- หน้าแรก
- เปิดเรื่องมาก็ถูกทิ้งแต่กลับปลุกวิญญาณยุทธ์สิบอสูรคลั่งสะท้านภพ
- บทที่ 30 โหวเมฆาม่วงรังแกเด็ก
บทที่ 30 โหวเมฆาม่วงรังแกเด็ก
บทที่ 30 โหวเมฆาม่วงรังแกเด็ก
เมื่อเผชิญกับการยั่วยุของจางอวิ๋นเจี๋ย สวีชิวก็ตอกกลับไปอย่างไม่เกรงใจ
ลั่วชิงเสวียที่ยืนอยู่ข้างๆ ลอบยิ้มบางๆ
ดวงตาของจางอวิ๋นเจี๋ยเย็นเยียบขึ้นมาทันที
"ดี ดีมาก! นายคิดว่าแค่มีวิญญาณยุทธ์ระดับ SSS แล้วจะไม่มีใครทำอะไรได้งั้นเหรอ? ฉันจะทำให้เห็นเองว่าวิญญาณยุทธ์มันไม่ได้ตัดสินทุกอย่าง!!"
เห็นอีกฝ่ายโกรธจัด สวีชิวก็อดขำไม่ได้
ให้ตายเถอะ
นายหาเรื่องคนอื่นได้ แต่พอโดนสวนกลับดันมาโกรธเนี่ยนะ?
คนประเภทไหนกันเนี่ย?
"เป็นคนหนุ่มที่หยิ่งยโสจริงๆ!"
เสียงอันทรงพลังดังมาจากด้านหลังจางอวิ๋นเจี๋ย พร้อมกับร่างหนึ่งที่ค่อยๆ เดินเข้ามาท่ามกลางฝูงชนที่แหวกทางให้
ชายคนนั้นสวมชุดคลุมสีม่วงสไตล์ย้อนยุค แผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขาม ดูอายุประมาณสี่สิบต้นๆ เปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีที่น่าสะพรึงกลัว
ฝูงชนต่างพากันสูดหายใจลึกเมื่อเห็นเขา
"นั่น... ท่านโหวเมฆาม่วง!"
"สวรรค์! ฉันได้เห็นโหวเมฆาม่วงตัวเป็นๆ ด้วย!"
ผู้มาใหม่คือ โหวเมฆาม่วง (จื่อเซียวโหว) ยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของเมืองชิงยวิ๋น!
เจ้าสำนักยุทธ์เมฆาม่วง!
นักรบขั้นที่เจ็ด ระดับโหว!
การปรากฏตัวของเขาทำให้ฝูงชนตื่นตะลึง สวีชิวเองก็หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำได้ขึ้นมาทันที
ดูเหมือนเขาจะเคยปฏิเสธคำชวนของอีกฝ่ายไปก่อนหน้านี้
อีกฝ่ายจะเจ้าคิดเจ้าแค้นไหมนะ?
ไม่หรอกมั้ง เขาเป็นถึงยอดฝีมือขั้นเจ็ดระดับโหวเชียวนะ ไม่น่าจะใจแคบขนาดนั้น
"คารวะท่านโหวเมฆาม่วงค่ะ"
ลั่วชิงเสวียที่ยืนอยู่ข้างๆ ก้มศีรษะทำความเคารพ
เมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นเจ็ด ตระกูลลั่วเองก็ไม่กล้าเสียมารยาท
สวีชิวเองก็ก้มศีรษะทำความเคารพเช่นกัน
แต่โหวเมฆาม่วงกลับชายตามามองเขาแล้วพูดนิ่งๆ ว่า "เธอมีวิญญาณยุทธ์ระดับ SSS ฉันรับการคารวะจากเธอไม่ได้หรอก!"
สวีชิว: …………
เชี้ย...
'ใจแคบชะมัดเลย?!'
"ท่านโหวชมเกินไปแล้วครับ" สวีชิวฝืนยิ้มตอบ
อีกฝ่ายเป็นถึงขั้นเจ็ดระดับโหว การที่เขาจะลดตัวลงหน่อยก็ไม่ถือว่าเสียศักดิ์ศรีอะไร
แต่โหวเมฆาม่วงเห็นท่าทีนั้นแล้วกลับไม่ยอมจบ เขาพูดต่อว่า "พ่อหนุ่ม ความหยิ่งยโสของวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอกนะ โลกนี้ยังมีอัจฉริยะอีกมากมาย อย่าคิดว่าแค่ระดับวิญญาณยุทธ์สูงแล้วจะดูถูกใครก็ได้! ถ้าเธอยังเป็นแบบนี้ต่อไป สักวันเธอจะต้องลำบาก ก่อนที่เธอจะเติบโตเต็มที่ ฉันขอแนะนำให้เธอหัดเก็บงำประกายแสงของตัวเองไว้บ้าง"
สวีชิวหัวเราะหึ
ไอ้แก่เอ๊ย นี่มันได้ใจใหญ่แล้ว!
พูดให้ดูดีว่า "เก็บงำประกายแสง"
แต่ความจริงคือจะข่มว่าเขาไม่มีปูมหลังหนุนหลัง เลยควรจะทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวต่างหาก
ใครจะไปทนไหวล่ะ?
"ไม่หยิ่งยโสจะเรียกว่าวัยรุ่นได้ยังไงล่ะครับ? ผมว่าความหยิ่งยโสที่มาพร้อมกับความแข็งแกร่งน่ะมันยังดีกว่าพวกที่ไม่มีฝีมือแต่ชอบขี้คุยไปวันๆ นะครับ ว่าไหม?"
พูดจบ เขาก็เหลือบมองจางอวิ๋นเจี๋ยและหลี่จื่อหยาง
เห็นชัดๆ ว่าแขวะสองคนนั้น
ใบหน้าของทั้งคู่มืดครึ้มลงทันที
แม้แต่โหวเมฆาม่วงเองก็ฉายแววโทสะออกมาในดวงตา
"โอ้ นี่เธอกำลังดูถูกลูกศิษย์ของฉันงั้นเหรอ!"
"ผมไม่ได้พูดแบบนั้นนะครับ"
"พ่อหนุ่ม เธอไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ!"
แรงกดดันมหาศาลเริ่มแผ่ออกมาจากโหวเมฆาม่วง มันพุ่งเป้าเข้าปกคลุมสวีชิวเพียงคนเดียว หมายจะบังคับให้เขาคุกเข่าลง!
แต่สวีชิวกลับยืนหยัดอย่างดื้อรั้น ไม่ยอมถอยแม้แต่นิ้วเดียว!
ไอ้แก่นี่รังแกเด็กจริงๆ!
หน้าไม่อายที่สุด!
สวีชิวสบถในใจ แต่แรงกดดันนี้ถูกบีบอัดส่งมาที่เขาคนเดียว นักรบทั่วไปรอบๆ จึงสัมผัสไม่ได้เลย
ไม่มีใครรู้เลยว่าโหวเมฆาม่วงกำลังลงมือลับๆ
"หืม ทนแรงกดดันแค่หนึ่งในสิบของฉันได้งั้นเหรอ? ไม่เลว งั้นลองเพิ่มอีกสิบเปอร์เซ็นต์ดูหน่อยเป็นไง!" แววตาประหลาดวาบผ่านดวงตาของโหวเมฆาม่วง
วันนี้เขาตั้งใจจะสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้หลาบจำ
แรงกดดันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ลั่วชิงเสวียที่อยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นความผิดปกติ เธอจึงก้าวเข้ามาหวังจะช่วยพยุงสวีชิว แต่การทำแบบนั้นทำให้เธอโดนแรงกดดันของโหวเมฆาม่วงเข้าไปด้วย
ใบหน้าของเธอซีดเผือด และเกือบจะทรุดลงกับพื้น
สวีชิวรีบคว้าตัวเธอไว้ทัน
"เธอเข้ามาช่วยฉัน แต่ดันจะล้มซะเองนะ"
สวีชิวยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ พลางวาดแขนโอบเอวของลั่วชิงเสวียไว้
เขาทำเพื่อพยุงไม่ให้ลั่วชิงเสวียล้มลง
แต่ในสายตาคนรอบข้าง ท่าทางของพวกเขาดูสนิทสนมกันมากราวกับเป็นคู่รัก
"พระเจ้าช่วย กล้วยทอด! พวกเขาได้กันแล้วเหรอเนี่ย?"
"เทพสวีกับเทพธิดาลั่วคบกันจริงๆ ด้วย!"
"แงงง คู่จิ้นในฝันของฉันเป็นความจริงแล้ว!"
"นางฟ้าของฉันโดนชายอื่นชิงตัดหน้าไปแล้ว! ฉันจะร้องไห้!"
ฝูงชนที่เฝ้าดูอยู่ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ข้างในมันตึงเครียดแค่ไหน
ขณะเดียวกัน โหวเมฆาม่วงจ้องมองสวีชิวและลั่วชิงเสวีย พลางหรี่ตาลง "ยังทนได้อีกเหรอ? ดูซิว่าจะทนได้นานแค่ไหน!"
เขากำลังจะเร่งพลังกดดันขึ้นไปอีก
ทว่า...
มือข้างหนึ่งก็วางลงบนไหล่ของสวีชิวจากทางด้านหลัง
ในพริบตาเดียว...
แรงกดดันมหาศาลที่แบกไว้ก็สลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง!
สวีชิวรู้สึกเบาหวิวเหมือนภูเขาที่ทับอกอยู่ถูกยกออกไป
เขาหันกลับไปมองเห็นร่างที่คุ้นเคย นั่นคือ...
โอวเหล่ย กัปตันทีมกระทิงคลั่ง!
เขายิ้มให้สวีชิว
"นายไม่เป็นไรนะ?"
"ไม่เป็นไรครับ"
"ดีมาก งั้นหลบไปข้างก่อนเถอะ"
โอวเหล่ยยิ้มแล้วเดินตรงไปหาโหวเมฆาม่วง
เมื่อเห็นผู้ชายตรงหน้า โหวเมฆาม่วงขมวดคิ้ว "นายคือ..."
ยังไม่ทันพูดจบ
สิ่งที่ตอบกลับมาคือกระบองหนามยักษ์!
กระบองฟาดผ่านอากาศส่งเสียงหวีดหวิวพร้อมพลังทำลายล้างมหาศาล โหวเมฆาม่วงตกใจรีบโคจรพลังวิญญาณสร้างม่านพลังป้องกันถึงสามชั้น!
ทว่า...
ปัง!
ปัง!
ปัง!
ม่านพลังทั้งสามชั้นแตกละเอียดในเวลาไล่เลี่ยกัน กระบองหนามฟาดเข้าใส่โหวเมฆาม่วงจนเขากระเด็นลอยละลิ่วไปไกล
จากนั้นเสียงของโอวเหล่ยก็ดังขึ้น
"แกกล้ารังแกคนของทีมกระทิงคลั่งของฉันงั้นเหรอ? ถามฉันหรือยัง?!"
โอวเหล่ยถือกระบองหนามด้วยสีหน้าเย็นชา
ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
พระเจ้าช่วย!
นั่นคือเจ้าสำนักยุทธ์เมฆาม่วงเลยนะ!
ยอดฝีมือขั้นเจ็ดระดับโหว!
แต่กลับโดนซัดกระเด็นด้วยการโจมตีเดียวเนี่ยนะ?!
ล้อกันเล่นหรือเปล่า?!
โหวเมฆาม่วงที่ถูกซัดกระเด็นไป รีบโคจรพลังสลายแรงปะทะเพื่อทรงตัว แม้จะทำได้ แต่เขาก็รู้สึกว่าเลือดลมในกายปั่นป่วนอย่างหนัก
เขาเกือบจะกระอักเลือดออกมา
เขาจ้องมองโอวเหล่ยเขม็ง แววตาฉายโทสะวูบหนึ่ง แต่เมื่อได้ยินชื่อทีมกระทิงคลั่ง โทสะนั้นก็เปลี่ยนเป็นความระมัดระวังทันที
แม้เขาจะเป็นระดับโหว แต่เขาก็ไม่ได้ไร้เทียมทานในเมืองชิงยวิ๋น
ยังมีตัวตนอีกหลายคนที่ทัดเทียมหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าเขา
และโอวเหล่ย กัปตันทีมกระทิงคลั่ง ก็คือหนึ่งในนั้น!
"กัปตันทีมกระทิงคลั่ง ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดิบเถื่อนและไร้เหตุผลที่สุดในบรรดาผู้นำยี่สิบกลุ่มนักล่าของเมืองชิงยวิ๋น... โอวเหล่ย ฉันไม่นึกเลยว่าการพบกันครั้งแรกของเราจะเป็นในสภาพนี้" โหวเมฆาม่วงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
โอวเหล่ยพาดกระบองหนามไว้บนบ่า มองอีกฝ่ายอย่างไม่แยแสแล้วพูดว่า "ไม่ต้องมาตีสนิท! ยอดฝีมือระดับโหวผู้เกรียงไกรกลับมารังแกสมาชิกตัวเล็กๆ ในกลุ่มของฉัน หน้าไม่อายจริงๆ!"
"เขาเป็นคนของทีมกระทิงคลั่งจริงๆ งั้นเหรอ?"
"ทำไม? นายไม่เชื่อหรือไง?"
"ฉันก็แค่สั่งสอนบทเรียนให้เด็กคนนี้ ให้เขารู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้าก็เท่านั้น" โหวเมฆาม่วงแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะสั่งสอนบทเรียนให้นายบ้าง! ฉันจะทำให้เห็นเองว่าก่อนจะตีสุนัข ต้องดูหน้าเจ้าของก่อน!!" โอวเหล่ยพูดเสียงเย็น
สวีชิว: ??? (เดี๋ยวนะกัปตัน ใครเป็นสุนัขนะ?)
โอวเหล่ยก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลดปล่อยแรงกดดันที่เหนือชั้นออกมา!
เสียงระเบิดกัมปนาทดังขึ้น
ทุกคนรู้สึกได้ถึงพื้นดินที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ด้านหลังของโอวเหล่ย ปรากฏเงาร่างของวัวยักษ์ขนาดมหึมา ดวงตาของมันแดงก่ำ ร่างกายส่องประกายแสงสีฟ้า แผ่ซ่านกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด!
"วิญญาณยุทธ์ระดับ A! ปีศาจกระทิงคราม!"
สวีชิวจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึง เขาคิดมาตลอดว่าวิญญาณยุทธ์ของโอวเหล่ยคือกระบองหนามในมือนั่น
"หึ แปลกใจล่ะสิ?" หลินเจี้ยนเดินเข้ามาจากด้านหลังสวีชิวพลางหัวเราะเบาๆ
"นายคิดว่าวิญญาณยุทธ์ของกัปตันคือกะบองหนามนั่นใช่ไหม? ความจริงนายก็ไม่ได้คิดผิดหรอก กระบองหนามนั่นก็คือวิญญาณยุทธ์ของกัปตันเหมือนกัน! วิญญาณยุทธ์ระดับ A กระบองสวรรค์หกแฉก!"
ดวงตาของสวีชิวเป็นประกายทันทีเมื่อได้ยิน "วิญญาณยุทธ์คู่!!"