- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 110 คืนพระจันทร์เต็มดวง
บทที่ 110 คืนพระจันทร์เต็มดวง
บทที่ 110 คืนพระจันทร์เต็มดวง
เยว่เหวินแอบรู้สึกลังเลนิดหน่อย
ตอนที่เขาหลอมปราณกังด้วยไฟแรงสูง จ้าวซิงเอ๋อร์ก็ให้เขายืมเงินจนหมดตัวโดยไม่ลังเลเลยสักนิด ตอนนี้เขาถึงขอบเขตปราณกังแล้ว พอถึงตาเธอจะทะลวงระดับบ้าง เขาก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
คนไปก่อนก็ต้องช่วยดึงคนตามหลังสิ
ถ้าตอนที่เขาหลอมปราณกัง เธอทุ่มสุดตัวเพื่อสนับสนุนเขา แต่พอถึงตาเธอ เขากลับปล่อยมือไม่สนใจ แบบนั้นมันก็เลวเกินคนแล้ว
ถ้าแค่ไม่มีเงิน ก็คงไม่ต้องคิดมากหรอก แต่นี่มีดอกบัวหิมะคลื่นเมฆาตั้งสี่ดอกวางอยู่ตรงหน้า แค่เอาไปขายก็ได้เงินพอสำหรับค่าวัตถุดิบหลอมปราณกังของจ้าวซิงเอ๋อร์แล้ว
แต่ว่า...
มันต้องแลกกับความรู้สึกผิดบาปในใจน่ะสิ
ที่เขาไม่เก็บดอกบัวหิมะ ก็เพราะเขาเลือกที่จะไปฟาร์มเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายแทน การที่เพื่อนร่วมทีมเก็บมาได้เยอะ ก็เป็นเพราะความพยายามของพวกเขาเอง
เพื่อนร่วมทีมทุกคนเป็นคนดี อุตส่าห์ส่งของมีค่ามาให้ตั้งเยอะแยะเพื่อเป็นการไว้อาลัยเพราะคิดว่าเขาตายไปแล้ว ถ้าเขาไม่บอกความจริงแล้วงุบงิบรับไว้หมด มันก็ดูหน้าไหว้หลังหลอกเกินไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยว่เหวินก็ตัดสินใจได้ "ถึงพวกเราจะจน แต่เราก็ต้องมีศักดิ์ศรี! ฉันจะเอาดอกบัวหิมะพวกนี้ไปคืนพวกเขา กว่าซิงเอ๋อร์จะบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นสมบูรณ์ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ช่วงนี้ฉันจะหาโอกาสออกไปเขตทุรกันดารบ่อยๆ ไปเก็บพืชวิญญาณหรือล่าสัตว์ปีศาจมาขาย น่าจะพอหาเงินมาสมทบค่าหลอมปราณกังให้เธอได้แหละ"
"อืม" ฉีเตี่ยนพยักหน้าหงึกๆ มองเยว่เหวินด้วยสายตาชื่นชม "สมกับเป็นพี่เยว่จริงๆ"
"ลูกพี่ ใจเด็ดมาก!" จ้าวซิงเอ๋อร์ตบไหล่เยว่เหวินป้าบๆ "ต่อไปนี้นายคือลูกพี่คนเดียวของฉัน ส่วนนาย ฉีเตี่ยน นายก็คือลูกน้องคนเดียวของฉันเหมือนกัน"
"เอ๊ะ?" ฉีเตี่ยนชะงักไปนิดนึง "เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ? แล้วทำไมตอนแรกฉันเป็นผู้ช่วยของผู้ช่วย แต่ตอนนี้กลายเป็นลูกน้องของลูกน้องไปได้ล่ะ... ตำแหน่งฉันจะต่ำต้อยเกินไปแล้วมั้ง?"
"พวกเราสามรุ่นสามวัยร่วมใจกันสู้ อนาคตของสำนักงานจะต้องสดใสแน่นอน!" เยว่เหวินกำหมัดชูขึ้นด้วยความฮึกเหิม
"ทำไมต้องสามรุ่นสามวัยด้วยล่ะ?" ฉีเตี่ยนกุมขมับ "ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าฉันต้องเป็นรุ่นที่เด็กสุดแหงๆ ใช่ไหม?"
เยว่เหวินรีบส่งข้อความไปบอกในกลุ่มแชตทันที ว่าเขายังไม่ตาย และจะเอาดอกบัวหิมะคลื่นเมฆาทั้งสี่ดอกไปคืนให้ทุกคน
กลุ่มแชตที่เงียบเหงามานานจู่ๆ ก็คึกคักขึ้นมาทันที ทุกคนใช้ชื่อไม่ระบุตัวตนกันหมด เลยดูไม่ออกว่าใครเป็นใคร แต่ทุกคนต่างก็แสดงความดีใจออกมาเหมือนกันหมด บางคนก็บอกว่าไม่ต้องคืนหรอก ดอกบัวหิมะพวกนี้เขาควรจะได้รับตอบแทนจากการที่เสี่ยงตายล่อฝูงนกปีศาจไปให้
แต่เยว่เหวินก็ยังยืนกรานปฏิเสธ เขาบอกว่าเขาไม่ควรรับของมีค่าขนาดนี้ และเขาก็รับเงินในบัตรไว้แล้ว ถือว่าเป็นการชดเชยที่เพียงพอแล้ว
การที่เขายืนยันจะไม่รับดอกบัวหิมะ ทำให้ทุกคนยิ่งประทับใจในตัวเขามากขึ้นไปอีก
ของมีค่าขนาดนี้มาวางอยู่ตรงหน้า ทั้งๆ ที่ก็แค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญมาร่วมทางกัน ถ้าเป็นคนอื่นคงฮุบไว้เงียบๆ แล้ว พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำ
พี่เยว่ ช่างเป็นแสงสว่างแห่งมวลมนุษยชาติจริงๆ!
แต่ทุกคนก็ยังยืนยันว่า ในเมื่อเยว่เหวินเป็นคนที่ทำคุณงามความดีเยอะที่สุด การที่เขาจะได้ส่วนแบ่งน้อยที่สุดมันก็ดูจะไม่ยุติธรรม ถ้าเขาจะเอามาคืนจริงๆ ก็ขอให้เตรียมของตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ตอนที่เจอกันด้วยก็แล้วกัน
ระหว่างที่กำลังแชตกันอย่างเมามัน มือถือของเยว่เหวินก็สั่นเตือนอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความจากหวังโส่วไฉที่ส่งลิงก์มาให้
หวังโส่วไฉ: "เรื่องใช้หนี้เอาไว้ก่อน นายลองดูนี่ก่อนสิ"
เยว่เหวินยิ้มเจื่อนๆ เขาเพิ่งจะกลับมาถึง ดอกบัวหิมะก็ยังไม่ได้ขาย เงินในบัตรก็ยังไม่ได้กดออกมา เขาเลยยังไม่ได้ทักไปหาหวังโส่วไฉเลย
แล้วใครบอกว่าเขารีบร้อนล่ะ?
สงสัยหวังโส่วไฉคงจะกะเวลาเอาว่าเขาน่าจะกลับมาจากเขตทุรกันดารแล้ว เลยรีบส่งข้อความมาทวงหนี้ทางอ้อมแหงๆ
ลิงก์ที่ส่งมาเขียนหัวข้อว่า "ประกาศเปิดรับสมัครงานประลองยุวชนบำเพ็ญเพียรรอบคัดเลือก สายผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ เมืองเจียงเฉิง" เยว่เหวินเลยกดเข้าไปดู
ภายหลังอ่านจบ เขาก็หันไปบอกทั้งสองคนว่า "สำนักงานปราบปรามความผิดปกติติดประกาศแล้วนะ ว่างานประลองยุวชนบำเพ็ญเพียรสายผู้บำเพ็ญเพียรอิสระเริ่มเปิดรับสมัครแล้ว การแข่งขันจะเริ่มอาทิตย์หน้า"
"จะเริ่มแล้ว?" ฉีเตี่ยนขยับเข้ามาใกล้ "มิน่าล่ะ คราวก่อนหัวหน้าหวังถึงได้พูดเรื่องนี้ งั้นพวกเราก็ไปสมัครกันเถอะ"
"พวกนายดูนี่สิ" เยว่เหวินชูมือถือขึ้นมา ชี้ไปที่บรรทัดหนึ่งในประกาศ "สามอันดับแรกของรอบเก็บคะแนนจะมีเงินรางวัลให้ด้วยนะ ที่หนึ่งได้สามล้านหยวน ที่สองได้สองล้านหยวน ส่วนที่สาม... ได้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า"
"เอาจริงดิ?" ฉีเตี่ยนชะโงกหน้าไปดู "รางวัลมันจะต่างกันเกินไปไหม?"
"เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินมานะ" เยว่เหวินอธิบาย "คือรางวัลสำหรับอันดับต้นๆ น่ะ พวกสปอนเซอร์ที่ถ่ายทอดสดเขาเป็นคนจ่ายให้ แล้วบังเอิญว่าที่เมืองเจียงเฉิงมีสปอนเซอร์รายใหญ่แค่สองเจ้า รางวัลก็เลยมีแค่ที่หนึ่งกับที่สอง แต่เพื่อไม่ให้มันดูน่าเกลียดเกินไป ทางการก็เลยควักเนื้อซื้อหม้อหุงข้าวมาแจกเป็นรางวัลที่สามซะเลย มันเป็นธรรมเนียมที่ทำกันมาหลายปีแล้วล่ะ"
"หม้อหุงข้าวไฟฟ้ายี่ห้อคุณนายเปี้ยนซะด้วย" จ้าวซิงเอ๋อร์ตาลุกวาว "เขาว่ากันว่าหุงข้าวได้หอมสุดๆ ไปเลยนะ"
"นี่เธอแอบหวั่นไหวกับหม้อหุงข้าวเหรอเนี่ย?" ฉีเตี่ยนมองเธอด้วยสายตาเหลือเชื่อ
"พวกกินแต่ข้าวกล่องอย่างพวกนาย จะเอาหม้อหุงข้าวไปทำไมหา?" เยว่เหวินรีบดึงสติทั้งสองคนกลับมา "เห็นนี่ไหม? ที่หนึ่งสามล้านหยวน! ที่สองสองล้านหยวน! ขอแค่พวกเราคว้ามาได้สักรางวัล ค่าใช้จ่ายตอนเธอหลอมปราณกังก็ฉลุยแล้ว"
ไหนๆ พวกเขาก็ต้องลงแข่งรอบเก็บคะแนนอยู่แล้ว ถ้าเกิดฟลุกได้เงินรางวัลมาสักสองสามล้าน มันก็จะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยล่ะ ดีกว่าต้องเสี่ยงตายไปเขตทุรกันดารตั้งหลายรอบซะอีก
"รอบเก็บคะแนนงั้นเหรอ?" แววตาของจ้าวซิงเอ๋อร์ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ "งั้นฉันจะสู้ให้ติดหนึ่งในสามให้ได้ อย่างน้อยต้องได้หม้อหุงข้าวมาครอง!"
"หม้อหุงข้าวมันไม่มีประโยชน์โว้ย!" ฉีเตี่ยนร้องลั่น ก่อนจะเกาหัวแกรกๆ "แต่ถ้ามีพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจากต่างเมืองแห่กันมาเยอะอย่างที่หัวหน้าหวังบอกจริงๆ การที่ฉันจะติดท็อปห้าสิบได้เนี่ย คงต้องพึ่งดวงล้วนๆ แล้วล่ะมั้ง?"
ตั้งแต่เขาออกมาเผชิญโลกกว้าง ความมั่นใจของเขาก็โดนบดขยี้จนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว เขาไม่กล้าคิดจะไปประลองฝีมือกับเหล่ายอดฝีมือจากทั่วสารทิศอีกแล้วล่ะ
แค่ในบ้านหลังนี้ ก็มีคนที่เขาเอาชนะไม่ได้อยู่ตั้งสองคน... ดีไม่ดีอาจจะสามคนด้วยซ้ำ
"หึ" เยว่เหวินยิ้มบางๆ "สุดท้ายก็ต้องเป็นฉันนี่แหละที่เป็นเสาหลักของบ้าน เอาเป็นว่า ฉันจะคว้าที่หนึ่งในรอบเก็บคะแนนมาให้เอง"
...
ค่ำคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสว่างไสวอยู่บนท้องฟ้า
แสงจันทร์สาดส่องลงมาสว่างกว่าตอนอยู่ในเขตทุรกันดารเยอะเลย
เยว่เหวินกลับขึ้นไปบนห้องชั้นสองของตัวเอง พอจิตใจสงบลง เขาก็ใช้จิตสัมผัสจำแลงกายเข้าไปในตำหนักสีดำทอง
"หวังต้าหลง! ลูกพี่มาอุดหนุนแล้ว!" ทันทีที่เข้ามา เขาก็ส่งเสียงทักทายอย่างห้าวหาญ
"เจ้านี่นะ..." ต้าหลงลืมตาขึ้น เปลวไฟในดวงตาลุกโชน "ชักจะกำเริบเสิบสานกับข้าเกินไปแล้ว"
แต่แล้วเปลวไฟในดวงตาของมันก็กะพริบวาบ เพราะมันเห็นเยว่เหวินโยนเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายสี่ร้อยเก้าสิบเก้าเหรียญขึ้นไปในอากาศ
กระจายเต็มท้องฟ้าเลยทีเดียว
ฟู่—
ต้าหลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูดเงินทั้งหมดเข้าไปในรวดเดียว
ควันสีทองที่ลอยเข้าปากมันเข้มข้นซะจนมันต้องหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับรสชาติอยู่นานสองนาน ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาใหม่ "แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่เจ้าอายุยังไม่ถึงพันแปดร้อยปี ยังถือว่าเป็นแค่เด็กน้อย ข้าจะยอมยกโทษให้ในความไร้มารยาทของเจ้าก็แล้วกัน"
พูดจบ มันก็พ่นลมหายใจมังกรออกมาอย่างไม่แยแส "แฮ่"
ภาพเพ่งสมาธิของ 'เคล็ดวิชามังกรซ่อนงูเร้นกาย' ปรากฏขึ้นในหัวของเยว่เหวินทันที
ในที่สุดก็ได้มาแล้ว!
เยว่เหวินกำหมัดแน่นด้วยความดีใจ ขอแค่ฝึกวิชานี้สำเร็จ เขาก็จะสามารถเปิดของวิเศษสำหรับเก็บของของมารอัศจรรย์ถัว และเอา 'กระถางทองแดงภูเขางู' ออกมาได้แล้ว
กว่าจะได้กระถางใบนี้มา เขาต้องลำบากเลือดตาแทบกระเด็น
แต่พอนึกถึงว่ากระถางใบนี้มีมูลค่าตั้งพันสามร้อยล้านหยวน เขาก็รู้สึกว่าความเหนื่อยยากทั้งหมดมันคุ้มค่า ต่อให้ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดเป็นเดือนๆ เพื่อแลกกับเงินพันกว่าล้าน ก็คงไม่มีใครปฏิเสธหรอกมั้ง?
เหตุผลเดียวที่จะปฏิเสธ ก็คงกลัวโดนหลอกนั่นแหละ
"วิชาลับของเผ่ามังกรแท้จริงนั้นครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ไร้ขีดจำกัด เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงให้ดี ในภายภาคหน้ายังมีประโยชน์ให้เจ้าได้ใช้อีกมากมายนัก" ต้าหลงเอ่ยปากเตือนอีกครั้ง
"รู้แล้วน่า"
ช่วงนี้เวลาที่เยว่เหวินฝึกบำเพ็ญเพียร เขาก็มักจะแอบฝึกเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงควบคู่ไปด้วยเสมอ จนตอนนี้เขาสะสมลมหายใจมังกรไว้ได้พอสมควรแล้ว แถมเขายังแบ่งลมหายใจมังกรส่วนหนึ่งไปคอยหล่อเลี้ยง 'นิ้วมังกร' นั่นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรอคอยวันที่มันจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง
ถึงเขาจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าต้าหลงเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่เคยสงสัยในความสุดยอดของเคล็ดวิชาของอีกฝ่ายเลยสักครั้ง
ใครๆ ก็บอกว่าต้าหลงขี้เก๊ก แต่มีใครกล้าบอกว่ากระจอกบ้างล่ะ?
ภายหลังได้ภาพเพ่งสมาธิมาแล้ว เยว่เหวินก็หยิบกระบี่ทองเหลืองจิ๋วออกมาถามต่อ "นายรู้จักเจ้านี่ไหม? ถ้าฉันเอาไปใช้ มันจะมีอันตรายอะไรแฝงอยู่ไหม?"
ระหว่างที่ถาม เขาก็โยนเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายไปให้ต้าหลงอีกห้าเหรียญ เป็นค่าจ้างสำหรับข้อมูล
ต้าหลงดูดเงินเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะขมวดคิ้วนิดนึงแล้วตอบว่า "ตัวกระบี่หลอมมาจากทองเหลืองสวรรค์พิทักษ์ฟ้า ภายในสลักด้วย 'ค่ายกลวัชระเพลิงพุทธะ' แถมยังมีจิตวิญญาณอ่อนๆ แฝงอยู่ด้วย โดยรวมก็เป็นแค่กระบี่ธรรมดาๆ ที่พวกมนุษย์สร้างขึ้นมานั่นแหละ... แต่ไม่รู้ทำไม ทั้งข้างในข้างนอกของมันถึงได้มีกลิ่นอายที่น่ารังเกียจชะมัด... ส่วนเรื่องอันตรายแอบแฝง นอกจากจะทำให้ข้าหงุดหงิดแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก"
ตอนที่กำกระบี่ทองเหลืองไว้ เยว่เหวินก็สัมผัสได้เหมือนกันว่า พออยู่ต่อหน้าต้าหลง กระบี่เล่มนี้ก็ปล่อยคลื่นพลังสีทองออกมาอีกแล้ว แถมยังพยายามจะดึงพลังจากตัวเขาไปอีกต่างหาก
มันอยากจะฟันต้าหลง!
ให้ตายเถอะ
เยว่เหวินแอบยกนิ้วโป้งให้กระบี่ในใจ นี่แกไม่ได้รังแกแต่คนอ่อนแอนี่หว่า แต่แกเล่นเหยียดหยามสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างเท่าเทียมเลยนะเนี่ย
แกมันสุดยอดกระบี่เหยียดเผ่าพันธุ์ของแท้เลย
ส่วนเรื่องที่ต้าหลงบอกว่ามันเป็นแค่กระบี่ธรรมดาๆ น่ะ...
ในสายตาของต้าหลง ของวิเศษที่ต่ำกว่าสมบัติวิญญาณก็เป็นได้แค่ขยะทั้งนั้น การที่มันยอมให้คำว่า 'ธรรมดาๆ' นี่ก็ถือว่าหรูมากแล้ว
แสดงว่ากระบี่เล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ
ส่วนไอ้ 'ค่ายกลวัชระเพลิงพุทธะ' อะไรนั่น เยว่เหวินไม่ค่อยมีความรู้เรื่องการหลอมของวิเศษหรือการสลักค่ายกลหรอก แต่ฟังจากชื่อแล้ว ก็น่าจะเป็นของพวกสำนักพุทธล่ะมั้ง
นี่หรือว่ากระบี่เล่มนี้จะเป็นของที่พวกพระสร้างขึ้นมา?
งั้นเวลาเอาไปใช้ก็ต้องระวังตัวหน่อยแล้วล่ะ คงต้องแอบๆ ใช้ไม่ให้ใครเห็น... เห็นว่ากันว่าพวกผู้ฝึกตนสายพุทธบางคนก็แอบขี้งกใช่ย่อยเลย
ที่เขาต้องยอมจ่ายเงินให้ต้าหลงช่วยตรวจสอบ ก็เพราะกระบี่เล่มนี้มันมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองนี่แหละ เขากลัวว่าวันดีคืนดีมันจะเกิดคลั่งขึ้นมาแล้วดูดพลังเขาจนแห้งตาย หรือไม่ก็เกิดบ้าเลือดขึ้นมาแผดเผาทุกอย่างไม่เลือกหน้า จนเขาต้องกลายเป็นศพไหม้เกรียมเหมือนสองคนบนเฮลิคอปเตอร์นั่น
แต่ในเมื่อมันไม่มีอันตรายแอบแฝงแบบนั้น เขาก็เบาใจแล้ว
ส่วนเงินสะกดสิ่งชั่วร้ายที่เหลืออีกร้อยแปดสิบหกเหรียญ เขายังคิดไม่ออกว่าจะเอาไปทำอะไรดี ก็เลยขอเก็บไว้ก่อนแล้วกัน
ว่าแล้วเขาก็สลายจิตสัมผัส แล้วออกจากที่นั่นมา
...
ส่วนที่ชั้นล่างของสำนักงาน ต้าป๋ายกำลังนั่งตัวตรงแหน่ว แหงนหน้ามองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า ดวงตาของมันส่องประกายวาววับ
พอพระจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า จู่ๆ มันก็ส่งเสียงหอนยาวเหยียด "บรู๊ววว—"
หมาป่าสวรรค์หอนรับจันทร์!
แต่หอนไปได้แค่ครึ่งเดียว ก็มีเรียวขายาวๆ ตวัดเตะเข้าที่ท้ายทอยเต็มแรง จนร่างหมาตัวเบ้อเริ่มปลิวว่อนไปไกล
"ดึกดื่นป่านนี้จะมาหอนหาพระแสงอะไรยะ?" จ้าวซิงเอ๋อร์ในชุดนอนลายหมีเดินงัวเงียออกมาบ่น "คนจะหลับจะนอน โว้ย!"
ด่าเสร็จ เธอก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องเก็บของไป ปิดประตูปัง
ต้าป๋ายนอนหมอบราบกับพื้นอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่กล้าหือแม้แต่น้อย
แต่ทว่า... เมื่อแสงจันทร์ยามเที่ยงคืนสาดส่องลงมากระทบตัว ขนสีขาวบริสุทธิ์ของมันก็เริ่มเปล่งประกายสีเงินยวงออกมาทีละเส้นๆ...