
ผู้กำกับเหยียนยิ้มตาหยีตบไหล่โจวจิ้งเย่แล้วพูดว่า "ฉันรู้ นายน่ะเป็นผู้กำกับสถานีนะ! ถึงยังไงก็เป็นผู้บริหาร การไม่ได้ลงพื้นที่ไปบัญชาการจับกุมด้วยตัวเองในบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ หน้าที่หลักของนายคือการควบคุมภาพรวม ฉันเข้าใจๆ!"
เมื่อเห็นโจวจิ้งเย่ทำตัวไม่ถูก เหยียนเจิ้งอี้ก็ยิ้มออกมา ลูกน้องเก่าของเขาคนนี้ ซื่อตรงเกินไปจริงๆ!
โจวจิ้งเย่มองดูเหยียนเจิ้งอี้ที่ยิ้มแย้มอย่างมีเมตตา รู้สึกอึดอัดใจราวกับมีมดไต่ยั้วเยี้ยไปทั้งตัว เขาส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้ผู้ชี้แนะทางการเมืองของตัวเอง
จางปัวมองดูผู้กำกับเหยียนในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ยังคงเอ่ยปากชมแผนทำความสะอาดถนนของสถานีตำรวจตงหลิงไม่หยุดปาก ก็รู้สึกกระดากอายจนแทบจะใช้นิ้วเท้าขุดสร้างวิลล่าริมทะเลได้อยู่แล้ว
เขาส่งเสียงอ้อมแอ้มเบาๆ เหมือนยุงครางว่า "ท่านครับ..."
"อ้าว จางปัวนี่เอง!"
เหยียนเจิ้งอี้ได้ยินเสียงก็หันกลับมายิ้มแย้ม แล้วพูดหยอกล้ออย่างอารมณ์ดีว่า "ร้อนใจแล้วล่ะสิ? อยากจะเอาหน้ากับเขาบ้างล่ะสิ? วางใจเถอะ ไม่ลืมนายหรอก! นายก็เตรียมบทสุนทรพจน์ไว้ด้วย พรุ่งนี้ก็มาเล่าให้ฟังด้วยว่านายวางแผนรับมือกับไอ้แผนทำความสะอาดถนนของพวกนายนั่นยังไง!"
จางปัวถูกหยอกล้อจนพูดไม่ออกในพริบตา
เมื่อเห็นว่าจางปัวก็มีพลังต่อสู้แค่ระดับห้า พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย โจวจิ้งเย่ก็รวบรวมความกล้าขัดจังหวะเหยียนเจิ้งอี้ในที่สุด
"ผู้กำกับเหยียนครับ! ไม่ใช่อย่างนั้นครับ พวกหัวขโมยกับจางลี่ลี่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแผนทำความสะอาดถนนของพวกเราเลย ซูหมิงเป็นคนจับมาทั้งหมดเลยครับ!"
???
ผู้กำกับเหยียนเบิกตากลมโต สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ สงสัยว่าโจวจิ้งเย่ผีเข้าแล้วมาพูดจาเลอะเทอะ
จิ้งเย่ นายรู้ตัวไหมว่าเมื่อกี้เพิ่งพูดอะไรออกมา?
คนๆ เดียวจะไปจับโจรได้เยอะขนาดนี้ได้ยังไง?
เมื่อจางปัวเห็นเหยียนเจิ้งอี้ไม่ค่อยเชื่อ เขาก็รีบก้าวออกมาช่วยยืนยันอีกแรง "ผู้กำกับเหยียนครับ พวกขโมยนี่ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเราเลย ซูหมิงเป็นคนจับมาเมื่อบ่ายนี้เองครับ"
"พวกนี้...ทั้งหมดเลยเหรอ?" ผู้กำกับเหยียนมีสีหน้าเหลือเชื่อสุดๆ เขาชี้มือไม้สั่นไปที่พวกลูกเจี๊ยบนักย่องเบาที่นั่งเบียดเสียดกันระเกะระกะอยู่ตรงโถงทางเดิน
"..ทั้งหมดเลยครับ!" มุมปากของโจวจิ้งเย่กระตุกยิก ก้มหน้าตอบเสียงเบาหวิวราวกับยุงร้อง
เหยียนเจิ้งอี้: "....."
หวังเทาเองก็มีสีหน้าตกตะลึง ในฐานะหัวหน้าหน่วยสืบสวนคดีอาญา เขาย่อมรู้ดีว่าพวกหัวขโมยที่กล้าลงมือตามท้องถนนนั้นรับมือยากแค่ไหน
จับได้คนสองคน อาจจะบังเอิญ หรือโชคดี
จับได้สามสี่คน ก็ถือว่ามีฝีมือมากแล้ว!
แต่จับได้สามสิบคนในบ่ายเดียว!
นี่ล้อเล่นกันใช่ไหม?
ต่อให้เชอร์ล็อค โฮล์มส์ปีนขึ้นมาจากหลุมศพแล้วมายืนอยู่บนถนน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะจับขโมยได้สามสิบคนในบ่ายเดียวหรอก!
หวังเทากุมขมับรู้สึกคันยิบๆ ที่หัว เหมือนสมองกำลังจะงอก เขาถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า "เขาเป็นคนจับเองทั้งหมดเลยเหรอ?"
"ถ้าพูดให้ถูกก็คือ มีเฉิงหมิงช่วยขับรถให้น่ะ" โจวจิ้งเย่ตอบเสียงเบาด้วยความรู้สึกผิด
"จับได้ทั้งหมดในบ่ายวันนี้เลยเหรอ?" ผู้กำกับเหยียนเบิกตากว้างถามด้วยความตกตะลึง
"ครับ!" คราวนี้ไม่ใช่แค่โจวจิ้งเย่ แม้แต่จางปัวก็พยักหน้าตามไปด้วย
"พวกนายไม่ได้โกหกใช่ไหม?" หวังเทาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ชิงถามขึ้นก่อนผู้กำกับเหยียน
"ไม่ครับๆ...." ทั้งสองคนส่ายหน้าพร้อมเพรียงกัน ท่าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย
"ล้อเล่นอะไรกันเนี่ย!" เหยียนเจิ้งอี้มองดูโจวจิ้งเย่และจางปัวด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่า "ถ้าโกหกฉันล่ะก็ ฉันจะถลกหนังพวกนายแน่"
ทำเอาทั้งสองคนตกใจจนต้องรีบรับประกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่ได้โกหก
หลังจากที่ผู้กำกับเหยียนไล่ถามพวกลูกเจี๊ยบนักย่องเบาที่ถูกใส่กุญแจมืออยู่ทีละคนว่าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง ในที่สุดเขาก็เชื่ออย่างยากลำบากว่า ตำรวจใหม่คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ
ร่างศักดิ์สิทธิ์แห่งการสืบสวนคดีอาญาของแท้
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้กำกับเหยียนถึงตั้งสติได้แล้วพูดว่า "แล้วซูหมิงอยู่ไหนล่ะ ให้เขามานี่สิ! ฉันอยากจะเห็นหน้าไอ้หนุ่มคนนี้ซะหน่อย ว่าตกลงมันยังไงกันแน่"
"เขาออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วครับ ตอนนี้ไม่อยู่ที่สถานี" โจวจิ้งเย่ตอบอย่างระมัดระวัง
"ปฏิบัติหน้าที่?" เมื่อได้ยินคำตอบของโจวจิ้งเย่ ผู้กำกับเหยียนก็เบิกตากว้างอีกครั้ง
"เขาเป็นแค่ตำรวจใหม่ที่ยังไม่มีแม้แต่เครื่องแบบ ทำไมถึงจัดให้เขาออกไปปฏิบัติหน้าที่ล่ะ?"
โจวจิ้งเย่เหงื่อแตกพลั่กในพริบตา ทำหน้าเหมือนอยากจะตายให้ได้ "เอ่อ...."
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารของผู้กำกับเหยียน เขาก็อธิบายเสียงอ่อยว่า "คือ....ก็อยากให้เขาได้เรียนรู้งานเยอะๆ น่ะครับ....."
เหยียนเจิ้งอี้มองดูโจวจิ้งเย่ที่อธิบายตะกุกตะกักอยู่ตรงหน้า ก็มองทะลุความในใจของเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งในพริบตา คงจะเป็นเพราะเจ้าหนูซูหมิงนั่นขยันจับมากไปจนสถานีจัดการไม่ทันแล้ว แต่โจวจิ้งเย่ก็หวงคดีไม่อยากแบ่งให้คนอื่น ก็เลยส่งซูหมิงออกไปปฏิบัติหน้าที่ส่งเดชสินะ
เมื่อเห็นรอยยิ้มเยาะของหัวหน้าเก่า โจวจิ้งเย่ก็รู้ว่าแผนการในใจของตัวเองถูกมองออกแล้ว เขารู้สึกอับอายจนแทบไม่มีที่ให้มุดหัว แทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองตรงนั้นซะเลย
บ้าเอ๊ย! คนมันจะซวย ดื่มน้ำเปล่ายังติดคอเลย!
"นายคือผู้กำกับสถานีตำรวจตงหลิงใช่ไหม? นายคือผู้ชี้แนะของสถานีตำรวจตงหลิงใช่ไหม?" เหยียนเจิ้งอี้ยิ้มแบบปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มมองทั้งสองคน แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความหนักแน่น
"ครับ..." ทั้งสองคนหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ก้มหน้ามองปลายรองเท้าหนังของตัวเอง แล้วตอบรับด้วยเสียงหึ่งๆ เหมือนยุงบิน
"อายุงานตำรวจของพวกนายสองคนรวมกันยังมากกว่าอายุของซูหมิงอีกใช่ไหม?"
"ครับ..." ทั้งสองคนอับอายจนคนนึงใช้นิ้วเท้าขุดพระราชวังต้องห้ามออกมาได้ ส่วนอีกคนก็ขุดกำแพงเมืองจีนออกมาได้เลย
"การจับกุมจางลี่ลี่ไม่ได้เกี่ยวกับพวกนายสองคนเลยใช่ไหม?"
"ครับ...." ทั้งสองคนเช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนใบหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงตอบรับ
"แล้วการจับกุมผู้ก่อเหตุลักทรัพย์สามสิบคนนี่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับพวกนายสองคนเหมือนกันใช่ไหม?"
"เอ่อ..." โจวจิ้งเย่ถูกถามจนเหงื่อแตกเป็นน้ำตกหลูซาน ส่วนจางปัวก็เหงื่อตกจนกลายเป็นเจงกิสข่านไปแล้ว
"เพื่อที่จะ....." เหยียนเจิ้งอี้ชะงักไป มองดูรอบๆ ที่เต็มไปด้วยลูกน้องของโจวจิ้งเย่ เขาจึงแค่นเสียงเย็นชาและไว้หน้าลูกน้องเก่าที่ทำงานด้วยกันมาสิบกว่าปี ไม่ได้แฉความในใจของเขาออกมา แค่นเสียงเย็นชาอีกครั้งแล้วพูดต่อ
"ถึงกับกล้าจัดให้ตำรวจใหม่ที่ยังไม่ได้รายงานตัวและยังไม่มีเครื่องแบบออกไปปฏิบัติหน้าที่เนี่ยนะ!"
"เอ่อ...." เมื่อเห็นผู้กำกับเหยียนทำท่าเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ ทั้งสองคนก็แทบอยากจะแปลงร่างเป็นนกคุ่มมุดเข้าไปซ่อนในกางเกงตำรวจซะเลย
"เอ่อบ้าเอ่อบออะไรเล่า! สถานีตำรวจตงหลิงของพวกนายวันๆ ทำบ้าอะไรกันอยู่! ไม่รู้จักอายบ้างรึไง! แม่งเอ๊ย!" เหยียนเจิ้งอี้ตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด แทบอยากจะเตะทั้งสองคนให้ตายไปเลย
พร้อมกันนั้นก็ชี้หน้าหวังเทาที่ยืนอยู่ด้วย "แล้วก็นายน่ะ! หวังเทา! จางลี่ลี่หนีไปตั้งสามปีนายหาไม่เจอ พอโดนจับได้ นายแม่งก็รีบมาเชียวนะ! ขี้อุ่นๆ มันอร่อยนักรึไง!"
"ไม่สิ นายแม่งก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันใช่ไหม?" เหยียนเจิ้งอี้ยิ้มแบบปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้มถามหวังเทา เมื่อเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของหวังเทา เขาก็หน้าตึงขึ้นมาอีกแล้วด่าต่อว่า "กินขี้ยังกินไม่ทันตอนมันอุ่นๆ เลย!"
ผู้กำกับเหยียนตวาดด่าอย่างเกรี้ยวกราดโดยไม่ไว้หน้าใคร ด่าจบก็หันหลังก้าวเท้ายาวๆ เดินออกไปทันที เห็นได้ชัดว่าโกรธจัดมาก
พอถึงหน้าประตู เขาก็หันกลับมาชี้หน้าโจวจิ้งเย่แล้วสั่งว่า "โจวจิ้งเย่ จางปัว! วันนี้พวกนายสองคนไปคัดลอกไอ้แผนงานบ้าบอของพวกนายมาคนละสิบจบ! พรุ่งนี้ก่อนการประชุมประจำสัปดาห์ เอามาส่งที่ห้องทำงานฉันด้วยตัวเองเลยนะ! หวังเทา! นายก็ไปเขียนรายงานชี้แจงการปฏิบัติหน้าที่มาหมื่นคำด้วย!"
โจวจิ้งเย่และจางปัวถึงกับชาไปทั้งตัว ไอ้แผนทำความสะอาดถนนนั่น จบเดียวก็น่าจะเกือบๆ สามพันคำแล้ว
สิบจบ?
สามหมื่นคำ?
หวังเทายิ่งชาหนักกว่า นี่มันโดนร่างแหไปด้วยชัดๆ! เขายังไม่รู้จักซูหมิงเลยด้วยซ้ำ!