- หน้าแรก
- ไม่ไหวจะรวย กลับบ้านปีใหม่เปย์หนักจนได้แยกตะกูล
- บทที่ 305 - ยำผักรสเลิศ มหาเศรษฐีเสียอาการกลางวง!
บทที่ 305 - ยำผักรสเลิศ มหาเศรษฐีเสียอาการกลางวง!
บทที่ 305 - ยำผักรสเลิศ มหาเศรษฐีเสียอาการกลางวง!
บทที่ 305 - ยำผักรสเลิศ มหาเศรษฐีเสียอาการกลางวง!
"โรงอาหาร?"
เถ้าแก่เหมืองถ่านหินที่มีพุงเบียร์ยื่นออกมายักษ์ บนข้อมือสวมนาฬิกาทองคำเรือนโต พอได้ยินคำพูดของซูเทียนหาว คิ้วก็ขมวดกันเป็นปม
"เหล่าซู นายไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย?"
"ให้พวกเรากลุ่มนี้ ไปกินข้าวหม้อใหญ่ของคนชนบทเนี่ยนะ?"
เสียงของเขาดังกังวาน ไม่ปิดบังความรังเกียจของตัวเองเลย ทำให้พวกเถ้าแก่ในชุดสูทด้านหลังต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
"นั่นสิ ที่นี่ไม่มีร้านอาหารดีๆ เลยหรือไง?"
"เสื้อผ้าชุดนี้ของฉันเพิ่งส่งตรงมาจากอิตาลีเลยนะ เดี๋ยวเกิดมีกลิ่นน้ำมันติดมาจะทำยังไง"
"ฉันเวลาเป็นเงินเป็นทอง นาทีละหลายล้าน ยกเลิกการประชุมระดับนานาชาติไปตั้งสามงาน มาที่นี่เพื่อเข้าสถานที่แบบนี้เนี่ยนะ?"
เสียงบ่นดังระงม
บุคคลระดับท็อปของพีระมิดความมั่งคั่งในมณฑลเหล่านี้ ปกติก็ไปกินแต่ร้านอาหารส่วนตัวแบบสมาชิก หรือไม่ก็ร้านอาหารระดับมิชลินสามดาว ไหนเลยจะเคยเจอ "ความลำบาก" แบบนี้
ในสายตาของพวกเขา สิ่งที่ซูเทียนหาวเรียกว่า "โรงอาหาร" นี่ มันคือเรื่องตลกชัดๆ
มันเป็นแค่บ้านก่ออิฐชั้นเดียวธรรมดาๆ ป้ายชื่อหน้าประตูก็ยังไม่มี สีผนังก็หลุดลอกไปบ้างแล้ว
สายลมพัดผ่าน นำพากลิ่น "ชนบท" ที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผสมปนเปกันระหว่างกลิ่นดินและกลิ่นขี้วัวโชยมา
เศรษฐีหน้าใหม่ด้านอินเทอร์เน็ตที่สวมแว่นตากรอบทอง อดไม่ได้ที่จะบีบจมูก สีหน้าเหมือนเผลอกลืนแมลงวันลงไป
ซูเทียนหาวมองดูปฏิกิริยาของพวกเพื่อนเก่า บนใบหน้ายังคงแขวนรอยยิ้มลึกลับยากจะคาดเดา แต่ในใจกำลังแค่นหัวเราะ
ไอ้พวกบ้านนอกเอ๊ย เดี๋ยวพวกนายก็รู้ว่าต้องร้องไห้ยัไง
"ทุกคน มาถึงแล้วก็สบายใจเถอะน่า"
ซูเทียนหาวไม่ชี้แจงให้มากความ เขาผายมือเชิญ แล้วเดินนำเข้าไปในโรงอาหารเป็นคนแรก
ข้างในโรงอาหารยิ่งดูเรียบง่ายเข้าไปใหญ่
โต๊ะแปดเซียนสีถลอกปอกเปิกไม่กี่ตัว กับม้านั่งยาว พื้นเป็นพื้นปูนธรรมดา แม้จะกวาดจนสะอาดสะอ้าน แต่ความรู้สึกซอมซ่อแบบนั้น ก็ปิดไม่มิดอยู่ดี
พวกเศรษฐีสบตากัน ต่างก็เห็นความรู้สึก "โดนหลอกแล้ว" อย่างเข้มข้นในแววตาของกันและกัน
แต่ในเมื่อมาแล้ว แถมซูเทียนหาวก็เป็นคนนำทางมาเอง พวกเขาจึงไม่อยากจะโวยวายตรงนั้น ได้แต่ทำหน้าบูดบึ้ง นั่งลงอย่างไม่เต็มใจสุดๆ
พวกเขานั่งอย่างระมัดระวัง กลัวว่าม้านั่งที่ไม่รู้ว่าผ่านคนนั่งมาแล้วกี่คนนั้น จะทำให้สูททำมือราคาหลายแสนของพวกเขาเปื้อน
เจียงเฉินและซูชิงรออยู่ข้างในนานแล้ว
พอเห็นท่าทีรังเกียจของมหาเศรษฐีพวกนี้ เจียงเฉินก็แค่ยิ้มบางๆ ไม่ได้สนใจอะไร
แต่ซูชิงกลับรู้สึกประหม่าจนต้องขยำชายเสื้อของเจียงเฉิน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่ขนาดนี้ แต่ละคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญที่หาดูได้ยากตามนิตยสารธุรกิจของเมืองหลวงมณฑลทั้งนั้น
"ยกอาหารมาได้" เจียงเฉินตะโกนสั่งไปทางห้องครัว
ครู่ต่อมา ชายร่างอ้วนดำไว้หนวดเคราเฟิ้ม ใส่ชุดเชฟสีขาวที่เปื้อนคราบน้ำมัน ก็เดินออกมาจากห้องครัว
คนนั้นก็คือ เจียงมีโชค พ่อครัวประจำงานเลี้ยงในหมู่บ้านที่เพิ่งถูกเจียงเฉินปลุกให้ตื่นจากการนอนกลางวัน
เจียงมีโชคยกจานกระเบื้องสีขาวใบใหญ่สองใบ ขอบจานมีรอยบิ่นเล็กๆ อยู่ด้วยซ้ำ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นของถูกๆ ที่ใช้มานานหลายปี
เขาตั้งจานสองใบลงกลางโต๊ะดัง "กึก" "กึก"
สายตาของเศรษฐีทุกคน จับจ้องไปที่นั่นทันที
แล้ววินาทีต่อมา อากาศในโรงอาหารก็แข็งค้าง
สีหน้าของทุกคน เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าดูชม
เพราะของในจานกระเบื้องบิ่นๆ สองใบนั้น แทบจะไม่นับว่าเป็นกับข้าวด้วยซ้ำ
จานหนึ่ง คือแตงกวาหั่นท่อนที่ถูกมีดตบจนแตกหยาบๆ มีกระเทียมสับโรยอยู่นิดหน่อย น้ำมันงายังไม่ได้เหยาะเลยด้วยซ้ำ
อีกจาน ยิ่งหลุดโลกเข้าไปใหญ่ มีแค่มะเขือเทศหั่นชิ้นโตๆ โรยด้วยน้ำตาลทรายขาวๆ อย่างลวกๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หิมะตกบนภูเขาไฟ"
หมดแล้ว
มีแค่สองจานนี้แหละ
ไม่มีเนื้อสัตว์เลยแม้แต่นิดเดียว
ถั่วลิสงทอดสักจานยังไม่มีเลย
เถ้าแก่เหมืองถ่านหินที่เพิ่งจะบ่นกระปอดกระแปดเมื่อกี้ ตอนนี้หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะหยดเป็นน้ำหมึก
เขารู้สึกว่าตัวเองถูกดูหมิ่นอย่างรุนแรงที่สุดในชีวิต
"ปัง!"
เขาตบโต๊ะดังลั่น โต๊ะแปดเซียนทั้งตัวสะเทือนไปหมด
"ซูเทียนหาว!"
เถ้าแก่เหมืองถ่านหินชี้ไปที่ "กับข้าว" สองจานบนโต๊ะ ที่ต้นทุนรวมกันไม่ถึงสิบหยวน แล้วคำรามลั่น: "นายหมายความว่าไงวะ?!"
"นายเล่นตลกกับพวกเราเหรอ?!"
"ฉันนาทีละหลายล้าน นายให้ฉันมากินไอ้นี่เนี่ยนะ?!"
"ของพวกนี้ ที่บ้านฉัน เขาเอาไว้เลี้ยงหมูกันโว้ย!"
เศรษฐีคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้หัวเสียขนาดนี้ แต่สีหน้าแต่ละคนก็ดูไม่ได้เลย
"เหล่าซู มุกนี้มันแรงไปหน่อยนะ"
"พวกเราเห็นแก่หน้านายถึงได้มา แต่นายทำแบบนี้มันไม่ไว้หน้ากันเลยนะ"
"ไปๆๆ ข้าวแบบนี้กินไม่ลงหรอก!"
มหาเศรษฐีหลายคนทำท่าจะลุกขึ้นเดินหนี
แต่ซูเทียนหาวกลับนั่งนิ่งเป็นขุนเขา เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วโบกมือให้กลุ่มคนเหล่านั้นอย่างไม่รีบร้อน
"ทุกคน ใจเย็นๆ ก่อน"
พูดจบ เขาก็ไม่สนสายตาเกรี้ยวกราดของทุกคน คีบแตงกวาชิ้นใหญ่ที่เปื้อนกระเทียมสับเข้าปากหน้าตาเฉย
"กร๊วบ!"
เสียงกรุบกรอบที่ดังชัดเจน ก้องกังวานในโรงอาหารที่เงียบจนน่าอึดอัด
ซูเทียนหาวหลับตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความฟิน ราวกับสิ่งที่กินไม่ใช่แตงกวา แต่เป็นน้ำอมฤตชั้นยอด
เขาเคี้ยวไป เสียง "กร๊วบๆ" ดังไม่ขาดสาย แถมยังแกล้งทำเสียงจ๊วบจ๊าบอีก
"อืม... กรอบอร่อย หวานชุ่มคอ ของดี ของดีจริงๆ!"
เขาเคี้ยวไป พลางพยักหน้าหงึกหงักชื่นชม
ท่าทางเคลิบเคลิ้มของเขา ขัดแย้งกับภาพลักษณ์สุขุมเยือกเย็นตามปกติอย่างสิ้นเชิง ดู... น่าหมั่นไส้สุดๆ
เถ้าแก่เหมืองถ่านหินและคนอื่นๆ มองดูท่าทางของเขา โกรธจนแทบจะคว่ำโต๊ะ
แกล้ง!
มึงแกล้งทำต่อไปเถอะ!
แค่แตงกวาเน่าๆ ลูกนึง กินให้มันวิเศษวิโสขนาดนั้นได้ไงวะ?
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงท้องร้อง "จ๊อกๆ" ก็ดังมาจากท้องของเศรษฐีหน้าใหม่ด้านอินเทอร์เน็ตที่อายุน้อยที่สุดซึ่งนั่งอยู่มุมโต๊ะ
เขาไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เช้า หิวจนไส้กิ่วอยู่แล้ว
เขามองดูซูเทียนหาวกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็หันไปมองมะเขือเทศสีแดงสดคลุกน้ำตาลในจานที่ดูชุ่มฉ่ำ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
เอาวะ ตายเป็นตาย ดีกว่าอดตายแล้วกัน
เขายื่นตะเกียบออกไปอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย คีบมะเขือเทศคลุกน้ำตาลชิ้นเล็กๆ เข้าปากอย่างจำใจ ราวกับกำลังจะไปถูกประหาร
เวลา ราวกับหยุดนิ่งในวินาทีนั้น
และในวินาทีต่อมา ที่น้ำมะเขือเทศแตกกระจายในปากของเขา!
"ตู้ม!"
เศรษฐีหนุ่มรู้สึกราวกับสมองถูกสายฟ้าฟาดอย่างแรง!
ความหวานสดชื่นขั้นสุดยอด ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ถาโถมเข้าใส่ต่อมรับรสทุกส่วนของเขาราวกับน้ำป่าไหลหลาก!
นั่นไม่ใช่ความหวานเลี่ยนของสารให้ความหวานสังเคราะห์ หรือความจืดชืดของผลไม้ทั่วไป
แต่มันคือพลังชีวิตอันบริสุทธิ์และดั้งเดิมที่สุดของพืช ที่เจือไปด้วยกลิ่นหอมของแสงแดดและผืนดิน!
กระแสความอบอุ่นอันสดชื่น ไหลผ่านลำคอลงไป ชำระล้างทั่วทั้งสี่ทิศแปดทางในพริบตา!
ความเหนื่อยล้าแทบขาดใจจากการอดหลับอดนอนเขียนโค้ดโต้รุ่งเพื่อเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา กลับมลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตานี้!
เขารู้สึกได้เลยว่าเซลล์ทุกเซลล์ของตัวเอง กำลังโห่ร้อง กำลังกระโดดโลดเต้น!
ดวงตาที่แห้งผากและปวดเมื่อยจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์มานาน บัดนี้ก็กลับมามองเห็นได้ชัดเจนแจ๋วแหวว!
เศรษฐีหนุ่มยืนตะลึงอยู่กับที่ ตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน ลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เขายืนนิ่งค้างอยู่ในท่านี้ นานถึงสามวินาทีเต็มๆ
แล้วท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน เขาก็ตบต้นขาฉาดใหญ่ แล้วก็แผดเสียงร้องลั่นดังสนั่นหวั่นไหว!
"เชี่ยยย!"
"นี่มันของวิเศษอะไรวะเนี่ย!"
พอตะโกนจบ เขาก็ทำตัวเหมือนคนเสียสติไปเลย ไหนเลยจะเหลือเค้าโครงความสุขุมรอบคอบของนักธุรกิจหนุ่มดาวรุ่ง
เขาโยนตะเกียบทิ้ง ยื่นมือออกไป คว้าจานมะเขือเทศคลุกน้ำตาลบนโต๊ะมา แล้วก็โกยเข้าปากอย่างบ้าคลั่ง!
ท่าทางตะกละตะกลามเหมือนผีตายอดตายอยากนั้น ทำเอาทุกคนในที่นั้นถึงกับตาค้าง
นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
มะเขือเทศเน่าๆ นั่น ใส่ยาพิษลงไปหรือไง?