เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 231 - อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป

บทที่ 231 - อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป

บทที่ 231 - อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป


บทที่ 231 - อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป

ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ นิ้วก้อยเรียวเล็กขาวผ่องนิ้วหนึ่งก็ยื่นผ่านแสงแดดเข้ามาจิ้มลงบนหน้าท้องของผู้บำเพ็ญเพียรมารบางคนที่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้น

เมื่อมองดูกล้ามท้องเป็นลอนถูกกดลงไปแล้วเด้งกลับคืนมา ริมฝีปากเล็กๆ ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย

ทว่าไม่นานนัก เจ้าของนิ้วก้อยเรียวเล็กขาวผ่องนิ้วนี้ก็พบว่ามีดวงตาคู่หนึ่งที่มีประกายสีเลือดอมเขียวจางๆ กำลังจ้องมองนางอยู่

นางจึงทำหน้าตายพร้อมกับแก้ตัวให้กับการกระทำของตัวเองว่า "ข้าก็แค่จะดูว่าท่านตายแล้วหรือยังเท่านั้นเอง..."

"..."

ถานซูฉางรู้สึกหมดคำจะพูดและอยากจะบ่นกับคำแก้ตัวนี้เหลือเกิน จึงทำได้เพียงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น จากนั้นเขาก็ส่ายหน้าพร้อมกับกดประกายแสงสีเลือดอมเขียวในดวงตาให้จางลง

การโจมตีเซียนแท้วิถีผีองค์หนึ่งจนถึงขั้นวิญญาณแตกสลาย แม้ถานซูฉางจะมีสถานะป้องกันพลังวิถีผีขั้นสูง แต่ผลกระทบจากการใช้วิชาเซียนก็ทำให้เขารู้สึกทรมานมากเช่นกัน

หลังจากทำความเข้าใจยี่สิบสี่ฤดูกาลจนเกือบจะจำแลงกายเป็นฟ้าดินได้แล้ว ถานซูฉางก็เพิ่งจะคิดค้นอิทธิฤทธิ์บทนี้ขึ้นมาได้

แม้อิทธิฤทธิ์บทนี้จะไม่ได้จำกัดว่าจะต้องใช้ร่างโลหิตอมตะเท่านั้นจึงจะสำแดงได้ แต่มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีเพียงตอนที่อยู่ในสถานะร่างโลหิตอมตะเท่านั้น ถึงจะสามารถดึงพลังของอิทธิฤทธิ์บทนี้ออกมาใช้จนถึงขีดสุดได้!

เดิมทีถานซูฉางก็คิดเช่นนั้น

ทว่าเขาก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าบนร่างของเขาจะมีสิ่งที่เรียกว่า "วิญญาณวิชาเซียน" อยู่ด้วย ซึ่งในตอนที่เขาสำแดงอิทธิฤทธิ์บทนี้ออกมา มันก็ยกระดับความรุนแรงของอิทธิฤทธิ์บทนี้ขึ้นไปอีกขั้นได้โดยตรง

เป็นระดับที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุขั้นที่สามไม่มีทางครอบครองได้!

วิชาเซียน!

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่เคยสัมผัสมาก่อน แต่เมื่อ "มหาพิธีฝังศพสี่ฤดู" นี้กลายเป็นวิชาเซียน ถานซูฉางก็ล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับวิชาเซียนนี้ในทันที

เพราะวิชาเซียนนี้มีความคล้ายคลึงกับตำแหน่งอิทธิฤทธิ์ในฟ้าดินแห่งวิถีผีอันรุ่งเรืองแห่งนี้อยู่บ้าง

นั่นคือมันจะถูกยึดติดอยู่กับผู้บำเพ็ญเพียรคนใดคนหนึ่ง

แน่นอนว่ามันไม่มีระยะเวลาหน่วงในการใช้งาน ขอเพียงแค่ร่างกายสามารถทนรับพลังไหวก็สามารถใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด

แต่นี่ถือเป็นความหวังที่สูงเกินเอื้อมสำหรับถานซูฉางในตอนนี้

เพราะวิชาเซียนเป็นสิ่งที่เซียนแท้เท่านั้นจึงจะสามารถควบคุมได้

ส่วนคนที่ยังไม่สำเร็จเป็นเซียนแต่กลับครอบครองวิชาเซียนอย่างเขา ทุกครั้งที่นำออกมาใช้ก็จะต้อมเผชิญกับผลสะท้อนกลับที่แสนสาหัส

"วิญญาณวิชาเซียนงั้นหรือ?"

ถานซูฉางรู้สึกสับสนเล็กน้อย เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิญญาณวิชาเซียนบนร่างของเขามาจากไหน

"หรือว่าจะเป็นวิชาเก้าเนตรของสหายมารโลหิตบ่อปรโลกกันนะ?" หลังจากครุ่นคิดกลับไปกลับมา ถานซูฉางก็ทำได้เพียงโยนความดีความชอบของวิญญาณวิชาเซียนนี้ไปให้กับเรื่องนี้

เพราะวิชาที่มารโลหิตบ่อปรโลกคิดค้นขึ้นมานี้ ถือเป็นวิชาเซียนที่ได้มาตรฐานอย่างแท้จริง

ในเศษเสี้ยวความทรงจำที่สหายมารโลหิตบ่อปรโลกผู้นี้ทิ้งเอาไว้ การที่เขาสามารถคิดค้นวิชาเซียนเช่นนี้ขึ้นมาได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่เขาภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

"ไม่รู้ว่าบนร่างของจ้าวอัคคีไท่อาจะมีด้วยหรือเปล่านะ?"

เมื่อมีความคิดเช่นนี้อยู่ในหัว หลังจากที่ถานซูฉางฟื้นฟูร่างกายจนเกือบเป็นปกติ เขาก็รีบเรียกสระเลือดคู่กายของเขาออกมาทันที

แม้ว่าจ้าวอัคคีไท่อาจะถูกวิชาเซียนมหาพิธีฝังศพสี่ฤดูของเขาส่งไปลงนรกในชั่วพริบตา แต่เซียนแท้ก็คือเซียนแท้อยู่วันยังค่ำ ความเป็นอมตะได้เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความไม่ดับสูญแล้ว

พลังที่หลงเหลืออยู่ของจ้าวอัคคีไท่อาหลังจากที่ร่วงหล่นในตอนนั้น ต่างก็เริ่มเตรียมการเพื่อฟื้นคืนชีพให้กับเซียนแท้วิถีผีผู้นี้แล้ว

ทว่าในเมื่อมีถานซูฉางอยู่ เขาย่อมไม่อนุญาตให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ดังนั้นเขาจึงส่งพลังเหล่านี้ทั้งหมดเข้าไปในสระเลือด

ในเวลานี้ เพราะอยู่ในสระเลือด แม้พลังที่หลงเหลืออยู่ของจ้าวอัคคีไท่อาจะพยายามฟื้นคืนชีพให้จ้าวอัคคีไท่อาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากถูกสระเลือดก่อกวนจึงทำให้ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง

เมื่อถานซูฉางมาถึง ก็เห็นเปลวเพลิงหลากสีสันแผ่ซ่านอยู่ทั่วสระเลือดที่มีขนาดเท่าสระน้ำ

มีไฟผีสีเขียวเข้มอันแสนประหลาด ไฟหยินอันน่าสะพรึงกลัวและลึกลับ ไฟอมตะที่แผ่ซ่านไม่จางหาย ไฟวิเศษที่ได้จากจิตวิญญาณอัคคี และไฟสุริยันที่แผดเผาฟ้าดิน

เปลวเพลิงเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานในการบรรลุมรรคผลของจ้าวอัคคีไท่อาทั้งสิ้น

หากจ้าวอัคคีไท่อาได้วิญญาณวิชาเซียนมาสักดวง และนำมาใช้กับเปลวเพลิงเหล่านี้ เปลวเพลิงเหล่านี้ย่อมสามารถพัฒนาเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงได้ และอานุภาพของมันก็สามารถแผดเผาเซียนแท้ให้มอดไหม้ได้โดยตรงเลยทีเดียว

ทว่าเนื่องจากไม่มีวิญญาณวิชาเซียน มันจึงด้อยกว่าอิทธิฤทธิ์จำแลงน้ำพุเหลืองปรโลกที่จ้าวอัคคีไท่อาแสดงออกมาเสียอีก

"ไท่อาไท่อา เพลิงอันลุกโชน..."

"เพลิงดั่งพิษร้าย รับสั่งมิรู้ดับ..."

เสียงสวดภาวนาที่ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ นี่คือเปลวเพลิงหลากสีสันที่กำลังแสดงความศักดิ์สิทธิ์ของพวกมันออกมา เพื่ออัญเชิญเศษเสี้ยววิญญาณของจ้าวอัคคีไท่อาให้กลับมา

และเศษเสี้ยววิญญาณของจ้าวอัคคีไท่อาก็ถูกอัญเชิญมาจริงๆ แต่เนื่องจากที่นี่คือสระเลือด ขั้นตอนสุดท้ายของการฟื้นคืนชีพจึงถูกก่อกวน

ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น เงาร่างของจ้าวอัคคีไท่อาก็ยังคงผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในสระเลือดแห่งนี้

ถานซูฉางมองดูภาพเหตุการณ์นี้ด้วยความรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาจึงยืนดูอยู่พักหนึ่ง หลังจากลูบคลำทำความเข้าใจถึงความไม่ดับสูญของเซียนแท้แล้ว เขาก็เริ่มลงมือหลอมละลายพลังที่หลงเหลืออยู่และวิญญาณเซียนของเซียนแท้วิถีผีผู้นี้

จ้าวอัคคีไท่อาคือเซียนแท้วิถีผี แม้จะห่างชั้นกับมารโลหิตบ่อปรโลกในยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุดอยู่มาก แต่ก็ถือว่าเป็นเซียนแท้องค์หนึ่ง

ดังนั้นแค่หลอมละลายพลังที่หลงเหลืออยู่ของจ้าวอัคคีไท่อา ถานซูฉางก็ใช้เวลาไปถึงครึ่งเดือนเต็ม ส่วนวิญญาณเซียนหลังจากนั้น แม้จะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยววิญญาณ ถานซูฉางก็ยังต้องใช้เวลาหลอมละลายนานถึงสองเดือนกว่าจะสำเร็จ

ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพราะระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเขาในตอนนี้ยังต่ำเกินไป

ทว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการหลอมละลายพลังที่หลงเหลืออยู่และวิญญาณเซียนของจ้าวอัคคีไท่อา ก็คุ้มค่ากับเวลาที่ถานซูฉางทุ่มเทไป

คัมภีร์เซียนตู้เอ้อเล่มที่เจ็ดของเขา ในที่สุดก็มีเค้าลางให้เห็นแล้ว แม้จะยังไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ได้ แต่ตอนนี้ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าต้องแต่งคัมภีร์อย่างไรตัวเองถึงจะสำเร็จเป็นเซียนได้

เช่นเดียวกับตอนแต่งเล่มที่หก ขอเพียงแค่บำเพ็ญเพียรไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย และไม่มีพลังภายนอกมาก่อกวน เขาก็จะสามารถทะลวงด่านได้สำเร็จอย่างแน่นอน!

เขาตั้งใจจะสานต่อเคล็ดวิชาซ่อนซานไห่ไว้ในใจจากเล่มที่หก

โดยอาศัยรากฐานจากเคล็ดวิชาซ่อนซานไห่ไว้ในใจ เพื่อทำการทะลวงขั้นในระดับที่สูงขึ้น มังกรเผยโฉมคือจุดสิ้นสุดของระดับบรรลุขั้นที่สอง และเป็นจุดเริ่มต้นของระดับบรรลุขั้นที่สาม แต่มันไม่ควรจะเป็นจุดสิ้นสุดของระดับบรรลุขั้นที่สาม!

ถานซูฉางได้กำหนดขั้นตอนคร่าวๆ ไว้สามขั้นตอน ได้แก่ เนรมิต ร้องเรียกเซียน และผ่านด่าน

ชื่อของขั้นตอนสุดท้ายอาจจะตั้งแบบลวกๆ ไปหน่อย แต่ขอเพียงแค่ทำสำเร็จ ถานซูฉางก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็นเซียนได้ในรวดเดียว! ซ้ำยังทำให้ถานซูฉางสามารถควบคุมพลังอำนาจอันน่าพิศวงที่ใกล้เคียงกับการสร้างฟ้าดินได้อีกด้วย

และนอกจากการที่คัมภีร์เซียนตู้เอ้อเล่มที่เจ็ดสามารถเริ่มต้นแต่งได้แล้ว ถานซูฉางยังได้อาศัยจ้าวอัคคีไท่อาผู้นี้ ทำให้ความพิเศษในตัวเขาได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ทว่าอาจจะเป็นเพราะใกล้จะถึงขีดจำกัดความพิเศษในตัวของเขาแล้ว หลังจากที่ยกระดับขึ้น จึงไม่ได้มีความสามารถใหม่เพิ่มเข้ามา

ไม่เพียงแค่นั้น ยังลดทอนความสามารถเดิมที่มีอยู่เจ็ดอย่าง ให้เหลือเพียงสามอย่างอีกด้วย

ซึ่งก็คือ เขตแดนตบะญาณ เขตแดนกายา และเขตแดนรูปลักษณ์

เขตแดนตบะญาณ สามารถย่อขยายขนาดได้ดั่งใจ สลับสับเปลี่ยนระหว่างความเป็นจริงและความว่างเปล่า รวมตัวและแยกย้ายได้ตามปรารถนา มาพร้อมกับเพลิงโลหิตแห่งตบะญาณ ยิ่งเขามีตบะญาณสูงส่งเท่าไหร่ อานุภาพของเพลิงโลหิตนี้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

เขตแดนกายา แย่งชิงของวิเศษกลางอากาศ ปรากฏตัวได้ทุกหนทุกแห่ง เกิดใหม่จากเศษเสี้ยวความคิด ขอเพียงความยึดมั่นไม่สูญสลาย ถานซูฉางก็จะไม่มีวันถูกฆ่าตาย เขาสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยความคิดเพียงวูบเดียว

เขตแดนรูปลักษณ์ ทะลวงผ่านความว่างเปล่า แปลงกายได้สารพัด การแปลงกายแต่ละครั้งไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายเท่านั้น แต่ยังสามารถครอบครองอิทธิฤทธิ์และวิธีการต่อสู้ของอีกฝ่ายได้อีกด้วย และเช่นเดียวกัน ยิ่งตบะญาณสูงส่งเท่าไหร่ อิทธิฤทธิ์และวิธีการต่อสู้ของร่างแปลงก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น อย่างเช่นถานซูฉางในตอนนี้ หากแปลงกายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับบรรลุขั้นที่สองหลอมรวมมรรคา แม้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเรียนรู้มาเขาจะไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ขอเพียงแค่แปลงกายเป็นอีกฝ่าย เขาก็จะสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์

แม้จำนวนความสามารถจะลดลง แต่ความสามารถเหล่านี้กลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย

โดยเฉพาะเขตแดนกายาซึ่งเป็นความสามารถอย่างที่สอง เดิมทีเขาทำได้แค่ใช้กำลังบังคับหลอมละลายของวิเศษของผู้อื่น แต่ตอนนี้เขาแค่เตรียมการล่วงหน้าเล็กน้อย ก็สามารถแย่งชิงของวิเศษของผู้อื่นมาได้ด้วยกำลัง และสามารถหลอมละลายมันได้ในชั่วพริบตา

"ยกดอกบัว!"

เมื่อได้รับความรู้แจ้งมากมายจากเซียนแท้วิถีผีผู้นี้ ถานซูฉางย่อมต้องทำพิธียกดอกบัวสักรอบ

เมื่อยมเทพบางส่วนพุ่งออกมาและยกดอกบัวนี้ขึ้นสูง พลังที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ก็แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขนของถานซูฉางในพริบตา จากนั้นตบะญาณของเขาก็ได้รับการยกระดับขึ้นอีกครั้ง

จากตบะญาณสามพันสี่ร้อยปี พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นตบะญาณสี่พันห้าร้อยปีโดยตรง!

เป็นตบะญาณที่เพิ่มขึ้นมาถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยปีเต็ม!

"สหายแห่งวิถีผี ล้วนเป็นสหายรักของข้าทั้งสิ้น!"

ถานซูฉางก็รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์ในครั้งนี้เช่นกัน เขารู้สึกว่ามันน่าจะส่งผลดีต่อเขา แต่ไม่คิดเลยว่าผลดีมันจะมหาศาลขนาดนี้

นี่มันกินเรียบทั้งสามต่อเลยชัดๆ!

ไม่เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย

สิ่งเดียวที่น่าเสียดายก็คือไม่มีวิญญาณวิชาเซียน ทว่าเรื่องนี้ก็ดูสมเหตุสมผลอยู่ หากจ้าวอัคคีไท่อาผู้นี้มีวิญญาณวิชาเซียน ถานซูฉางก็ย่อมไม่มีทางสังหารอีกฝ่ายได้แน่

"ถ้าเอาไปใช้ทำพิธียกดอกบัวตอนเป็นเซียนแท้แล้ว ดูเหมือนจะสิ้นเปลืองไปหน่อยแฮะ..." ถานซูฉางมองดูเศษเสี้ยววิญญาณของจ้าวอัคคีไท่อา แม้ในตอนนี้จะถูกเขาหลอมละลายจนสูญเสียบารมีของเซียนแท้ไปแล้ว แต่กระบวนการฟื้นคืนชีพกลับไม่เคยหยุดนิ่งเลย

นี่แหละคือเซียนแท้

ไม่ดับสูญ!

แม้จะร่วงหล่นไปชั่วคราว แต่เมื่อถึงเวลาอันควรก็จะสามารถฟื้นคืนชีพกลับมาได้

แม้ในเวลานี้จะถูกถานซูฉางหลอมละลายไปแล้ว แต่วันหน้าขอเพียงแค่มีเซียนแท้สักองค์ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จ้าวอัคคีไท่อาผู้นี้ก็ยังสามารถกลับมาปรากฏตัวได้อีกครั้ง

ซ้ำยังไม่ทำให้ระดับพลังบำเพ็ญเพียรลดลงเลยแม้แต่น้อย!

เพราะหลังจากจารึกชื่อลงในวิถีเซียนและบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จผลตบะเซียนแท้ตี้ซาแล้ว จิตวิญญาณที่แท้จริงส่วนหนึ่งจะถูกฝากไว้ในแดนสวรรค์หยวนสื่อ

ตราบใดที่แดนสวรรค์หยวนสื่อไม่ดับสูญ เซียนแท้องค์นี้ก็ย่อมไม่มีวันดับสูญเช่นกัน

ทว่าต่อให้มีเซียนแท้ยอมช่วยเหลือจ้าวอัคคีไท่อา สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือการแย่งชิงเศษเสี้ยววิญญาณนั้นกลับมาจากเงื้อมมือของถานซูฉางให้ได้เสียก่อน

ในเวลานี้ ถานซูฉางยกมือขึ้นกดลงเบาๆ เพื่อส่งเศษเสี้ยววิญญาณนี้ลงไปที่ก้นสระเลือด

แม้ว่าสระเลือดคู่กายของเขาจะเปลี่ยนจากทะเลเลือดอันกว้างใหญ่กลายเป็นสระน้ำขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะสูญเสียอานุภาพไปมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว สระเลือดนี้กลับลึกกว่าเดิมมาก

หากถานซูฉางไม่ใช่ผู้ควบคุมสระเลือดแห่งนี้ เขาคงไม่สามารถมองเห็นก้นสระเลือดแห่งนี้ได้เลย

และความลึกของสระเลือด ก็เป็นตัวกำหนดอานุภาพและระดับความแข็งแกร่งในการสะกดข่มของสระเลือดด้วย

ด้วยความลึกของสระเลือดในตอนนี้ เกรงว่าต่อให้เซียนแท้ผู้มีผลตบะตี้ซามาเยือน ก็คงไม่อาจดำดิ่งลงไปถึงก้นสระได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทวงเอาเศษเสี้ยววิญญาณของจ้าวอัคคีไท่อากลับไปเลย

ทันใดนั้น ถานซูฉางก็เดินออกจากสระเลือด

จากนั้นเขาก็เห็นว่านังหนูน้อยคนนั้นยังอยู่ ซ้ำยังมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นพร้อมกับถามว่า "คนก่อนหน้านี้คือเซียนแท้งั้นหรือ?"

แม้จะมีระดับพลังบำเพ็ญเพียรแค่ขั้นที่หนึ่ง แต่การที่สามารถทำให้ถานซูฉางต้องใช้เวลาตั้งนานกว่าจะเอาชนะได้ แถมตัวนางเองก็ยังต้านทานการโจมตีของอีกฝ่ายไม่ได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว ในสายตาของต่งต่งแล้ว คนผู้นั้นย่อมต้องเป็นถึงบุคคลระดับเซียนแท้ที่อยู่เหนือระดับบรรลุขั้นที่สามอย่างแน่นอน

"เป็นเซียนแท้วิถีผีแห่งดินแดนปรโลก นามว่าจ้าวอัคคีไท่อาน่ะ" ถานซูฉางตอบไปตามความจริง

"แล้วท่านไปมีความแค้นอะไรกับเขาหรือ?" ต่งต่งรีบถามด้วยความสนใจอย่างมาก อย่างไรเสียนี่ก็เป็นการผูกใจเจ็บกับเซียนแท้เชียวนะ! บนโลกนี้จะมีสักกี่คนที่ทำแบบนี้ได้!

ชวนให้รู้สึกตื่นเต้นจริงๆ!

"ก็ไม่มีอะไรนะ" ถานซูฉางส่ายหน้า

และถ้าจะพูดกันให้ละเอียดแล้ว ก่อนที่จ้าวอัคคีไท่อาจะเผยจิตสังหารออกมา เขาและเซียนแท้องค์นี้ยังคุยกันถูกคอด้วยซ้ำไป

"แล้วท่านไปฆ่าเขาทำไมล่ะ?" ต่งต่งรู้สึกไม่เข้าใจ ไม่มีความแค้นต่อกันแล้วทำไมถึงต้องมาสู้กันด้วยล่ะ?

"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เจ้าก็เห็นนี่ว่าเขาเป็นคนเริ่มก่อน!"

ถานซูฉางกล่าวด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต่งต่งก็พยักหน้าหงึกๆ และพูดด้วยความรู้สึกทอดถอนใจว่า "ลงมือโดยไม่มีเหตุผลแบบนี้ ดูทรงแล้วก็คงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรมารเหมือนกันล่ะมั้ง! วิถีมารนี่ช่างรุ่งเรืองจริงๆ แฮะ! ไปที่ไหนก็มีแต่คนบำเพ็ญเพียรวิถีมารเต็มไปหมด!"

"นั่นสิ!" ถานซูฉางเหลือบมองนังหนูน้อยคนนี้แวบหนึ่ง ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับคำพูดของนาง

ขนาดสำนักกระบี่สวรรค์อันยิ่งใหญ่ยังมีผู้ฝึกกระบี่สายมารโผล่มาเลย วิถีมารนี่มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่งจริงๆ นั่นแหละ

"ท่านมองข้าทำไม?" ต่งต่งสังเกตเห็นสายตาอันแฝงความหมายของถานซูฉาง เพราะผู้บำเพ็ญเพียรมารคนนี้ไม่ได้ปิดบังสายตาเลยแม้แต่น้อย

"งั้นข้าไม่มองแล้วก็ได้" ถานซูฉางยอมโอนอ่อนผ่อนตาม พร้อมกับคิดในใจว่าผู้บำเพ็ญเพียรมารนี่เจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ พอรู้สึกว่ากำลังจะโดนพาดพิงถึง ก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

ทว่าวิธีการเปลี่ยนเรื่องคุยนี้มันช่างทื่อกระด้างเสียจริง!

ต่งต่งทำหน้าตาย นางปรายตามองถานซูฉางโดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแต่แอบด่าทออยู่ในใจว่า ผู้บำเพ็ญเพียรมารคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก

พอรู้ว่านางกำลังพูดกระทบกระเทียบเขาอยู่ ก็รีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่องทันที

และหลังจากที่คนสองคนพูดจาตอบโต้กันไปมาคล้ายจะเป็นการลับฝีปากแต่ก็ไม่เชิง ถานซูฉางก็เตรียมตัวจะใช้ร่างแยกไปสำรวจดินแดนปรโลกอีกครั้ง เผื่อจะหลอกล่อเซียนแท้วิถีผีมาได้อีกสักองค์

อย่างไรเสียทรัพยากรบำเพ็ญเพียรชั้นเลิศขนาดนี้ มันหากันง่ายๆ ซะที่ไหน! เมื่อเจอแล้ว จะยอมปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร!

สำหรับความละโมบของตัวเอง ถานซูฉางไม่เคยปฏิเสธ

เขาเป็นคนที่ทั้งละโมบและไม่ละโมบมาโดยตลอด

ความไม่ละโมบคือ เขาเคยได้ยินมาว่าการรวบรวมเด็กชายหญิงที่เกิดในปีหยิน เดือนหยิน วันหยิน สามารถนำไปแลกเปลี่ยนยาเซียนกับเซียนแท้ได้ แต่เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะทำเรื่องพรรค์นี้เลยสักครั้ง

ส่วนความละโมบ ก็มักจะแสดงออกมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ

ตอนที่เดินทางอยู่ในดินแดนเสาค้ำฟ้าทั้งสี่ แม้แต่ผีร้ายที่ดูมีหน่วยก้านดีพอใช้ได้ซึ่งเจอระหว่างทาง เขาก็ยังต้องหยุดแวะ "เก็บ" พวกมันมาด้วย

"ดาบผี..."

แววตาของถานซูฉางสั่นไหวเล็กน้อย เพราะการจำแลงร่างแยกในครั้งนี้ล้มเหลวโดยตรง และเมื่อเขาลองสัมผัสอย่างละเอียด เขาก็ไม่สามารถสัมผัสถึงร่างแยกของตัวเองผ่านทางถนนที่เชื่อมต่อกับดินแดนปรโลกได้เลย

ซึ่งปกติแล้วมักจะเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือร่างแยกของเขาถูกคนสังหาร หรือไม่ก็ถูกหลอมละลายไปแล้ว

อย่างไรเสียร่างแยกของเขาก็มีความพิเศษ หลังจากถูกสังหารก็ย่อมต้องเผยร่างต้นกำเนิดออกมาอย่างแน่นอน และของอย่างจิตวิญญาณอัคคี แม้แต่เซียนแท้ก็ยังไม่รังเกียจที่จะเก็บสะสมไว้สักดวงสองดวง

"คงเป็นเพราะสหายจ้าวอัคคีไท่อา ทิ้งไม้ตายอะไรเอาไว้ที่ฝั่งนู้นล่ะมั้ง..." ถานซูฉางคิดไปคิดมาก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม อย่างไรเสียร่างจริงของอีกฝ่ายก็ตายไปแล้ว และเพราะเศษเสี้ยววิญญาณก็ตกอยู่ในมือของเขา ร่างแยกที่อยู่ทางฝั่งนู้นก็ย่อมต้องสลายหายไปเป็นธรรมดา อย่างมากก็คงเหลือแค่เศษเสี้ยวจิตสำนึกที่เกาะติดอยู่กับอะไรสักอย่างเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ

ในฐานะเซียนแท้วิถีผีที่ฮุบผลประโยชน์ของดินแดนปรโลกไปถึงหนึ่งในห้า การที่ในมือจะมีของดีแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

จากนั้น ถานซูฉางก็พบว่านังหนูน้อยที่อยู่ข้างๆ เขายังไม่ยอมจากไปไหน จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัยว่า "ทำไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่ล่ะ?"

"ที่นี่คือแดนเซียนกระบี่โบราณนะ" ต่งต่งทำหน้าตายตอบ

อ้อ ที่แท้คนที่ต้องไปคือเขาหรอกรึ!

ถานซูฉางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเขินอายแต่อย่างใด อย่างไรเสียสถานที่แห่งนี้เขาก็เป็นคนบุกเบิกขึ้นมา ซ้ำยังมีกลิ่นอายของเขาหลงเหลืออยู่ ดังนั้นการที่เขาเหม่อลอยจนไม่ทันนึกถึงเรื่องนี้ไปชั่วขณะ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ

และในเวลานี้ ต่งต่งก็ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันทีว่า "ตอนที่ท่านกลายสภาพเป็นกองเลือดนั่นน่ะ ทำไมสีถึงเปลี่ยนไปล่ะ?"

"สีงั้นหรือ?"

"ใช่แล้ว! เมื่อก่อนเป็นสีเลือดอมทอง แต่ช่วงนี้กลับกลายเป็นสีเลือดอมเขียวไปแล้ว!" ต่งต่งพยักหน้าหงึกๆ นางสงสัยเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังหาโอกาสเหมาะๆ ถามไม่ได้เสียที

อีกทั้งในสายตาของนาง นี่ก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไรด้วย

ตอนนี้พอนึกขึ้นได้พอดี ประกอบกับผู้บำเพ็ญเพียรมารคนนี้ก็อยู่ตรงนี้ด้วย นางก็เลยถามออกไปตรงๆ

"เรื่องนี้น่ะหรือ... อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป ก็เลยย้อมสีข้าไปด้วยล่ะมั้ง" ถานซูฉางตอบด้วยสีหน้าจริงจัง ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเอาจริงเอาจังแบบสุดๆ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 231 - อาจจะเป็นเพราะเจ้าเขียวเกินไป

คัดลอกลิงก์แล้ว