- หน้าแรก
- 19xx ย้อนเวลาเพื่อเป็นเจ้าของร้านค้ามหัศจรรย์
- บทที่ 468 โจวจื้อหมิงทำให้ชาวบ้านคล้อยตาม
บทที่ 468 โจวจื้อหมิงทำให้ชาวบ้านคล้อยตาม
บทที่ 468 โจวจื้อหมิงทำให้ชาวบ้านคล้อยตาม
เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านเห็นด้วยแล้ว จึงกล่าวว่า “รอให้ชาวบ้านเลิกงานก่อน ฉันจะเรียกประชุมทั้งหมู่บ้าน ถึงตอนนั้นพวกเธอสองคนต้องมาให้ตรงเวลา”
เขาไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดในช่วงเวลาสำคัญ
โจวจื้อหมิงรีบรับปากทันที “หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านวางใจได้เลยครับ พวกเราจะมาตรงเวลาแน่นอน”
แม้โจวอี้หมินจะไม่ได้พูดอะไรแต่ก็พยักหน้าเล็กน้อย
หลังจากชาวบ้านเลิกงานกันหมดแล้ว กินข้าวเสร็จ ก็มีการเรียกประชุมทั้งหมู่บ้าน เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านก็เริ่มพูดว่า “อี้หมินกับจื้อหมิงเสนอให้ปรับปรุงถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อในหมู่บ้าน จึงได้มีการประชุมครั้งนี้ขึ้น”
เรื่องใหญ่แบบนี้ต่อให้ไม่ใช่ทุกคนในหมู่บ้านเห็นด้วยอย่างน้อยก็ต้องมีคนส่วนใหญ่เห็นด้วยเรื่องนี้จึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นก็ทำได้แค่ล้มเลิก
หลังจากชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็เริ่มพูดคุยกันเซ็งแซ่ แต่ความคิดเห็นส่วนใหญ่กลับเป็นว่า ถนนพังก็พังไปจะไปซ่อมทำไม เป็นเรื่องที่ทั้งเปลืองเงินและเปลืองแรง แล้วทำไมต้องทำด้วย
เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้โจวจื้อหมิงก็นั่งไม่ติด หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนข้อเสนอเรื่องซ่อมถนนก็คงไม่ผ่านแน่นอน
จากนั้นโจวจื้อหมิงก็ลุกขึ้นยืนเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา เขาเล่าถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเพราะถนนพัง แม้แต่คุณย่าของเขาเองก็เสียชีวิตเพราะสภาพถนนที่ย่ำแย่
เสียงของโจวจื้อหมิงสั่นเล็กน้อย ดวงตาเริ่มแดงเรื่อ คำพูดของเขาเหมือนค้อนหนักที่กระแทกลงไปในใจของชาวบ้านอย่างจัง
“ทุกคนยังจำได้ไหม? เมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว ลุงหวังไปทำงานที่นา ตอนกลับฟ้าก็มืดแล้ว
เพราะถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เขาก้าวพลาด ตกลงไปในคูข้างทางจนขาหัก ลุงหวังต้องนอนอยู่บนเตียงหลายเดือน ไม่เพียงแต่ตัวเขาที่ต้องทนทุกข์ คนในครอบครัวก็ต้องลำบากไปด้วย”
โจวจื้อหมิงหยุดเล็กน้อย สูดหายใจลึก ก่อนจะพูดต่อ
“ยังมีป้าหลี่ ที่เข็นรถบรรทุกผักเต็มคันไปยังโกดังของหมู่บ้าน เพราะถนนสั่นสะเทือน ผักทั้งหมดกระจัดกระจายเต็มพื้น ผักที่ทั้งหมู่บ้านปลูกกันมาอย่างยากลำบากก็ต้องสูญเปล่าไปแบบนั้น เรื่องพวกนี้...ทุกคนลืมกันไปแล้วหรือ?”
ชาวบ้านที่ได้ฟังคำพูดของโจวจื้อหมิง บรรยากาศที่เคยอึกทึกค่อยๆเงียบลง สีหน้าของแต่ละคนเริ่มเต็มไปด้วยความครุ่นคิด
บางคนเริ่มพูดคุยกันเบาๆนึกย้อนถึงความไม่สะดวกและความทุกข์ที่ถนนเลวร้ายนี้ได้นำมาให้
เรื่องแบบนี้สำหรับหมู่บ้านโจวแล้ว เรียกได้ว่าเกิดขึ้นมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกครั้งก็เป็นชาวบ้านเองที่ต้องกล้ำกลืนผลของมัน
แต่ก็ยังมีบางคนที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเพียงเพราะเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวของตนเองก็เลยทำเป็นไม่ใส่ใจ
“ก็เพราะพวกนายไม่ระมัดระวังกันเองต่างหาก ดูบ้านฉันสิ ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย”
คนรอบข้างได้ยินแล้วแม้จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็หาเหตุผลมาโต้แย้งไม่ได้
โจวจื้อหมิงพูดต่อ จู่ๆเสียงของเขาก็สะอื้นขึ้นมา “เรื่องของคุณย่าผม ผมไม่มีวันลืมไปทั้งชีวิต
วันนั้นย่าออกไปส่งร่มให้ผม ตอนเดินมาถึงปากทางหมู่บ้าน จู่ๆฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ถนนกลายเป็นโคลนเละเทะ
ย่าลื่นล้มโดยไม่ทันระวัง ศีรษะกระแทกเข้ากับก้อนหินข้างทาง… ตอนที่ผมไปถึง ย่าก็…”
โจวจื้อหมิงพูดต่อไม่ไหว น้ำตาไหลทะลักออกมา
เหตุการณ์นี้ ตอนนั้นก็สร้างความสะเทือนใจให้กับคนในหมู่บ้านไม่น้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องนี้ก็เงียบหายไป และค่อยๆเลือนหายจากความทรงจำของทุกคน
แต่เมื่อถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ความทรงจำของทุกคนก็หวนกลับมาในทันที
บรรยากาศในที่ประชุมเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นของโจวจื้อหมิงที่ดังก้องอยู่ในอากาศ
ชาวบ้านต่างรู้สึกสะเทือนใจอย่างลึกซึ้ง พวกเขานึกถึงภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคุณย่าของโจวจื้อหมิง และยังนึกถึงความยากลำบากต่างๆที่พวกเขาเคยเผชิญเพราะสภาพถนน
ในเวลานั้นเองชายชราคนหนึ่งลุกขึ้นยืน เสียงของเขาแหบเล็กน้อยแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง
“ที่จื้อหมิงพูดมานั้นถูกต้อง ถนนเส้นนี้สมควรต้องซ่อมแล้ว
พวกเราไม่อาจปล่อยให้โศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้นอีก เพื่อพวกเราเองและเพื่อลูกหลานของพวกเรา เราจะต้องซ่อมถนนให้ดีให้ได้!”
“ใช่ ซ่อมถนน!”
“จะปล่อยให้ชักช้าอีกไม่ได้แล้ว!”
ชาวบ้านต่างพากันเห็นด้วย เสียงคัดค้านที่เคยมีค่อยๆหายไปถูกแทนที่ด้วยการสนับสนุนอย่างหนักแน่น
หลังจากที่โจวจื้อหมิงถ่ายทอดเรื่องราวด้วยความรู้สึกและความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง บรรยากาศในที่ประชุมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ชาวบ้านไม่ใช่กลุ่มคนที่ตั้งคำถามและคัดค้านเหมือนก่อนอีกต่อไป แต่กลายเป็นความสนับสนุนและความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่
ทุกคนพากันเข้ามาล้อมวง พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดของการซ่อมถนน คุณพูดที ฉันพูดที แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต
เมื่อเห็นภาพนี้ โจวอี้หมินและโจวจื้อหมิงมองหน้ากัน ต่างก็เผยรอยยิ้มอย่างโล่งใจ พวกเขารู้ว่าชาวบ้านถูกโน้มน้าวแล้วและแผนการซ่อมถนนก็มีความหวังขึ้นมา
หัวหน้าหมู่บ้านมองดูชาวบ้านที่เต็มไปด้วยพลังและความฮึกเหิม บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
เขากระแอมเล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงดังว่า
“ในเมื่อทุกคนเห็นด้วยที่จะซ่อมถนน งั้นพวกเราก็มาร่วมแรงร่วมใจกันทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ! อี้หมินกับจื้อหมิงมีแผนคร่าวๆแล้ว ต่อไปพวกเราก็มาหารือรายละเอียดของการดำเนินการกันต่อ”
จากนั้นภายใต้การเป็นผู้ดำเนินการของหัวหน้าหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เริ่มถกเถียงรายละเอียดของการซ่อมถนนกันอย่างคึกคัก
ทุกคนต่างเสนอความคิดเห็นและแนวทางของตนเองพร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะที่มีค่าไม่น้อย
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าหมู่บ้านก็เสนอขึ้นมาว่า
“ในเมื่อความคิดนี้เป็นอี้หมินกับจื้อหมิงเสนอขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็ให้พวกเขาสองคนเป็นผู้รับผิดชอบดีไหม?”
ชาวบ้านในหมู่บ้านโจวได้ยินแล้วต่างก็พากันเห็นด้วย
ในเวลานั้น โจวจื้อหมิงก็เสนอว่า
“ไม่อย่างนั้นก็ให้อี้หมินเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ผมคอยช่วยงานอยู่ข้างๆก็พอครับ” สำหรับเขาแล้ว ขอเพียงหมู่บ้านเห็นด้วยที่จะซ่อมถนนจะให้ทำอะไรเขาก็ไม่ถือสา
หัวหน้าหมู่บ้านเมื่อได้ยินเช่นนี้ ก็รู้สึกคล้อยตามอยู่บ้าง
“ในเมื่อไม่มีใครคัดค้าน งั้นก็ตกลงตามนี้”
แต่ทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดจบ โจวอี้หมินก็พูดขึ้นมาว่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน ผมไม่เห็นด้วยครับ”
คนที่อยู่ในที่นั้นต่างก็รู้สึกงุนงง ในเมื่อโจวจื้อหมิงยอมยกตำแหน่งผู้นำให้แล้ว โจวอี้หมินจะยังมีเหตุผลอะไรให้คัดค้านอีก?
ต้องรู้ว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ เมื่อถนนในหมู่บ้านสร้างเสร็จแล้วในภายหน้าจะต้องมีการบันทึกไว้ในลำดับวงศ์ตระกูลอย่างแน่นอน
ว่าใครเป็นผู้ริเริ่มและนำโครงการสร้างถนนของหมู่บ้าน สร้างคุณประโยชน์ให้ลูกหลานในภายหน้า
นี่เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจอย่างมากหากคนที่เสนอไม่ใช่โจวอี้หมินกับโจวจื้อหมิง คนในหมู่บ้านคงมีคนแย่งตำแหน่งนี้ไปแล้ว
โจวจื้อหมิงรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง
“อี้หมิน นายมีความคิดเห็นอะไรหรือ?”
ในเวลานั้น โจวอี้หมินจึงอธิบายว่า
“ผมคิดว่าคนที่ควรเป็นผู้รับผิดชอบควรเป็นจื้อหมิง เรื่องนี้ก็เป็นเขาที่เสนอขึ้นมาก่อน อีกอย่างผมยังต้องไปที่โรงงานเหล็กเป็นระยะ ผมกลัวว่าจะดูแลทั้งสองฝั่งพร้อมกันไม่ได้
ถึงตอนนั้นเรื่องซ่อมถนนที่ควรจะเป็นเรื่องดีอาจกลายเป็นมีปัญหาเพราะผม อย่างนั้นคงไม่ดีแน่”
โจวจื้อหมิงจึงพูดขึ้นว่า
“อี้หมิน นายวางใจได้เลย ตอนที่นายไปโรงงานเหล็กฉันจะรับหน้าที่ดูแลเอง จะไม่ให้การซ่อมถนนของหมู่บ้านเกิดปัญหาแน่นอน”
แต่โจวอี้หมินก็ยังคงส่ายหน้า เขาเพียงแค่ไม่อยากยุ่งยากมากเท่านั้น
หัวหน้าหมู่บ้านเองก็มองออกถึงความคิดของโจวอี้หมิน จึงพูดขึ้นว่า
“จื้อหมิง ในเมื่ออี้หมินไม่อยากรับตำแหน่งนี้ งั้นก็ให้นายเป็นคนรับผิดชอบ!”
โจวจื้อหมิงได้ยินว่าหัวหน้าหมู่บ้านพูดเช่นนี้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรับปาก
เมื่อเห็นว่าโจวจื้อหมิงตกลงแล้ว ทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและโจวอี้หมินต่างก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
(จบบท)