เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 สอนวาดภาพ

บทที่ 11 สอนวาดภาพ

บทที่ 11 สอนวาดภาพ


ในยามเช้าฉินชิงยังคงตื่นนอนเวลาเดิม หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จจึงอ่านเรื่องสั้นที่ตนยังอ่านไม่จบต่อจากเมื่อวานนี้ ความรู้สึกที่ถูกขัดจังหวะขณะอ่านนั้นค่อนข้างน่าอึดอัด

ฉินชิงอ่านนิยายอย่างมีความสุขจนถึงเวลาเที่ยง เสี่ยวอันจื่อลูกศิษย์ของจางเต๋อจงก็มารายงานที่ตำหนักจงชุ่ย

“เหนียงเหนียง วันนี้ฝ่าบาทต้องการเชิญท่านไปร่วมโต๊ะอาหารด้วย จึงขอให้ท่านเตรียมตัวล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ”

ฉินชิงตอบกลับไปสองสามคำ ให้หยินผิงมอบซองจดหมายสีแดงให้เสี่ยวอันจื่อ และจากนั้นก็ให้สาวใช้แต่งหน้าสวมเครื่องประดับให้ตนเล็กน้อย

ฉินชิงไม่ได้แต่งหน้ามากนักเมื่ออยู่ในตำหนักของตัวเอง ในสมัยโบราณแม้จะบอกว่ามีเครื่องสำอางจากธรรมชาติที่ไม่เลว แต่เครื่องสำอางเหล่านี้ หากเป็นในยุคปัจจุบันนับว่าไม่ดีต่อผิว ดังนั้นหากเลี่ยงได้ฉินชิงจะทำ นางไม่อยากทำให้ผิวดีๆ ของนางต้องพัง

เป็นนิสัยธรรมชาติที่สตรีย่อมรักความงาม ชาตินี้ใบหน้าของนางงดงามกว่าชาติก่อน แน่นอนว่านางต้องทะนุถนอมไว้ จะไม่ทำลายความงามนี้เป็นอันขาด

ในตอนเที่ยง ฉินชิงนั่งเกี้ยวมุ่งหน้าไปยังตำหนักเซวียนเจิ้งของฮ่องเต้ ฮ่องเต้ยังคงขยันหมั่นเพียร เวลาส่วนใหญ่ในหนึ่งวันจะหมดไปกับการจัดการราชกิจบ้านเมืองในตำหนักเซวียนเจิ้ง มีเพียงเวลากลางคืนเท่านั้นถึงจะได้พักผ่อน หากมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในราชสำนักก็จะยุ่งมากขึ้น

ในปีแรกของการขึ้นครองบัลลังก์ของฮ่องเต้องค์ใหม่ ฮ่องเต้จะแช่อยู่ในห้องโถงตำหนักเซวียนเจิ้ง และในตอนนี้ สถานการณ์ในราชสำนักได้มั่นคงแล้ว เขาจึงสามารถพักผ่อนได้

เมื่อฉินชิงมาถึงตำหนักเซวียนเจิ้ง เป็นดังที่นางคาดไว้ ฮ่องเต้ยังคงจัดการกับราชกิจบ้านเมือง ดังนั้นฉินชิงจึงกินขนมรอเขาที่ห้องโถงด้านข้าง

ขนมถั่วกวนยังคงอร่อยมาก ขนมลาม้วนตัว [1] ก็อร่อยดี ฉินชิงกินขนมไปหลายชิ้นและดื่มชาไปสองสามถ้วยในคราวเดียว นางคิดว่าถ้าฮ่องเต้ไม่ออกมาเสียที นางคงอิ่มแล้ว

และในเวลานี้ ฮ่องเต้ก็ออกมาแล้ว

“สนมรักของข้ารอนานแล้ว พวกเรามากินอาหารกันเถอะ” ฮ่องเต้กล่าวกับฉินชิงด้วยรอยยิ้ม

ฉินชิงรอเกือบครึ่งชั่วยาม ในใจก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่นางยังคงพูดกับฮ่องเต้ด้วยใบหน้าอ่อนโยน “ฝ่าบาทจัดการกับราชกิจบ้านเมือง ให้หม่อมฉันรอนั้นถูกต้องแล้วเพคะ”

เมื่อได้เห็นนาง เหลียงอี้ก็รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าในตอนเช้าของเขาค่อยๆ จางหายไป จากนั้นก็จูงมือฉินชิงไปกินข้าว

อาหารของฮ่องเต้ยังคงอุดมสมบูรณ์ แม้ว่าฉินชิงจะกินขนมไปไม่น้อย แต่นางยังคงมีความอยากอาหารไม่เปลี่ยนและกินได้ไม่น้อย

เมื่อฮ่องเต้เห็นว่านางกินน้อยกว่าคราวก่อน จึงเอ่ยถามฉินชิง “เหตุใดวันนี้เจ้าถึงกินน้อยกว่าครั้งที่แล้ว อาหารไม่อร่อยหรือ?”

ฉินชิงตอบฮ่องเต้ด้วยความเขินอาย “ตอนอยู่ห้องโถงด้านข้างเมื่อครู่ หม่อมฉันกินขนมไปไม่น้อยจึงรู้สึกอิ่มบ้างแล้วเพคะ”

แน่นอนว่าฉินชิงจะไม่บอกว่านางกินเพราะโลภมากในอาหาร ตอบแบบนั้นมันน่าขายหน้าเกินไป

เมื่อเหลียงอี้ได้ยินคำตอบเช่นนั้น กลับรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ปล่อยให้นางรอนาน เมื่อจิ่นซิ่วมารายงานที่ตำหนักเฉียนชิงโดยบอกว่าฉินชิงใช้ชีวิตตามกฎระเบียบ ทันทีที่มาถึงก็แทบจะกินอาหารในทันที กินครบสามมื้อไม่ตกหล่นสักมื้อ หลังจากรอมานาน อาการหิวย่อมมีเป็นธรรมดา

จิ่นซิ่วคือคนที่เหลียงอี้ส่งไปดูแลฉินชิงโดยเฉพาะ ไม่ใช่เพื่อสอดแนมฉินชิง แต่กว่าจะได้พบคนที่ถูกใจจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉินชิงคือคนที่ทำให้เขาพอใจอย่างมากในวันคัดเลือกหญิงงาม ดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าคนผู้นี้ทำอะไรบ้างในแต่ละวัน

ตอนที่จิ่นซิ่วมารายงานว่าฉินชิงหยอกล้อนางกำนัลทุกวัน เหลียงอี้จึงคิดว่านางผู้นี้ช่างน่าสนใจดี งานอดิเรกของนางก็คือการหยอกล้อนางกำนัล เมื่ออยู่ต่อหน้าบ่าวรับใช้ในตำหนัก นางมักจะถามนางกำนัลว่าในอนาคตอยากมีสามีแบบไหน

สตรีคนอื่นต่างคอยแสวงหาแย่งชิงสิ่งที่ตนชอบสิ่งที่ตนอยากได้ทั้งวัน และวันๆ ก็เอาแต่ส่งน้ำแกงบำรุงมาที่ตำหนักเซวียนเจิ้ง หรือไม่ก็จะเดินเตร่ไปมาในสถานที่ที่เขามักจะไปปรากฏตัวมากที่สุด หรือไม่ก็จะคอยศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้ตนงดงามยิ่งกว่าเดิมเพื่อให้เขาชอบ

แต่นางผู้นี้ตอนอยู่ในตำหนักไม่แต่งแม้แต่หน้า ทว่าความงามก็ยังคงงดงาม นางไม่มีเจตนาจะแย่งชิงความโปรดปราน ทุกๆ วันนอกจากสวนดอกไม้หลวงแล้วนางก็ไม่ได้ไปที่อื่นอีก

เมื่อวานนี้ จู่ๆ นางก็ให้คนส่งเกี๊ยวมาให้ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยาก ดังนั้นวันนี้จึงชวนนางมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยโดยเฉพาะเพราะไม่ได้เจอนางมาสามวันแล้ว

เหลียงอี้จับมือฉินชิงแล้วพูดกับนาง “ครั้งหน้าจะไม่นานแบบนี้แล้ว”

นี่ฮ่องเต้กำลังรับปากนางหรือ? ประโยคนี้เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของฉินชิงมาก แม้ว่านางจะเป็นคนในยุคปัจจุบัน แต่นางก็อยู่ในยุคโบราณมาสิบเจ็ดปีแล้ว และเข้าใจบุรุษในยุคนี้ไม่น้อย คำพูดเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนกับฮ่องเต้ที่พูดกับสนมอีกเป็นโหล

ฉินชิงข่มความรู้สึกเล็กน้อยที่ไม่ควรเกิดขึ้นนี้ไว้ในใจและตอบฮ่องเต้

“เช่นนั้นหม่อมฉันก็ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”

หลังทานอาหารเสร็จแล้วก็เลยเวลานอนกลางวันของฉินชิง ขณะที่นางกำลังจะบอกฝ่าบาทว่าจะกลับแล้ว

ฝ่าบาทก็พูดขึ้นมา “อยู่ช่วยฝนหมึกให้ข้าหน่อยสิ”

ฉินชิงจะพูดอะไรได้อีก แน่นอนว่าต้องบอกว่า “เพคะ”

ฝ่าบาทรั้งให้อยู่ทำงานของนางกำนัลฉินชิงก็ยังไม่รู้สึกขี้เกียจ ถึงอย่างไรไม่ว่าจะมองมุมไหนฝ่าบาทก็ยังคงงดงาม

เป็นแบบที่นางชอบ การได้มองไอดอลใกล้ๆ แบบนี้ ฉินชิงแทบอยากจะร้องกรี๊ดออกมา

ไม่ว่าตรงไหนก็ใช่ไปหมด อ๊าก!!!

ตอนที่ฝนหมึก ฉินชิงแอบมองเหลียงอี้ไม่หยุด จึงทำให้ฝนหมึกได้ช้ามาก

นี่หรือที่เรียกว่าบุรุษทำงานนั้นมีเสน่ห์ที่สุด?

ฉินชิงรู้สึกว่าฮ่องเต้ตอนทำงานนั้นจะหล่อเหลาและมีเสน่ห์มากที่สุด น้ำลายนางแทบจะไหลออกมาแล้ว หลงใหลในความงามของฝ่าบาทจนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว

ฉินชิงแอบมองแบบชัดเจนขนาดนี้ เหลียงอี้ย่อมสังเกตเห็นอยู่แล้ว ตอนแรกเขาก็รู้สึกภูมิใจ แต่หลังๆ เริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก

นางมองแบบนี้เขาก็ไม่มีสมาธิเลย เมื่อก่อนเขาจัดการฎีกาที่อยู่ตรงหน้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ตอนนี้ผ่านไปนานแล้ว เขาทำเสร็จได้แค่ไม่กี่ฉบับเท่านั้น

เหลียงอี้คิดว่าไม่อาจให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้ นางรบกวนเขาเล็กน้อย การตัดสินใจให้นางอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่ผิด

เมื่อเห็นนางฝนหมึกช้าขนาดนี้ เหลียงอี้จึงเคาะศีรษะของนางเบาๆ

“ฝนหมึกช้าขนาดนี้ ไม่ตั้งใจเลยนะ ไม่ต้องฝนแล้วละ ช่วงบ่ายๆ เจ้าชอบวาดภาพไม่ใช่หรือ? ไปนั่งวาดตรงนั้นสิ วาดดอกไม้วาดนก ถ้าข้าจัดการกับงานเสร็จแล้วจะเข้าไปตรวจ

ฉินชิงคิดว่าตนถูกลงโทษแล้ว ยังมองความงามได้ไม่เต็มอิ่มเลย ทรมานจริงๆ ไม่คิดว่าฮ่องเต้จะรู้ว่านางวาดภาพตอนบ่ายๆ ทุกวัน

จึงได้แต่เดินไปวาดรูปที่โต๊ะเล็กด้านข้างอย่างเงียบๆ

เมื่อวาดภาพต่อหน้าฮ่องเต้ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ตนถนัด ปกติแล้วฉินชิงมักจะฝึกวาดภาพแบบเสี่ยอี้ [2] ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนไม่ถนัด ตอนนี้จึงเลือกภาพวาดกงปี่ [3] ที่ตนถนัดมากที่สุด

เมื่อไม่มีฉินชิงแล้ว เหลียงอี้ก็สามารถจดจ่อกับงานตรงหน้าได้ หลังจากที่จัดการกองฎีกาเสร็จแล้ว เขาก็มาดูภาพวาดที่ฉินชิงวาด

“ภาพวาดของเจ้าดูขาดความเป็นเอกลักษณ์ วาดได้ไม่ดีพอ” เหลียงอี้วิจารณ์ภาพวาดของฉินชิงอย่างไร้ความปรานี เมื่อมองดูภาพวาดที่ฉินชิงตั้งใจทำเมื่อครู่นี้ ล้วนแต่เป็นการวาดแบบกงปี่

ดังนั้นเขาจึงถามฉินชิงว่า “เหตุใดเจ้าถึงเลือกวาดภาพแบบกงปี่?”

รูปแบบการวาดภาพส่วนใหญ่ของต้าเหลียงล้วนเป็นเสี่ยอี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เหลียงอี้จะถามคำถามนี้

“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ถนัดวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก และการวาดแบบเสี่ยอี้นั้นจึงดูน่าเกลียดมากกว่าการวาดแบบกงปี่ ฝ่าบาทอย่าดูเลยเพคะ”

เมื่อเหลียงอี้ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งอยากดู

“เจ้าวาดสิ ถ้าวาดไม่ดีข้าจะสอนเจ้าเอง”

กับเรื่องนี้ฉินชิงยินดียอมรับ ในเมื่อฮ่องเต้ยินดีสอน เช่นนั้นก็ยอมวาดแล้วกัน ถึงอย่างไรต่อให้เชิญอาจารย์มากมายมาสอนนางวาดก็ไม่มีประโยชน์ นางยอมแพ้แล้ว และเขาก็คงทนได้ไม่นานหรอก

จากนั้นนางก็เริ่มวาดภาพเสี่ยอี้

รอเหลียงอี้จัดการกับงานเสร็จ ฉินชิงก็วาดภาพได้หลายใบแล้ว แม้ว่าภาพเหล่านั้นจะดูแย่มากจนทนมองไม่ได้  แต่อย่างน้อยก็พยายามแล้ว และได้เอาจริงเอาจังกับมันได้สำเร็จ

เหลียงอี้มองไปที่ภาพวาดของฉินชิง จู่ๆ ก็รู้สึกอยากจะขุดหลุมฝังตัวเอง ภาพวาดแบบกงปี่เมื่อครู่นี้ยังพอเข้าตาอยู่ แต่ในตอนนี้ การวาดแบบเสี่ยอี้ของนางกลับไม่ต่างอะไรจากภาพตอนที่เขาวาดเมื่ออายุสิบขวบ เมื่อครู่ที่เขาบอกจะสอนนาง นี่อาจเป็นภารกิจที่ยากลำบากแล้ว ไม่น่าแปลกใจที่นางจะตอบตกลงโดยไม่ลังเล คงเพราะคิดว่าเขาจะยอมแพ้เมื่อเห็นภาพวาดของนาง

“ข้าไม่รู้จะพูดอะไรกับภาพวาดของเจ้าดี เอาไว้ก่อนเถอะ ไปกินข้าวก่อน”

เมื่อฉินชิงได้ยินดังนั้น นางจึงคิดว่าฮ่องเต้ยอมแพ้แล้ว นางคิดว่าอย่างน้อยเขาอาจจะสอนนางเสียหน่อยถึงค่อยยอมแพ้ แต่ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ แต่อย่างไรเสียการกินข้าวนั้นสำคัญกว่า นางวาดภาพนี้ตลอดทั้งบ่ายก็รู้สึกเหนื่อยจะตายแล้ว

“ได้เลยเพคะ ฝ่าบาทรีบขอให้คนมาส่งอาหารเถอะ หม่อมฉันกำลังหิวพอดี”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเรียกจางเต๋อจงให้เขาไปเร่งให้”

เมื่อฮ่องเต้หิว ห้องเครื่องย่อมต้องรีบหน่อย ไม่นานอาหารก็นำมาส่ง

เมื่อมองดูอาหารน่าอร่อยที่วางไว้บนโต๊ะ ในสายตาของฉินชิงนั้นเต็มไปด้วยอาหาร มาตรฐานอาหารของฮ่องเต้ย่อมอุดมสมบูรณ์มากกว่านาง ทุกครั้งที่ฮ่องเต้เรียกนางกินข้าว นางก็จะได้กินอิ่มหนำในมื้อนั้น

เมื่อมีอาหารเลิศรสก็ย่อมไร้ซึ่งความกังวล มันช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการวาดภาพเมื่อตอนบ่ายได้ไม่น้อย

---------------------------------------------

(1) ลาม้วนตัว หมายถึง ขนมพื้นเมืองของชาวปักกิ่ง มีต้นกำเนิดมาจากชาวแมนจู

(2) ภาพวาดเสี่ยอี้ หมายถึง  ศิลปะในการวาดภาพของจีนชนิดหนึ่ง เน้นการเคลื่อนไหวพู่กันอย่างอิสระ ไม่เน้นความเหมือนจริง แต่เน้นอารมณ์ความรู้สึกของภาพ

(3) ภาพวาดกงปี่ หมายถึง ศิลปะในการวาดภาพของจีนแนวอัตถนิยมชนิดหนึ่ง ที่เน้นหนักในทางการลงรายละเอียดอย่างประณีตบรรจง

จบบทที่ บทที่ 11 สอนวาดภาพ

คัดลอกลิงก์แล้ว