- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 100 เสิร์ฟครบหมดแล้วนะคะ
บทที่ 100 เสิร์ฟครบหมดแล้วนะคะ
บทที่ 100 เสิร์ฟครบหมดแล้วนะคะ
"เอิ๊ก"
โต๊ะหมุนไปได้แค่ครึ่งรอบ กุ้งตัวเบ้อเริ่มก็กลายร่างเป็นเปลือกเปล่าๆ ซะแล้ว
เยว่เหวินวางตะเกียบลง "ต้องขอโทษด้วยนะครับ หัวหน้าหวัง พนักงานสองคนของผมคงหิวจัดไปหน่อยน่ะครับ อาหารร้านนี้ก็ให้น้อยซะด้วยสิ..."
ร้านนี้ให้เยอะจะตายไป!
ทั้งปลาและกุ้งวิญญาณจากเขตทุรกันดารทั้งนั้น จานใหญ่เท่ากะละมัง นี่นายยังกล้าบอกว่าให้น้อยอีกเหรอ?
ถ้ากุ้งมันพูดได้ มันคงลุกขึ้นมาด่านายไปแล้ว!
หวังโส่วไฉแอบด่าในใจเป็นชุด แต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการไว้ ไม่ยอมเผยความหงุดหงิดให้วัยรุ่นพวกนี้เห็น
เขาฝืนยิ้มออกมา "ไม่เป็นไรหรอกครับ เห็นก็รู้แล้วว่าคงหิวกันมาก น้องๆ พี่ขอสั่งอาหารเพิ่มหน่อยสิ"
ตอนแรกที่เขาสั่งมาแค่ไม่กี่อย่าง ก็เพราะรู้ว่าร้านนี้อาหารจานใหญ่มาก กะว่าจะสั่งแต่เมนูเด็ดๆ มาลองชิม แต่ดูจากทรงแล้ว วันนี้เขาคงเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อเข้าให้แล้ว
งานนี้ต้องจัดเต็ม
ภายหลังสั่งอาหารเพิ่มเสร็จ เยว่เหวินก็สานต่อบทสนทนาเมื่อกี้ "ลงแข่งสายผู้บำเพ็ญเพียรอิสระมันโหดกว่าสายสำนักเซียนอีกเหรอครับ?"
ฟังดูมันขัดกับความรู้สึกยังไงพิกล
ปกติแล้ว ฝีมือโดยรวมของพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระน่าจะอ่อนกว่าพวกศิษย์สำนักเซียนเยอะสิ
"หึ" หวังโส่วไฉหัวเราะเบาๆ "ก็เพราะสายผู้บำเพ็ญเพียรอิสระน่ะ มันไม่ได้มีแค่คนในเมืองเจียงเฉิงเราไงล่ะ"
พอเขาอธิบายให้ฟัง เยว่เหวินถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงบอกว่าสายนี้มันหินกว่า
เพราะศิษย์สำนักเซียนที่ลงแข่งต้องเป็นศิษย์ของสำนักในพื้นที่เท่านั้น แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระ มันไม่ได้จำกัดแค่คนในพื้นที่ไง พวกที่ไปฝึกฝนอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ อย่างเมืองหลวงมังกร หรือเมืองเทียนไห่ โอกาสที่จะได้โควตาในเมืองนั้นๆ มันแทบจะเป็นศูนย์
พวกนี้ก็เลยใช้วิธีย้ายถิ่นฐานมาลงแข่งรอบเก็บคะแนนตามเมืองเล็กๆ ที่มีระดับความแข็งแกร่งต่ำกว่า ก่อนที่งานประลองจะเริ่มขึ้น ด้วยความที่พวกนี้ผ่านการแข่งขันอันดุเดือดและมีทรัพยากรดีๆ ในเมืองใหญ่มาเพียบ พอเอาระดับตบะมาเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในพื้นที่ มันก็เหมือนเอาผู้ใหญ่ไปรังแกเด็กนั่นแหละ
ยิ่งถ้าเอาไปเทียบกับศิษย์สำนักเซียนในพื้นที่ เผลอๆ ฝีมืออาจจะไม่เป็นรองเลยด้วยซ้ำ แถมประสบการณ์การต่อสู้ยังโชกโชนกว่าอีกต่างหาก
เขตเทียนเป่ยถือเป็นแหล่งรวมตัวชั้นยอดของพวก 'นักล่าโควตางานประลอง' พวกนี้เลยล่ะ ก่อนถึงรอบคัดเลือกทีไร ก็จะมีผู้บำเพ็ญเพียรอิสระจากต่างถิ่นแห่กันมาเพียบ อย่าว่าแต่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในพื้นที่เลย ขนาดพวกสำนักเซียนเจ้าถิ่นยังแทบจะเอาตัวไม่รอด
เมืองเจียงเฉิงเองก็เคยมีประวัติว่า ในบรรดาตัวแทนสี่คนที่ได้รับเลือกไปแข่ง ไม่มีคนในพื้นที่เลยสักคนเดียว
เมืองเล็กๆ ต่างก็ทั้งรักทั้งเกลียดพวกผู้บำเพ็ญเพียรอิสระแบบนี้ ด้านหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าพวกนี้เก่งจริง แต่ถ้าไม่มีพวกนี้เข้าร่วม ระดับความสามารถของตัวแทนเมืองก็จะยิ่งดูอ่อนแอลงไปอีก แต่อีกด้านหนึ่ง พวกนี้ก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับเมืองที่ตัวเองเป็นตัวแทนให้เลย
พอได้ตำแหน่งฮีโร่ประจำเมืองแล้วแข่งเสร็จปุ๊บ พวกมันก็ชิ่งหนีไปปั๊บ ไม่ยอมอยู่ช่วยพัฒนาเมืองต่อหรอก
เพราะงั้น สำนักงานปราบปรามความผิดปกติติถึงอยากจะปั้นเด็กในพื้นที่ให้เก่งกาจ เพื่อเอาชนะพวกนักล่าโควตาต่างถิ่นพวกนี้ให้ได้ไงล่ะ
ยิ่งปีนี้ได้ข่าวว่าทางเมืองเจียงเฉิงเตรียมของรางวัลระดับแรร์ไอเทมไว้แจกให้ผู้ชนะด้วยแล้ว ทางสำนักงานก็ยิ่งไม่อยากให้ของดีตกไปอยู่ในมือคนนอก อยากให้ตกเป็นของคนที่ตัวเองปั้นมากับมือมากกว่า
แต่ปัญหาคือ นอกจากฟางชิงชางแล้ว ในรุ่นคนหนุ่มสาวตอนนี้ พวกเขายังไม่มีใครที่พอจะเอาไปสู้กับพวกนั้นได้เลย
ฉีเตี่ยนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "มิน่าล่ะ ช่วงนี้ผมถึงรู้สึกว่ามีผู้ฝึกตนหน้าแปลกๆ เข้ามาในเมืองเจียงเฉิงเยอะแยะเลย ที่แท้ก็แห่กันมาลงแข่งรอบเก็บคะแนนนี่เอง"
พูดจบ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ใช่ศิษย์สำนักเซียนแล้วนี่หว่า
แปลว่าเขาต้องไปลงแข่งรอบเก็บคะแนนด้วยสิเนี่ย
ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองคงจะไปร่วงในรอบแรกแหงๆ แต่ดูทรงแล้ว ดีไม่ดียังไม่ทันจะได้เข้ารอบแรก ก็อาจจะโดนสอยร่วงตั้งแต่รอบเก็บคะแนนเลยก็ได้
ท้องฟ้าถล่มลงมาทับหน้าชัดๆ
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากห้องข้างๆ ตามมาด้วยเสียงถ้วยชามแตกกระจาย
แถมยังมีคลื่นพลังปราณแท้จริงแผ่มาให้สัมผัสได้อีกต่างหาก!
"หืม?" สัญชาตญาณนักสืบของหวังโส่วไฉทำงานทันที เขาลุกพรวดขึ้น "เดี๋ยวฉันออกไปดูหน่อยนะ"
"เดี๋ยวผมไปด้วยครับ หัวหน้าหวัง" เยว่เหวินรีบลุกตามไป
พอหวังโส่วไฉเดินออกไปที่หน้าห้องข้างๆ ก็เห็นพนักงานเสิร์ฟหลายคนยืนหลบมุมตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเข้าไปข้างใน เขาเลยถามเสียงเข้ม "เกิดอะไรขึ้น?"
พอเขาทำหน้าขรึม ก็ดูมีบารมีน่าเกรงขามไม่เบา
พวกพนักงานรีบแย่งกันรายงาน "ข้างในเป็นกลุ่มผู้ฝึกตนที่มาจัดปาร์ตี้กันน่ะค่ะ เมื่อกี้มีคนนึงพยายามจะลวนลามพนักงานของเรา ผู้คุ้มกันของร้านเข้าไปห้าม ก็โดนพวกนั้นซ้อมจนกระเด็นออกมาเลยค่ะ! ตอนนี้ผู้จัดการกำลังพยายามเจรจาอยู่..."
เยว่เหวินชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็เห็นผู้ฝึกตนหน้าตาแปลกๆ กลุ่มหนึ่งกำลังยืนโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างใน ส่วนผู้จัดการร้านก็กำลังยืนโค้งคำนับขอโทษปะหลกๆ
ภัตตาคารระดับนี้ อย่างมากก็จ้างผู้คุ้มกันขอบเขตที่สามมาคอยดูแลความเรียบร้อยเท่านั้นแหละ
เวลาเกิดเรื่องแบบนี้ ถ้าสู้ไหว ผู้คุ้มกันก็จะสั่งสอนพวกที่มาป่วนซะหน่อย แต่ถ้าสู้ไม่ไหว ก็แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผู้ฝึกตนในสามขอบเขตล่างแล้ว ทางร้านก็มักจะเลือกยอมอ่อนข้อให้ ปล่อยเรื่องเงียบๆ ไปดีกว่า
เพราะถ้าผู้ฝึกตนก้าวข้ามผ่านสามขอบเขตล่างมาได้เมื่อไหร่ ฐานะทางสังคมก็จะต่างกันลิบลับ คงไม่มีใครอยากจะไปมีเรื่องกับยอดฝีมือขอบเขตปราณกังหรอก
"กร่างซะเหลือเกินนะ?" หวังโส่วไฉขมวดคิ้วจ้องมองเข้าไปข้างใน พอเห็นว่าผู้ฝึกตนในห้องส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหน้าละอ่อน เขาก็สะบัดแขนเสื้อ ปล่อยแสงสีฟ้าพุ่งออกไปทันที
เคร้ง—
แสงสีฟ้าพุ่งเข้าไปในห้อง ก่อนจะกลายสภาพเป็นกระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์ ปักเข้าที่กำแพงอย่างแรง ชั่วพริบตาก็มีคลื่นพลังแผ่ขยายออกมาจากตัวกระบี่
พวกผู้ฝึกตนในห้องได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังนั้นทันที การเคลื่อนไหวของทุกคนช้าลงอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าเกรี้ยวกราดเมื่อกี้ก็ค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า
"หัวหน้าทีมที่เจ็ดของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติติ หวังโส่วไฉ อยู่ที่นี่ ใครกล้ามากำเริบเสิบสานแถวนี้หา?" หวังโส่วไฉเอามือไพล่หลัง เดินนวยนาดเข้าไปในห้องด้วยท่าทางทรงอำนาจ
ผู้ฝึกตนทั้งโต๊ะต่างหน้าถอดสี แต่กว่าจะหันหน้ามามองเขาได้ ก็ทำได้แค่อย่างเชื่องช้า
สถานการณ์ถูกควบคุมไว้ได้ในพริบตา พวกพนักงานเสิร์ฟที่ยืนดูอยู่ข้างหลังต่างก็มองหวังโส่วไฉด้วยสายตาชื่นชมสุดๆ
แต่จังหวะนั้นเอง วัยรุ่นที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานโต๊ะ ก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที!
...
วัยรุ่นที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธานมีผมสีขาวทองเซตตั้งฟูฟ่อง ใส่เสื้อแจ็กเกตลายทาง รูปร่างสูงผอม ตาตี่ๆ ใบหน้าฉายแววเย่อหยิ่งจองหอง
เขาก้าวเท้ายาวๆ สามก้าว ก็มาหยุดยืนอยู่หน้ากระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์ ดูเหมือนว่าเขาจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าคนอื่นๆ มาก เขายื่นมือออกไป กำด้ามกระบี่ไว้แน่น
ครืด...
เขาออกแรงดึง กระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์ก็ค่อยๆ ถูกถอนออกมาจากกำแพง!
"ฉันชื่อเซียวฉู่เป่ย เพิ่งมาถึงเมืองเจียงเฉิง วันนี้เพื่อนๆ เลยมาจัดงานเลี้ยงต้อนรับ" เขาพูดไปดึงกระบี่ไปอย่างช้าๆ "เมื่อกี้เพื่อนฉันเมาแล้วทำตัวเสียมารยาทไปหน่อย ก็ต้องขอโทษด้วย แต่ถึงกับต้องให้หัวหน้าสำนักงานปราบปรามความผิดปกติติลงมือรุนแรงขนาดนี้เชียวหรือ..."
พูดจบประโยค กระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์ก็เหลือแค่ปลายกระบี่ที่ยังปักอยู่กับกำแพง แทบจะหลุดออกมาทั้งเล่มอยู่แล้ว!
ส่วนหวังโส่วไฉก็กำลังกลั้นหายใจ รวบรวมสมาธิทั้งหมดเพื่อต้านทานแรงดึงของอีกฝ่าย แต่เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ด้วยพลังทั้งหมดที่เขามี กลับไม่สามารถกดกระบี่เล่มนี้ให้จมกลับเข้าไปได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ตอนแรกเขาเห็นว่าพวกนี้เป็นแค่วัยรุ่น ก็เลยกะจะโชว์พาวข่มขวัญสักหน่อย
ใครจะไปคิดว่าไอ้หนุ่มนี่จะมีปราณกังแข็งแกร่งขนาดนี้!
ในขณะที่เขากำลังคิดหาทางลงให้ตัวเองอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือปริศนายื่นเข้ามาจับที่ด้ามกระบี่ แล้วออกแรงกดกระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์กลับเข้าไปในกำแพงทีละนิ้วๆ
มือนั้นเป็นของเยว่เหวินนั่นเอง!
เขาเดินฝ่าแรงกดดันของค่ายกลเข้ามาในห้องอย่างสบายๆ เอามือกดด้ามกระบี่ไว้ จ้องหน้าวัยรุ่นที่ชื่อเซียวฉู่เป่ยในระยะประชิด แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในเมื่อรู้ตัวว่าเพื่อนทำตัวเสียมารยาทและทำเรื่องผิดไป ก็ควรจะขอโทษดีๆ สิ แล้วจะมาโวยวายเสียงดังหาพระแสงอะไร?"
ครืด—
เซียวฉู่เป่ยขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ออกแรงดึงให้แรงขึ้นอีก แต่ไม่ว่าเขาจะรีดเค้นพลังทั้งหมดออกมาแค่ไหน ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดของเยว่เหวินได้ กระบี่โบราณสีสัมฤทธิ์ค่อยๆ จมกลับเข้าไปในกำแพงอย่างไม่อาจขัดขืน!
ปัง.
พอด้ามกระบี่จมมิดกำแพง เซียวฉู่เป่ยเริ่มรู้สึกเหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมด ร่างกายทรุดฮวบลงไปชั่วขณะ
แต่เขาก็รีบฮึดสู้ ยืนตัวตรงอีกครั้ง ปล่อยมือจากกระบี่แล้วพูดว่า "ใครบอกว่าพวกเราจะไม่ขอโทษล่ะ? แต่ผู้คุ้มกันของร้านนี้ดันพุ่งเข้ามาหาเรื่องก่อน ท่าทางแย่มาก"
หวังโส่วไฉเห็นจังหวะดี เลยก้าวออกมาพูดต่อ "พวกนายทำตัวแย่ๆ ก่อน จะไปโทษเขาว่าท่าทางไม่ดีได้ยังไงล่ะ? ใครเป็นคนเริ่มก่อเรื่อง ออกมาขอโทษซะ ถ้าขอโทษจากใจจริง ฉันก็จะปล่อยไป แต่ถ้าทำลวกๆ ล่ะก็ ฉันคงต้องส่งตัวไปนอนคุกสักสองสามวันแล้วล่ะ"
พูดจบ เขาก็สะบัดนิ้วสองนิ้ว กระบี่โบราณก็กลายร่างเป็นลำแสง พุ่งกลับเข้าไปในแขนเสื้อของเขาทันที
พอค่ายกลสลายไป คนในห้องก็กลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
ผู้ชายผมเกรียนในชุดหนังที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ พอเห็นสถานการณ์ ก็รีบลุกพรวดขึ้นมาทันที ถึงระดับตบะของเขาจะมองการปะทะกำลังเมื่อกี้ไม่ออก แต่เขาก็รู้ว่าฝั่งตัวเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
พอแรงกดดันหายไป เขาก็รีบก้มหัวขอโทษทันที "ขอโทษครับ หัวหน้าหวัง! เมื่อกี้ผมเมาหนักไปหน่อย เลยทำอะไรไม่คิด ขอโทษจริงๆ ครับ!"
"มาขอโทษฉันทำไมเล่า?" หวังโส่วไฉตวัดสายตามองดุๆ "นายไปทำเสียมารยาทกับใคร ก็ไปขอโทษคนนั้นสิ"
ชายผมเกรียนรีบเดินออกไปโค้งขอโทษพนักงานทุกคน ก่อนจะเดินกลับมานั่งที่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
"อืม" หวังโส่วไฉพยักหน้าอย่างพอใจ "ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเมื่อก่อนพวกนายทำตัวกร่างยังไง แต่ตอนอยู่ที่เมืองเจียงเฉิง จะทำอะไรก็เชิญ แต่ห้ามทำผิดกฎหมายเด็ดขาด"
พูดจบ เขาก็เอามือไพล่หลัง แล้วหันหลังเดินจากไป เยว่เหวินก็เดินตามออกไปติดๆ
เซียวฉู่เป่ยจ้องมองแผ่นหลังของเยว่เหวินด้วยสายตางุนงง เหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
มีวัยรุ่นอีกคนเดินเข้ามาใกล้ "ขอโทษทีนะพี่เซียว ที่ทำให้มีเรื่องวุ่นวายแบบนี้ พรุ่งนี้เดี๋ยวผมพาพี่ไปเที่ยวที่อื่น แก้ตัวให้ใหม่นะครับ"
"ไม่เป็นไรหรอก" เซียวฉู่เป่ยส่ายหน้า "พรุ่งนี้ฉันนัดคนไปเขตทุรกันดารไว้แล้ว เอาไว้ฉันกลับมาก่อนค่อยว่ากัน"
"โอ้โห!" คนอื่นๆ ในกลุ่มพากันร้องอื้อหือ "พี่เซียวไปลุยเขตทุรกันดารได้แล้วเหรอเนี่ย? โคตรเก่งเลย!"
บางคนที่รู้เรื่องวงใน ก็เริ่มคุยโวแทน "นี่ ถ้าพวกแกรู้ว่าพี่เซียวจะไปกับใคร พวกแกต้องกราบกรานเลยล่ะ! รู้จักพี่สาวเหยาไหม?"
"ว้าว!" คราวนี้เสียงฮือฮาดังยิ่งกว่าเดิม
"พี่สาวเหยาแห่งบาร์ความฝันน่ะเหรอ? พี่เซียวเพิ่งมาถึงเมืองเจียงเฉิง ก็คว้าตัวเธอไปได้แล้วเหรอเนี่ย?"
"นั่นเทพธิดาในดวงใจฉันเลยนะเว้ย!"
"อย่าพูดจาเหลวไหลน่า" เซียวฉู่เป่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ก็แค่เพื่อนร่วมทางไปเขตทุรกันดารด้วยกันเท่านั้นแหละ"
...
จังหวะที่หันหลังกลับ หวังโส่วไฉก็แอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
เมื่อกี้เขาเกือบจะเสียหน้าเพราะไอ้เด็กเซียวฉู่เป่ยนั่นซะแล้ว โชคดีที่เยว่เหวินยื่นมือเข้ามาช่วยกดมันไว้ได้ทัน ก่อนที่เขาจะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ
แต่พอโล่งใจได้แป๊บเดียว หวังโส่วไฉก็เริ่มสงสัยขึ้นมาอีกแล้ว
ไอ้หนุ่มที่ไหนไม่รู้โผล่มาแล้วเก่งกว่าเขานี่ก็เรื่องนึง แต่เยว่เหวินที่เพิ่งจะทะลวงถึงขอบเขตปราณกังหมาดๆ กลับมีพลังเหนือกว่าเขาด้วยเนี่ยนะ?
เป็นไปไม่ได้มั้ง?
ถึงพรสวรรค์ของเขาจะตันอยู่แค่ขอบเขตปราณกัง และต้องทนฝืนบำเพ็ญเพียรมาหลายปีกว่าจะอัปขึ้นมาถึงขอบเขตปราณกังขั้นกลางได้ แต่นั่นก็แปลว่าพื้นฐานในระดับของเขาน่ะแน่นปึ้กสุดๆ
เยว่เหวินเพิ่งจะทะลวงขอบเขตปราณกังมาได้ไม่นาน เรื่องนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน ถ้าจะเก่งกว่าเขาได้ ก็มีแค่เหตุผลเดียวคือ คุณภาพของปราณกังมันสูงกว่าของเขาแบบลิบลับเลยน่ะสิ...
แต่หมอนี่เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระในเมืองเจียงเฉิง จะไปหาเคล็ดวิชาระดับสุดยอดกับของวิเศษล้ำค่ามากมายมาจากไหนล่ะ?
หวังโส่วไฉเชื่อมั่นในพรสวรรค์และฝีมือของเยว่เหวินมาตลอด แต่นั่นก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงเสมอมา ถ้าเยว่เหวินเพิ่งทะลวงระดับแต่ดันเก่งกว่าเขาแบบทิ้งห่างขนาดนี้ มันก็ดูจะผิดธรรมชาติเกินไปหน่อยมั้ง
เขาลองคิดในมุมกลับ บางที... ไอ้เด็กเซียวฉู่เป่ยนั่นอาจจะทุ่มพลังปราณกังทั้งหมดที่มีมาสู้กับเขาจนหมดก๊อก แล้วจังหวะที่เยว่เหวินยื่นมือเข้ามา ก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่มาทำลายความพยายามของอีกฝ่ายพอดีก็ได้
แบบนี้ค่อยดูสมเหตุสมผลหน่อย
เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ผู้จัดการภัตตาคารก็รีบวิ่งตามมา "หัวหน้าหวัง ขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยออกโรงจัดการให้ มื้อนี้ทางร้านขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเองนะครับ แล้วถ้าคราวหน้าหัวหน้าหวังกับเพื่อนมาทานอีก ผมจะลดราคาให้พิเศษเลยครับ"
"โอ๊ย—" หวังโส่วไฉทำหน้าขรึม "ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอกน่า"
"ต้องเกรงใจสิครับ" ผู้จัดการรีบพูด "ถ้าวันนี้ไม่ได้หัวหน้าหวังช่วยไว้ ผมก็ไม่รู้จะจบเรื่องนี้ยังไงเหมือนกันครับ"
ภายหลังปฏิเสธกันไปมาสักพัก หวังโส่วไฉก็ยอมรับข้อเสนอกินฟรีอย่างเสียไม่ได้
พอกลับมาถึงห้องวีไอพี และปิดประตูลง เขาก็แอบยิ้มเจ้าเล่ห์ "รู้หรือยังว่าทำไมเรื่องแค่นี้ ฉันถึงต้องออกโรงจัดการเอง?"
เยว่เหวินยกนิ้วโป้งให้ "ก็เพราะพี่หวังเป็นคนรักความยุติธรรมและเกลียดความอยุติธรรมไงครับ"
พอนั่งลง หวังโส่วไฉก็มองไปที่โต๊ะ มันก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม จ้าวซิงเอ๋อร์กับฉีเตี่ยนยังคงนั่งรออย่างเรียบร้อย กะพริบตาปริบๆ ดูเป็นเด็กดีสุดๆ
หวังโส่วไฉเลยต้องกวักมือเรียกพนักงานอีกรอบ "อาหารที่สั่งไปเมื่อกี้ เอามาเสิร์ฟได้เลยครับ"
"เอ๊ะ?" พนักงานทำหน้างงๆ "ก็เสิร์ฟไปหมดแล้วนะคะ!"
...
คืนนั้น ระหว่างที่นั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่บ้าน หวังโส่วไฉก็พิมพ์ข้อความส่งรายงานให้ท่านนักพรตจื่อกวง
"ท่านนักพรตครับ การชักชวนล้มเหลวอีกแล้วครับ"
"ผมเอาตำแหน่งศิษย์สายนอกของท่าน แล้วก็เรื่องที่สำนักงานจะให้การสนับสนุนเต็มที่ แถมจะรีบพิจารณาเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าทีมย่อยให้ด้วย ไปอ้างหมดแล้วนะครับ"
"แต่เขาก็ยังยืนกรานปฏิเสธ เขาบอกว่าไม่ชอบถูกผูกมัด และอยากทำงานร่วมกับเพื่อนๆ มากกว่า"
"ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกแล้วล่ะครับว่า การที่ดึงตัวไอ้เด็กนี่มาไม่ได้ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของสาขาเราจริงๆ แต่... ถ้าเกิดดึงตัวมันมาได้ มันอาจจะกลายเป็นตัวหายนะของสาขาเราแทนก็ได้นะครับ!"
ภายหลังส่งข้อความเสร็จ เขาก็กำลังจะคีบบะหมี่เข้าปากด้วยความหงุดหงิด จู่ๆ มือถือก็สั่นครืด
เขานึกว่าท่านนักพรตจื่อกวงตอบกลับมาแล้ว แต่พอหยิบขึ้นมาดู
"AAA ผู้ดูแลสำนักงานบำเพ็ญเพียร: พี่หวังครับ ผมขอยืมเงินสักหมื่นนึงได้ไหมครับ? ด่วนเลยครับ"