- หน้าแรก
- แชทกลุ่มสะท้านมิติ
- บทที่ 33 เป้าหมายหลักคืออยากฝึกฝนพลังยุทธ์
บทที่ 33 เป้าหมายหลักคืออยากฝึกฝนพลังยุทธ์
บทที่ 33 เป้าหมายหลักคืออยากฝึกฝนพลังยุทธ์
“วิชาแรกคือ 《ระฆังทองคุ้มกาย》 แขนงนี้ หากฝึกฝนจนบรรลุขั้นสุดยอดอาวุธฟาดฟันไม่เข้า ข้ามีสหายคนหนึ่งฝึกฝนเคล็ดวิชาแขนงนี้ แม้ว่าเส้นผมจะร่วงหล่นจนหมด ทว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ซ้ำเขายังมีเคล็ดวิชาขั้นต่อไป หากเจ้าสามารถอดทนฝึกฝนได้ การเป็นอมตะไม่มีวันตายย่อมมีความเป็นไปได้!”
เมิ่งฉี: ขอบคุณ รู้สึกเหมือนถูกพาดพิงถึงเลย
เซียวเหยียนมองดู 《ระฆังทองคุ้มกาย》 เล่มนั้นสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไป ชื่อวิชานี้เจ้าแน่ใจนะว่าไม่ได้พูดเล่น? ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้แล้วเส้นผมยังหลุดร่วงจนหมด นั่นมันหลวงจีนไม่ใช่หรือ?
“วิชาที่สองคือ 《คัมภีร์สัจจะต้งเสวียน》 เล่มนี้ นี่คือเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรระดับยอดเยี่ยม หากฝึกฝนจนสมบูรณ์พร้อม สามารถเหินเวหาขึ้นสู่สวรรค์ในเวลากลางวัน อายุขัยยืนยาวไร้ที่สิ้นสุด! ข้ามีสหายอีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่งฝึกฝนเคล็ดวิชาแขนงนี้ จุ๊จุ๊ แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว ไร้เทียมทานทั่วทั้งหกภพภูมิ”
เฟยเผิง: ขอบคุณ รู้สึกกระอักกระอ่วนใจทีเดียว
มารดามันเถอะเจ้ายังกล้าบอกว่าไม่ใช่ผู้ข้ามมิติอีกหรือ! เจ้ามาอยู่ในโลกแห่งพลังยุทธ์แห่งนี้กลับมาพูดเรื่องวิทยายุทธ์และการบำเพ็ญเพียรกับข้าเนี่ยนะ?!! สหายของเจ้าช่างมากมายเหลือเกินนะ?!! ยังมีหกภพภูมิอีก?!!
เซียวเหยียนแผดเสียงคำรามลั่นอยู่ภายในใจ
“วิชาที่สามคือเคล็ดวิชาฝึกฝนพลังยุทธ์เล่มนี้ 《เคล็ดวิชาเพลิง》 เคล็ดวิชาระดับหวงขั้นต่ำ สามารถใช้คำว่าน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาอธิบายได้อย่างสมบูรณ์แบบ! แน่นอนว่าหากเจ้าต้องการเลือกเคล็ดวิชาแขนงนี้ จำเป็นต้องให้เจ้าทะลวงระดับผู้ฝึกยุทธ์ให้ได้เสียก่อน”
เย่าเฉินแนะนำเคล็ดวิชาทั้งสามแขนงจบลง เขามองดูเซียวเหยียนที่ราวกับใกล้จะสติแตกด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเบิกบานใจ
“ผู้อาวุโสท่านไม่ได้เดินทางมาจากสถานที่อื่นอย่างนั้นหรือ?” เมื่อดึงสติกลับมาได้ เซียวเหยียนไม่สนใจสีหน้าหยอกล้อของเย่าเฉิน เอ่ยถามด้วยความคาดหวังอยู่บ้างภายในใจ
“สถานที่อื่นอะไรกัน เจ้ารีบเลือกเข้าเถิด ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะเปลี่ยนใจแล้วนะ!”
เซียวเหยียนร้อนรนขึ้นมาทันที ทำไมถึงมีการเปลี่ยนใจกะทันหันด้วยเล่า!
“เลือก เลือก เลือก ผู้อาวุโสข้าขอเลือกต้งเสวียน……”
“ดี! ข้ารู้ว่าเจ้ามีสายตาเฉียบแหลม! ถึงกับปรายตามองเพียงครั้งเดียวก็สามารถถูกใจเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาวิชาเหล่านี้ได้!” เย่าเฉินเก็บเคล็ดวิชาสองเล่มนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบเล่มที่เหลือขึ้นมาตบลงบนหน้าอกของเซียวเหยียน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ 《เคล็ดวิชาเพลิง》 เล่มนี้ที่เมื่อฝึกฝนแล้วจะไร้เทียมทานทั่วทั้งเก้าสวรรค์สิบปฐพี ขอมอบให้เจ้าแล้วกัน!”
“ระดับหวงขั้นต่ำเชียวนะ เจ้าต้องเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม! อย่าทำให้มันต้องผิดหวังเล่า!”
เซียวเหยียนทั้งคนถึงกับตกตะลึงโง่งมไปแล้ว เขามองดู 《เคล็ดวิชาเพลิง》 ในอ้อมอกของตัวเอง สลับกับมองเย่าเฉินที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ดวงตาไร้แวว พึมพำกับตัวเองว่า “ข้าช่างโง่เขลาอย่างแท้จริง โง่เขลาจริงๆ”
เมิ่งชวน: กลุ่มแชตของพวกเราเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมสมาชิกกลุ่มทุกคนล้วนกำลังพัฒนาไปในทิศทางนี้?
เมิ่งชวน: @เมิ่งฉี @ลู่หมิงเฟย พวกเจ้าสองคนหลอกลวงสหายในกลุ่มผู้แสนดีไปมากน้อยเพียงใดแล้ว!
เมิ่งชวน: พวกแกะดำของกลุ่มแชต!
ระบบแจ้งเตือน: ผู้ดูแลกลุ่มเมิ่งชวนสั่งห้ามผู้ดูแลกลุ่มเมิ่งฉี สมาชิกกลุ่มลู่หมิงเฟย ส่งข้อความ
มาโดกะ ไดโกะ: ระลอกนี้ ระลอกนี้คือคนชั่วร้ายชิงลงมือก่อน……
เมิ่งชวน: หืม?
มาโดกะ ไดโกะ: ระลอกนี้คือคนชั่วร้ายชิงยอมจำนนก่อน!
จางซานเฟิง: ประหลาดนัก ทำไมเสี่ยวเมิ่งจึงยังไม่ยกเลิกการห้ามส่งข้อความอีก?
เมิ่งฉีเองก็มองดูหน้าต่างแชตของกลุ่มด้วยความเหม่อลอยเช่นกัน เนื่องจากทุกครั้งที่เขาต้องการใช้สิทธิ์ผู้ดูแลกลุ่มเพื่อยกเลิกการห้ามส่งข้อความ ระบบมักจะแจ้งเตือนขึ้นมาเสมอ
ระบบแจ้งเตือน: สิทธิ์ของผู้ดูแลกลุ่มที่เริ่มการห้ามส่งข้อความอยู่เหนือกว่าเจ้า เจ้าไม่สามารถยกเลิกการห้ามส่งข้อความได้!
เมิ่งฉีแทบอยากจะปาแก้วทิ้ง! โลกใบนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยความไม่เท่าเทียม เต็มไปด้วยการกดขี่ข่มเหงผู้ดูแลกลุ่มที่มีสิทธิ์ระดับต่ำ!
เมิ่งชวน: อาจเป็นเพราะถูกคำพูดของข้าแทงใจดำ จึงเกิดความสำนึกเสียใจขึ้นมาบ้าง
เมิ่งชวน: ยังถือว่าพอเยียวยาได้!
เมื่อเห็นคำพูดสองประโยคนี้ เมิ่งฉีถึงกับน้ำตาไหลพรากอาบหน้า บางทีนี่อาจจะเป็น ความหมายที่แท้จริงของคำว่าบดบังท้องฟ้ากระมัง……
“ผู้อาวุโส เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรเล่มนั้นเล่า?” เซียวเหยียนถือ 《เคล็ดวิชาเพลิง》 เอาไว้ เขามองดูเย่าเฉินพลางกล่าวอย่างไม่ยอมถอดใจ
หากสามารถบำเพ็ญเพียรได้ ใครจะยอมฝึกฝนพลังยุทธ์สับปะรังเคเช่นนี้กันเล่า!
“พ่อหนุ่ม ข้าขอถามเจ้า ทวีปแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าอะไร?” เย่าเฉินมองดูเซียวเหยียน รู้สึกว่ามีความจำเป็นต้องดัดนิสัยความคิดของเจ้าหนุ่มผู้นี้เสียหน่อย
“ทวีปพลังยุทธ์อย่างไรเล่า!”
“ทวีปแห่งนี้ตั้งชื่อตามพลังยุทธ์ เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“เช่นนั้น เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรและวิทยายุทธ์แขนงนั้น ล้วนเป็นของปลอมอย่างนั้นหรือ?” เซียวเหยียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ใครบ้างไม่อยากสัมผัสความรู้สึกของการขี่กระบี่เหินเวหา ท่องไปตามสายลมท่ามกลางฟ้าดินกันเล่า
“ไม่ ล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น ทั้งยังสามารถฝึกฝนได้จริง ทว่าข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าฝึกฝนพลังยุทธ์เท่านั้น” เย่าเฉินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“เจ้าปั่นหัวข้า!” เซียวเหยียนโกรธจัด พุ่งตัวคว้าได้เพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง
“เจ้าหนุ่มนี่ช่วยอยู่นิ่งๆ สักประเดี๋ยวจะได้หรือไม่ ทำไมถึงมีเรี่ยวแรงเหลือล้นถึงเพียงนี้!” เย่าเฉินรู้สึกจนปัญญา เขาเป็นเพียงดวงวิญญาณ เจ้ากลับเอาแต่คิดจะพุ่งเข้าใส่ พุ่งเข้าใส่มารดาเจ้าสิ!
“ข้าต้องการบำเพ็ญเพียร!” เซียวเหยียนกล่าวอย่างดื้อรั้น หากไม่ได้บำเพ็ญเพียร ยอมตายเสียดีกว่า!
“พลังยุทธ์ฝึกฝนไปจนถึงท้ายที่สุดก็ไม่ได้อ่อนแอกว่าการบำเพ็ญเพียรเลยนะ!”
“ข้าต้องการบำเพ็ญเพียร!” น้ำเสียงอันดื้อรั้นดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของเด็กหนุ่ม
“《เคล็ดวิชาเพลิง》 เล่มนี้ คือเคล็ดวิชาที่สามารถวิวัฒนาการได้ ไร้ซึ่งขีดจำกัด” เย่าเฉินจนปัญญา บำเพ็ญเพียรมารดาเจ้าสิ
“ข้าต้องการฝึกฝนพลังยุทธ์!”
“ยามมีชีวิตคือคนพลังยุทธ์ ยามตายคือผีพลังยุทธ์ สวรรค์ส่งข้ามาที่นี่ เพื่อให้ข้าฝึกฝนพลังยุทธ์นี่แหละ!” น้ำเสียงอันดื้อรั้นของเด็กหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง ยังคงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่เช่นเดิม
เมิ่งชวน: กลืนน้ำลายตัวเองแล้วสินะ
ปี่ปี๋ตง: กลืนน้ำลายตัวเองแล้วสินะ
จางซานเฟิง: ช่างอร่อยเหลือเกินนะ
เมิ่งชวน: ???
เย่าเฉินรู้สึกพูดไม่ออก เขามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากขึ้น “เจ้ามีท่าทางคล้ายคลึงกับบรรดารุ่นพี่ของเจ้าอย่างแท้จริง……”
เมิ่งชวน: ขอบคุณ รู้สึกเหมือนถูกล่วงเกินเลยแฮะ
“ผู้อาวุโส 《เคล็ดวิชาเพลิง》 เล่มนี้ต้องวิวัฒนาการยังไงหรือ?” ไม่ต้องสนใจเรื่องเซียนหรือไม่เซียนอีกแล้ว เป้าหมายหลักคือชื่นชอบพลังยุทธ์
“อยากรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร?”
“อยากรู้!”
“เช่นนั้นยังไม่รีบกราบอาจารย์อีก!”
เซียวเหยียนรู้สึกลังเลเล็กน้อย ทำไมถึงต้องกราบอาจารย์ด้วยเล่า เพิ่งจะดูดกลืนปราณยุทธ์ของข้าไปจนหมด ตอนนี้กลับต้องมากราบคนผู้นี้เป็นอาจารย์อีก
“กราบอาจารย์แล้วข้าจะบอกวิธีวิวัฒนาการ 《เคล็ดวิชาเพลิง》 แก่เจ้า รวมถึงสามารถถ่ายทอดวิชาบางอย่างเกี่ยวกับการบำเพ็ญเพียรให้เจ้าด้วย ถือโอกาสสอนไปพร้อมกันเลย”
“แถมยังสามารถทำให้เจ้ากลายเป็นนักหลอมโอสถ สอนวิชาหลอมโอสถให้เจ้าด้วย!” เย่าเฉินกล่าวอย่างเนิบนาบ น้ำเสียงดูราบเรียบสบายๆ เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจในตัวเอง
“ปัง! ปัง! ปัง!”
“ศิษย์เซียวเหยียน คารวะท่านอาจารย์!”
เซียวเหยียนรีบทำความเคารพกราบไหว้อาจารย์ทันที ซ้ำยังเจ้าเล่ห์ใช้เท้ากระทืบพื้นสามครั้ง เพื่อเป็นตัวแทนของเสียงโขกศีรษะ เขาเชื่อว่าผู้อาวุโสเย่าสามารถเข้าใจได้ว่าสิ่งนี้มีความหมายว่าอย่างไร
สำหรับความแค้นเรื่องการดูดกลืนปราณยุทธ์น่ะหรือ? ล้วนเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ยังจะมีความแค้นอะไรอีก!
“เจ้าเด็กเหลือขอ ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก!” เย่าเฉินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สิ่งนี้ดูเหมือนจะแตกต่างจากเด็กหนุ่มในเนื้อเรื่องเดิมอยู่บ้างนะ
“เสี่ยวเหยียนจื่อ อาจารย์ของเจ้ามีนามว่าเย่าเฉิน เจ้าต้องเรียกข้าว่าท่านอาจารย์!” เมื่อมองดูรูปปากของเซียวเหยียน เย่าเฉินก็เร่งเสียงให้ดังขึ้น ไอ้เด็กบ้า!
“ขอรับท่านอาจารย์” เซียวเหยียนพยักหน้า เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตัวเองรับรู้แล้ว
“เช่นนั้นท่านอาจารย์ วิธีการวิวัฒนาการของ 《เคล็ดวิชาเพลิง》 เล่า? รวมถึงวิชาบำเพ็ญเพียร และวิชาหลอมโอสถด้วย?” เซียวเหยียนรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง
เย่าเฉินปรายตามองเซียวเหยียนหนึ่งคราพลางกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องอะไรกับผู้ที่มีเพียงปราณยุทธ์ขั้นสามอย่างเจ้าด้วยหรือ?”
สีหน้าของเซียวเหยียนแข็งค้างไป ดูเหมือนว่าแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเซียวเหยียนผู้มีเพียงปราณยุทธ์ขั้นสามอย่างแท้จริง?
ทว่าสภาพจิตใจของเซียวเหยียนนับว่าดีเยี่ยม เขาสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ในเมื่อไม่มีความเกี่ยวข้องกับเซียวเหยียนที่มีปราณยุทธ์ขั้นสาม เช่นนั้นก็ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับเซียวเหยียนในระดับผู้ฝึกยุทธ์ไม่ใช่หรือ?
“ท่านอาจารย์ เคล็ดวิชาเหล่านี้ของท่านได้มาจากที่ไหนหรือ? ท่านเองก็เป็นเหมือนกับข้าใช่หรือไม่?” เซียวเหยียนเอ่ยถามคำถามที่อยากรู้มากที่สุดออกมา ส่วนเรื่องผู้ข้ามมิตินั้น เขาไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน
“ข้าไม่ได้หลอกเจ้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่สหายของข้าฝึกฝน พวกเขามอบมันให้กับข้า” สหายในกลุ่มแชตย่อมเป็นสหายเช่นกันนี่นา!
“สำหรับเจ้าน่ะหรือ? เจ้าเด็กน้อย ไม่ใช่แค่ผู้ข้ามมิติคนหนึ่งหรอกหรือ!” เย่าเฉินหัวเราะ
“ซ้ำยังเป็นผู้ข้ามมิติที่แอบลูบคลำเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อีกด้วย!”
เซียวเหยียนตกใจกลัวขึ้นมาก่อน ความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเองถูกมองทะลุปรุโปร่งแล้ว จากนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเย่า ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปากพร่ำโวยวายว่าการหล่อเลี้ยงร่างกายจะนับเป็นการลูบคลำได้อย่างไร? เรื่องของพลังยุทธ์จะเรียกว่าการลูบคลำได้อย่างไร?
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเบิกบานใจในชั่วขณะ
“วิธีการพบหน้ากันที่แตกต่างจากเนื้อเรื่องเดิมปรากฏขึ้นแล้ว ความเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นจากที่นี่ จะเป็นผลดีหรือผลเสียกันนะ? พวกเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลย……”
สหายในกลุ่มทุกคน: ท่านมหาจักรพรรดิท่านบรรยายอีกแล้ว!