- หน้าแรก
- ยอดคนเกิดใหม่ผงาดวงการมาเฟีย
- บทที่ 000 - บทนำ
บทที่ 000 - บทนำ
บทที่ 000 - บทนำ
บทที่ 000 - บทนำ
วันที่ยี่สิบห้า เดือนมกราคม ปีสองพันหก ประเทศเอ็ม รัฐแคลิฟอร์เนียตอนใต้ เมืองลอสแอนเจลิส
นี่คือเมืองแห่งผู้อพยพที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ เป็นเมืองใหญ่อันดับสามรองจากนิวยอร์กและชิคาโก ตัวเมืองโอบล้อมด้วยภูเขาสามด้าน และติดฝั่งทะเลหนึ่งด้าน แสงแดดสาดส่องสว่างไสตวตลอดทั้งสี่ฤดู สภาพอากาศเย็นสบาย ลอสแอนเจลิสเป็นภาษาสเปน แปลตามเสียงได้ว่า "นครแห่งมวลเทวา"
เป็นที่ทราบกันดีว่า สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดย่อมหนีไม่พ้นฮอลลีวูดและดิสนีย์แลนด์ ทว่าสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออื่นๆ ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน อาทิ ไชน่าทาวน์, เบเวอร์ลีฮิลส์, เอ็กซ์โปซิชันพาร์ค, ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ, ฮอลลีวูดโบลว์, และแมนฮัตตันบีช...
ยามค่ำคืนเริ่มโรยตัว ย่านธุรกิจของลอสแอนเจลิสที่อยู่ห่างจากไชน่าทาวน์เพียงไม่กี่ช่วงตึกเต็มไปด้วยตึกระฟ้า แสงดาวพร่างพรายบนท้องฟ้าผสานกับแสงนีออนระยิบระยับเบื้องล่าง รถยนต์หรูหรา หญิงงาม เสื้อผ้าอาภรณ์ราคาแพง และเครื่องประดับอัญมณี ล้วนเนรมิตกระแสแฟชั่นอันล้ำสมัยของลอสแอนเจลิสขึ้นมา ตู้กระจกหน้าร้าน สินค้า ผู้คนสัญจร และท้องถนน ประกอบเข้าด้วยกันเป็นภาพทิวทัศน์อันงดงาม ทว่าไชน่าทาวน์สายเก่ากลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศสีสันแห่งคาวโลกีย์อันเย้ายวน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางย่านความเจริญใจกลางไชน่าทาวน์ กลับมีตึกระฟ้าทันสมัยสูงยี่สิบสองชั้นตั้งตระหง่านอยู่ ผนังด้านนอกของตัวตึกประกอบขึ้นจากกระจกแผ่นยักษ์ เมื่อกระทบกับแสงไฟและแสงนีออน มันก็สาดประกายสีสันที่ดูคล้ายสีเงินแต่ก็ไม่ใช่สีเงิน มีความอ่อนเข้มแตกต่างกันไป เปลี่ยนแปลงได้ไม่รู้จบ การตกแต่งภายในก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง โดยผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวจีนเข้ากับศิลปะร่วมสมัย ให้กลิ่นอายแห่งยุคสมัยอย่างเข้มข้น ที่นี่คืออาคารพาณิชย์ที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกเอาไว้อย่างครบครัน ทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร บาร์ ซาวน่า ไนต์คลับ และคลับต่างๆ
ตึกนี้มีชื่อว่า "ตึกอวิ๋นเสียง" เป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงแห่งประเทศเอ็ม สำนักงานใหญ่ของบริษัทตั้งอยู่บนชั้นที่สิบแปดถึงยี่สิบสองของตัวตึก ส่วนชั้นอื่นๆ หากไม่ปล่อยเช่าก็นำไปใช้สำหรับกิจการของกลุ่มบริษัท
เมื่อได้ยินชื่อกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียง บางคนอาจคิดว่านี่คือกลุ่มธุรกิจที่ขาวสะอาดและโปร่งใส แต่พูดตามตรง กลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงก็เป็นเพียงผลผลิตจากการฟอกเงินมืดให้กลายเป็นเงินขาว ก้าวสู่ความเป็นสากล การรวมกลุ่ม และการทำให้เป็นองค์กรธุรกิจของสมาคมอวิ๋นเทียน ซึ่งเป็นแก๊งมาเฟียชาวจีนในประเทศเอ็มเท่านั้น ขอบข่ายธุรกิจของพวกเขาครอบคลุมหลายแวดวง ทั้งห้างสรรพสินค้าซูเปอร์มาร์เก็ต ธุรกิจอาหารและบันเทิง การบริหารจัดการโรงแรม การลงทุนทางการเงิน การค้าและการขาย ไปจนถึงการจัดเก็บและโลจิสติกส์...
ท้องฟ้าในเดือนกุมภาพันธ์ที่ใกล้เข้ามายังคงแจ่มใส แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงบนลานกว้างหน้าตึกอวิ๋นเสียง
ทั้งในและนอกอาคารคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ มีทั้งคนผิวขาว คนผิวดำ และคนเชื้อสายจีนที่มากันมากที่สุด ร้านรวงบนถนนสายหลักและภายนอกอาคารล้วนแขวนโคมไฟประดับประดา พร้อมติดคำกลอนคู่ต้อนรับปีใหม่ เผยให้เห็นสีสันแห่งชาติพันธุ์อันเป็นเอกลักษณ์
เทศกาลตรุษจีนของชาวจีนกำลังจะมาถึงแล้ว!
"เอี๊ยด..."
รถยนต์หรูเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสหกร้อยแอล รุ่นล่าสุดแล่นมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ก่อนจะเบรกจอดสนิทที่หน้าประตูตึกอวิ๋นเสียง เสียงยางรถยนต์เสียดสีกับพื้นถนนดังสนั่น ดึงดูดสายตาของผู้คนริมถนนให้หันมามอง
ประตูรถถูกผลักออกเบาๆ รองเท้าหนังมันปลาบโปร่งแสงเหยียบลงบนพื้นก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นร่างสูงโปร่งที่สูงเกินหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของทุกคน เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่มที่ลงมาจากรถ หญิงสาวและคุณนายผู้สูงศักดิ์หลายคนที่เดินผ่านไปมาต่างก็ตาเป็นประกาย
นี่คือใบหน้าคมเข้มที่สลักเสลาส่วนผสมของลูกครึ่งตะวันออกและตะวันตกเอาไว้ได้อย่างลงตัว ร่างกายสูงโปร่งตั้งตรงดูเย็นชา สันจมูกโด่งเป็นสันตรง นัยน์ตาสีฟ้าครามที่ดูเงียบเหงาและสงบนิ่ง ทรงผมสีดำยาวปะบ่าพลิ้วไหว สวมชุดสูทลำลองสีอ่อนของอาร์มานี รองเท้าหนังดิออร์ และนาฬิกาข้อมือบุรุษสุดคลาสสิกของปาเต็ก ฟิลิปป์ที่มีมูลค่ามหาศาล
มองแวบแรก เขาดูมีบุคลิกที่ไม่ธรรมดาและหล่อเหลาองอาจ ทว่าเมื่อมองดูให้ดี ร่างกายอันสูงโปร่งนั้นกลับแฝงความหยิ่งทะนงอยู่ในการชำเลืองมอง หากมองเพียงแค่ใบหน้า แม้จะเรียกไม่ได้ว่าหล่อเหลาไร้ที่ติ แต่รูปร่างที่สูงโปร่งองอาจและกลิ่นอายแห่งความเป็นชนชั้นสูงที่แผ่ซ่านออกมาจากทั่วทั้งร่างอย่างเลือนลางนั้น ก็เพียงพอที่จะบดบังจุดบกพร่องใดๆ บนร่างกายได้จนหมดสิ้น
ร็อกกี้เฟลเลอร์เคยกล่าววาทะไว้ว่า "การจะบ่มเพาะชนชั้นสูงสักคน จำเป็นต้องสืบทอดกันถึงสามชั่วอายุคน" ทว่าระยะห่างจากเศรษฐีใหม่ไปสู่ชนชั้นสูงนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของระยะห่างทางเงินทองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
และบุคลิกของเขา อาจจะมาจากเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงที่สวมใส่ หรืออาจจะติดตัวมาตั้งแต่เกิด ใครเล่าจะไปเจาะลึกหารายละเอียดเหล่านั้น?
แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่อาจต้านทานสายตาอันเร่าร้อนที่เผลอไผลของบรรดาหญิงสาวได้ ทว่าทันทีที่สบตากับนัยน์ตาสีฟ้าครามอันลึกล้ำของชายหนุ่ม พวกเธอก็รีบหันหน้าหนีด้วยความสับสน หลังจากนั้นจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเสียกิริยาไป อาการแก้มแดงระเรื่อจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้บนท้องถนนอันหนาวเหน็บมีรอยยิ้มอันงดงามที่ฤดูหนาวไม่ควรมีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย
หญิงสาวท่าทางเย้ายวนคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนหญิงที่อยู่ข้างๆ ว่า "อิน่า เธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นยังไงบ้าง?"
"เขาเหรอ? ไม่หล่อหน้าขาวเหมือนคนที่ร่วมเตียงกับฉันคราวก่อนหรอก แต่พอมองดูดีๆ แล้วมีสไตล์มาก ดูเป็นผู้ชายเต็มตัว อืม... สายตานั้นเหมือนเด็กหนุ่มวัยยี่สิบที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย และเหมือนชายวัยสามสิบที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน บางทีนี่อาจจะเป็นเสน่ห์ของลูกครึ่งตะวันออกกับตะวันตกก็ได้ อา! ถ้าให้เวลาฉันสักคืน ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อเขาเลยนะ แม้กระทั่งสละชีวิตของฉันก็ยอม โอ้! ตายแล้วๆ ฉันเกิดความรู้สึกอยากทิ้งตาแก่ที่บ้านแล้วไปมีความรักใหม่อีกแล้ว พระเจ้า โปรดอภัยให้ลูกด้วยเถิด!" สาวชาวอเมริกันนามว่าอิน่ายกสองมือทาบอก สีหน้าเคลิบเคลิ้มหลงใหล
"นังแพศยาเห็นผู้ชายไม่ได้เลยนะหล่อน หล่อนหย่ามาห้าครั้งแล้ว แถมยังแย่งผู้ชายของฉันไปตั้งแปดคน ไม่ได้เด็ดขาด ครั้งนี้ถ้ามีโอกาส ไม่ว่ายังไงหล่อนก็ต้องยกเขาให้ฉัน" หญิงสาวผู้เย้ายวนถลึงตาใส่เพื่อนร่วมทาง พลางเอ่ยอย่างเคียดแค้น
สาวงามผู้กล้าได้กล้าเสียกำลังคาดเดากันว่าชายหนุ่มตรงหน้าเป็นใคร เพียงแค่เขาส่งสายตาพร้อมรอยยิ้มบางๆ มาให้ พวกเธอก็พร้อมที่จะกระโจนเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
ชายหนุ่มทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเชิญชวนของหญิงสาวเหล่านั้น เขาเงยหน้ามองตึกสูงตรงหน้าที่เพิ่งเริ่มก่อสร้างหลังจากที่เขาเข้ามาบริหารกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียง เขาจุดบุหรี่มาร์ลโบโร รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันขึ้นมามวนหนึ่ง ควันสีเทาลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างนิ้วทั้งสอง นัยน์ตาค่อยๆ เลื่อนลอย ความคิดจิตใจล่องลอยไปแสนไกล
...
ชื่อในประเทศเอ็ม: จอร์จ หลิน
ชื่อจีน: หลินจิ้งเฮ่า
เพศชาย เกิดปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยแปดสิบสี่ ชาวอเมริกันเชื้อสายจีน
ในวัยเด็กโชคชะตาอาภัพ ทันทีที่คลอดออกจากครรภ์มารดาก็ถูกนำไปทิ้งไว้ในคูน้ำคลำแถบชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองเจียงหนาน มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เกือบจะต้องกลายเป็นทารกคนที่แปดสิบสี่ที่ถูกกลิ่นเหม็นเน่ารมจนตาย โชคดีที่หลินเข่อจวินเดินผ่านไปพบเข้า จึงรับมาเป็นบุตรบุญธรรมและตั้งชื่อให้ว่า หลินจิ้งเฮ่า ซึ่งมีความหมายแฝงว่า 'กายาสงบร่มเย็นดั่งจิ้ง (สงบ) จิตใจสว่างไสวดั่งเฮ่า (ดวงจันทร์สว่าง)'
เมื่ออายุสิบสี่ปี มารดาบุญธรรมที่ตั้งครรภ์ในวัยกลางคนต้องเสียชีวิตลงเนื่องจากตกเลือดมากขณะคลอดบุตร บิดาบุญธรรมของเขาโศกเศร้าเจียนตาย เอาแต่ดื่มเหล้าดับทุกข์ไปวันๆ ไม่นานหลังจากนั้น บริษัทก็ต้องล้มละลายและปิดกิจการลงเนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด วันเวลาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยการถูกข่มขู่ทวงหนี้จนทำให้พวกเขากลัวจนลนลาน เพื่อหลบหนีหนี้สินและรักษาชีวิตเอาไว้ หลินเข่อจวินจึงต้องพาเขาลักลอบเข้าประเทศเอ็มอย่างทุลักทุเลไปยังลอสแอนเจลิส ความยากลำบากในช่วงเวลานั้นมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจ
สองพ่อลูกผ่านชีวิตอันแสนยากลำบากมาได้หนึ่งปี เดิมทีคิดว่าทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางและมุ่งหน้าสู่ชีวิตที่ดีงามแล้ว ทว่าบนท้องฟ้าก็มีพายุที่คาดไม่ถึง ตอนที่เขาอายุสิบห้าปี หลินเข่อจวินเผลอไปล่วงเกินหัวหน้าแก๊งมาเฟียของแก๊งยามากุจิสาขาประเทศเอ็มเข้า จึงถูกซ้อมจนตาย
ญาติเพียงสองคนบนโลกใบนี้จากไปไล่เลี่ยกันในเวลาสองปี เรื่องน่าสลดใจที่ต้องพรากจากครอบครัวไปตลอดกาลเช่นนี้ ไม่ว่าใครต้องเผชิญก็ย่อมต้องสิ้นหวังกับทุกสิ่งในชีวิต
ด้วยความวู่วามชั่วขณะ หลินจิ้งเฮ่าบุกเดี่ยวเข้าไป ทว่าด้วยความบังเอิญในช่วงเวลาที่สมาคมอวิ๋นเทียนและแก๊งยามากุจิกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด (หรืออาจจะเรียกว่าดวงดีแบบสุดๆ) เขาอาศัยความชุลมุนชำระแค้นให้บิดาที่ถูกสังหารได้สำเร็จ และยังได้ช่วยชีวิตซั่งเฉิงอวิ๋น ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเพียงนายน้อยของสมาคมอวิ๋นเทียนเอาไว้อีกด้วย
หลังจากนั้น โชคชะตาของเขาก็เริ่มได้รับความโปรดปรานจากเทพีแห่งโชคลาภ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของซั่งเฉิงอวิ๋น เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีอย่างเขาและซั่งเฉิงอวิ๋นในวัยยี่สิบห้าปีจึงได้สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนชื่อเป็น จอร์จ หลิน ราวกับต้องการลืมเลือนเรื่องราวในอดีตให้หมดสิ้น หลังจากนั้น แม้แต่พี่ร่วมสาบานอย่างซั่งเฉิงอวิ๋นก็ยังค่อยๆ ลืมชื่อเดิมของเขาไป
ในปีเดียวกันนั้น หลินจิ้งเฮ่าได้หายตัวไปจากสายตาของผู้คน ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปที่ใด จนกระทั่งสี่ปีต่อมา เขาได้รับปริญญาโทสาขาการจัดการจาก 'สถาบันการจัดการสโลน' แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ในประเทศเอ็ม จึงได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ลอสแอนเจลิส ในปีนั้นเขาได้เข้าร่วมสมาคมอวิ๋นเทียนอย่างเป็นทางการ และเข้าทำงานในกลุ่มบริษัทอวิ๋นเทียน โดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัทโลจิสติกส์ในเครือ ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เขาได้ขยายธุรกิจโลจิสติกส์ของบริษัทเพิ่มขึ้นมากกว่าห้าเท่า ทำให้บริษัทก้าวขึ้นสู่สิบห้าอันดับแรกของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในประเทศเอ็มได้อย่างรวดเร็ว
ปีที่สอง ซึ่งก็คือปีสองพันสอง ซั่งอิง บิดาของซั่งเฉิงอวิ๋นได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง ซั่งเฉิงอวิ๋นซึ่งเป็นคนหนุ่มผู้มีอนาคตไกลได้รับการสนับสนุนจากสภาอาวุโสให้ขึ้นเป็นประธานรุ่นที่แปดของสมาคมอวิ๋นเทียน ควบคู่กับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัท ส่วนหลินจิ้งเฮ่าก็ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริหารให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัทภายใต้การสนับสนุนของซั่งเฉิงอวิ๋น
หลังจากนั้น หลินจิ้งเฮ่าก็ได้ดำเนินการปฏิรูปและปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทอย่างขนานใหญ่ ปลดพนักงานที่ซ้ำซ้อนและผู้บริหารระดับสูงที่ไร้ความสามารถออกไป ยุบหน่วยงานและแผนกที่ไม่มีความจำเป็นหรือขาดทุนทิ้ง ดึงดูดและว่าจ้างผู้บริหารระดับสูงด้วยเงินเดือนมหาศาล และอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะเดียวกันก็ปรับระบบการบริหารให้เป็นมาตรฐานเดียวกับองค์กรระดับสากล ทำให้กลุ่มบริษัทพลิกโฉมหน้าใหม่ตั้งแต่ระดับบนลงมาระดับล่าง ผลประกอบการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้ล่วงเกินลูกหลานเศรษฐีรุ่นใหม่ในตระกูลซั่งกลุ่มหนึ่งที่เอาแต่กินดื่มเที่ยวเล่นไปวันๆ
เมื่อคนรอบข้างพยายามเกลี้ยกล่อมว่าเขาไม่ควรไปล่วงเกินคนในตระกูลซั่ง สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือรอยยิ้มอันเย็นชาของเขา "การทำธุรกิจไม่ได้แข่งกันว่าใครจีบหญิงได้มากกว่ากัน หรือใครดื่มเหล้าเก่งกว่ากัน ที่เขาว่ากันว่า 'ผู้ปกครองใช้ปัญญา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาใช้แรงกาย' พวกปรสิตที่กินเงินเดือนไปวันๆ โดยไม่เข้าใจแม้แต่น้อยว่าการบริหารองค์กรระดับสากลคืออะไร จะเก็บไว้ในบริษัทให้มีประโยชน์อันใด"
คำพูดนี้เดิมทีเป็นความลับ แต่ไม่รู้ว่าใครนำไปเผยแพร่ ผลลัพธ์ก็คือชื่อเสียงและบารมีของหลินจิ้งเฮ่าในกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงพุ่งสูงขึ้น ทว่าก็ดึงดูดการลอบสังหารที่จงใจสร้างขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน
ความจริงย่อมมีน้ำหนักกว่าคำพูดแก้ตัว ในช่วงเวลาหนึ่งปี ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเทียนเพิ่มขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ กำไรสุทธิเติบโตขึ้นห้าสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เขายังได้ปรับปรุงนโยบายสวัสดิการพนักงาน (ทั้งบำนาญ ประกันภัย วันหยุด ที่พักอาศัย เงินอุดหนุน และอื่นๆ) ทำให้เงินเดือนและสวัสดิการของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงติดอันดับต้นๆ ของบริษัทขนาดใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และได้รับความเคารพรักจากพนักงานอย่างเป็นเอกฉันท์
ต่อมา ด้วยการดำเนินธุรกิจอันยอดเยี่ยมของเขา เขาสามารถกว้านซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในไชน่าทาวน์มาได้ในราคาถูก และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ตึกอวิ๋นเสียงก็เริ่มวางศิลาฤกษ์และดำเนินการก่อสร้าง
ในปีเดียวกันนั้น หลังจากจบปริญญาโทสาขาการจัดการ เขาก็ศึกษาด้วยตนเองจนได้รับปริญญาตรีสาขาเปียโนดนตรีจากมหาวิทยาลัยลอสแอนเจลิส ทำให้เขาได้รับการยกย่องจากบรรดาแฟนคลับในบริษัทว่าเป็น 'เจ้าชายอวิ๋นเสียง'
ครึ่งปีต่อมา ในสมาคมอวิ๋นเทียนได้ปรากฏยอดฝีมือหนุ่มผู้ลึกลับที่เห็นแต่หัวไม่เห็นหางคนหนึ่ง นามว่าองค์ชาย หลังจากการต่อสู้กับยามากุจิ ฮิเดโอะ ยอดฝีมือของแก๊งยามากุจิสาขาประเทศเอ็มที่ชานเมืองนิวยอร์ก เขาได้ทิ้งโมเดลเปียโนไม้สีขาวบริสุทธิ์ขนาดจิ๋วไว้บนศพของยามากุจิ ฮิเดโอะ เพื่อเป็นสัญลักษณ์
หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ไม่อาจควบคุมได้ ยอดฝีมือมากมายต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเขา โดยทุกคนล้วนมีโมเดลเปียโนเป็นสัญลักษณ์ทิ้งไว้
ในช่วงเวลาหนึ่งปี แก๊งมาเฟียที่เป็นศัตรูกับสมาคมอวิ๋นเทียนต่างก็หวาดกลัวจนหัวหด สมาคมอวิ๋นเทียนถือโอกาสขยายอาณาเขตอย่างขนานใหญ่ กลืนกินแก๊งมาเฟียขนาดเล็กไปมากมาย จนอิทธิพลเกือบจะเทียบชั้นกับองค์กรมาเฟียขนาดใหญ่อย่างแก๊งยามากุจิ ซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ของชาวเอเชียในประเทศเอ็ม
และเขาก็ได้รับการยกย่องจากบุคคลในวงการมืดรุ่นหนุ่มสาว กลายเป็นยอดฝีมือหนุ่มในวงการมืดของประเทศเอ็มอย่างเงียบๆ สร้างชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ในฐานะองค์ชาย 'เจ้าชายอวิ๋นเทียน' กลายเป็นบุคคลระดับตำนานในยุคสมัยหนึ่ง อิทธิพลของเขายิ่งใหญ่เสียจนสภาอาวุโสและหัวหน้าสาขาต่างๆ ทั้งเกรงกลัวและเคารพไปพร้อมๆ กัน
ดังนั้น องค์ชายและจอร์จ หลินจึงได้รับการยกย่องจากผู้คนว่าเป็นเจ้าชายแห่งแสงสว่างและความมืดของสมาคมอวิ๋นเทียน น่าเสียดายที่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงขององค์ชาย ทว่ามีข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนรักกันเพราะหลงใหลในเปียโนเหมือนกัน
ข่าวลือก็เป็นเพียงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เมื่อมีคนคิดว่าทั้งสองคนแท้จริงแล้วอาจจะเป็นคนคนเดียวกัน ความคิดนั้นก็ถูกบุคคลในวงการมืดที่เทิดทูนองค์ชายเย้ยหยัน พวกเขามองว่าความคิดที่ไร้สาระเช่นนี้น่าขบขันสิ้นดี เพียงเพราะตอนที่หลินจิ้งเฮ่า บัณฑิตผู้ไม่มีแรงแม้แต่จะมัดไก่ถูกลอบสังหารจนได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องเข้าโรงพยาบาล องค์ชายก็ยังคงบุกเบิกดินแดนให้สมาคมอวิ๋นเทียนอยู่เลย
ปีสองพันสาม หลินจิ้งเฮ่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงอย่างเป็นทางการ เขาเป็นผู้วางแผนและผลักดันให้กลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) ของประเทศเอ็มทั้งระบบได้สำเร็จ ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทเคยพุ่งทะยานจากราคาเปิดที่สิบหกจุดห้าหนึ่งดอลลาร์สหรัฐไปแตะที่หกสิบกว่าดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากที่มีการแตกพาร์หุ้นให้เจือจางลง ราคาก็ยังคงอยู่ที่สามสิบสองจุดเจ็ดหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าตามราคาตลาดของกลุ่มบริษัทพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว การระดมทุนจากการเข้าตลาดหลักทรัพย์ทำให้มีกระแสเงินสดเข้ามาเป็นจำนวนมาก นำพากลุ่มบริษัทเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิแห่งการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นครั้งที่สอง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทอย่างรอบด้าน ทำให้มูลค่าตามราคาตลาดของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงสร้างประวัติศาสตร์แตะระดับเกือบหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้จะยังห่างไกลจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลหลายแห่งในประเทศเอ็ม แต่สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาบริหารกลุ่มบริษัทได้เพียงสามปี ผลงานของเขานั้นเป็นที่ประจักษ์และโดดเด่นอย่างชัดเจน
ส่วนตัวเขาเองก็ได้ครอบครองหุ้นสิบสองเปอร์เซ็นต์ของกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียง ผ่านกลไกตลาดหุ้นและรูปแบบการให้รางวัลของบริษัท ทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองของกลุ่มบริษัท ส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดย่อมเป็นซั่งเฉิงอวิ๋น พี่ชายร่วมสาบานที่ถือครองหุ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ หุ้นที่เหลืออีกยี่สิบแปดเปอร์เซ็นต์ นอกเหนือจากหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดแล้ว ก็กระจัดกระจายอยู่ในมือของผู้มีอิทธิพลหลายคนในสมาคมอวิ๋นเทียนและกลุ่มบริษัทใหญ่ในประเทศเอ็ม
ปีสองพันสี่ ตึกอวิ๋นเสียงสร้างเสร็จสมบูรณ์ และหลังจากที่กลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียงดำเนินกิจการไปอย่างราบรื่น หลินจิ้งเฮ่าก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารโดยสมัครใจ คงเหลือไว้เพียงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการบริหารของกลุ่มบริษัทเท่านั้น แม้บรรดาผู้ถือหุ้นจะพยายามรั้งเขาไว้ทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่อาจขัดขวางความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขาได้ จึงทำได้เพียงยอมปล่อยเขาไป
หลังจากนั้น เขาก็จากไปอย่างไร้ร่องรอย ว่ากันว่าเขาไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยดนตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ใดกันแน่
ในปีเดียวกันนั้น ซั่งเฉิงอวิ๋นได้หมั้นหมาย คู่หมั้นของเขาคือซูชิงอี๋ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทการลงทุนทางการเงินในเครือกลุ่มบริษัทอวิ๋นเสียง หญิงสาวอัจฉริยะที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากที่หลินจิ้งเฮ่าจากไป เธอก็เข้ามารักษาการในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มบริษัท
ปีสองพันห้า มีคนเห็นเขาปรากฏตัวที่วิทยาลัยดนตรีแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก จากนั้นเขาก็หายตัวไปจากประเทศเอ็มอย่างเงียบๆ โดยไม่มีใครรู้เบาะแส
ในปีนี้ ซั่งเฉิงอวิ๋นในวัยสามสิบสองปี และซูชิงอี๋ในวัยยี่สิบห้าปี ได้จัดพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่และหรูหราที่ลอสแอนเจลิส
...
และแล้ว เรื่องราวอันน่าตื่นเต้นของหลินจิ้งเฮ่าก็เริ่มต้นขึ้น ณ จุดนี้
(จบแล้ว)