- หน้าแรก
- ผู้คุมซ่อนคม ข้ามีระบบแก้ไขวรยุทธ์
- บทที่ 490 - กายาดั่งสายลม
บทที่ 490 - กายาดั่งสายลม
บทที่ 490 - กายาดั่งสายลม
บทที่ 490 - กายาดั่งสายลม
ฉู่หยวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด "อาเฉิง แผนการเดินทางไปเมืองหลินโจวของเจ้าถูกเปิดโปงไปแล้ว ข้าเกรงว่าในเงามืดคงมียอดฝีมือมากมายที่จ้องจะเล่นงานเจ้า การเดินทางครั้งนี้มันอันตรายเกินไป
แต่ถ้าเจ้าต้องการจะฝึกฝนเป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่ เจ้าก็หลีกเลี่ยงการไปเมืองหลินโจวไม่ได้อยู่ดี
ข้ากับผู้อาวุโสสูงสุดเซียวได้ปรึกษากันแล้วและหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดมาได้ ข้าอยากให้เจ้านำทัพทหารฝีมือดีของเมืองซู่โจวจำนวนสองแสนนาย มุ่งหน้าไปยังเมืองหลินโจวด้วยกัน
ด้วยความสามารถในการบัญชาการและจัดกระบวนทัพของเจ้า การมีกองทัพสองแสนนายคอยคุ้มกัน ต่อให้ต้องปะทะกับยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ เจ้าก็ยังสามารถรักษาความปลอดภัยของตัวเองได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ ตอนที่โหวเจิ้นเป่ยเดินทางมาเยือนสำนักมหาเต๋า เขาก็เคยเสนอไว้ว่า หากเจ้าต้องการจะนำทัพเข้าสู่เมืองหลินโจว จวนโหวเจิ้นเป่ยก็ยินดีที่จะส่งทหารฝีมือดีอีกสองแสนนายมาเข้าร่วมและอยู่ภายใต้การบัญชาการของเจ้าด้วย
ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จะมีกองกำลังทหารฝีมือดีถึงสี่แสนนายไว้ในกำมือ พลังอำนาจขนาดนี้มากพอที่จะกวาดล้างทั่วทั้งเมืองหลินโจวให้ราบเป็นหน้ากลองได้สบายๆ
ส่วนทางเมืองซู่โจวก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีท่านปรมาจารย์ซูคอยเฝ้าระวังอยู่ ไม่มีอันตรายใดกล้ากล้ำกรายแน่นอน เจ้าสามารถมุ่งหน้าไปได้อย่างสบายใจ"
เซียวซู่อีสนับสนุนความคิดนี้ "อาเฉิง หากเจ้านำทัพทหารฝีมือดีบุกเข้าเมืองหลินโจว เจ้าก็ย่อมสามารถสังหารเผ่าปีศาจระดับแปดขึ้นไปได้เป็นจำนวนมาก และกอบโกยแก่นแท้ปีศาจระดับแปดมาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
และเมื่อเจ้าสามารถปราบปรามความวุ่นวายจากเผ่าปีศาจและมารได้ เมืองหลินโจวก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้า สำนักมหาเต๋าไม่ได้ต้องการยึดครองเมืองหลินโจว แต่ถ้านิกายจันทร์โลหิตและนิกายสุขาวดีต้องการทวงเมืองคืน พวกเขาก็ต้องยอมจ่ายทรัพยากรจำนวนมหาศาลมาเป็นข้อแลกเปลี่ยน
วิธีนี้ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ไม่เพียงแต่เจ้าจะได้กำจัดปีศาจ แต่เจ้ายังสามารถรวบรวมทรัพยากรการฝึกฝนได้อีกเพียบ
และหากยังขาดเหลืออะไรอีก ทางสำนักก็จะช่วยเรี่ยไรเพิ่มเติมให้ มันก็คงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกำลังหรอก"
"วิธีนี้ก็ฟังดูเข้าท่าไม่เลว"
เฉินเฉิงพยักหน้าช้าๆ พลางจมอยู่ในห้วงความคิด
หากเขามีกองทัพทหารฝีมือดีสี่แสนนายอยู่ใต้บังคับบัญชา ด้วยอานุภาพของนิมิตธรรมฟ้าครามในการจัดกระบวนทัพ เขาคงสามารถสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งจนเทพขวางฆ่าเทพ พุทธะขวางฆ่าพุทธะได้อย่างแน่นอน
ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์อย่างซูชิงหยาง ก็ไม่อาจต้านทานกองทัพนี้ได้
ก่อนหน้านี้เฉินเฉิงเคยเห็นการปะทะกันระหว่างซูชิงหยางและเริ่นเซียวเหยา ทูตแห่งตำหนักสวรรค์มาแล้ว แม้ระยะห่างจะไกลเกินกว่าที่เขาจะประเมินพลังรบที่แท้จริงของทั้งสองคนได้อย่างแม่นยำ
แต่จากการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพลังฟ้าดิน เขาก็พอจะคาดเดาความน่าสะพรึงกลัวของพวกเขาได้บ้าง
พลังรบที่เริ่นเซียวเหยาแสดงออกมา น่าจะใกล้เคียงหรืออาจจะสูงกว่าพลังค่ายกลรบของทหารฝีมือดีสองแสนนายเล็กน้อย ทั้งสองฝ่ายล้วนมีความสามารถในการโจมตีเป็นวงกว้างที่ร้ายกาจจนยากจะหาใครเปรียบ
ส่วนทางด้านซูชิงหยาง เขาอาศัยพลังจากค่ายกลพิทักษ์สำนักมหาเต๋า ค่ายกลพิทักษ์เมืองซู่โจว และพลังชีพจรดินของภูเขาชีเฟิ่ง ทำให้พลังรบที่เขาปลดปล่อยออกมานั้น เหนือกว่าเริ่นเซียวเหยาอย่างน้อยสองเท่า หรือพูดง่ายๆ ก็คือมีพลังรบเทียบเท่ากับทหารฝีมือดีถึงสี่แสนนาย
แน่นอนว่า ตัวเลขสองแสนหรือสี่แสนนายที่ว่านี้ หมายถึงกองทัพทหารฝีมือดีที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพทั่วไปเท่านั้น
หากทหารฝีมือดีสองแสนนายตกอยู่ภายใต้การบัญชาการของเฉินเฉิงหรือพานเฟิ่ง โหวเจิ้นเป่ย พลังรบที่ปลดปล่อยออกมาก็จะพุ่งทะยานขึ้นไปเทียบเท่ากับทหารอย่างน้อยสามแสนนายเลยทีเดียว
นั่นหมายความว่า หากยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ไม่ได้พึ่งพาพลังจากค่ายกลพิทักษ์สำนัก เฉินเฉิงก็สามารถใช้พลังค่ายกลรบจากทหารฝีมือดีเพียงสองแสนนาย บดขยี้ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์อย่างเริ่นเซียวเหยาหรือซูชิงหยางให้แหลกคาตีนได้อย่างง่ายดาย
แต่ในสมรภูมิจริง การตัดสินแพ้ชนะมันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขพลังรบเพียงอย่างเดียว
ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์มีความคล่องตัวและปราดเปรียว สามารถรุกและถอยได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพทหารนับแสนไม่มีทางเทียบได้เลย
แม้ว่าการปลดปล่อยพลังของครึ่งก้าวแดนปราชญ์จะต้องสูญเสียพลังปราณสายเลือดและพลังวิญญาณไปบ้าง แต่ในระยะยาว หากต้องยืดเยื้อสู้รบกัน ยอดฝีมือระดับนี้ก็ยังได้เปรียบกว่าการใช้กองทัพขนาดใหญ่เข้าแลกอยู่ดี
กองทัพนับแสนนายหากจะต่อกรกับยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ในระยะยาว ก็จำเป็นต้องมีกำแพงเมืองหรือค่ายทหารเป็นฐานที่มั่นสำหรับตั้งรับเท่านั้น
หากกองทัพไม่สามารถสร้างความได้เปรียบด้านพลังรบได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ก็จะยังคงมีความได้เปรียบอยู่เล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพขนาดใหญ่
แต่หากเฉินเฉิงเป็นผู้นำทัพทหารฝีมือดีสี่แสนนายบุกเข้าเมืองหลินโจว พลังค่ายกลรบที่ปลดปล่อยออกมาคงทะลุขีดจำกัดไปถึงระดับหกแสนนาย ซึ่งถือเป็นระดับพลังที่น่าสะพรึงกลัวและชวนให้ขนหัวลุกเป็นอย่างมาก
เมื่อมองไปทั่วทั้งใต้หล้าในเวลานี้ คงไม่มียอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์คนไหนที่สามารถต้านทานพลังรบระดับนี้ได้ จึงตัดความกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากครึ่งก้าวแดนปราชญ์ทิ้งไปได้เลย
การยกทัพไปเมืองหลินโจวด้วยกำลังพลมหาศาลนั้น ปลอดภัยหายห่วงก็จริง แต่มันก็มีจุดอ่อนอยู่หลายประการ
การเคลื่อนทัพขนาดมหึมาจำเป็นต้องมีการเตรียมการและขนส่งเสบียงอาหารจำนวนมาก ต่อให้ไม่คิดจะประหยัดงบประมาณ การเคลื่อนไหวของกองทัพก็ยังคงเชื่องช้าและขาดความคล่องตัว
การใช้กองทัพไปไล่ล่าสังหารเผ่าปีศาจระดับแปดก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเผ่าปีศาจระดับแปดมีพลังรบเทียบเท่ายอดฝีมือระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ขั้นสูงสุด พวกมันสามารถรุกและถอยได้อย่างรวดเร็วว่องไว
ถ้าเผ่าปีศาจระดับแปดไม่ยอมปะทะด้วย กองทัพทหารฝีมือดีก็แทบจะทำอะไรพวกมันไม่ได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น กองกำลังของเผ่าปีศาจและมารในเมืองหลินโจวก็มีจำนวนหลายแสนตน แถมยังมีราชันปีศาจระดับเก้าและราชันมารระดับเก้าที่มีพลังรบเทียบเท่าปรมาจารย์ยุทธ์คอยเป็นแกนนำอยู่อีก ภาพรวมของกองกำลังฝั่งศัตรูก็ถือว่าไม่ธรรมดา
พวกปีศาจอาจจะตั้งป้อมยึดครองเมืองหลินโจว และสร้างค่ายกลพิทักษ์เมืองขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์จากชัยภูมิแล้วก็ได้
หากต้องทำสงครามเต็มรูปแบบ ต่อให้กองทัพทหารฝีมือดีจากเมืองซู่โจวและกองทัพจากจวนโหวเจิ้นเป่ยผนึกกำลังกัน จนสามารถตีเมืองหลินโจวแตกได้ พวกเขาก็ต้องสูญเสียกำลังพลไปอย่างมหาศาลอยู่ดี
และถ้าทั้งสองฝ่ายต้องบาดเจ็บล้มตายกันถ้วนหน้า สำนักไท่อี้ที่คอยซุ่มดูลาดเลาอยู่เงียบๆ ก็จะกลายเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในทันที และพวกเขาก็คงไม่พลาดโอกาสที่จะโผล่มาฉกฉวยผลประโยชน์ไปดื้อๆ
ท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะได้รีดไถผลประโยชน์จากนิกายจันทร์โลหิตและนิกายสุขาวดี ก็คงหนีไม่พ้นสำนักไท่อี้
ถ้าลองชั่งน้ำหนักดูให้ดี การเคลื่อนทัพใหญ่ที่ต้องผลาญทรัพยากรมากมายมหาศาลไปเมืองหลินโจว บางทีอาจจะเป็นแค่การลงแรงเหนื่อยเปล่า และกลายเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับสำนักไท่อี้โดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายเขาก็อาจจะไม่ได้ทั้งแก่นแท้ปีศาจระดับแปด และไม่ได้แม้แต่สมุนไพรชั้นยอดอายุหมื่นปีเลยสักต้น
"ข้าว่าวิธีนี้คงไม่เวิร์คเท่าไหร่นัก..." หลังจากตรึกตรองอย่างละเอียด เฉินเฉิงก็อธิบายข้อกังวลทั้งหมดให้ฉู่หยวนและเซียวซู่อีฟัง
ทั้งสองคนเงียบไปพักใหญ่
ครู่ต่อมา ฉู่หยวนก็ถอนหายใจยาวพลางกล่าว "ดูเหมือนว่าแผนการที่ข้ากับผู้อาวุโสสูงสุดเซียวคิดมา จะยังมีช่องโหว่อยู่มากทีเดียว"
"ท่านเจ้าสำนักและท่านผู้อาวุโสสูงสุดเซียวล้วนหวังดีกับข้า เกรงว่าข้าจะถูกลอบทำร้ายและตกอยู่ในอันตราย ข้าเข้าใจดีขอรับ"
เฉินเฉิงเอ่ยปลอบใจ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้จริงจังขึ้น
"แต่การเดินทางไปเมืองหลินโจวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อการนำกองทัพขนาดใหญ่ไปมันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ข้าก็จะขอเดินทางไปเพียงลำพังก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องความปลอดภัย ข้าได้ฝึกฝนวิชาอำพรางร่องรอยมาบ้างแล้ว โอกาสที่จะถูกเปิดเผยตัวตนคงมีไม่มากนัก
ถ้าสถานการณ์ดูท่าไม่ดี ข้าก็แค่หลีกเลี่ยงการปะทะ ถือซะว่าไปเดินเล่นเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลินโจวก็แล้วกัน
ส่วนเรื่องทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนเป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่ ถ้าหามาได้ก็ถือว่าโชคดี ถ้าหาไม่ได้ ข้าก็ไม่ซีเรียส ปล่อยให้มันเป็นไปตามวาสนาก็แล้วกัน"
ฉู่หยวนรู้สึกโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด "อาเฉิง การที่เจ้าปล่อยวางได้แบบนี้ ข้าก็ค่อยเบาใจหน่อย"
เซียวซู่อีเองก็กล่าวเสริม "อาเฉิง ปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีใครไปถึงมานานนับพันนับหมื่นปี ต่อให้เจ้าทำไม่สำเร็จ ก็ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก
ด้วยพรสวรรค์ระดับเจ้า แค่ฝึกฝนไปตามปกติ ไม่เกินสองปีเจ้าก็คงจะไปถึงขอบเขตเปิดทวารขั้นสมบูรณ์ได้สบายๆ
และหลังจากนั้น การเลื่อนระดับไปสู่ขอบเขตแปลงโลหิต และการก้าวข้ามขอบเขตผสานจุดทวารเพื่อเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ มันก็จะเกิดขึ้นอย่างราบรื่นตามธรรมชาติ อนาคตในวิถียุทธ์ของเจ้านั้นกว้างไกลไร้ขีดจำกัด ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบเลยแม้แต่น้อย"
"ขอรับ"
เฉินเฉิงพยักหน้าตอบรับเบาๆ
หลังจากฉู่หยวนและเซียวซู่อีกำชับเรื่องความปลอดภัยอีกสองสามประโยค พวกเขาก็ขอตัวลากลับไป
เฉินเฉิงเดินทอดน่องไปที่สวนหลังบ้าน กระโดดขึ้นไปยืนบนหน้าผาสูงชัน สายตาทอดมองไกลออกไปบนท้องฟ้า นัยน์ตาฉายแววครุ่นคิดและลังเล
"ในเมื่อข้ามีโอกาสที่จะได้เป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่ ข้าก็ย่อมต้องทำให้สำเร็จให้จงได้
หากการไปเยือนเมืองหลินโจวไม่มีจังหวะให้ลงมือ และไม่สามารถรวบรวมทรัพยากรได้เพียงพอ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะไปตระเวนปล้นสะดมสำนักอื่นๆ หรอกนะ
ไม่ว่าจะเป็นนิกายจันทร์โลหิต นิกายสุขาวดี หรือแม้แต่สำนักไท่อี้ ข้าก็สามารถกวาดเรียบได้หมด
หรือข้าอาจจะไม่ต้องไปเมืองหลินโจวด้วยซ้ำ แต่มุ่งหน้าตรงดิ่งไปที่เมืองอวิ๋นโจว แล้วกวาดล้างรังฐานของตระกูลใหญ่ในสำนักไท่อี้ให้เหี้ยนไปเลย
จากนั้นค่อยตลบหลังกลับมาปล้นสะดมตระกูลใหญ่ของนิกายจันทร์โลหิตและนิกายสุขาวดีให้เกลี้ยง
รอจนกว่าข้าจะฝึกฝนเป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่สำเร็จ และมีพลังอำนาจที่แข็งแกร่งพอ ข้าค่อยกลับมาคิดบัญชีกับพวกปีศาจมารในเมืองหลินโจวก็ยังไม่สาย"
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ ดวงตาของเฉินเฉิงก็เปล่งประกายด้วยความบ้าคลั่ง ผ่านไปครู่ใหญ่ จิตใจของเขาถึงค่อยๆ สงบลง
"ทุกสรรพสิ่งในโลกล้วนมีความไม่แน่นอนแฝงอยู่ การไปตลบหลังตีรังฐานของสำนักไท่อี้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่เข้าท่า แต่มันก็อาจจะถูกใครบางคนคาดการณ์เอาไว้ก่อนแล้วก็ได้
นักพรตอนันต์ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้โชคชะตาของคนทั้งโลก และมีการวางแผนที่ไร้ช่องโหว่ เขาจะไม่มีทางป้องกันการถูกตลบหลังของข้าเลยเชียวหรือ
ทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรแน่นอน สถานการณ์พลิกผันได้ตลอดเวลา หากข้าต้องการจะยกระดับวิสัยทัศน์ และยืนอยู่เหนือกว่าคู่ต่อสู้ ข้าก็ต้องเป็นผู้ที่คาดเดาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ และมีกลยุทธ์ที่ล้ำลึกเหนือความคาดหมาย
ต้องทำตัวให้เป็นดั่งเทพมังกร ที่มองเห็นแต่หัวแต่ไม่มีใครรู้ว่าหางอยู่ที่ไหน"
เฉินเฉิงเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาตรวจสอบ
[ชื่อ: เฉินเฉิง
ขอบเขต: เปิดทวาร (ขั้นสมบูรณ์)
ทักษะวิชา: เคล็ดวิชาเกราะเหล็กซ่อนมังกร (ขั้นสมบูรณ์ 820/1080)
......
เจตจำนงฟ้าดิน (ขั้นต้น 30783/50000)
วิชาลับเร้นกาย (ขั้นสูงสุด) (ค่าขีดจำกัด 1355/100000)
(เอฟเฟกต์ขั้นต้น...
เอฟเฟกต์ขั้นสูงสุด: ฟ้าคนประสาน รับรู้ฟ้าดินได้อย่างละเอียดอ่อน ประสิทธิภาพการรับรู้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของร่างกายและความคืบหน้าในการฝึกวิชาลับเร้นกาย
เมื่อค่าขีดจำกัดเต็ม จะสามารถปลดล็อกเอฟเฟกต์ทะลุขีดจำกัดได้)
นิมิตธรรมฟ้าคราม (ปราณปฐมกาล 14320)
วิชาลับเพาะมารในใจเต๋า (ขั้นสูงสุด) (ค่ามารในใจ 21366) จิตเต๋าเที่ยงแท้ (514)]
วิ้ง
ดาบวิปโยคหลั่งโลหิตในมือสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ แผ่วเบา ก่อนที่พริบตาต่อมา มันจะปลดปล่อยเงาแสงสีฟ้าอมน้ำเงินที่คมกริบออกมา
อานุภาพของมันทะลวงไปถึงหนึ่งแสนสามหมื่นหน่วยรบแล้ว
"หนึ่งแสนสามหมื่นหน่วยรบงั้นรึ ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว"
เฉินเฉิงเก็บดาบยาวลงฝัก รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันหล่อเหลา
หากวัดกันที่การปะทะด้วยกำลังล้วนๆ พลังรบของเฉินเฉิงในตอนนี้ก็ไม่เป็นรองยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์ขั้นสูงสุดอย่างฮั่วเฉิงหลินเลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้าเป็นทักษะการต่อสู้จริง ต่อให้มีฮั่วเฉิงหลินถึงสองคน ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่มือของเฉินเฉิงด้วยซ้ำ
เพราะความก้าวหน้าของค่าขีดจำกัดวิชาลับเร้นกายของเขาเพิ่มขึ้นถึง 1355 หน่วยแล้ว เอฟเฟกต์ฟ้าคนประสานก็แข็งแกร่งจนสามารถสั่นพ้องกับฟ้าดินในรัศมีสิบจั้ง ทำให้เขาสามารถรุกและถอยภายในระยะสิบจั้งได้อย่างเป็นอิสระ
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์อย่างเริ่นเซียวเหยา เฉินเฉิงก็ยังสามารถคาดเดาความเคลื่อนไหวล่วงหน้า และชิงหลบหนีไปก่อนที่เริ่นเซียวเหยาจะเข้าใกล้ในระยะสิบจั้งได้อยู่ดี
แม้ว่าพลังรบวงกว้างของเริ่นเซียวเหยาจะทะลุหลักสองแสนไปแล้ว และกระบวนท่าสังหารที่ควบแน่นเป็นจุดเดียวก็อาจจะทรงพลังยิ่งกว่านั้น
พลังรบหนึ่งแสนสามหมื่นหน่วยที่เฉินเฉิงสามารถปลดปล่อยออกมาได้ คงถูกบดขยี้แหลกละเอียดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังรบสองแสนหน่วย
แต่ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์นั้น จำเป็นต้องใช้เวลาในการดึงพลังฟ้าดินมาใช้ ซึ่งมันเชื่องช้ากว่าการระเบิดพลังปราณสายเลือดโดยตรงมากนัก
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ ต้องหวาดหวั่นต่อการลอบโจมตีระยะประชิดจากปรมาจารย์ยุทธ์
ยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์จำเป็นต้องเตรียมตัวดึงพลังฟ้าดินมาใช้ล่วงหน้า ถึงจะสามารถปลดปล่อยพลังอำนาจที่รุนแรงที่สุดออกมาได้
เอฟเฟกต์ฟ้าคนประสานของเฉินเฉิง ทำให้เขาสามารถสั่นพ้องกับฟ้าดินในระยะสิบจั้ง และล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพลังฟ้าดินล่วงหน้า ทำให้เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะล่าถอยออกไป
ถ้าจะพูดให้เว่อร์ๆ หน่อยล่ะก็ หากอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน เฉินเฉิงสามารถอาศัยกลิ่นอายของผู้คนช่วยพรางตัว และมีโอกาสที่จะลอบสังหารยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวแดนปราชญ์ที่ไม่ได้ฝึกวิถียุทธ์บรรลุมรรคาได้อย่างแน่นอน
"ด้วยความคืบหน้าในการฝึกระดับนี้ ต่อให้การเดินทางออกไปข้างนอกอาจจะทำให้ความก้าวหน้าล่าช้าไปบ้าง แต่ข้าก็มั่นใจว่าจะสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตเปิดทวารขั้นสมบูรณ์ได้ภายในสามเดือน
พอถึงตอนนั้น ข้าก็จะเริ่มฝึกเพื่อเป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่
และทันทีที่ข้าก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ไร้ช่องโหว่ได้ ต่อให้ข้าเพิ่งจะบรรลุแค่ระดับขั้นต้น ข้าก็จะไม่ต้องเกรงกลัวยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์หรือครึ่งก้าวแดนปราชญ์ทั่วไปอีกต่อไป
อนาคตที่สดใสรอข้าอยู่"
เฉินเฉิงรำพึงในใจอย่างเงียบๆ ก่อนจะกระโดดลงจากหน้าผา ร่างกายของเขาหลอมรวมเข้ากับสายหมอกสีเขียวอ่อนมุ่งหน้าไปยังประตูเรือน
ที่สวนดอกไม้
มู่เสี่ยวหวันกำลังยืนจับดาบอย่างสงบ เพื่อทำความเข้าใจแก่นแท้ของวิชาดาบ ทันใดนั้นก็มีเสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นที่ข้างหูของนาง
"เสี่ยวหวัน ข้าจะออกไปท่องเที่ยวข้างนอกสักพัก ถ้ามีใครถาม ก็บอกไปว่าข้ากำลังเก็บตัวฝึกวิชาอยู่ก็แล้วกันนะ"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
มู่เสี่ยวหวันยิ้มหวานตอบรับ แต่เมื่อหันกลับไปมอง นางก็ไม่เห็นวี่แววของเฉินเฉิงเลย นางได้แต่พึมพำกับตัวเองเบาๆ
"วิชาพรางตัวของพี่เฉิงนี่ร้ายกาจจริงๆ ข้าสัมผัสกลิ่นอายของพี่เฉิงไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว"
ขนาดมู่เสี่ยวหวันยังสัมผัสกลิ่นอายของเฉินเฉิงไม่ได้ คนอื่นๆ ในตระกูลเฉินก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ทุกคนรู้สึกเพียงแค่มีสายลมพัดผ่านเบาๆ โดยที่ไม่ทันเอะใจถึงความผิดปกติใดๆ เลย
เมื่อเฉินเฉิงก้าวออกจากเขตคฤหาสน์ตระกูลเฉิน ปราณบริสุทธิ์ก็แผ่ซ่านปกคลุมร่างของเขา หลอมรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบด้านได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขามุ่งหน้าตรงไปยังประตูสำนักมหาเต๋าอย่างเงียบเชียบ
จนกระทั่งเขาเดินพ้นเขตประตูสำนักไป ก็ยังไม่มีใครสังเกตเห็นเขาเลย
นี่คือวิชาที่เฉินเฉิงเพิ่งจะทำความเข้าใจได้สำเร็จ วิชาที่มีชื่อว่ากายาดั่งสายลม
ถ้าจะให้พูดตรงๆ มันก็คือส่วนหนึ่งของวิชาหลบหนีม่านหมอกวายุพฤกษานั่นแหละ
แต่กลิ่นอายของม่านหมอกวายุพฤกษาที่เฉินเฉิงใช้ซ่อนตัวนั้น ได้หลอมรวมเอาพลังฟ้าดินและปราณปฐมกาลเข้าไปด้วย
โดยปกติแล้ว วิชาหลบหนีม่านหมอกวายุพฤกษาจะทำงานได้ดีที่สุดในพื้นที่ที่มีคนเบาบางและมีกลิ่นอายธรรมชาติหนาแน่น
แต่เมื่อผสานปราณปฐมกาลเข้าไป ประสิทธิภาพในการพรางตัวในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
ในสายตาของคนทั่วไป พวกเขาจะเห็นเพียงแค่สายหมอกสีเขียวอ่อนจางๆ ที่แทบจะไม่เป็นที่สังเกตพัดผ่านไปเท่านั้น
หากต้องการจะจับร่องรอยของเฉินเฉิงให้ได้ ก็คงต้องเป็นผู้บ่มเพาะระดับก่อกำเนิดที่เปิดใช้พลังก่อกำเนิดคุ้มครองตัวเองตลอดเวลาเท่านั้น
เฉินเฉิงซึ่งสามารถสั่นพ้องกับฟ้าดินในระยะสิบจั้ง สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของผู้บ่มเพาะระดับก่อกำเนิดล่วงหน้า เขาจึงไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองเข้าไปอยู่ในระยะการรับรู้ของคนพวกนั้นอย่างแน่นอน
ความเร็วของเฉินเฉิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาเคลื่อนที่ได้รวดเร็วราวกับสายลมบางเบา เพียงเสี้ยววินาทีก็พุ่งทะยานจากบริเวณประตูเมืองไปไกลนับร้อยจั้ง
นี่คือกายาดั่งสายลม เหินเวหาขี่วายุของจริง
ฟ้าดินกว้างใหญ่ไพศาล ล้วนเป็นดั่งสนามวิ่งเล่นของข้า
จิตใจของเขารู้สึกปลอดโปร่งและเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้ในยามที่เขากำลังเดินทาง เขาก็ยังสามารถฝึกวิชาลับเร้นกายไปด้วยได้
[ความคืบหน้าในการฝึกวิชาลับเร้นกายเพิ่มขึ้น]
......
เมืองหลินโจว เขตหย่งผิง
ในฐานะเมืองหลักเพียงแห่งเดียวในเขตเมืองหลินโจวที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของเผ่าปีศาจ เขตหย่งผิงจึงกลายเป็นที่หลบภัยของประชากรนับร้อยล้านชีวิต
พื้นที่ในตัวเมืองหย่งผิงนั้นกว้างขวางมาก เดิมทีมีประชากรอาศัยอยู่ประจำประมาณสองล้านคน แต่ตอนนี้ตัวเลขกลับพุ่งสูงปรี๊ดไปถึงห้าถึงหกล้านคนแล้ว
นี่ขนาดทางการอนุญาตให้เฉพาะสมาชิกของตระกูลใหญ่ในเมืองหลินโจวเข้ามาหลบภัยในเมืองเท่านั้นนะ
บริเวณรอบนอกประตูเมืองหย่งผิงทุกทิศทาง เต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยไร้บ้านที่หนีตายมาออรวมกันอยู่ ประเมินคร่าวๆ น่าจะมีจำนวนสูงถึงยี่สิบล้านคน
ตามหัวเมืองและหมู่บ้านรอบนอก ก็มีผู้ลี้ภัยกระจุกตัวอยู่อย่างเนืองแน่นเช่นกัน
สภาพของอำเภอต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขตหย่งผิงก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก
การที่มีผู้คนหลั่งไหลมารวมตัวกันหนาแน่นขนาดนี้ แถมส่วนใหญ่ยังเป็นผู้ลี้ภัยที่สิ้นเนื้อประดาตัว ตามหลักแล้วมันควรจะเกิดความวุ่นวายและโกลาหลขึ้นทุกหย่อมหญ้า
แต่สถานการณ์ความปลอดภัยในเขตหย่งผิงกลับสงบเรียบร้อยอย่างน่าเหลือเชื่อ
ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับกองทัพทหารฝีมือดีจำนวนสามแสนนายจากเมืองอวิ๋นโจว ที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสำนักไท่อี้
แทบจะทุกๆ ไม่กี่ลี้ ก็จะมีกองทหารเดินลาดตระเวนและจัดการกับพวกโจรผู้ร้ายอย่างเฉียบขาด
ในจุดที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ ทางสำนักไท่อี้ก็ได้ตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายข้าวต้มให้ผู้ลี้ภัยได้ประทังชีวิตไปวันๆ
นอกจากนี้ ในทุกๆ วันก็จะมีคนของสำนักไท่อี้ออกมาพูดคุยเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ลี้ภัย โดยให้คำมั่นสัญญาว่า มือกระบี่พยุงวายุ หลิวฝูเฟิง เจ้าสำนักไท่อี้ ได้เดินทางมาบัญชาการอยู่ที่เขตหย่งผิงด้วยตัวเอง และภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี พวกเขาจะกวาดล้างเผ่าปีศาจในเมืองหลินโจวให้สิ้นซาก และพาผู้ลี้ภัยทุกคนกลับบ้านเกิดได้อย่างแน่นอน
แม้ว่าผู้ลี้ภัยจะต้องประทังชีวิตด้วยข้าวต้มจางๆ ไปวันๆ แต่หัวใจของพวกเขากลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
พวกเขาต่างก็ยกย่องสำนักไท่อี้ให้เป็นดั่งผู้กอบกู้โลก และเฝ้าสวดมนต์อ้อนวอนให้สำนักไท่อี้สามารถกอบกู้สถานการณ์ และขับไล่พวกปีศาจออกไปจากเมืองหลินโจวได้สำเร็จ
ในเขตหย่งผิงแห่งนี้ สำนักไท่อี้ก็เปรียบเสมือนเทพเจ้าของเหล่าประชาชน
เมื่อบารมีและชื่อเสียงของสำนักไท่อี้พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาก็สามารถรวบรวมโชคชะตาของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างมหาศาล
ณ เทือกเขาค้ำฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหย่งผิงไปทางทิศตะวันตกประมาณร้อยลี้
กองทัพทหารฝีมือดีที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของสำนักไท่อี้ ต่างก็ฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงในทุกๆ วัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำศึก
เหนือยอดเขาค้ำฟ้า ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในบริเวณที่ตั้งค่ายทหาร มีสายหมอกสีเขียวปกคลุมอยู่จางๆ มองดูคล้ายกับนิมิตของท้องฟ้าสีคราม
ณ ศาลาโบราณที่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของยอดเขาค้ำฟ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยทัศนียภาพอันงดงาม ชายวัยกลางคนในชุดขาวที่สะพายกระบี่ไว้ด้านหลัง กำลังยืนตัวตรงสง่างาม ทอดสายตามองไปยังท้องฟ้าอันไกลโพ้น
ชายผู้นี้มีคิ้วคมเข้มดุจคมกระบี่ ผมหงอกขาวที่ขมับ นัยน์ตาดูลึกล้ำและแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตของกระบี่ที่คมกริบ เขาคือมือกระบี่พยุงวายุ หลิวฝูเฟิง เจ้าสำนักไท่อี้นั่นเอง
[จบแล้ว]