- หน้าแรก
- วิชายุทธ์ที่ฉันสร้างโด่งดังไปทั่วโลก
- บทที่ 302 - หนึ่งคนตั้งค่ายกล คมดาบมังกรแท้
บทที่ 302 - หนึ่งคนตั้งค่ายกล คมดาบมังกรแท้
บทที่ 302 - หนึ่งคนตั้งค่ายกล คมดาบมังกรแท้
คงเจี้ยนยื่นมือออกไปรับร่างของเสวียนขู่ที่ถูกโจมตีจนปลิวลอยละลิ่วมา ช่วยสลายแรงกระแทกอันมหาศาลให้กับอีกฝ่าย
จากนั้นเขาก็วางร่างของเสวียนขู่ลง แล้วก้าวออกไปยืนอยู่ห่างจากหงหยวนสิบเมตร
"การประลองรอบนี้ ให้หลวงจีนยากไร้อย่างข้าเป็นผู้รับคำชี้แนะเพลงดาบจากประสิกเถิด"
โพธิสัตว์จุติปะทะดาบราชัน!
การปะทะกันของสองปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคทำให้ผู้คนในลานประลองตื่นเต้นขึ้นมาทันที
'เทพอสูร' หูเหยียนหมันเคยถูกหลานซินไล่ล่ามานับพันลี้ เห็นได้ชัดว่าวิชายุทธ์ของเขายังด้อยกว่าอีกฝ่าย และหลานซินก็เคยประกาศอย่างเปิดเผยว่าวิชายุทธ์ของตนนั่นสู้หงหยวนไม่ได้ ดังนั้นตลอดมา หงหยวนจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับหนึ่งในบรรดา 'สี่สุดยอดปรมาจารย์'
แต่ 'โพธิสัตว์จุติ' อย่างคงเจี้ยนกลับไม่เคยประมือกับทั้งสามคนนั้นเลย หากหงหยวนต้องการเป็นอันดับหนึ่งในสี่สุดยอดปรมาจารย์อย่างแท้จริง เขาจะต้องเอาชนะคงเจี้ยนให้ได้!
"ตำนานเล่าว่าอาณาเขตพุทธะของคงเจี้ยนเน้นโจมตีจิตใจคนเป็นหลัก แต่เมื่อครู่นี้ขนาดดาบหลิวหลีที่บวกกับเพลงดาบแปดทุกข์ยังไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจของฝ่าบาทได้เลย ข้าว่านะ หลวงจีนศักดิ์สิทธิ์คงเจี้ยนก็คงจะเอาชนะไม่ได้หรอก"
"เผลอๆ อาจจะแพ้ราบคาบยิ่งกว่าเสวียนขู่เสียอีกกระมัง?"
"..."
หลายคนที่อยู่ในลานประลองไม่ค่อยจะมอง 'โพธิสัตว์จุติ' ผู้นี้ในแง่ดีเท่าไหร่นัก
"อมิตาภพุทธ ล่วงเกินแล้ว"
คงเจี้ยนประสานมือทำความเคารพหงหยวน
วินาทีต่อมา อาณาเขตพุทธะก็ถูกกางออก!
อาณาเขตโอรสสวรรค์ของหงหยวนถูกบีบอัดและหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุด บนลานประลอง โลกใบเล็กของทั้งสองคนก็ยึดครองพื้นที่กันไปคนละครึ่ง ดูเหมือนจะสูสีกัน
ทว่าหงหยวนรู้ดีอยู่แก่ใจ อาณาเขตโอรสสวรรค์ของเขานั้นได้หยิบยืมปราณมังกรโอรสสวรรค์จากตราประทับมังกรแท้ อีกทั้งที่นี่ก็ยังเป็นเมืองหลวง ซึ่งถือเป็นถิ่นของเขา แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อาณาเขตพุทธะของคงเจี้ยนยังสามารถต้านทานกับอาณาเขตโอรสสวรรค์ของเขาได้อย่างสูสี นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าความรู้แจ้งในเรื่องโลกใบเล็กของอีกฝ่ายนั้นสูงล้ำกว่าเขา!
"วิชาการสร้างโลกใบเล็กของนิกายพุทธร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว"
หงหยวนเอ่ยชม
วิชายุทธ์ของนิกายเต๋าให้ความสำคัญกับการหยิบยืมสภาวะ ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วจึงเหมาะสมที่จะเดินบนเส้นทางแห่งฟ้าคนเป็นหนึ่ง และเมื่อมาถึงระดับนี้ ก็จะมีความได้เปรียบเหนือผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ
ส่วนวิชายุทธ์ของนิกายพุทธนั้นให้ความสำคัญกับการบำเพ็ญเพียรร่างกาย สิ่งที่พวกเขาปรารถนาคือโลกใบใหญ่ภายนอกร่างกาย และโลกใบเล็กลึกในตัวตน ดังนั้นบนเส้นทางแห่งการสร้างโลกใบเล็กของตัวเอง พวกเขาจึงมีความได้เปรียบเหนือผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ เช่นกัน
"เจิ้นอยากรู้นักว่า ในฐานะที่เจ้าเป็นถึงโพธิสัตว์จุติ ผู้ซึ่งได้สั่งสมปัญญาในอดีตชาติมามากมาย เจ้าเชี่ยวชาญสุดยอดวิชาของนิกายพุทธมามากแค่ไหนกันเชียว?"
หงหยวนเอ่ยถามคงเจี้ยน
"วิชายุทธ์ของนิกายพุทธนั้นกว้างใหญ่ไพศาลดั่งมหาสมุทร ต่อให้ข้าจะมีปัญญาในอดีตชาติสั่งสมมา แต่วิชายุทธ์ของนิกายพุทธที่ข้าเชี่ยวชาญก็ยังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้น"
คงเจี้ยนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ได้ถ่อมตนหรือยกตนข่มท่าน
"ฮ่าฮ่าฮ่า งั้นก็ให้เจิ้นได้เปิดหูเปิดตาดูเศษเสี้ยวของเจ้าหน่อยก็แล้วกัน!"
หงหยวนหัวเราะลั่น
สิ้นเสียงของเขา เสียงกัมปนาทก็ดังกึกก้องอยู่ในหูของทุกคน
ตูม!
ระหว่างฟ้าดินราวกับมีเตาหลอมขนาดยักษ์!
คลื่นความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกไปรอบทิศทางโดยมีคงเจี้ยนเป็นศูนย์กลาง จากนั้นดอกบัวเพลิงขนาดยักษ์ดอกหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนืออาณาเขตพุทธะของเขา
"ค่ายกลบงกชอัคคีพุทธะพิโรธ!"
ผู้คนในลานประลองจำค่ายกลอันเลื่องชื่อของนิกายพุทธได้ เสียงอุทานดังระงม
ย้อนกลับไปที่เมืองเหยียนเฉิง หลวงจีนมังกรพยัคฆ์ทั้งสิบแปดรูปได้ร่วมมือกันตั้งค่ายกลนี้ขึ้น จากนั้นภายใต้การควบคุมของคงเจี้ยน ค่ายกลนี้ก็สามารถขัดขวางกลุ่มยอดฝีมือของราชสำนัก รวมถึงหลานซินเอาไว้ได้
ทว่าตอนนี้ ค่ายกลนี้ได้ปรากฏขึ้นในเมืองหลวงอีกครั้ง!
"คาดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถตั้งค่ายกลใหญ่ด้วยตัวคนเดียวได้!"
ทุกคนมองไปที่คงเจี้ยนด้วยความตกตะลึง
ค่ายกลบงกชอัคคีพุทธะพิโรธ เดิมทีเป็นค่ายกลที่ต้องใช้หลวงจีนมังกรพยัคฆ์สิบแปดรูปร่วมมือกันถึงจะตั้งค่ายกลได้ นั่นก็หมายความว่าต้องใช้ดาราบู๊ระดับแนวหน้าที่มีค่าพลังต่อสู้ไม่ต่ำกว่า 5,000 หน่วยถึงสิบแปดคนเลยทีเดียว
แต่ทว่าตอนนี้ คงเจี้ยนกลับใช้เพียงพละกำลังของตัวเองเพียงคนเดียวตั้งค่ายกลนี้ขึ้นมา!
นี่ต้องมีความเข้าใจในวิชายุทธ์ของนิกายพุทธลึกซึ้งถึงระดับไหนกัน ถึงจะสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้?
"พละกำลังของ 'โพธิสัตว์จุติ' คงเจี้ยน เกรงว่าจะอยู่เหนือกว่า 'กระบี่เต๋ากู้โลก' หลานซินเสียอีก!"
ในวินาทีนี้ หลายคนในลานประลองต่างก็มีความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นมาในใจ
ทันทีที่ค่ายกลบงกชอัคคีพุทธะพิโรธถูกตั้งขึ้น ก็ราวกับมีหินผาสีแดงก้อนหนึ่งถูกโยนลงไปในสระน้ำ ไม่ว่าแรงกดดันในอาณาเขตโอรสสวรรค์จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มันก็สามารถต้านทานกับโลกใบเล็กนี้ได้อย่างไม่สั่นคลอน!
"น่าสนใจดีนี่"
หงหยวนมองดอกบัวเพลิงที่อยู่กลางอากาศ พร้อมกับยิ้มบางๆ
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์หรือคู่ต่อสู้แบบใด จักรพรรดิผู้นี้ก็มักจะทำให้ผู้คนรู้สึกอยู่เสมอว่าทุกอย่างล้วนอยู่ในกำมือของเขา!
เขายกแขนขวาขึ้น ตราประทับมังกรแท้ที่แขวนอยู่ข้างเอวก็ปลดปล่อยปราณสีเหลืองสว่างออกมาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ ปราณมังกรโอรสสวรรค์สายนี้ไม่ได้เข้าไปพันรอบแขนของหงหยวน แต่กลับพุ่งตรงขึ้นไปกลางอากาศ
วินาทีต่อมา พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวก็ถูกปลดปล่อยออกมาจากแขนขวาที่ชูขึ้นของหงหยวน ผสมผสานเข้ากับปราณมังกรโอรสสวรรค์สายนั้นจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน
ไม่นานนัก เงาขนาดยักษ์ก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ทว่ามันคือดาบเล่มมหึมาที่ใหญ่โตราวกับภูเขา!
นี่คือภาพที่ยากจะจินตนาการได้
เดิมทีการรวบรวมปราณให้กลายเป็นคมดาบก็เป็นสิ่งที่มียอดฝีมือเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ทำได้ แต่การที่หงหยวนสร้างคมดาบปราณที่ใหญ่โตมโหฬารได้ขนาดนี้ มันช่างน่าตื่นตะลึงจนสะท้านฟ้าสะเทือนดิน!
ทว่านี่ยังไม่จบ
บนตัวดาบเริ่มมีลวดลายเกล็ดสีดำสนิทปรากฏขึ้นทีละแผ่น และที่ปลายดาบก็มีเปลวเพลิงสีเหลืองสว่างสองจุดลุกโชนขึ้น
ทุกคนที่ได้เห็นเปลวเพลิงสีเหลืองสว่างสองจุดนี้ ต่างก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่เย็นชาและโหดเหี้ยมแฝงอยู่ภายใน
กลิ่นอายอันทรงพลังที่เหนือมนุษย์ปกคลุมไปทั่วยอดเขา สายตาที่ดูแคลนสรรพชีวิตสาดส่องออกมาจากเปลวเพลิงสองจุดนั้นอย่างต่อเนื่อง
เกือบทุกคนมีคำคำหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ... มังกร!
ภายในคมดาบปราณขนาดยักษ์ที่หงหยวนสร้างขึ้นมานั้น ดูเหมือนจะมีมังกรซ่อนตัวอยู่ และนี่ก็คือดาบมังกรแท้
ตั้งแต่โบราณกาลมา โอรสสวรรค์มักจะถูกเชื่อมโยงเข้ากับมังกร ผู้คนต่างเชื่อกันว่าโอรสสวรรค์คือมังกรแท้ที่จุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ และท้ายที่สุดก็ได้กลายมาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และในตอนนี้ หงหยวนก็ได้แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ชัดแล้วว่า 'โอรสสวรรค์มังกรแท้' นั้นเป็นเช่นไร!
จากนั้น หงหยวนก็สะบัดแขนขวาลง ดาบมังกรแท้ขนาดยักษ์ก็ฟันฉับลงมา ฟาดฟันเข้าใส่ดอกบัวเพลิงขนาดยักษ์ที่อยู่กลางอากาศ
ตูม!!!
วินาทีต่อมา ทุกคนที่อยู่ในลานประลองต่างก็สัมผัสได้ถึงความปั่นป่วนของอากาศที่หนาแน่น พวกเขารู้ดีว่านี่คือการปะทะกันอย่างดุเดือดของพลังปราณอันทรงพลังนับไม่ถ้วน!
บนท้องฟ้าเหนือศีรษะของทุกคน มีเสียงดังกัมปนาทดังขึ้นก่อนหนึ่งครั้ง ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทอีกนับไม่ถ้วน
เสียงกัมปนาทนับไม่ถ้วนเหล่านี้ดังมาจากช่องว่างระหว่างเกล็ดแต่ละแผ่นที่ใหญ่โตราวกับหินผาสีดำทมิฬบนดาบมังกรแท้ในตอนนี้!
ในขณะเดียวกัน ดอกบัวเพลิงพุทธะพิโรธก็ถูกฟันขาดไปทีละดอก และดาบมังกรแท้ก็เริ่มบิดเบี้ยวผิดรูปไปตามกัน
เดิมทีระหว่างเกล็ดแต่ละแผ่นบนดาบมังกรแท้จะมีช่องว่างอยู่เล็กน้อย ช่องว่างแต่ละช่องเหล่านี้คือเส้นทางไหลเวียนของพลังปราณ
แต่ทว่าในเวลานี้ เกล็ดแต่ละแผ่นกลับถูกพลังมหาศาลที่ยากจะจินตนาการบีบอัดเข้าหากัน เกิดการปะทะและเสียดสีกันอย่างรุนแรง
นี่คือแรงสะท้อนกลับที่บงกชอัคคีพุทธะพิโรธส่งคืนให้กับดาบมังกรแท้!
เปลวเพลิงสีเหลืองสว่างสองจุดที่ปลายดาบมังกรแท้ส่องประกายอารมณ์ที่เย็นชาและโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้น หงหยวนยังคงถ่ายทอดกำลังภายในของตนเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย
เดิมทีกำลังภายในของเขาก็ลึกล้ำมากอยู่แล้ว เมื่อบวกกับของวิเศษระดับชาติอย่างตราประทับมังกรแท้ เขาก็สามารถเปลี่ยนปราณมังกรโอรสสวรรค์ที่อยู่ข้างในให้กลายเป็นกำลังภายในได้อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเดียวกับตอนที่หลี่สิงหยิบยืมพลังจากของวิเศษแห่งพุทธะเพื่อกางอาณาเขตพุทธะ ในช่วงเวลาสั้นๆ เขาไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียกำลังภายในเลยแม้แต่น้อย!
เมื่อมีดอกบัวเพลิงถูกฟันแตกสลายมากขึ้นเรื่อยๆ มิติบนท้องฟ้าเหนือศีรษะของทั้งสองฝ่ายก็เริ่มบิดเบี้ยว
ไม่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงหรือรังสีอำมหิตของการฟาดฟัน มีเพียงการเสียดสีและบีบอัดของพลังปราณ นี่คือการปะทะกันของพลังที่บริสุทธิ์ที่สุด และในขณะเดียวกันก็เป็นการประชันการควบคุมพลังปราณขั้นสูงของทั้งสองฝ่ายด้วย
หงหยวนกำมือขวาแน่น
ทันใดนั้น เกล็ดมังกรขนาดยักษ์บนดาบมังกรแท้ก็เลิกต้านทานแรงบีบอัดจากภายนอก แต่กลับกลายเป็นการบีบอัดและเสียดสีกันเองจากภายในอย่างรุนแรงแทน
ภายใต้การเสียดสีอย่างรุนแรง เกล็ดมังกรก็เปล่งประกายเปลวเพลิงสีแดงออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
เปลวเพลิงสีแดงรวมตัวกันเป็นผืนเดียว เสียงมังกรคำรามดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า
เพลิงมังกรแท้ปะทะเพลิงกรรมแห่งพุทธะ!
จุดแข็งที่สุดของค่ายกลบงกชอัคคีพุทธะพิโรธก็คือการจุดประกายเพลิงกรรม โจมตีทั้งร่างกายและจิตใจพร้อมกัน และในตอนนี้การที่หงหยวนใช้ไฟปะทะไฟ ก็เพื่อที่จะใช้วิธีนี้ประกาศให้คนของนิกายพุทธได้รับรู้ว่า ต่อให้เป็นในด้านที่พวกเจ้าถนัดที่สุด เจิ้นก็ยังสามารถเอาชนะพวกเจ้าได้อยู่ดี!
เปลวเพลิงสีเหลืองสว่างสองจุดนั้นราวกับลุกไหม้ขึ้นมา เจตจำนงดาบที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าเดิมแผ่กระจายออกมาจากตัวดาบ
ในวินาทีนี้ ดาบมังกรแท้มีทั้งความร้อนระอุที่สามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้ และมีความคมกริบที่สามารถฟาดฟันทุกสิ่งให้ขาดสะบั้น!
นี่ก็คือวิถีดาบของหงหยวน!
คงเจี้ยนก็รู้ดีว่าตอนนี้มาถึงช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดแล้ว เขายกมือขึ้นประนม และเริ่มสวดบทเจริญพระพุทธมนต์
อาณาเขตพุทธะของเขาเริ่มหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหลือเพียงพื้นที่แค่คืบที่เขายืนอยู่เท่านั้น ในขณะที่พลังทั้งหมดของอาณาเขตพุทธะได้ถูกรวบรวมเข้าไปไว้ในค่ายกลบงกชอัคคีพุทธะพิโรธจนหมดสิ้น
ดอกบัวสีแดงที่อยู่เหนือศีรษะเบ่งบานและผลิบานอย่างเต็มที่ในพริบตา!
ฟ้าดินแค่คืบ ธรรมะแห่งพุทธะไร้ขอบเขต!
พลังสองสายที่ในยุคนี้แทบจะไม่มีใครสามารถต้านทานได้ ได้พุ่งเข้าปะทะกันในที่สุด
ตูม!
คลื่นอากาศอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกไปรอบทิศทาง โชคดีที่การปะทะกันของพลังปราณในครั้งนี้เกิดขึ้นกลางอากาศ มิเช่นนั้น ลานประลองแห่งนี้ทั้งลานก็อาจจะพังพินาศไปแล้ว!
เหล่าชาวยุทธภพที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าการประมือกันของสองปรมาจารย์ขั้นสูงสุดจะสร้างความสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้
หลังจากการปะทะกัน ดอกบัวเพลิงที่อยู่เหนือศีรษะของคงเจี้ยนก็ถูกฟันจนแตกสลายไปโดยสมบูรณ์ ที่มุมปากของหลวงจีนศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้มีเลือดไหลซึมออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาได้รับบาดเจ็บภายในไม่เบาเลยทีเดียว
ดาบมังกรแท้ของหงหยวนก็หายไปเช่นกัน ทว่ากลิ่นอายความยิ่งใหญ่ไร้เทียมทานของ 'ดาบราชัน' ผู้นี้กลับยิ่งแผ่ซ่าน อาณาเขตโอรสสวรรค์แทบจะครอบคลุมพื้นที่ลานประลองไปจนหมด
"หลวงจีน ยังมีไม้ตายอะไรอีกไหม?"
หงหยวนมองคงเจี้ยน พร้อมกับหัวเราะลั่นและเอ่ยถาม
คงเจี้ยนไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงแค่นั่งขัดสมาธิลง ประนมมือ และเริ่มสวด 'คัมภีร์จินกัง'
(จบแล้ว)