เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 401 วิชามรรคามาร (ฟรี)

ตอนที่ 401 วิชามรรคามาร (ฟรี)

ตอนที่ 401 วิชามรรคามาร (ฟรี)


ตอนที่ 401 วิชามรรคามาร

เกิงเชียนชิวไม่ค่อยอยากพบเจียงหรานในสถานการณ์เช่นนี้นัก

สาเหตุหลักก็เพราะเขาเริ่มจับทางของเจียงหรานไม่ถูกแล้ว

คนผู้นี้… ตกลงเป็นใครกันแน่

คุกใต้ดินของวัดหย่งหนิงแห่งนี้มีมานานนับสิบๆ ปี

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา ทุกอย่างสงบเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

ทุกคนต่างรู้กันดีว่า ใต้ดินนี้ขังยอดฝีมือผู้หนึ่งเอาไว้ ไม่นานมานี้ เจ้าอาวาสยังพาชายชราคนหนึ่งเข้ามาเพิ่มอีก

ชายชราคนนั้นดูยิ้มแย้ม ใจดี ราวกับไม่ใช่ผู้มีพิษมีภัยใดๆ

สุดท้ายก็ถูกพามาขังไว้ชั้นล่างสุดเช่นกัน

แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างก็ยังคงสงบนิ่ง จนกระทั่งเจียงหรานกับถังฮว่าอี้มาถึง

ความสงบทั้งหมดก็พังทลายลงสิ้น

บัดนี้ คนยังถูกซัดจากชั้นล่างขึ้นมาถึงชั้นนี้แล้ว…

แล้วพวกตนควรทำอย่างไรดีเล่า จะฝ่าออกไปพร้อมกับพวกเขาหรือจะอยู่นิ่งๆ ต่อไป

อยู่นิ่งๆ ก็ไม่ได้เสียอะไรนัก อย่างมากก็แค่พลาดโอกาสออกไปเท่านั้น

แต่ถ้าหากฝ่าออกไปพร้อมกับเจียงหราน… ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้น เขาจะหันกลับมาปฏิบัติกับพวกตนเช่นไร

วรยุทธ์ของคนผู้นี้สูงส่งเกินไป ตนพ่ายแพ้ตั้งแต่กระบวนท่าเดียว

หากออกไปแล้ว กลับถูกเขาควบคุมเอาไว้ ก็เท่ากับต้องปล่อยให้ถูกจัดการตามใจชอบ

ความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในใจเกิงเชียนชิว วนเวียนไม่รู้จบ

ขณะเดียวกัน ทางด้านเจียงหรานก็กลับเข้าประมือกับตู้โม่หมิงอีกครั้งแล้ว

ลมปราณของตู้โม่หมิงราวกับไร้ขีดจำกัด สองฝ่ามือแปรเป็นกระบี่ผลาญโลหิต

ฟาดฟันผ่านที่ใด หินผาก็ละลายกลายเป็นน้ำ รุนแรงราวกับพายุถล่ม

ทว่ากลับไม่อาจแตะต้องตัวเจียงหรานได้เลยสักนิด

บางครั้งมีหมอกโลหิตเฉียดผ่านก็ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดใด ทำเอาตู้โม่หมิงยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก

เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเจียงหรานฝึกวรยุทธ์อะไรกันแน่ ถึงทำให้วิชากระบี่ผลาญโลหิตแทบไร้ผล

หากเป็นการประลองกำลังภายใน ต้องยอมรับว่าตัวเขามีวาสนาพิเศษ ตลอดชีวิต ไม่เคยหวั่นเกรงผู้ใดในการปะทะพลังตรงๆ

แม้แต่ในอดีต เจียงเทียนเย่เอง หากวัดกันที่กำลังภายในก็ยังด้อยกว่าเขาอยู่สามส่วน

แต่ในยามนี้ เมื่อปะทะกับเจียงหรานกลับไม่เคยครองความได้เปรียบแม้แต่ครั้งเดียว

เขาเป็นผู้อาวุโสตัวจริง ต่อให้เป็นเจียงเทียนเย่เมื่อยืนต่อหน้าเขา ก็ยังอ่อนกว่าครึ่งชีวิต

ตอนเริ่มต้น เขายังวางท่าใหญ่โต ใช้กำลังภายในไม่ถึงห้าส่วน ตั้งใจจะกดข่มให้เจียงหรานรู้รสชาติความพ่ายแพ้

ผลคือถูกประโยค ‘ยังไม่ถึงสองส่วน’ ของเจียงหราน ทำเอาอึ้งจนพูดไม่ออก

หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เพิ่มพลัง หวังจะเปิดโปงคำโกหกของชายหนุ่มตรงหน้า

แต่ทุกครั้งที่เขาเพิ่มพลัง เจียงหรานก็เพิ่มตามไปด้วย

ตั้งแต่เริ่มประมือจนถึงตอนนี้ กำลังภายในของทั้งสองปะทะกันแล้วถึงสิบสามครั้ง แต่เขาไม่เคยครองได้เปรียบเลยสักครั้งเดียว

ยิ่งสู้ ตู้โม่หมิงก็ยิ่งตกตะลึง

ในใจเกิดทั้งความโกรธ และความยินดีปะปนกัน

ทว่าพอสู้มาถึงจุดนี้ เขาก็เริ่มรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้คับแคบเกินไปแล้ว ไม่เหมาะแก่การสำแดงฝีมือจริงๆ

หลังจากเตะออกหนึ่งครั้งเพื่อถอนหายใจ ตู้โม่หมิงก็ตะโกนเสียงดัง

“ที่นี่คับแคบเกินไป ไม่เหมาะให้เจ้าและข้าประลองกัน”

“เจ้ากล้าออกไปสู้กับข้าข้างนอกหรือไม่”

“ตามสบาย”

เจียงหรานยิ้มบาง

“ผู้อาวุโส ในเมื่อเป็นความประสงค์ของท่าน ผู้น้อยจะกล้าขัดได้อย่างไร”

“ดี!!!”

ตู้โม่หมิงหัวเราะลั่น “ชักจะมีเค้าของพ่อเจ้าอยู่บ้างแล้ว…”

สิ้นคำ เขาเงยหน้ามองขึ้น สูดลมหายใจลึก ถ่ายพลังลงสู่ท้องน้อย แล้วซัดหมัดขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรุนแรง

ตูม!!

เพดานเหนือศีรษะถูกพลังหมัดเจาะเป็นโพรงขนาดใหญ่

ร่างของตู้โม่หมิงทะยานขึ้น กระโจนไปยังชั้นบนสุดในทันที

เจียงหรานก็ตามติดขึ้นไปไม่ห่าง

ทั้งสองเพิ่งจากไป เกิงเชียนชิวและพวกยังไม่ทันตั้งตัวก็ได้ยินเสียงลมผ่าหูดังขึ้นอีกครั้ง

เงยหน้ามองก็เห็นหญิงสาวที่มากับเจียงหรานมือหนึ่งหิ้วชายชราคนหนึ่ง อีกมือหนึ่งกระชากพระชราอีกรูปหนึ่งตามมากระโดดขึ้นมาจากชั้นล่างเช่นกัน

นางกวาดตามองรอบหนึ่ง แล้วถามเกิงเชียนชิว

“พวกเขาไปทางไหน”

“……ขึ้นไปแล้ว”

เกิงเชียนชิวยกมือชี้ขึ้นฟ้า

“อืม”

ถังฮว่าอี้พยักหน้า กำลังจะตามขึ้นไป แต่ก็หันกลับมามองเกิงเชียนชิวด้วยความสงสัย

“พวกเจ้าไม่ไปหรือ”

“……”

เกิงเชียนชิวอึ้งไป

“พวกเรา… ไปได้หรือ”

“ไม่ได้เด็ดขาด!!!”

พระชราที่ถูกถังฮว่าอี้จับอยู่ ซึ่งก็คือเจ้าอาวาสวัดหย่งหนิงรีบเอ่ยขึ้นทันที

“ผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ที่นี่ล้วนเป็นผู้กระทำความผิดร้ายแรง”

“หากปล่อยออกไปจะก่อหายนะไม่รู้จบห้ามปล่อยให้พวกเขาออกไปอย่างเด็ดขาด!”

“เจ้าพูดเหลวไหล”

ประมุขมารอดไม่ได้ที่จะสวนกลับ

“ข้าผู้นี้ซื่อสัตย์ จริงใจ ใจดี มีคุณธรรมถึงเพียงนี้ ยังถูกพวกเจ้าขังไว้ใต้ดิน”

“แสดงว่าวัดหย่งหนิงของเจ้าก็ไม่ใช่วัดดีๆ อะไร ผู้ที่ถูกขังอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่คงเป็นคนดีทั้งนั้น ข้าว่า ปล่อยออกไปให้หมดเสียยังจะดีซะกว่า!”

เจ้าอาวาสแทบจะถลนตาเหลือกขาว

ประมุขมาร เจ้ากล้าพูดว่าตนเองเป็นคนดีงั้นหรือหน้าไม่อายเอาเสียเลย!

ถังฮว่าอี้ไม่สนใจว่าทั้งสองจะโต้เถียงอะไรกัน

ที่นางช้ากว่าเจียงหรานก็เพราะหลังจากเจียงหรานกับตู้โม่หมิงจากไป นางจึงมีโอกาสจับพระชราผู้นี้ไว้ได้

ไม่เช่นนั้น ท่ามกลางแรงกดดันจากการประมือของสองยอดฝีมือ นางก็ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย

การเผลอหลุดเข้าไปในระยะการต่อสู้ของทั้งสอง เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

บัดนี้ คุมตัวพระชราไว้ได้ พาประมุขมารมาด้วยถังฮว่าอี้ก็เหลือบมองเกิงเชียนชิว และพวก

“ตามสบายเถิด ข้าไปก่อนนะ”

กล่าวจบ นางกระโดดขึ้น ตามรอยเจียงหรานไปทันที

แต่เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน กลับพบว่าเจียงหรานกับตู้โม่หมิงนำหน้าไปก่อนแล้วมุ่งหน้าไปยังส่วนหน้าของถ้ำพุทธะ

เพราะที่นั่นไม่ได้อยู่ตรงเหนือศีรษะพอดี คราวนี้พวกนางจึงต้องใช้ทางลับตามปกติ

ถังฮว่าอี้พาทั้งสองเดินไปตามทางลับอย่างรวดเร็ว

ไม่นาน จุดหมายก็ปรากฏตรงหน้า

ทว่า เพิ่งมาถึงหน้าประตู ก็เห็นภาพที่ทำให้ต้องชะงัก

เจียงหรานและตู้โม่หมิงซึ่งก่อนหน้านี้ยังต่อสู้กันอย่างดุเดือด

บัดนี้กลับยืนเคียงข้าง ร่วมมือรับศึกจากศัตรูตรงหน้า

รอบด้าน เต็มไปด้วยพระชราประจำถ้ำพุทธะ

และพระเหล่านี้ มิใช่เพียงคนของวัดหย่งหนิงเท่านั้น

แท้จริงแล้วพระจากวัดมหาพรหมกินสัดส่วนมากที่สุดในที่แห่งนี้

พระเหล่านี้รวมกลุ่มกันล้วนเป็นผู้ฝึกวรยุทธ์มาทั้งชีวิต

กำลังภายในลึกล้ำ และเมื่อร่วมมือกันก็เริ่มก่อรูปเป็นค่ายกลหนึ่งอย่างเลือนราง

ค่ายกลนี้ไร้นามถือกำเนิดจากพระสูตร

สวดไปเรื่อยๆ ศึกษากันไปเรื่อยๆสุดท้ายก็กลายเป็นค่ายกลนี้ขึ้นมา

เกิงเชียนชิวและพวกเคยล้อเลียนเรียกมันว่า “ค่ายกลสำนักผิดกลับใจ”

เพราะพระเหล่านี้เฝ้าอยู่ที่นี่ ผู้ใดไม่ยอมสำนึกผิดคิดจะหลบหนีก็จะถูกซัดกลับไป ให้สำนึกผิดจนวาระสุดท้าย

เมื่อเจียงหรานและตู้โม่หมิงปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน

พระชราที่เคยสนทนากับเจียงหรานก่อนหน้านี้ พลันตวาดเสียงดัง

“ทะเลทุกข์ไร้ฝั่ง หันกลับเถิด ยังมีหนทางรอด!”

พร้อมกันนั้น พระจำนวนมากก็ลงมือพร้อมกัน

บ้างชี้นิ้ว บ้างชกหมัด บ้างพลิกฝ่ามือ

กระบวนท่าหลากหลายถาโถมไม่ขาดสาย

และยังสอดประสานกับเสียงสวด ชั่วพริบตาเดียวก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับอยู่กลางแดนพุทธะ

ถูกพระนับหมื่นบังคับโปรดวิญญาณ

แม้แต่เจียงหราน ยังรู้สึกถึงแรงกดดันอย่างชัดเจน

ตู้โม่หมิงก็อดตกใจไม่ได้

“ยี่สิบปีมานี้ พระพวกนี้ก้าวหน้าไปไม่น้อย”

เขาจึงเลิกคิดจะแข่งแพ้ชนะกับเจียงหราน หันมารับมือกับเหล่าพระกลางอากาศ

ทว่า พระมีไม่รู้จบ กำลังภายในก็ราวกับไม่สิ้นสุด

ต่อให้ตู้โม่หมิงสามารถสังหารได้ก็ยังถูกพระรูปอื่นโจมตีใส่ไม่หยุดยั้ง

หนึ่งครั้งสองครั้งยังพอรับได้ แต่หากมากเข้าก็ยากหนีพ้นมดรุมกัดช้าง

ในจังหวะนั้นเอง ตู้โม่หมิงตะโกนลั่นสองฝ่ามือแยกออก

คมกระบี่สีเลือดพาดเป็นรูปกากบาท ฟาดแยกซ้ายขวา

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

เสียงระเบิดดังต่อเนื่อง

สองกระบวนท่าจากวิชากระบี่ผลาญโลหิต ฝากรอยแผลขนาดมหึมาไว้บนผนังถ้ำ

แรงปะทะกระจาย พระชรากว่าสิบรูปกระอักเลือดพร้อมกัน

บ้างถูกซัดกระเด็น บ้างยังยืนได้ฝืนเอ่ย ‘อามิตาพุทธ’

เสียงสวดดังก้องยิ่งกว่าเดิม!

ถ้อยคำซัดสาดเข้าสู่โสตประสาท ทำให้แสงแดงในดวงตาของตู้โม่หมิงจางลงไปเล็กน้อย

เมื่อหันไปดูเจียงหราน กลับพบว่าเขาเหมือนไม่ได้รับผลใดๆ เลย

เสียงสวดเหล่านั้น แทบไม่ส่งผลต่อเขาเลยแม้แต่น้อย

ตู้โม่หมิงเห็นเช่นนี้ ก็ไม่รู้สึกแปลกใจ

เพราะเมื่อครู่ เจียงหรานใช้หมัดวชิระปราบมาร

เพียงเท่านี้ก็พอรู้แล้วว่ารองประมุขมารแห่งพรรคมารผู้นี้ เข้าใจวิชาสายพุทธอย่างลึกซึ้งเพียงใด

และในขณะนั้นเอง พระชรากลุ่มนั้นก็ลงมือพร้อมกัน

กำลังภายในสายแล้วสายเล่า ภายใต้เสียงสวดกังวาน หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว โถมซัดเข้าใส่เจียงหราน และตู้โม่หมิงโดยไม่เลือกเป้าหมาย

“ทะเลทุกข์ไร้ฝั่ง หันกลับเถิด ยังมีหนทางรอด!!!”

เจียงหรานแยกมือออก ซ้ายขวา บนล่าง ม่านพลังคุ้มกายไร้รูปแผ่ขยายออกมาครอบคลุมทั้งตัวเขา และตู้โม่หมิงไว้ภายใน

วิชาเทพสยบชะตา ปราณอมตะ!

ปัง ปัง ปัง!!!

แรงโจมตีซัดกระหน่ำใส่ม่านพลังคุ้มกาย แต่กลับสะท้อนย้อนคืนกลับไปด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าเดิม

เมื่อถังฮว่าอี้มาถึง สิ่งที่เห็นก็คือภาพเช่นนี้ ภาพลักษณะนี้นางเห็นมามากแล้ว

เดิมคิดว่าครั้งนี้ พระเหล่านั้นคงต้องรับผลสะท้อนกลับอย่างสาหัส

ทว่าไม่คาดคิดว่า เมื่อเห็นท่าไม่ดี พระชราทั้งหลายจะพร้อมใจกันสวดพระสูตร ร่างกายเปล่งแสงทองเรืองรอง

เลือนรางระหว่างนั้น แสงทองที่เชื่อมต่อกันทั่วทั้งถ้ำพุทธะกลับก่อรูปเป็นพระพุทธองค์ขนาดมหึมา ครอบคลุมร่างเหล่าพระชราทั้งหมดไว้ภายใน

“ร่างวัชระมหาพรหม!”

ถังฮว่าอี้คุ้นเคยกับท่านี้เป็นอย่างดี

นี่คือหนึ่งในสามสภาวะแห่งวิชามหาพรหมวัชระ ร่างวัชระมหาพรหม

โดยปกติ เมื่อผู้ฝึกปรือทั่วไปใช้ มักปรากฏเป็นภาพพระอรหันต์

ครั้งแรกที่เจียงหรานใช้วิชานี้กลับปรากฏเป็นเงาพระแต่งกายแบบนักพรต

นั่นเป็นเพราะแม้เขาจะขับเคลื่อนวิชามหาพรหมวัชระ แต่รากฐานแท้จริงกลับเป็นวิชาจิตเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดิน ซึ่งเป็นวิชาสายเต๋าโดยแท้

จึงเกิดเงาร่างที่ดูแปลกประหลาดเช่นนั้น

ภายหลัง เขาปรับปรุงวิชานี้หลายครั้ง ยิ่งลดทอนเงาร่างลง แนบม่านพลังคุ้มกายเข้ากับร่างกายตรงๆ ราวกับสวมอาภรณ์แห่งพลัง ทำให้พลังป้องกันแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเข้าไปอีก

ส่วนเงาร่างนั้นจะปรากฏก็ต่อเมื่อเขาใช้ฝ่ามือสวรรค์ครอบฟ้า และวิชาอื่นๆเพื่อเพิ่มอานุภาพเท่านั้น

แต่บัดนี้ พระชรากลุ่มนี้ใช้ ‘ร่างวัชระมหาพรหม’ กลับปรากฏเป็นเงาร่างพระพุทธองค์โดยตรง

ชัดเจนว่า พวกเขาได้พัฒนาวิชานี้ไปอีกขั้นจนถึงระดับที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิม

พลังที่สะท้อนกลับจากปราณอมตะของเจียงหราน มีรากฐานมาจากกำลังภายในของพระเหล่านั้นนี่เอง

เมื่อแรงนี้กระทบเงาร่างพระพุทธองค์นอกจากระลอกคลื่นเล็กน้อย ก็ไม่หลงเหลือร่องรอยใดๆ อีก

แววตาของถังฮว่าอี้เคร่งเครียดขึ้น ขณะได้ยินเสียงประมุขมารกล่าวต่ำๆ

“พระพวกนี้ไม่ใช่คนธรรมดา วันนี้หากจะฝ่าออกไปจากที่นี่เกรงว่าจะไม่ง่ายนัก”

ไม่ง่าย… แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หนึ่งคือรองประมุขมาร อีกหนึ่งคือตู้โม่หมิง ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของพรรคมาร

หากบุกฝ่าอย่างถึงที่สุดก็ยังพอมีโอกาสอยู่

ถังฮว่าอี้กำลังจะเอ่ยปาก พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังต่อเนื่องจากด้านหลัง

เมื่อหันไปมองกลับเห็นนักโทษจากชั้นแรกพากันกรูกันออกมาสีหน้าบ้าคลั่งราวกับอสูร

ถังฮว่าอี้ชะงักไปทันที

เมื่อครู่นางเพิ่งผ่านชั้นแรกมา กรงขังทั้งหมดยังปิดสนิท

คนเหล่านี้ก็ถูกวางยา กำลังภายในสูญสิ้น แล้วพวกเขาออกมาได้อย่างไรกัน

แต่เมื่อเห็นเกิงเชียนชิว และพวกอยู่ท้ายขบวน นางก็เข้าใจในทันที

ปล่อยพวกเขาออกมาเป็นโล่มนุษย์ ให้หยั่งเชิงก่อนงั้นหรือ

ยังไม่ทันคิดจบ คนกลุ่มนั้นก็วิ่งผ่านนาง พุ่งไปข้างหน้า

แต่ทันทีย่างก้าวเข้าไปใกล้เหล่าพระชรา ผู้คนซึ่งก่อนหน้านี้คลุ้มคลั่งดั่งอสูรร้าย กลับเปลี่ยนสีหน้าทันควัน

แต่ละคนสงบนิ่ง เปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ราวกับได้ขึ้นสู่แดนพุทธะ ถูกโปรดวิญญาณจนบรรลุธรรม

“……นี่มันอะไรกัน”

เกิงเชียนชิวที่ยืนข้างถังฮว่าอี้มองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ

“พระจากวัดหย่งหนิงตั้งแต่เมื่อใดถึงมีวิชาพิสดารเช่นนี้”

“อามิตาพุทธ!”

เจ้าอาวาสวัดหย่งหนิงรีบโต้กลับ “พระพุทธองค์ทรงเมตตา โปรดสัตว์โลกจะเรียกว่าวิชาชั่วร้ายได้อย่างไร”

“พวกท่านยังมีอกุศลจิตย่อมต้องถูกชำระอกุศล คืนสู่สภาพเดิมอันบริสุทธิ์”

“……นี่เรียกว่าคืนสู่สภาพเดิมหรือ”

เกิงเชียนชิวมองนักโทษเหล่านั้นที่ล้มลงนั่งกับพื้น สวดพระสูตรตามพระชราอย่างไร้สติ

เขารู้สึกว่า เจ้าอาวาสผู้นี้คงตาบอดไปแล้ว

คนที่ถูกขังใต้ดินวัดหย่งหนิง ย่อมรู้ดีว่าพระเหล่านี้สวดมนต์ไปเพื่ออะไร

การสวดเป็นเพียงการเสริมไม่อาจใช้พระสูตรเปลี่ยนแปลงคนผู้หนึ่งได้โดยสิ้นเชิง

เว้นแต่…จะเป็นตู้โม่หมิงที่ใช้วิชามรรคามารบิดเบือนจิตใจมนุษย์ตรงๆ

หรือไม่ก็ถูกเคล็ดจิตมารหนึ่งคำนึงครอบงำ

โดยทั่วไป วิชาพุทธใช้พระสูตรปกป้องจิตเดิม แล้วใช้ธรรมะต่อต้านวิชามาร

แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็นการใช้พระสูตรบังคับ ‘เปลี่ยน’ คน

นี่ไม่ใช่การโปรด นี่คือการบิดเบือน!

ในแก่นแท้ มันไม่ต่างจากฝ่ายมารเลยแม้แต่น้อย!

“ฟื้นคืนสภาพเดิมงั้นหรือ”

ตู้โม่หมิงหัวเราะลั่น

“วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ!”

กล่าวจบ เขาเหลือบมองเจียงหราน

“ข้าให้เจ้าคุ้มกันข้าหรือ”

“แค่ผ่านมือ”

เจียงหรานส่ายหน้าเบาๆ

“อย่าว่าแต่ท่านเลยต่อให้เป็นแมวสักตัว หรือสุนัขสักตัว อยู่ในสถานการณ์นี้ ข้าก็จะช่วยคุ้มกันให้”

“……”

ตู้โม่หมิงหน้าดำมืด เด็กเวรนี่พูดไม่เป็นเอาเสียเลย!

เขาสะบัดมือ

“ค่ายกลนี่น่าสนใจอยากโปรดคนให้เป็นพุทธ ข้าจะพาคนเข้าสู่วิถีมารให้ดู!”

“ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อน ปิดหูเสีย อย่าไปฟัง!”

กล่าวจบ ตู้โม่หมิงนั่งขัดสมาธิลงทันที

แสงแดงในดวงตาลุกโชน

เขาเริ่มสวดถ้อยคำบางอย่างเช่นกัน แต่เป็นถ้อยคำที่ขัดต่อทุกศีลธรรมแห่งโลกหล้า

ทุกถ้อยคำล้วนบอกให้มนุษย์อย่าแสวงหาระเบียบ อย่ายึดกฎเกณฑ์ ให้เชื่อเสียงในใจแสวงหามารในดวงจิตตนเอง

จิตเกิดสังหารก็จงฆ่า จิตเกิดอำมหิตก็จงกระทำ จิตเกิดตัณหาก็จงเสพสุข!

ความปรารถนาในใจคือรากฐานของมนุษย์

ชีวิตคนสั้นนักเหตุใดต้องใช้เวลาสั้นๆ นี้ ยึดติดกฎเกณฑ์ไร้ชีวิต

ครั้นถึงบั้นปลายกลับพบว่าสิ่งที่ตนปรารถนา ไม่เคยได้มาสักอย่าง

ถ้อยคำเหล่านี้ผสานกับกำลังภายในของตู้โม่หมิงเปล่งออกมาทีละคำกลับฟังดูเหมือนสัจธรรมแห่งสวรรค์

ทันใดนั้นมีคนตะโกนลั่นฉีกเสื้อผ้าตนเอง พุ่งใส่หญิงสาวข้างกาย

“ข้าทนไม่ไหวแล้ว!!!”

หญิงผู้นั้นกลับกัดเข้าที่ลำคอเขา เลือดสาดกระเซ็นหัวเราะเสียงดังอย่างคลุ้มคลั่ง

จากนั้นนางก็ลุกขึ้น คว้าคนข้างกายจะกัดกิน

นางถูกขังใต้ดินมานาน วัดย่อมไม่ให้กินเนื้อสัตว์

บัดนี้ สิ่งที่นางต้องการที่สุดคือเนื้อ ไม่ทันรอให้สุกใครอยู่ใกล้ก็จะกินคนผู้นั้น

ชั่วพริบตาเดียว ผู้คนที่ก่อนหน้านี้ยังดูเปี่ยมสุขกลับกลายเป็นอสูรหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว

ทุกคนทำตามสิ่งที่ตนเรียกร้องจากส่วนลึก

บางคนเข่นฆ่าด้วยความโลภ บางคนแสวงหาความสำราญ บางคนหัวเราะลั่น บางคนกอดศีรษะร่ำไห้

เกิงเชียนชิว และพวกเห็นแล้วก็ขนลุกซู่

บัดนี้พวกเขาจึงรู้แน่แล้วว่าชายผู้หัวเราะบ้าคลั่งซึ่งประมือกับเจียงหรานนั้นคือใคร

เขาคือ ตู้โม่หมิง ยอดฝีมือแห่งพรรคมารที่หายสาบสูญไปเกือบยี่สิบปี!

ในขณะเดียวกัน เกิงเชียนชิวก็รู้สึกว่าสภาพจิตใจของตนกำลังแปรเปลี่ยนไป

สิ่งที่ตนต้องการที่สุดในตอนนี้คืออะไร

ออกไปจากที่นี่!

หลังลังเลเพียงครู่เดียว เขาก้าวเท้า เดินออกมาข้างหน้า

แล้วนั่งลงด้านหลังตู้โม่หมิง เริ่มสวดถ้อยคำประหลาดตามเขา

เมื่อเขาทำเช่นนี้ ผู้คนด้านหลังก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ นานา

บางคนกลับเข้าไปในกรงขัง ไม่คิดจะออกไปอีก

คนที่ควรห่วงใยตายไปหมดแล้ว เรื่องที่ควรอาลัยก็ไม่มี

ออกไปแล้วจะทำอะไรอยู่ใต้ดินวัดหย่งหนิง ใช้ชีวิตให้สิ้นไปเสียยังดีซะกว่า

บางคนที่เดิมร่วมมือกันดีกลับหันมาเข่นฆ่ากันในพริบตา

ความแค้นมหาศาลเดิมทีมีอยู่แล้วเพียงแต่ถูกความคิดอยากหลบหนีบดบัง

บัดนี้ คำของตู้โม่หมิงกลับฟังดูมีเหตุผลยิ่งนัก

ชีวิตสั้นนัก มีแค้นก็จงแก้แค้น มีศัตรูก็จงฆ่าศัตรู นี่ต่างหากคือหนทางสูงสุด!

ถังฮว่าอี้มองทุกสิ่งรอบด้านขมวดคิ้วแน่น

นางรู้สึกว่าตู้โม่หมิงกำลังเล่นใหญ่เกินไป

ในขณะนั้นเอง พระชราที่นางจับอยู่กลับร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมา

นางเหลือบมอง

“เจ้าร้องอะไร”

“อาตมา… เสียใจนัก!!!”

เจ้าอาวาสร้องไห้น้ำตานอง

“เมื่อครั้งหนุ่ม อาตมามีหญิงคนรักแต่เพราะบ้านยากจน อยู่ไม่รอดจึงจำต้องออกบวช”

“หากไม่เป็นเช่นนั้น… วันนี้หลานก็คงออกไปซื้อซีอิ๊วได้แล้ว!”

“……”

ถังฮว่าอี้ทั้งขำทั้งเอ็นดู สมาธิของเจ้าอาวาสผู้นี้ดูท่าจะไม่มั่นคงนัก

ส่วนเจียงหราน กลับจ้องมองตู้โม่หมิงอย่างครุ่นคิด

วิชามรรคามารเข้าหูเขาแล้วบางส่วนฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง

แต่ส่วนใหญ่กลับเลอะเลือน ไร้แก่นสาร

หากไม่มีกำลังภายในของตู้โม่หมิง คอยชักจูงจิตใจ

ถ้อยคำเหล่านี้ก็เป็นเพียงคำพูดไร้สาระเท่านั้น

เขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้งแล้วก็พบว่าดวงตาของเงาร่างพระพุทธองค์ที่ปกคลุมถ้ำพุทธะอยู่นั้น

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด กลับเริ่มถูกย้อมด้วยสีแดงระเรื่อ

วิชามรรคามารร้ายกาจกว่าที่คิดไว้เสียอีก เป็นไปได้ว่ามันจะสามารถชักนำให้แม้แต่พระพุทธองค์สละหนทางธรรม ตกสู่วิถีมารได้จริง

จบบทที่ ตอนที่ 401 วิชามรรคามาร (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว