- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 85 กระบี่นี้ราคาตั้งหลายร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายเชียวนะ
บทที่ 85 กระบี่นี้ราคาตั้งหลายร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายเชียวนะ
บทที่ 85 กระบี่นี้ราคาตั้งหลายร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายเชียวนะ
ค่ำคืนนั้น ณ สาขาเมืองบริวารหมายเลขเจ็ด
กลุ่มคนท่าทางดุดันผลักประตูห้องทำงานเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด นำโดยชายร่างบึกบึนในชุดหนังหนาเตอะ ผมสีเงินยาวประบ่าตั้งชี้เด่ ผิวหยาบกร้าน มีรอยแผลเป็นทางยาวที่หางคิ้ว ดูจากหน้าตาน่าจะอายุประมาณสี่ห้าสิบปี
"อุตส่าห์ไปเชิญนักดนตรีจากหอเสียงสวรรค์มาบรรเลง 'บทเพลงมายากำเนิดมาร' ทำไมถึงไม่อนุญาตให้บรรเลง?" ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เขาก็ตวาดถามเสียงแข็ง
ในห้องทำงานอันกว้างขวาง มีโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง และคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะก็คือนักพรตจื่อกวง
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามอันเกรี้ยวกราดของชายคนนั้น นักพรตจื่อกวงเพียงแค่ปรายตามอง "มารยาทน่ะมีไหม เคาะประตูเป็นหรือเปล่า?"
"ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามานั่งเถียงกับเธอเรื่องไร้สาระหรอกนะ!" ชายคนนั้นตบโต๊ะดังปัง "พวกสำนักงานปราบปรามความผิดปกติติทำงานกันไม่ได้เรื่องเอง แล้วยังจะมาห้ามไม่ให้พวกฉันจัดการลากคอมารนั่นออกมาเองอีกเหรอ?"
นักพรตจื่อกวงเอนหลังพิงพิงเก้าอี้ กอดอก แล้วกวาดสายตามองผู้มาเยือนอย่างเย็นชา "หงเจิ้นเฟิง เห็นแก่ที่พวกคุณสูญเสียกระถางทองแดงภูเขางูไปจนเสียหายหนัก ฉันถึงได้พยายามพูดจากับพวกคุณดีๆ แต่ถ้าคราวหน้ากล้ามาทำตาขวางตบโต๊ะใส่กันอีกล่ะก็ ฉันจะหักมือข้างที่แกตบโต๊ะซะ"
ชายคนนี้มีชื่อว่าหงเจิ้นเฟิง เป็นผู้อาวุโสขวานศึกแห่งสำนักอาญาสวรรค์ทางตอนใต้ ครั้งนี้เขาเป็นคนนำทีมมาที่เมืองเจียงเฉิงเพื่อตามล่ากระถางทองแดงภูเขางูกลับคืนมาโดยเฉพาะ
"อำนาจบาตรใหญ่ซะจริงนะ" หงเจิ้นเฟิงแค่นเสียงเย็น แต่ก็ยอมชักมือกลับมา "ตอนนี้ไม่มีคลื่นสัตว์ปีศาจมาบุกเมือง ค่ายกลพิทักษ์เมืองจะเปิดติดต่อกันได้มากที่สุดก็แค่สามวันเท่านั้น นั่นหมายความว่าถ้าพรุ่งนี้ยังหามารนั่นไม่เจอ มันก็คงหนีรอดไปได้แน่ๆ"
"พวกเจ้าหามาตั้งสองวันเต็มๆ แล้ว แต่ก็ยังไม่เจอเบาะแสอะไรเลย แล้วตอนนี้ยังจะมาห้ามไม่ให้พวกเราออกตามหาเองอีก การทำงานของสำนักงานปราบปรามความผิดปกติติมันเป็นแบบนี้รึไง?"
น้ำเสียงของเขายังคงดุดัน
"สำนักงานปราบปรามความผิดปกติติจะทำงานยังไง ไม่ต้องให้นายมาสอน" นักพรตจื่อกวงตอบกลับ "นายต่างหาก ไม่มีใครเคยสอนหรือไงว่าเวลามาขอร้องคนอื่นน่ะต้องพูดจายังไง? พูดจาแบบนี้ คิดว่าฉันจะยอมตกลงอะไรด้วยงั้นสิ? ตอนนี้ฉันจะให้โอกาสนายพูดใหม่อีกครั้ง ถ้าท่าทีดีพอ ฉันอาจจะลองพิจารณาดู"
"ฉัน..." หงเจิ้นเฟิงสูดหายใจลึก พยายามข่มความโกรธเอาไว้ แล้วพูดช้าๆ "ท่านนักพรตจื่อกวง ตอนนี้พวกเราจำเป็นต้องใช้บทเพลงมายากำเนิดมารจริงๆ ขอท่านได้โปรดอนุญาตด้วยเถอะ"
"ไม่ได้" นักพรตจื่อกวงปฏิเสธทันควัน
นี่จงใจกวนประสาทงั้นเรอะ... หงเจิ้นเฟิงกำหมัดแน่นทันที
ไม่ได้คิดจะพิจารณาตั้งแต่แรกแล้วนี่หว่า
จงใจปั่นหัวเล่นชัดๆ!
นักพรตจื่อกวงพูดต่อ "บทเพลงมายากำเนิดมาร ไม่เพียงแต่จะบีบให้พวกมารเผยธาตุแท้ออกมา แต่ยังจะปลุกด้านมืดในจิตใจของทุกคนให้ตื่นขึ้นมาด้วย ถ้านำมาใช้เมื่อไหร่ ย่อมเกิดผลเสียตามมาอย่างมหาศาล เพื่อที่จะตามหากระถางทองแดงภูเขางู พวกนายถึงกับยอมทำลายเมืองเจียงเฉิงทั้งเมืองให้พังพินาศ แบบนี้ฉันจะยอมเห็นด้วยได้ยังไง?"
"ก็บอกแล้วไงว่ามันเป็นวิธีสุดท้ายที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ" หงเจิ้นเฟิงยืนกราน "ถ้าเกิดความวุ่นวายอะไรตามมา คนของสำนักอาญาสวรรค์จะช่วยจัดการเอง"
"ไม่จำเป็น" นักพรตจื่อกวงขมวดคิ้ว "พูดกันตรงๆ นะ การที่พวกนายทำกระถางทองแดงภูเขางูหาย มันก็เป็นความผิดของตัวเอง คนที่พวกนายส่งมา ไม่เพียงแต่จะสู้พวกมารไม่ได้ แต่ยังถ่วงเวลาไว้รอจนฉันไปช่วยไม่ไหวด้วยซ้ำ ตอนนี้สำนักเซียนทั้งเมืองก็กำลังช่วยพวกนายตามหากระถางทองแดงกันอยู่ ถือว่าพวกเราทำดีที่สุดแล้ว ฉันไม่มีทางยอมให้ใช้วิธีการที่รุนแรงไปกว่านี้แน่"
"เธอ..." หงเจิ้นเฟิงจ้องมองเธอด้วยความโกรธแค้น
ในเขตเทียนเป่ยที่สำนักเซียนอ่อนแอนี้ สำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากมายนัก ถ้าเป็นเมืองอื่นล่ะก็ แค่สำนักอาญาสวรรค์ส่งยอดฝีมือมาข่มขวัญสักหน่อย อีกฝ่ายก็คงยอมจำนนทำตามที่ขอไปแล้ว
แต่บังเอิญว่ารองผู้อำนวยการของเมืองบริวารหมายเลขเจ็ดแห่งนี้ ดันเป็นนักพรตจื่อกวงเสียนี่
เธอมาจากสำนักวิถีฟ้าเร้นลับ เลยไม่ได้เกรงกลัวอำนาจของสำนักอาญาสวรรค์เลยแม้แต่น้อย ทำเอาหงเจิ้นเฟิงรู้สึกว่ารับมือยากจริงๆ
ภายหลังเงียบไปพักหนึ่ง เขาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง "ขอแค่ท่านยอมให้พวกเราใช้วิธีการของตัวเองตามล่ามาร พวกเรายินดีจะจ่ายค่าตอบแทนให้ สำนักของเรายอมจ่ายเงินตั้งพันสามร้อยล้านเพื่อประมูลกระถางทองแดงภูเขางูมา ความสูญเสียครั้งนี้มัน... ใหญ่หลวงเกินกว่าที่พวกเราจะรับไหวจริงๆ"
สาเหตุที่สำนักอาญาสวรรค์ได้ชื่อนี้มา ก็เพราะเคล็ดวิชาที่พวกเขาฝึกฝนสืบทอดมาจากยอดฝีมือขอบเขตที่เก้าในยุคโบราณ มีชื่อว่า 'เคล็ดวิชาเทวะมารอาญาสวรรค์'
เมื่อใช้วิชานี้ พลังปราณและเลือดลมจะพลุ่งพล่าน พลังชีวิตจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล ต่อให้โดนตัดหัว ก็ยังสามารถลุกขึ้นมาสู้ต่อได้ แต่ผลข้างเคียงก็คือ ผู้ที่ฝึกฝนวิชานี้มักจะมีนิสัยดุร้ายและบ้าคลั่งการต่อสู้
คนในวงการผู้ฝึกตนส่วนใหญ่เลยไม่อยากจะไปข้องแวะกับพวกคนบ้าเลือดจากสำนักอาญาสวรรค์นัก
และเพราะว่าเคล็ดวิชาประจำสำนักสืบทอดมาจากยุคโบราณ สำนักอาญาสวรรค์เลยอยากจะได้มรดกวิชาระดับที่เก้ามาครอบครองอีกสักวิชา เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้สำนัก แต่ใครจะไปคิดว่าพวกมารก็ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อแย่งชิงกระถางทองแดงภูเขางูเหมือนกัน เรื่องนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของพวกเขามาก
สำนักอาญาสวรรค์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้าย มีหรือจะยอมกลืนความแค้นนี้ลงคอ?
แต่สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ พวกมารมันไม่ยอมโผล่หัวมาสู้ซึ่งๆ หน้า แต่กลับขโมยกระถางทองแดงแล้วหนีไปซ่อนตัว ซ่อนซะจนหาไม่เจอเลยนี่แหละ!
เมื่อจนปัญญาจริงๆ สำนักอาญาสวรรค์ถึงได้คิดจะใช้บทเพลงมายากำเนิดมาร เพื่อบีบให้พวกมารเผยตัวออกมา
บทเพลงนี้จะดึงเอาความชั่วร้ายในจิตใจมนุษย์ออกมา พวกมารที่เป็นตัวแทนของความชั่วร้ายอยู่แล้ว พอได้ยินเข้า ก็จะเปิดเผยร่างจริงทันที แต่ผลข้างเคียงก็คือ คนทั่วไปที่ได้ยินบทเพลงนี้ จิตใจที่ดำมืดก็จะถูกปลุกปั่นให้กำเริบเสิบสาน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายลุกลามใหญ่โตได้
ก็เหมือนกับการชิมไส้หมูเพื่อพิสูจน์ว่ามันล้างสะอาดหรือยังนั่นแหละ
อาจจะบรรลุเป้าหมายได้ก็จริง แต่ผลที่ตามมามันเกินกว่าจะรับไหว
"ค่าตอบแทนอะไรล่ะ?" นักพรตจื่อกวงถามเสียงเข้ม "ถ้าพวกนายสร้างความเดือดร้อนให้ชาวเมืองเจียงเฉิง คิดว่าจะเอาอะไรมาชดใช้? หงเจิ้นเฟิง ขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าพวกนายทำร้ายคนบริสุทธิ์เมื่อไหร่ ฉันจะไม่สนหรอกนะว่าพวกนายจะเป็นผู้เสียหายมาจากไหน แต่ฉันจะเข้าจัดการพวกนายในฐานะสิ่งชั่วร้ายทันที เข้าใจไหม?"
"ฉันจะรออย่างมากก็แค่ช่วงเย็นพรุ่งนี้เท่านั้น" หงเจิ้นเฟิงตอบกลับอย่างแข็งกร้าวไม่แพ้กัน "ถ้ายังหากระถางทองแดงไม่เจอ ทางสำนักจะต้องลงมือขั้นเด็ดขาดแน่นอน"
สายตาของทั้งสองคนปะทะกันอย่างดุเดือดกลางอากาศ แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านไปทั่วห้องทำงานราวกับคลื่นยักษ์ ทำเอาพวกผู้ฝึกตนในสามขอบเขตกลางของสำนักอาญาสวรรค์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถึงกับหน้าถอดสีด้วยความอึดอัด
จังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น
นักพรตจื่อกวงกดรับสายโดยไม่แม้แต่จะก้มหน้ามอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ว่ามา"
ปลายสายรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ท่านรองผู้อำนวยการครับ ตรวจพบกลิ่นอายของเผ่ามารที่หมู่บ้านวิลล่าริมแม่น้ำครับ! ตอนนี้เจ้าหน้าที่หลายทีมในพื้นที่กำลังรีบมุ่งหน้าไปที่นั่นแล้วครับ!"
"หืม?"
ทั้งหงเจิ้นเฟิงและนักพรตจื่อกวงต่างก็เผยดวงตาเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน
...
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย
บนชั้นสองของวิลล่าริมแม่น้ำ เยว่เหวินที่ซุ่มรอมานาน ในที่สุดก็เผยเขี้ยวเล็บออกมา
ในจังหวะที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว เขาจะมีโอกาสโจมตีหรือใช้ของวิเศษได้ฟรีๆ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะทันทีที่กลิ่นอายเล็ดลอดออกไป วิชาพรางรอยจะถูกทำลาย และอีกฝ่ายจะรู้ตัวทันที
ดังนั้นการโจมตีครั้งแรกเท่านั้นถึงจะนับว่าเป็นการลอบโจมตีที่สมบูรณ์แบบ
ก่อนมา เยว่เหวินวางแผนไว้เรียบร้อยแล้ว เขาตั้งใจว่าจะใช้ศิลาสะกดมารเป็นอย่างแรก ในขณะที่ยังคงอยู่ในสถานะพรางรอย
เพราะเผ่ามารระดับนี้ ย่อมต้องมีวิชาอาคมเอาไว้หลบหนีเวลาจวนตัวแน่ๆ เยว่เหวินไม่มั่นใจว่าจะสามารถปลิดชีพอีกฝ่ายได้ในพริบตา ต่อให้ฟันจนบาดเจ็บสาหัสได้ อีกฝ่ายก็อาจจะใช้วิชาอาคมหนีรอดไปได้อยู่ดี
การใช้ศิลาสะกดมารในตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว จะช่วยป้องกันไม่ให้มันหนีไปได้
ภายหลังจากนั้นก็ค่อยประจันหน้ากันแบบซึ่งๆ หน้า...
ในขณะที่มารอัศจรรย์ถัวกำลังยืนมองแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองเจียงเฉิง ไม่รู้ว่ากำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่
จู่ๆ ก็มีตราประทับหินสี่เหลี่ยมเล็กๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ใต้ตราประทับนั้นสลักลวดลายยันต์สีแดงชาดอันซับซ้อน ซึ่งแฝงไปด้วยมรรคาวิถีอันทรงพลังที่สามารถสะกดสิ่งชั่วร้ายได้
วูบ—
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไปในอากาศรอบๆ
"ผู้ฝึกตน!" มารอัศจรรย์ถัวตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์คนนี้ลอบเข้ามาในห้องนอนของมันตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังมายืนอยู่ข้างหลังมันอีก! ถึงแม้กลิ่นอายที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่มันก็ทำให้มารอัศจรรย์ถัวรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาได้!
เพราะนั่นหมายความว่าการพรางตัวของมันถูกจับได้แล้ว
มันพยายามใช้วิชามารเพื่อหลบหนีภายในเวลาแค่ศูนย์จุดหนึ่งวินาทีทันที
แต่แล้วมันก็พบว่า กลิ่นอายมารในอากาศรอบๆ ตัวเหมือนถูกอะไรบางอย่างสะกดเอาไว้ ทำให้มันไม่สามารถใช้วิชาหนีของตัวเองได้!
หนีไม่ได้งั้นรึ?
ต้องเป็นไอ้ตราประทับหินที่ลอยอยู่กลางห้องนั่นแน่ๆ!
มารอัศจรรย์ถัวตื่นตระหนกสุดขีด รีบรวบรวมพลังทั้งหมดหันไปจ้องมองร่างที่เพิ่งปรากฏขึ้นในห้อง และมันก็ต้องประหลาดใจอีกครั้ง
ไอ้หมอนี่... อ่อนแออะไรขนาดนี้กัน?
การที่จู่ๆ ก็มีศิลาสะกดมารโผล่มากลางดึกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้มันหลงคิดไปว่าสำนักงานปราบปรามความผิดปกติคงจับตำแหน่งมันได้แล้ว และกำลังยกทัพมาจับกุมมันแน่ๆ
ตอนแรกมันคิดว่าคงหมดทางหนีแล้ว และกำลังคิดอยู่ว่าจะต้องซัดทอดพวกพ้องกี่คนถึงจะรอดชีวิตไปได้
แต่พอสัมผัสวิญญาณกวาดไปเจอชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า มันก็พบว่าระดับตบะของไอ้หมอนี่น่าจะอยู่แค่ขอบเขตปราณกังขั้นต้นเท่านั้นเอง?
ฝีมือแค่นี้กล้าบุกมาจับฉันตัวคนเดียวเนี่ยนะ?
อารมณ์ของมารอัศจรรย์ถัวเปลี่ยนจากความตกใจสุดขีด กลายเป็นความหวาดกลัว และจบลงด้วยความงุนงงสับสนภายในเวลาแค่หนึ่งวินาที นัยน์ตาสีม่วงของมันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
นี่มันคงไม่ได้คิดว่าฉันเป็นแค่เด็กอนุบาลหรอกใช่ไหม?
พอตั้งสติได้ มารอัศจรรย์ถัวก็แสยะยิ้มชั่วร้าย ตวัดมือคว้าหมับไปกลางอากาศ ไอพลังมารรวมตัวกันกลายเป็นกรงเล็บสายฟ้าสีม่วง พุ่งตรงเข้าใส่เยว่เหวินทันที!
...
ในขณะเดียวกัน ร่างของเยว่เหวินก็ปรากฏขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของห้องนอน
ขั้นตอนแรกของเขา คือการปล่อยศิลาสะกดมาร
ขั้นตอนที่สอง ก็ยังไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการโกยยาเข้าปากกำใหญ่
ยาเม็ดพยัคฆ์ตะวันสาดแสง!
กลืน!
พอยาตกถึงท้อง ก็เหมือนมีดวงอาทิตย์แผดเผาอยู่ข้างใน พลังหยางอันร้อนแรงไหลเวียนไปทั่วทุกเส้นเลือด ทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกของเยว่เหวินส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะๆ ผิวหนังปรากฏลวดลายสีดำรูปตัว "王(ราชา)" ขึ้นมา!
แต่ลวดลายพวกนั้นก็ถูกบดบังไปอย่างรวดเร็ว
เพราะยังมียาเม็ดโลหิตมังกรจำแลงเกล็ดอีกเม็ด!
กลืน!
พอยาเม็ดนี้เข้าสู่ร่างกาย แสงสีทองก็แทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือด พลังปราณและเลือดลมเปลี่ยนเป็นสีทองในพริบตา ผิวหนังปรากฏจุดด่างดำคล้ายเกล็ดมังกร และในพริบตาก็กลายเป็นเกล็ดสีดำสนิทปกคลุมไปทั่วทั้งตัว!
เยว่เหวินกลายร่างเป็นมนุษย์เกล็ดมังกรสีดำทะมึนในชั่วพริบตา!
กระต่ายขาวกินปุ๊บก็เปรี้ยงปร้างปราบพยัคฆ์!
กลืน!
พอลูกอมเม็ดนี้เข้าปาก ก็มีกลิ่นทุเรียนเหม็นหึ่งโชยออกมา พอละลายลงไปในท้อง ก็รู้สึกเหมือนมีเปลวไฟพุ่งปรี๊ดจากจุดตันเถียนขึ้นไปถึงจุดกลางหน้าผาก ดันจนดวงตาของเยว่เหวินเปล่งประกายแสงสีทองอร่ามออกมา
คุกกี้ฟื้นพลังที่เหล่าป๋ายปรุงขึ้นมา แค่มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นพลังปราณและเลือดลม ก็ทำเอาเยว่เหวินกับฉีเตี่ยนคึกจัดจนไฟลุกท่วมตัวไปตั้งนานสองนาน แล้วนับประสาอะไรกับยาที่ปรุงขึ้นมาเพื่อยกระดับพลังโดยเฉพาะแบบนี้ล่ะ มันจะเดือดพล่านขนาดไหน!
เพียงแค่วินาทีเดียว เยว่เหวินก็อ้าปากพ่นเปลวไฟสีทองออกมา "อ๊าก—"
และในขณะเดียวกัน ยาเม็ดสุดท้าย ยาเม็ดวิญญาณลักษณ์เพลิงสวรรค์ปราบมาร
กลืน!
ยาประเภทนี้ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดยาเม็ดทั่วไป แต่เป็นการนำเอาเงาวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของยอดฝีมือมาหลอมรวมไว้ในตัวยา ทำให้ผู้ที่กินเข้าไปสามารถยืมพลังของวิญญาณนั้นมาสิงสถิตในร่างได้ชั่วคราว คล้ายๆ กับการประทับทรงนั่นแหละ
ยาเม็ดที่เยว่เหวินกลืนลงไปนี้ ทำให้เขาสามารถยืมร่างลักษณ์ของยอดฝีมือขอบเขตที่ห้ามาใช้ได้ชั่วคราว ซึ่งก็คือ 'ร่างลักษณ์เพลิงสวรรค์ปราบมาร'! ร่างลักษณ์บนโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ละร่างก็มีอานุภาพแตกต่างกันไป และร่างลักษณ์นี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปราบพวกมารโดยเฉพาะ!
พอยาเม็ดนี้เข้าสู่ร่างกาย พลังอันมหาศาลดุจพลังแห่งบรรพกาลพลันระเบิดขึ้นในตัวเยว่เหวินทันที
ไม่สิ ไม่ใช่แค่สายเดียว
สายที่หนึ่ง สอง สาม สี่... พลังเสริมมากมายมหาศาลไหลมารวมกันอยู่ในร่างเดียวในพริบตา พลังวิญญาณที่สั่นสะเทือนอยู่ข้างในแทบจะทำให้ร่างของเยว่เหวินระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในร่างของเยว่เหวินในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น การกลืนยาชุดใหญ่นี้ลงไป รสชาติที่หลากหลายและพลังที่อัดแน่นอยู่ข้างใน เกรงว่าคงจะมีแต่อาหารปีศาจของเผ่าอมตะแห่งแม่น้ำคงคาในตำนานเท่านั้นที่พอจะเทียบเคียงได้
พอเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นกรงเล็บมารพุ่งเข้ามาหา พร้อมกับเสียงหัวเราะชั่วร้ายของมารอัศจรรย์ถัว "ฝีมือแค่นี้ กล้ามาแส่หาที่ตายงั้นรึ?"
เยว่เหวินไม่คิดอะไรให้มากความ ใช้วิชาควบคุมกระบี่ผสานกับเคล็ดวิชากระบี่วายุสลาตัน ปล่อยกระบี่พุ่งออกไปทันที
เกิดมาเขายังไม่เคยฟันกระบี่ที่ทรงพลังขนาดนี้มาก่อนเลย
ปราณมังกรและพยัคฆ์ประสานกัน พลังหยางอันบริสุทธิ์แผดเผาเจิดจ้า ปราณกระบี่ที่พุ่งแหวกอากาศไปมีเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง พุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูอย่างดุดัน
แสงกระบี่ที่ร้อนแรง สาดส่องใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและซีดเผือดของเผ่ามารตนนั้น...
ฝีมือแค่นี้งั้นเรอะ?
หึ
"กระบี่นี้ราคาตั้งหลายร้อยเหรียญสะกดสิ่งชั่วร้ายเชียวนะโว้ย แกจะเอาอะไรมารับกันหา?!"