- หน้าแรก
- เกมสยองขวัญอะไรกัน นี่มันบุฟเฟ่ต์วิญญาณของข้าชัดๆ
- บทที่ 171 - สามัญชนบันดาลโทสะ เลือดสาดกระเซ็นห้าก้าว แล้วถ้าโลกปุถุชนพิโรธเล่า
บทที่ 171 - สามัญชนบันดาลโทสะ เลือดสาดกระเซ็นห้าก้าว แล้วถ้าโลกปุถุชนพิโรธเล่า
บทที่ 171 - สามัญชนบันดาลโทสะ เลือดสาดกระเซ็นห้าก้าว แล้วถ้าโลกปุถุชนพิโรธเล่า
บทที่ 171 - สามัญชนบันดาลโทสะ เลือดสาดกระเซ็นห้าก้าว แล้วถ้าโลกปุถุชนพิโรธเล่า
ในขณะที่ใครบางคนกำลังหมายตามารยุทธ์เก้าทวารอยู่นั้น หงเยี่ยนที่อาศัยกระบี่เซียนจื่อจินข่มขวัญมารโลหิตบ่อปรโลกจนหนีเตลิดไปได้ ทั้งยังได้ประจักษ์ถึงความน่าสะพรึงกลัวของมารโลหิตด้วยตาตนเอง เพิ่งจะเตรียมใจฝึกฝนอิทธิฤทธิ์วิถีกระบี่อย่างหนักหน่วง ก็ได้รับแจ้งจากจิตวิญญาณกระบี่แห่งกระบี่เซียนจื่อจินว่า มารโลหิตบ่อปรโลกสิ้นชีพไปแล้ว และมันจะต้องกลับไปเข้าเฝ้าท่านเซียนชั้นสูง
แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง แต่เด็กสาวชุดแดงที่อยู่ในอารามณ์เคว้งคว้างเพราะจู่ๆ ก็ไม่มีเป้าหมายให้ฟันดาบ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะทำหน้าเหวอและถามออกไปว่า "จริงหรือเนี่ย"
"ท่านเซียนชั้นสูงถ่ายทอดพระบัญชาลงมา จะเป็นของปลอมไปได้อย่างไร มีแต่สิ่งมีชีวิตในโลกปุถุชนอย่างเจ้าเท่านั้นแหละที่กล้าตั้งคำถามเช่นนี้" เสียงของจิตวิญญาณกระบี่ยังคงเหมือนเด็กน้อย เพียงแต่ในตอนนี้น้ำเสียงของมัน แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีมากกว่าเมื่อก่อน
นั่นก็เพราะตอนนี้มันหมดประโยชน์กับเด็กสาวชุดแดงคนนี้แล้ว
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เด็กสาวคนนี้เคยถูกเซียนชั้นสูงจื่อจินเลือก จิตวิญญาณกระบี่ตนนี้ก็คงไม่ยอมลดตัวลงมาพูดคุยกับนางอีกเป็นแน่
ทว่าในเวลานี้ หงเยี่ยนกลับไม่ได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของจิตวิญญาณกระบี่เลย นั่นก็เพราะความดีใจมันมาเร็วเกินไป ในที่สุดนางก็ไม่ต้องไปสู้กับมารโลหิตแล้ว
แต่ในไม่ช้า เด็กสาวชุดแดงก็ดึงสติกลับมาได้ เมื่อตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงของจิตวิญญาณกระบี่ นางก็รีบปลดกระบี่ยาวสีม่วงทองออกจากเอวทันที
จากนั้น นางก็ประคองกระบี่ยาวเล่มนั้นขึ้นมาอย่างนอบน้อมด้วยมือทั้งสองข้าง
ยังไงเสียนางก็แค่เป็นคนดื้อรั้นหัวรั้น ไม่ได้เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา
วิ้ง
เสียงกระบี่ดังขึ้นกังวาน เป็นสัญญาณว่าจิตวิญญาณกระบี่พึงพอใจกับการกระทำของเด็กสาวชุดแดงคนนี้
ตัวมันคือจิตวิญญาณแห่งกระบี่เซียน เดิมทีก็เป็นสิ่งที่อยู่สูงส่งเหนือผู้คน การยอมให้มนุษย์ปุถุชนผู้นี้ถือครองมาตั้งนาน ก็ถือเป็นการแสดงถึงความเมตตากรุณาและใจกว้างของมันมากพอแล้ว
จากนั้น กระบี่เซียนจื่อจินเล่มนี้ก็เตรียมตัวจะจากไป
เพราะเซียนชั้นสูงจื่อจินได้เรียกหามันแล้ว มันจำเป็นต้องรีบกลับไปยังแดนสวรรค์หยวนสื่อให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้น หากเป็นไปตามกฎของศาลสวรรค์ แม้ว่ามันจะเป็นถึงจิตวิญญาณแห่งกระบี่เซียน มันก็ต้องถูกลงโทษ
ทว่าในตอนนั้นเอง แคว้นเจี่ยอู่ทั้งแคว้นก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ท้องฟ้าที่เคยเป็นปกติ กลับกลายเป็นความมืดมิดอันไร้ขอบเขตในชั่วพริบตา พร้อมกันนั้นก็มีสีแดงฉานแผ่ขยายออกไปบนความมืดมิดนั้น เมื่อสีแดงฉานทะลวงผ่านท้องฟ้าที่มืดสนิทไปได้ ก็มีเงาร่างสูงใหญ่หลายสายปรากฏขึ้นลางๆ ท่ามกลางสีแดงฉานนั้น
"ลงไป"
เสียงตะโกนดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก เห็นได้ชัดว่าเงาร่างสูงใหญ่เหล่านั้นกำลังตวาดสั่งอะไรบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม แคว้นเจี่ยอู่ก็เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง
และในวินาทีที่การสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้น สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในแคว้นเจี่ยอู่ ต่างก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า แคว้นเจี่ยอู่กำลังพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ บรรดาสิ่งมีชีวิตในแคว้นเจี่ยอู่ ที่สามารถฟังเสียงอันดังกึกก้องนั้นออก ต่างก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า แคว้นเจี่ยอู่ต้องการจะลอยตัวสูงขึ้นไป แต่กลับถูกใครบางคนผลักลงมา
เมื่อชาวบ้านธรรมดาตระหนักถึงความจริงข้อนี้ พวกเขาก็รีบคุกเข่าลงกับพื้น และก้มหัวคำนับไม่หยุด
พวกเขามองว่าอีกฝ่ายคือเทพเซียน
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรแม้จะไม่ได้คุกเข่ากราบไหว้ แต่สภาพจิตใจของพวกเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่าชาวบ้านธรรมดาสักเท่าไหร่ ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้มันเหนือความเข้าใจของผู้บำเพ็ญเพียรในแคว้นเจี่ยอู่ไปมาก เงาร่างสูงใหญ่เหล่านั้น แค่มองดูก็ทำให้รู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลแล้ว
ในเวลานี้ แม้แต่ผู้ที่มีตบะญาณแก่กล้า อยู่ในระดับบำเพ็ญเพียรร้อยปี ซึ่งเทียบเท่ากับขอบเขตอายุขัยไร้สิ้นสุดในดินแดนเสาค้ำฟ้าทั้งสี่ ต่างก็มีสีหน้าหวาดหวั่นและกระสับกระส่ายกันถ้วนหน้า
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
"ทำไมแคว้นเจี่ยอู่ถึงต้องลอยขึ้นไป แล้วทำไมการลอยขึ้นไปถึงถูกขัดขวางล่ะ"
"ถ้าหากท่านประมุขพรรคมารยังไม่เหินเวหาไปก็คงจะดี แบบนั้นพวกเราก็จะได้ไปถามท่านประมุขพรรคมารได้" ท่ามกลางความหวาดกลัว ก็มีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงถานซูฉางขึ้นมา
แม้ในมุมมองของพวกเขา ถานซูฉางอาจจะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง แต่ก็เผื่อไว้ว่าเขาอาจจะรู้นี่นา
ยังไงเสียท่านผู้นี้ก็เป็นคนที่สังหารปรมาจารย์ของทุกสำนักจนแทบจะสูญพันธุ์ ความสำเร็จในระดับนี้ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และคงจะไม่มีใครทำได้อีก ถือเป็นจุดสูงสุดของพรรคมารเลยทีเดียว
ดังนั้น หากจะคิดให้เหนือจินตนาการไปอีกหน่อย การที่เขาจะรู้ความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
"เจ้ารู้ไหมว่านี่มันเพราะอะไร" ในเวลานี้ ก็มีคนนำคำถามนี้ไปถามถานซูฉางจริงๆ
และคนผู้นี้ ย่อมเป็นคนเดียวที่รู้ว่าถานซูฉางกลับมายังแคว้นเจี่ยอู่แล้ว นั่นก็คือเด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่ง
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่ข้ามั่นใจก็คือ การลอยตัวขึ้นของแคว้นเจี่ยอู่ในครั้งนี้ ใกล้จะล้มเหลวเต็มทีแล้ว" เหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นขนาดนี้ ย่อมทำให้ถานซูฉางที่อยู่ในสระเลือดต้องตกใจจนต้องออกมาดู
ในเวลานี้เขากำลังแหงนมองดูปรากฏการณ์บนท้องฟ้า และสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความปั่นป่วนระหว่างกลางวันและกลางคืนที่อยู่ในนั้น
และท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ แคว้นเจี่ยอู่ก็แสดงให้เห็นถึงความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด
และก็เป็นไปตามที่ถานซูฉางกล่าวไว้ หลังจากสิ้นเสียงของเขา แคว้นเจี่ยอู่ทั้งแคว้นก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างชัดเจน
จากนั้น เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น
พร้อมกับการร่วงหล่นลงมาของแคว้นเจี่ยอู่ ในจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตในโลกใบนี้ ชื่อ "เจี่ยอู่" ที่เคยมีมาแต่เดิม กลับเลือนหายไปอย่างกะทันหัน
ราวกับว่าชื่อของโลกใบนี้ ถูกใครบางคนพรากเอาไปเสียอย่างนั้น
"นี่มัน..."
ถานซูฉางมองดูโลกใบนี้ด้วยความตกตะลึง เพราะในวินาทีที่ชื่อ "เจี่ยอู่" หายไป กฎเกณฑ์พลังปราณในโลกใบนี้ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ พลังปราณฟ้าดินกำลังลดลงอย่างฮวบฮวบ
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พลังปราณฟ้าดินลดลงอย่างรวดเร็ว เครื่องพันธนาการแห่งความเป็นอมตะที่เคยผูกมัดผู้บำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้ ก็ได้จางหายไปอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
สิ่งนี้หมายความว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้ ก็สามารถบรรลุอมตะขั้นที่หนึ่งได้เสียที
เพียงแต่ว่า... การบรรลุอมตะขั้นที่หนึ่งนี้ ก็คือจุดสิ้นสุดแล้ว
เพราะไม่เพียงแต่เส้นทางสู่การบรรลุขั้นที่สองผสานวิถีจะถูกปิดตาย แม้แต่ช่องทางการเหินเวหาก็ยังถูกคนตัดขาดไปด้วย
ในเวลานี้ ถานซูฉางสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าอันลึกซึ้งที่แผ่ซ่านมาจากฟ้าดิน
นี่คือความเศร้าโศกที่ไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ เพราะท่ามกลางความโศกเศร้านี้ มีทั้งความโศกเศร้าที่มีต่อสิ่งมีชีวิตในฟ้าดินแห่งนี้ มีทั้งความโศกเศร้าต่อสิ่งที่ฟ้าดินแห่งนี้เคยเผชิญมาในอดีต และมีความโศกเศร้าต่อการที่ความเป็นความตายไม่สามารถลิขิตได้ด้วยตนเอง...
"เจี่ยอู่ถูกถอดชื่อ"
"เส้นทางสู่การเป็นเซียนถูกตัดขาด"
"นับแต่นี้เป็นต้นไป ฟ้าดินแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ใครกลายเป็นเซียนอีกต่อไปแล้วหรือ"
ถานซูฉางทำความเข้าใจอย่างละเอียด และค่อยๆ ตระหนักได้ว่า เหตุใดความโศกเศร้านี้จึงปรากฏขึ้น
ทันทีที่คิดได้ เมฆหมอกก็รวมตัวและสลายไป ถานซูฉางก็มาปรากฏตัวที่แคว้นจิ้ว เส้นทางสู่ดินแดนยมโลกที่เขาเคยค้นพบก่อนหน้านี้ บัดนี้มีวี่แววว่าจะหายไปจริงๆ แล้ว
"แคว้นเจี่ยอู่ในอดีต มีสถานที่ที่ดินแดนยมโลกหมายตาเอาไว้งั้นหรือ และตอนนี้เมื่อฟ้าดินแห่งนี้สูญเสียชื่อเจี่ยอู่ไปแล้ว ดินแดนยมโลกก็เลยไม่สนใจที่นี่อีกต่อไปแล้วหรือ"
ถานซูฉางเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา
ในขณะเดียวกัน เขามองดูเส้นทางสู่ดินแดนยมโลกที่ค่อยๆ มืดมิดลง และลองเดินพลัง "เคล็ดวิชาข้ามแม่น้ำ" ดู
"เคล็ดวิชาข้ามแม่น้ำ" นี้ ก็คือเคล็ดวิชาลับที่ฝ่ามือสีขาวเนียนข้างนั้นเป็นคนเขียนขึ้นมานั่นเอง
ไม่นานนัก ถานซูฉางก็สัมผัสได้ถึงดินแดนยมโลก ซึ่งหมายความว่าเขายังคงสามารถขอยืมเส้นทางจากดินแดนยมโลกได้อยู่
"เคล็ดวิชานี้ ไม่ใช่เคล็ดวิชาของโลกปุถุชนอย่างแน่นอน"
ถานซูฉางยืนยันด้วยความมั่นใจ
จากนั้น เขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น และแบ่งร่างแยกเงาโลหิตออกมาสองสามร่าง
ทันทีที่ร่างแยกเงาโลหิตเหล่านี้ปรากฏตัว พวกมันก็ทะลวงผ่านความว่างเปล่าและจากไป เพื่อมุ่งหน้าไปยังแคว้นฝู แคว้นเชวี่ย และสถานที่อื่นๆ เพราะสถานที่เหล่านั้นก็มีเส้นทางบางเส้นที่เชื่อมต่อกับดินแดนยมโลกเช่นกัน
ทว่า เส้นทางเหล่านั้น เมื่อเทียบกับเส้นทางที่เขาค้นพบแล้ว ดูลึกลับซับซ้อนกว่ามาก และแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเส้นทางเหล่านั้นเลย
และเมื่อมีร่างแยกเหล่านี้เดินทางไปตรวจสอบ ถานซูฉางก็มั่นใจได้ในทันทีว่าเขาไม่ได้เดาผิด
เพราะเส้นทางเหล่านั้น ก็กำลังค่อยๆ หายไปจากฟ้าดินแห่งนี้เช่นกัน
และเมื่อเส้นทางสายสุดท้ายที่เชื่อมต่อกับดินแดนยมโลกหายวับไป ถานซูฉางก็ค้นพบความผิดปกติบางอย่างของฟ้าดินแห่งนี้ในทันที
สายลมที่พัดผ่านมานี้ กลับมีปราณหยินเจือปนอยู่ด้วย
เหมือนกับสถานที่ที่เขาเพิ่งจะไปทัวร์เจ็ดวันมาไม่มีผิด
และเมื่อปราณหยินสะสมตัวจนถึงระดับหนึ่ง ประตูหินบานหนึ่งที่ดูเหมือนสร้างจากหัวกะโหลกที่เรียงซ้อนกัน ก็ค่อยๆ เปิดออกท่ามกลางฟ้าดินแห่งนี้
กลิ่นอายอันดุร้ายและโหดเหี้ยม แผ่ซ่านออกมาจากอีกฝั่งของบานประตู
เมื่อมองลอดผ่านบานประตูไป ก็จะเห็นเพียงความมืดมิดสีน้ำเงินเข้มที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง นั่นคือหมอกทึบที่ม้วนตัวไปมา คอยบดบังแสงสว่างจากเบื้องบน
และท่ามกลางหมอกทึบเหล่านั้น ก็มีเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นลางๆ
เงาร่างเหล่านี้ มีทั้งชายและหญิง มีทั้งคนแก่และเด็ก รูปร่างหน้าตาแตกต่างกันไป แต่สิ่งเดียวที่เหมือนกันก็คือ เงาร่างเหล่านี้ล้วนมีสภาพเหมือนคนตาย
ถ้าไม่ใช่เลือดไหลออกเจ็ดทวาร ก็คอขาดบาดตาย หรือไม่ก็มีบาดแผลเต็มตัว
"คิกคิก"
เมื่อกลายเป็นผีแล้ว จะมีผีตนไหนบ้างที่ไม่บ้าคลั่ง
"จิ๊บๆๆ"
การที่ผีจะพูดภาษาผี ก็เป็นเรื่องปกติ
"เอาชีวิตข้าคืนมา"
นี่คือเสียงคลาสสิกของวิญญาณร้ายเวลาออกอาละวาด
ทว่า ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเหล่าภูตผี ก็มีเสียงที่ฟังดูปกติแทรกขึ้นมา "ป้ายคำสั่งเซียนผีปฐพีมีคำสั่ง โลกใบนี้ได้ทำการลบหลู่เหล่าเทพเซียน ดังนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้จึงถือเป็นผู้ต้องหาที่มีความผิดติดตัว พวกเราสามารถไล่เข่นฆ่าได้อย่างเต็มที่ตลอดสามชั่วยาม หากใครทำผลงานได้ดี จะได้รับการบันทึกความดีความชอบระดับสาม"
สิ้นเสียงนั้น เหล่าวิญญาณร้ายที่อยู่หลังบานประตู ก็ตื่นเต้นดีใจกันจนตัวสั่น
ความดีความชอบระดับสาม
นี่ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงในเมืองหลักโยวหุนแห่งดินแดนยมโลกเลยทีเดียว
ความดีความชอบในดินแดนยมโลก ถือเป็นสิ่งที่ใช้แทนเงินตราได้ ก่อนหน้านี้ ที่ยมทูตมอบกุศลแห่งยมโลกเป็นค่าตอบแทนให้กับผู้บำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้ ความจริงแล้วมันก็คือความดีความชอบประเภทนี้นี่เอง
ความดีความชอบระดับนี้ ใช้วิธีคำนวณแบบนำสองมาหลอมรวมเป็นหนึ่ง หมายความว่า ความดีความชอบระดับสี่สองครั้ง สามารถรวมเป็นความดีความชอบระดับสามได้หนึ่งครั้ง และความดีความชอบระดับห้าสองครั้ง สามารถรวมเป็นความดีความชอบระดับสี่ได้หนึ่งครั้ง
ความดีความชอบระดับหนึ่งคือระดับสูงสุด และระดับยี่สิบเอ็ดคือระดับต่ำสุด
แผ่นไม้ไผ่แห่งกุศลยมโลกที่ยมทูตมอบให้ ก็คือความดีความชอบระดับยี่สิบเอ็ดนี่แหละ
เมื่อก่อน วิญญาณร้ายเหล่านี้ หากทำภารกิจลาดตระเวนปกป้องเมืองหลักโยวหุนสำเร็จตลอดทั้งปี ก็ยังรวบรวมความดีความชอบได้แค่ระดับสิบเจ็ดเท่านั้น
แต่ตอนนี้ ขอเพียงแค่ออกไปฆ่าฟันให้หนำใจ ก็สามารถได้รับความดีความชอบระดับสามแล้ว
แบบนี้จะไม่ให้วิญญาณร้ายเหล่านี้ดีใจจนเนื้อเต้นได้อย่างไร
แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีประตูอีกบานหนึ่งเปิดออกท่ามกลางฟ้าดินแห่งนี้
ประตูบานนี้คล้ายคลึงกับประตูบานแรกที่ปรากฏขึ้นในฟ้าดินแห่งนี้มาก คือสร้างจากหินทั้งบาน และดูเหมือนสร้างจากหัวกะโหลกที่เรียงซ้อนกัน
เพียงแต่ประตูบานที่สองนี้ มีขนาดเล็กกว่าประตูบานแรกค่อนข้างมาก
และทันทีที่ประตูบานที่สองนี้ปรากฏขึ้น เสียงออกคำสั่งที่คล้ายคลึงกันก็ดังขึ้น "เหล่ายมเทพและวิญญาณร้ายทั้งหลายจงฟัง โลกใบนี้ได้ทำการลบหลู่เหล่าเทพเซียน คำตัดสินโทษได้ลงมาแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกใบนี้ล้วนมีความผิดติดตัว พวกเราจะไปทำการกวาดล้างเมืองและเข่นฆ่าผู้คนเป็นเวลาสามชั่วยาม หากใครทำให้เลือดนองเป็นสายน้ำได้ ก็จะได้รับการบันทึกความดีความชอบระดับสาม"
รางวัลความดีความชอบก็ใกล้เคียงกัน
ดังนั้น ภูตผีปีศาจที่อยู่หลังประตูบานที่สองนี้ ต่างก็ตื่นเต้นดีใจไม่แพ้กัน
จากนั้นพวกมันก็พากันแห่ทะลักออกมา
ทว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปรากฏตัวของประตูทั้งสองบานนี้ ชัดเจนเกินไปหน่อย ทำให้ภูตผีปีศาจที่อยู่หลังประตู พอออกมาปุ๊บก็สังเกตเห็นอีกฝ่ายปั๊บ
"ไอ้พวกสุนัขรับใช้เมืองหลักโยวหุน"
"ไอ้พวกสุนัขรับใช้เมืองหลีอวี๋"
ทันทีที่เผชิญหน้ากัน ภูตผีปีศาจจากประตูทั้งสองบาน ก็เอ่ยปากทักทายอีกฝ่ายด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงวัฒนธรรมอันดีงามของดินแดนยมโลกอย่างพร้อมเพรียง
จากนั้น ภูตผีปีศาจจากประตูทั้งสองบาน ก็เริ่มเปิดฉากด่าทอกันอย่างดุเดือดขึ้นไปอีก
เจ้าแช่งให้ข้าตายไปก็ไม่สงบสุข ข้าก็แช่งให้เจ้าวิญญาณแตกสลายในวันนี้เลย... เสียงสาปแช่งด่าทอ ภาษาผีดังกึกก้องราวกับเกลียวคลื่น ถาโถมใส่กันไม่หยุดหย่อน
นั่นก็เพราะความขัดแย้งระหว่างสองเมืองนี้ในดินแดนยมโลก เรียกได้ว่าฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ดังนั้นต่อให้มีความดีความชอบระดับสามมากองอยู่ตรงหน้า ก็ไม่อาจทำให้ภูตผีปีศาจเหล่านี้ไขว้เขวได้เลย พวกมันต่างก็ตั้งหน้าตั้งตาด่าทออีกฝ่ายอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่สถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับอย่างแน่นอน
ดังนั้นในไม่ช้า ก็มียมเทพผู้ทรงพลังแห่งดินแดนยมโลกปรากฏตัวขึ้น เพื่อระงับการโต้เถียงที่ไร้สาระนี้
หลังจากหารือกันอย่างคร่าวๆ ภูตผีปีศาจจากประตูทั้งสองบานก็ตกลงกันว่า กลุ่มหนึ่งจะไปทางทิศตะวันออก อีกกลุ่มจะไปทางทิศตะวันตก แล้วต่างฝ่ายต่างก็ไปไล่ฆ่าผู้บำเพ็ญเพียรในเขตรับผิดชอบของตนเอง
ทว่า ในขณะที่ภูตผีปีศาจเหล่านี้เลิกทะเลาะกัน และเตรียมตัวจะไปลงมือปฏิบัติงาน พวกมันกลับมองเห็นทะเลเลือดที่กว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา
สายน้ำเลือดนั้นไม่รู้ว่าไหลมาจากที่ใด ดูเหมือนจะกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต เพราะเมื่อมองออกไปก็ไม่เห็นจุดสิ้นสุด ทันใดนั้น ทะเลเลือดแห่งนี้ก็ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นสีเลือดขนาดมหึมา ซัดเอาภูตผีปีศาจบางส่วนที่หนีไม่ทัน ให้จมดิ่งลงไปในสายน้ำเลือดโดยตรง
วินาทีนั้น ภูตผีปีศาจเหล่านี้ต่างก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
แล้วก็พากันแย่งกันวิ่งหนีกลับไป
สิ่งนี้ทำให้เหล่ายมเทพที่อยู่หลังประตูรู้สึกโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ทันใดนั้น ก็มียมเทพหลายตนพุ่งทะยานออกมา หมายจะสืบหาความจริงว่าทะเลเลือดแห่งนี้โผล่มาได้อย่างไร ทว่า หลังจากที่เหล่ายมเทพเหล่านี้ถูกเกลียวคลื่นสีเลือดซัดจมลงไปในทะเลเลือด พวกเขาก็ไม่โผล่กลับมาอีกเลย
สิ่งนี้ทำให้วิญญาณร้ายเหล่านั้นยิ่งรู้สึกหวาดกลัวเข้าไปใหญ่
และเหล่ายมเทพเหล่านั้นก็รู้สึกหวาดระแวงต่อเหตุการณ์นี้เป็นอย่างมาก จึงไม่มีใครกล้าออกมาทดสอบอีก
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ทะเลเลือดขวางประตูอยู่เป็นเวลาสามชั่วยาม พร้อมๆ กับความมืดมิดสีแดงฉานบนท้องฟ้าที่ค่อยๆ จางหายไป ประตูทั้งสองบานก็เริ่มมืดสลัวลง จนกระทั่งหายวับไปในที่สุด
มหันตภัยแห่งการเข่นฆ่าจากดินแดนยมโลก ก็ถูกระงับลงอย่างฝืนทนด้วยประการฉะนี้
และทะเลเลือดแห่งนี้ ก็คือสระเลือดคู่กายของถานซูฉางนั่นเอง
เขาเพียงแค่อยากจะพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเองเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเรื่องแบบนี้ ช่างน่าเสียดายที่ตอนนี้เขายังหวาดระแวงดินแดนยมโลกแห่งนั้นอยู่มาก จึงทำได้เพียงเป็นฝ่ายรับ และดึงเอาวิญญาณร้ายกับยมเทพเหล่านั้นเข้ามาเท่านั้น
มิเช่นนั้นล่ะก็ เขาคงจะกวาดล้างวิญญาณร้ายและยมเทพที่โผล่ออกมาทั้งหมดไปแล้ว
แม้ว่าวิญญาณร้ายจะไม่มีประโยชน์กับเขาแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถนำพวกมันไปฝึกฝนได้นี่นา
ด้วยความสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินแห่งนี้ รวมถึงความอยากรู้เรื่องที่แคว้นเจี่ยอู่ถูกถอดชื่อ ถานซูฉางจึงเริ่มลงมือหลอมเหล่ายมเทพจากดินแดนยมโลก
ยมเทพที่ออกมาสำรวจเส้นทาง มีทั้งหมดหกตน
ทั้งหกตนนี้มีพลังเทียบเท่ากับระดับบรรลุขั้นที่หนึ่งเท่านั้น ดังนั้นพวกมันจึงถูกถานซูฉางสะกดข่มได้อย่างง่ายดาย
อย่างไรก็ตาม ก็มีเพียงระดับบรรลุขั้นที่หนึ่งเท่านั้นที่สามารถข้ามมาได้ ส่วนพวกที่คอยออกคำสั่งอยู่หลังประตูทั้งสองบานก่อนหน้านี้ หากไม่ยอมลดทอนพลังของตัวเองลง ก็ข้ามมาไม่ได้เช่นกัน
และเมื่อยมเทพทั้งหกตนนี้ถูกหลอม แม้ว่าถานซูฉางจะไม่รู้ว่าทำไมก่อนหน้านี้ฟ้าดินแห่งนี้ถึงพยายามจะลอยตัวขึ้นไป แต่เรื่องที่แคว้นเจี่ยอู่ถูกถอดชื่อ เขาก็ได้กระจ่างแจ้งแล้ว
โลกปุถุชนนั้นมีการแบ่งระดับชั้นเช่นกัน โดยระดับเทียนกังคือระดับสูงสุด และโลกในระดับเทียนกัง มีเพียงเก้าแห่งเท่านั้น โลกใดก็ตามที่ก้าวเข้าสู่ระดับเทียนกังได้ ก็จะได้รับชื่อที่สอดคล้องกับอันดับนั้น
เจี่ยอู่ ก็หมายถึงระดับเทียนกังอันดับห้านั่นเอง
นี่ถือเป็นอันดับที่สูงมากทีเดียว
การที่สามารถไต่อันดับมาได้สูงขนาดนี้ ย่อมส่งผลดีต่อฟ้าดินอย่างมหาศาลเช่นกัน แม้ว่าฟ้าดินแห่งนี้จะไม่ใช่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง แต่ก็สามารถอาศัยการเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วของผู้บำเพ็ญเพียรภายในฟ้าดิน เพื่อส่งผลประโยชน์กลับคืนสู่ฟ้าดินได้
และเมื่อมีวันที่ได้รับมา ก็ย่อมมีวันที่ต้องสูญเสียไป
ฟ้าดินแห่งนี้ถูกเซียนสาปแช่ง ดังนั้นจึงร่วงหล่นลงจากทำเนียบระดับเทียนกัง
[จบแล้ว]