- หน้าแรก
- นายทวารท้าลิขิต ระบบคัดกรองศิษย์ขออภัยสำนักนี้ไม่ต้อนรับคนบาป
- บทที่ 340 - สรรพชีวิตชุมนุม ณ เกาะเต่ามังกรทอง
บทที่ 340 - สรรพชีวิตชุมนุม ณ เกาะเต่ามังกรทอง
บทที่ 340 - สรรพชีวิตชุมนุม ณ เกาะเต่ามังกรทอง
บทที่ 340 - สรรพชีวิตชุมนุม ณ เกาะเต่ามังกรทอง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
บนห้วงนภาอันสว่างไสวเจิดจ้า แรงกระเพื่อมของการทะลวงระดับได้หยุดลงในที่สุด
สิ่งที่ตามมาก็คืออานุภาพอันมหาศาล ที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดินแห่งโลกยุคบรรพกาล
กลิ่นอายอันเลือนรางและยิ่งใหญ่ แฝงไปด้วยความลึกล้ำอันอยู่เหนือโลกีย์
ณ ตำหนักปาจิ่งบนภูเขาโส่วหยาง มหาปราชญ์ที่นั่งสงบนิ่งเบิกตากว้างอย่างรวดเร็ว และลุกพรวดขึ้นมาทันที
"ระดับขั้นที่อยู่เหนือกว่ายอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์"
สิ้นเสียงกระซิบแผ่วเบา บนใบหน้าที่เคยสงบนิ่งราวกับบ่อน้ำไร้คลื่นของมหาปราชญ์ ก็ไม่อาจปิดบังความตกตะลึงเอาไว้ได้
ระดับขั้นฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำนั้นเทียบเท่ากับยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์ ยิ่งหลอมรวมกฎเกณฑ์ได้มากเท่าไร ก็เพียงแค่บ่งบอกว่าบุคคลผู้นั้นก้าวเดินไปบนระดับขั้นนี้ได้ไกลกว่าผู้อื่นเท่านั้น แต่ทว่าก็ยังคงอยู่ในระดับขั้นเดียวกันอยู่ดี
เปรียบเสมือนกับปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงและคนอื่นๆ แม้ว่าจะก้าวไปจนถึงจุดสูงสุดของระดับขั้นว่าที่ยอดคนแล้ว แต่ในสายตาของยอดคนผู้บรรลุมรรค พวกเขาก็ยังคงเป็นเพียงแค่มดปลวก
ทว่ามาวันนี้ วารีกลับทะลวงผ่านระดับขั้นฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำ และก้าวเข้าสู่ระดับขั้นใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันสูงส่งที่กดทับลงมาอย่างเลือนราง มหาปราชญ์ก็มีใบหน้าที่เคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ ณ วินาทีนี้ วารีได้เดินนำหน้าพวกเขาไปแล้วจริงๆ เพียงแต่อีกฝ่ายไปล่วงรู้วิถีการบำเพ็ญเพียรในอนาคตได้อย่างไร
เพราะหงจวินเทศนาธรรมในวังเมฆาม่วง พวกเขาถึงได้ล่วงรู้วิถีการบำเพ็ญเพียรหลังจากระดับขั้นต้าหลัวเซียนทองคำ แม้แต่ในตอนนี้ เขาก็รู้เพียงแค่การบรรลุมรรคหรือการบรรลุวิถีฮุ่นหยวนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นยังมีระดับขั้นใดอยู่อีกหรือไม่ เขาไม่เคยล่วงรู้เลย
แต่ตอนนี้วารีไม่เพียงแต่จะรู้ ทว่ากลับยังสามารถทะลวงระดับได้อีกด้วย
ซึ่งหมายความว่า วารีในตอนนี้ได้อยู่เหนือพวกเขาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว บางทีอาจจะอยู่ในระดับเดียวกับท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วงแล้วก็เป็นได้
ความคิดที่แวบเข้ามาในหัว ทำให้ภายในใจของมหาปราชญ์อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
แม้ก่อนหน้านี้จะรู้สึกอยู่เสมอว่าวารีมีความลึกลับ แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่เหนือจินตนาการของเขาไปมาก
"เวลาเหลือไม่มากแล้ว" มหาปราชญ์ทอดสายตามองไปยังทิศทางของเกาะเต่ามังกรทองอย่างล้ำลึกปราดหนึ่ง ก่อนจะกลับไปนั่งลงอีกครั้ง
สีหน้าท่าทางกลับมาเรียบเฉยดังเดิม จะมีก็เพียงแววตาอันสับสนวุ่นวายที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ซึ่งไม่ได้สงบนิ่งเหมือนอย่างที่แสดงออกให้เห็นภายนอก
มรรคาใหญ่มีสามพัน แต่ละคนต่างก็มีวิถีของตนเอง และยืนหยัดเพื่อมัน เขาก็เช่นเดียวกัน
"ทะ ทะลวงระดับแล้ว"
จวิ่นถีอ้าปากค้าง ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในใจตอนนี้อย่างไรดี
อานุภาพที่พุ่งทะยานขึ้นมาทีละสายเมื่อครู่นี้ก็ทำให้เขาหวาดหวั่นใจมากพออยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วจะมีเรื่องราวที่เกินจริงมากยิ่งกว่านั้นเกิดขึ้นอีก
แรงกดดันที่ครอบคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดินแห่งโลกยุคบรรพกาล ทำให้เขารู้สึกราวกับได้พบเจอท่านผู้นั้นในวังเมฆาม่วงอีกครั้ง
พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากปฐมบรรพจารย์จนกลายเป็นยอดฝีมือขั้นฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำ ใครจะไปรู้ว่าเพียงชั่วพริบตาเดียววารีก็ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของวารีอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวารีที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ พวกเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี
ดีไม่ดีอีกฝ่ายแค่คิดเพียงแวบเดียว ก็สามารถสังหารพวกเขาได้แล้ว
ถูกต้องแล้ว ในฐานะที่เป็นยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์ พวกเขาก็มีโอกาสที่จะตกตายได้เช่นกัน
วารีในตอนนี้ ได้ทะลวงเข้าสู่อาณาเขตที่พวกเขาไม่รู้จักไปแล้ว ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด
เจียอิ่นไม่ได้ปริปากเอ่ยสิ่งใด บนใบหน้าที่ซีดเซียวราวกับคนป่วยมีความกลัดกลุ้มอย่างหนัก
เดิมทีคิดว่าหลังจากมอบหมายพุทธศาสนาให้พระพุทธะยูไลดูแลแล้ว พวกเขาก็จะสามารถตั้งใจบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ขึ้น ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ปฏิกิริยาของปฐมบรรพจารย์ ทำให้เขาคาดเดาเจตนาไม่ออกเลย
วารีทำลายแผนการใหญ่ของปฐมบรรพจารย์ไปตั้งมากมาย และยังเคยกลืนกินเจตจำนงของปฐมบรรพจารย์อีกด้วย แต่ปฐมบรรพจารย์กลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย
ตามความคิดของเจียอิ่น ต่อให้ไม่ปรากฏตัว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่สั่งการพวกเขา
เจียอิ่นเริ่มจะสับสนกับความสัมพันธ์ระหว่างปฐมบรรพจารย์และวารีขึ้นมาบ้างแล้ว
"บัดซบ บัดซบ" ภายในตำหนักอวี้ชิง ฮ่าวเทียนแผดเสียงคำรามลั่น สีหน้าเคร่งเครียดจนน่ากลัว
เมื่อครู่นี้การที่วารีหลอมรวมกฎเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้ความแข็งแกร่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้เขาโกรธเกรี้ยวมากพออยู่แล้ว ตอนนี้กลับทะลวงเข้าสู่ระดับขั้นใหม่โดยตรง แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อไปดี
เพราะปฐมบรรพจารย์ เขาถึงได้บรรลุวิถีฮุ่นหยวน ใครจะไปรู้ว่าวารีจะงัดไม้ตายใหญ่มาสู้กับเขาในทันที
เดิมทียังคิดว่ายังมีโอกาสต่อสู้อยู่บ้าง แต่ตอนนี้เมื่อต้องเผชิญกับอานุภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลกลางอากาศ เขากลับไม่อาจต้านทานได้เลย
เมื่อใดเล่าเขาถึงจะสามารถกอบกู้ความน่าเกรงขามของศาลสวรรค์กลับคืนมาได้
แตกต่างจากความขุ่นเคืองของพวกฮ่าวเทียน พวกของหมิงเหอกลับมีสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี
ร่างของเขากระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปปรากฏตัวอยู่ในห้วงอวกาศแห่งโลกยุคบรรพกาล
"ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ ที่ความแข็งแกร่งก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น" หมิงเหอในชุดคลุมสีแดงเลือด มีใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
สิ้นเสียงของเขา เสียงของเซวียนหยวนก็ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก "ศิษย์เซวียนหยวนขอแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์"
มิติรอบข้างถูกฉีกขาด เทพีโฮ่วถู่ก้าวเท้าออกมา ใบหน้าอันงดงามของนางก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีเช่นกัน "ขอแสดงความยินดีด้วย"
วิถีฮุ่นหยวนของวารี เดิมทีก็มอบแรงผลักดันในการบำเพ็ญเพียรให้กับพวกเขาอยู่แล้ว มาวันนี้เมื่ออีกฝ่ายทะลวงผ่านระดับขั้นไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าเส้นทางข้างหน้ายังมีหนทางให้ไปต่อ
สำหรับผู้ฝึกตน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือการที่หนทางข้างหน้าถูกตัดขาด ไม่ล่วงรู้วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรอีกต่อไป
ในอดีตตอนที่หงจวินเทศนาธรรมในวังเมฆาม่วง พวกเขาก็ล่วงรู้เพียงแค่ตำแหน่งยอดคนผู้บรรลุมรรคแห่งสวรรค์เท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าเหนือกว่านั้นยังมีระดับขั้นที่สูงส่งยิ่งกว่าอยู่อีก
สำหรับพวกเขาที่เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว สิ่งนี้ช่างเป็นความโชคดีอันยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้
วารียิ้มพร้อมกับพยักหน้าตอบรับ บนใบหน้าก็เจือไปด้วยความปีติยินดีเช่นกัน
การเชื่อมต่อกับความโกลาหล เดิมทีเขาเพียงแค่ต้องการจะหลอมรวมกับกฎเกณฑ์ที่บำเพ็ญเพียรจนสมบูรณ์แล้วทั้งหมด เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตนเองให้สูงขึ้นอย่างมาก คิดไม่ถึงเลยว่าในวินาทีสุดท้าย จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับขั้นฮุ่นหยวนไท่จี๋เซียนทองคำได้
ขั้นฮุ่นหยวนไท่จี๋เซียนทองคำ ฉันคือกฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์คือฉัน
ในเวลานี้วารีก็ล่วงรู้ถึงระดับขั้นของการบำเพ็ญเพียรในอนาคตแล้ว และในขณะเดียวกันก็พอจะเข้าใจถึงความแข็งแกร่งของหงจวินอยู่บ้าง
"พี่ใหญ่ ตอนนี้ท่านอยู่ในระดับขั้นใดแล้วหรือ" หมิงเหออดใจรอไม่ไหวที่จะเอ่ยถาม ซึ่งนี่คือสิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้
ปฐมบรรพจารย์ถ่ายทอดธรรมให้แก่โลกยุคบรรพกาล ทว่ากลับมีเพียงวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับยอดคนผู้บรรลุมรรคเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นคนทั่วไปก็ไม่อาจเอื้อมถึงได้อีกด้วย
เพราะวารี เขาถึงได้มีวันนี้ ในเมื่อเหนือกว่ายอดคนผู้บรรลุมรรคยังมีระดับขั้นอื่นอยู่อีก สิ่งนี้จะไม่ทำให้เขาตื่นเต้นได้อย่างไร
เมื่อสิ้นเสียงของหมิงเหอ เทพีโฮ่วถู่และเซวียนหยวนก็ต่างทอดสายตามองมา ล้วนมีใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความใคร่รู้
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของทั้งสามคน วารียิ้มบางๆ น้ำเสียงเรียบเฉยดังแว่วมา "ข้าวารี วันนี้จะบรรยายวิถีฮุ่นหยวน ณ เกาะเต่ามังกรทอง ผู้ใดที่มีความปรารถนาในใจ ล้วนสามารถเดินทางมาได้"
เสียงอันเลือนรางสะท้อนดังก้องไปทั่วโลกยุคบรรพกาล ดังขึ้นที่ข้างหูของสิ่งมีชีวิตทุกตน และคงอยู่อย่างยาวนาน
หลังจากปรายตามองไปยังทิศทางของความโกลาหลอย่างเรียบเฉยปราดหนึ่ง ร่างของวารีก็ค่อยๆ เลือนหายไป
แม้ว่าจะเชื่อมต่อกับความโกลาหลแล้ว แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพบปะกับหงจวิน
หมิงเหอและอีกสองคนที่อยู่ด้านข้างเพิ่งจะเกิดความคิดขึ้นในหัว ร่างของพวกเขาก็มาปรากฏอยู่ที่ด้านนอกวังปี้โหยวบนเกาะเต่ามังกรทองแล้ว
เทพีโฮ่วถู่ เซวียนหยวน และหมิงเหอที่สบตากัน ล้วนมีใบหน้าที่เจือไปด้วยความตื่นตระหนก
พวกเขาล้วนเป็นยอดคนผู้บรรลุมรรค โดยเฉพาะเซวียนหยวนและเทพีโฮ่วถู่ ล้วนได้รับผลแห่งยอดคนผู้บรรลุมรรคอย่างแท้จริง
คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นไปตามคำพูดของวารี เพียงแค่มีความคิดผุดขึ้นมาในหัว พวกเขาก็มาปรากฏตัวอยู่บนเกาะเต่ามังกรทองโดยที่ไม่รู้ตัวเลย
วารีที่ทะลวงผ่านระดับขั้นไปแล้ว ช่างแข็งแกร่งเกินไปแล้วหรือเปล่า
การปรากฏตัวของวารี ทำให้ศิษย์ลัทธิท้าลิขิตมากมายที่อยู่ด้านนอกวังปี้โหยวค้นพบในทันที ภายในใจของพวกเขาที่กำลังฮึกเหิม ต่างก็รีบเปล่งเสียงร้องทักทายด้วยความเคารพ "คารวะศิษย์พี่วารี (ท่านอาจารย์, ท่านลุง)"
เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วด้านนอกวังปี้โหยว และดังระเบิดอยู่บนห้วงนภา เป็นการประกาศให้เห็นถึงความปีติยินดีของศิษย์ลัทธิท้าลิขิตทุกคน
พวกเขาต่างก็สัมผัสได้ถึงการทะลวงระดับที่เห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อครู่นี้ พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าวารีได้ก้าวเข้าสู่ระดับขั้นที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมแล้ว สิ่งนี้จะไม่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นได้อย่างไร
วารีพยักหน้ารับเบาๆ แล้วนั่งลงบนเบาะรองนั่งกลางอากาศอย่างสงบนิ่ง
รอจนวารีนั่งลงแล้ว ทุกคนถึงได้สังเกตเห็นพวกของเทพีโฮ่วถู่ทั้งสามท่านที่ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนก็ต่างแสดงความเคารพ "คารวะยอดคนผู้บรรลุมรรคทุกท่าน"
พวกของเทพีโฮ่วถู่พยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นพวกเขาก็พากันนั่งลงกลางอากาศ
เมื่อรวมวารีเข้าไปด้วย ในบริเวณนี้ก็มียอดคนผู้บรรลุมรรคถึงสี่ท่าน นี่ทำให้ศิษย์ลัทธิท้าลิขิตมากมายมีประกายความประหลาดใจในดวงตา
และศิษย์ที่ช่างสังเกตบางคนก็ยิ่งค้นพบว่า ตำแหน่งที่นั่งของพวกเทพีโฮ่วถู่ทั้งสามท่านนั้นอยู่ต่ำกว่าวารีอยู่เลือนราง ยอดคนผู้บรรลุมรรคเหล่านี้ก็ต้องมารับฟังวิถีฮุ่นหยวนจากศิษย์พี่วารีด้วย
เมื่อกวาดสายตามองดูเงาร่างทั้งสามกลางอากาศ บรรดาศิษย์ลัทธิท้าลิขิตที่รู้สึกภาคภูมิใจในใจ ต่างก็รีบหาที่นั่งของตนเองอย่างรวดเร็ว
พวกเขาเข้าใจดีว่า การบรรยายธรรมของศิษย์พี่วารีในครั้งนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ในขณะเดียวกัน กลางอากาศก็มีแสงสีเงินสว่างวาบขึ้น เงาร่างสายหนึ่งปรากฏกายพร้อมกับแผ่ซ่านกลิ่นอายอันแข็งแกร่งออกมา
ศิษย์ลัทธิท้าลิขิตไม่น้อยจดจำผู้มาเยือนได้ ซึ่งก็คือปรมาจารย์ปีศาจคุนเผิงนั่นเอง
คุนเผิงที่ปรากฏตัวขึ้นกวาดสายตามองไปรอบด้าน ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง ไม่เพียงแต่เป็นเพราะแรงกระเพื่อมอันทรงพลังมากมายรอบด้าน แต่ยังเป็นเพราะกฎเกณฑ์ที่ไหลเวียนจนตกผลึกเป็นรูปธรรมกลางอากาศอีกด้วย
ไม่ใช่เพียงแค่กฎเกณฑ์สายเดียว แต่มีกฎเกณฑ์ครบทั้งสามพัน สถานปฏิบัติธรรมของลัทธิท้าลิขิต กลับกลายเป็นสถานที่ที่วิปริตผิดมนุษย์มนาถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ
คุนเผิงที่เก็บซ่อนสีหน้าตื่นตระหนกเอาไว้ รีบประสานมือคารวะด้วยความเคารพ "คารวะผู้อาวุโสวารี คารวะยอดคนผู้บรรลุมรรคทุกท่าน"
วารีที่หลับตาอยู่ไม่ได้ขยับเขยื้อน เทพีโฮ่วถู่เพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายปราดหนึ่ง ไม่ได้ตอบรับใดๆ มีเพียงเซวียนหยวนและหมิงเหอเท่านั้นที่พยักหน้าตอบรับเบาๆ
คุนเผิงไหนเลยจะกล้าแสดงท่าทีไม่พอใจ เขารีบนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมและรอคอยอย่างเงียบๆ
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
ในชั่วพริบตาที่อีกฝ่ายนั่งลง แสงสีเงินรอบด้านก็กะพริบถี่ๆ เงาร่างหลายสายก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง
พวกของจ้าวกงหมิงปรายตามองปราดหนึ่ง บนใบหน้าก็เจือไปด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ผู้ที่มาล้วนเป็นผู้มีฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงในโลกยุคบรรพกาล มีทั้งเจิ้นหยวนจื่อ มหาเทวะปีศาจไป๋เจ๋อ และยังมีขงเซวียน ลู่ยา ที่เคยแย่งชิงปราณม่วงหงเหมิงก่อนหน้านี้อีกด้วย
วิถีฮุ่นหยวน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุเป็นยอดฝีมือขั้นฮุ่นหยวนต้าหลัวเซียนทองคำ ไม่มีผู้ใดสามารถต้านทานความเย้ายวนใจนี้ได้
"คารวะท่านนักบุญวารี คารวะยอดคนผู้บรรลุมรรคทุกท่าน" ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้น ล้วนแต่เอ่ยปากแสดงความเคารพ
เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อครู่นี้ วารีทำเพียงแค่นั่งสงบนิ่งกลางอากาศ ไม่ได้ตอบรับใดๆ ทว่าคนเหล่านั้นไม่เพียงแต่จะไม่รู้สึกไม่พอใจ แต่กลับพากันไปยืนรออยู่อย่างนอบน้อมที่ด้านข้าง
และบนห้วงนภาที่อยู่ไกลออกไปของวังปี้โหยว ก็มีแสงสีเงินสว่างวิบวับอย่างต่อเนื่อง กระจายไปทั่วทั้งเกาะเต่ามังกรทอง
สมดั่งที่วารีกล่าวเอาไว้ ขอเพียงใจปรารถนา ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ล้วนสามารถเดินทางมาถึงได้ในชั่วพริบตา เพียงแต่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็จะสามารถเข้ามาใกล้กับวังปี้โหยวได้มากกว่า
ทว่าผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นมา ล้วนตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์บนเกาะเต่ามังกรทองกันหมด
ถ้ำสวรรค์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปมีไอวิญญาณหนาแน่นก็แล้วไปเถอะ แต่ที่นี่กลับมีกฎเกณฑ์ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงแค่ยื่นมือออกไปก็สามารถสัมผัสได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกใจอะไรเช่นนี้ ตอนนี้พวกเขาถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริงถึงความแข็งแกร่งของลัทธิท้าลิขิต
หมื่นเซียนมาเยือน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้บรรยายภาพของลัทธิท้าลิขิตในเวลานี้ได้แล้ว
หลายคนในใจต่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้จะไม่ได้ฟังการบรรยายวิถีฮุ่นหยวน ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวแล้ว
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างช้าๆ ภายนอกวังปี้โหยวเงียบสงบไร้สุ้มเสียง มีเพียงบนห้วงนภาในที่ไกลตาเท่านั้นที่ยังคงมีแสงสีเงินกะพริบอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่บนเกาะเต่ามังกรทองถูกพับซ้อนกัน เงาร่างมากมายปรากฏตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับไม่ได้ดูแออัดเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ภายนอกวังปี้โหยวที่เงียบสงบ ก็มีแสงสีเงินสว่างวาบขึ้นมาเป็นบริเวณกว้าง
การเคลื่อนไหวนี้ ดึงดูดสายตาของทุกคนให้หันไปมองในทันที
ยอดฝีมือระดับขั้นว่าที่ยอดคนเพียงท่านเดียวยังพอเข้าใจได้ แต่กลับมีผู้ฝึกตนขั้นต้าหลัวเซียนทองคำหลายร้อยคนปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกัน
พวกของจ้าวกงหมิงปรายตามองปราดหนึ่ง ภายในใจล้วนเจือไปด้วยความประหลาดใจและสงสัย
เผ่ามังกร ผู้ที่มาล้วนเป็นเผ่ามังกร เผ่ามังกรมีผู้แข็งแกร่งมากมายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
มีเพียงบรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดนอุดรสุดอย่างเช่นไป๋เจ๋อและพวกพ้องเท่านั้นที่ล่วงรู้ ว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นเผ่ามังกรที่เพิ่งจะหลุดพ้นจากพันธนาการ
"คารวะท่านอาจารย์ของกษัตริย์มนุษย์ คารวะกษัตริย์มนุษย์ คารวะท่านนักบุญโฮ่วถู่ ท่านนักบุญหมิงเหอ" เผ่ามังกรทั้งหมดที่นำโดยอิงหลงประสานมือคารวะทักทายขึ้นไปกลางอากาศ สีหน้าท่าทางของพวกเขานอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเทพปฐมกาลบุกมายังเกาะเต่ามังกรทอง เขาจึงพาเผ่ามังกรจากทะเลตะวันออกหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในทะเลลึก
ทว่าหลังจากการทะลวงระดับของวารี การต่อสู้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเลย และในโลกยุคบรรพกาลก็ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ ของเทพปฐมกาลอีก
วิถีฮุ่นหยวนของวารี เขาเองก็ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง หลังจากใคร่ครวญครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายก็ยังคงนำยอดฝีมือของเผ่ามังกรเดินทางมาที่นี่
วารียังคงไม่ไหวติง มีเพียงเทพีโฮ่วถู่และอีกสองท่านเท่านั้นที่พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย อิงหลงและพวกพ้องไม่กล้าชักช้า ต่างก็นั่งลงอย่างเงียบๆ
ก่อนหน้านี้ที่จะมา ภายในใจของพวกเขาอาจจะยังมีความหวาดหวั่นและลังเลอยู่บ้าง ทว่าหลังจากมาถึงแล้ว ภายในใจของทุกคนก็มีเพียงความตกตะลึงเท่านั้น
แรงกดดันที่มองไม่เห็นสายหนึ่ง ครอบคลุมอยู่ภายในใจของพวกเขา ทำให้ทุกคนกลายเป็นเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ได้
พวกเขาคือยอดฝีมือของเผ่ามังกร หลายคนก็เคยผ่านมหาหายนะมังกรฮั่นมาแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเคยพบเห็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดของโลกยุคบรรพกาลมาแล้ว ทว่าโลกยุคบรรพกาลในเวลานั้น ก็ยังคงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกับเกาะเต่ามังกรทองตรงหน้านี้ได้เลย
ไอวิญญาณแต่กำเนิดอันหนาแน่นรอบด้านก็แล้วไปเถอะ ทว่ากฎเกณฑ์ที่ไหลเวียนอยู่นั้น แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน
ยอดฝีมือเผ่ามังกรหลายคนอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าไปหลายอึก ระดับพลังที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนมานานหลายล้านปีกลับทะลวงผ่านไปได้โดยตรง
ความเคลื่อนไหวนี้ ย่อมทำให้คนไม่น้อยหันมามองด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
เมื่อเห็นดังนั้น ยอดฝีมือเผ่ามังกรเหล่านั้นก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน รีบหุบปากลงทันที
ผู้ที่สามารถมานั่งอยู่ที่นี่ได้ อย่างอ่อนด้อยที่สุดก็เป็นถึงระดับขั้นต้าหลัวเซียนทองคำ ส่วนที่เหลืออีกไม่น้อยก็อยู่ในระดับขั้นว่าที่ยอดคนและขั้นฮุ่นหยวนเซียนทองคำ ด้านบนก็ยังมีบรรดายอดคนผู้บรรลุมรรคอีกหลายท่าน พวกเขาไหนเลยจะกล้าทำตัววู่วาม
วารีที่นั่งอยู่บนที่นั่งประธานไม่ได้เอ่ยสิ่งใด ภายในลานก็ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ
มีคนไม่น้อยที่ลุ่มหลงในกฎเกณฑ์ที่ไหลเวียนอยู่รอบด้าน ทว่ากลับไม่กล้าที่จะลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า ทำได้เพียงพยายามข่มกลั้นตัณหาความปรารถนาภายในใจเอาไว้ แล้วรอคอยอย่างเงียบๆ
ท่ามกลางการรอคอยของทุกคน แสงสีเงินก็สว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับกลิ่นอายแห่งความโหดเหี้ยมอันเข้มข้นพวยพุ่งออกมา
เงาร่างมากมายที่นั่งสงบนิ่งอยู่รอบด้านล้วนสะดุ้งตกใจในใจ หลายคนหันหน้าไปมอง
เมื่อมองเห็นผู้มาเยือนอย่างชัดเจน แต่ละคนก็อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง มหาอสูรไร้ศีรษะ ผู้ที่มาก็คืออดีตมหาอสูรสิงเทียนนั่นเอง
ร่างกายอันกำยำกำยำของอีกฝ่ายมีพลังอันยิ่งใหญ่ไหลเวียนอยู่ เพียงแค่มองดูหลายครั้งก็กลับรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ดวงตาเสียแล้ว
มหาอสูรแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน
คนไม่น้อยล้วนเกิดความกังขานี้ขึ้นมาในใจ
เทพีโฮ่วถู่ เซวียนหยวน และหมิงเหอทั้งสามท่านที่อยู่ด้านบน ก็ถูกดึงดูดความสนใจจากการปรากฏตัวของสิงเทียนเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะเทพีโฮ่วถู่ที่อยู่ตรงกลาง ดวงตาของนางสว่างวาบ ภายในแววตาก็มีประกายแห่งความปีติยินดีพาดผ่าน
"กฎเกณฑ์แห่งพละกำลังช่างร้ายกาจเสียจริง" หมิงเหออดไม่ได้ที่จะกระซิบเสียงแผ่ว ภายในดวงตาเจือไปด้วยความอิจฉา
นี่คือกฎเกณฑ์ที่ปฐมเทพเบิกฟ้าครอบครอง ไม่มีผู้ใดที่จะไม่ใฝ่ฝันถึง
ความแข็งแกร่งของสิงเทียนในตอนที่ทะลวงระดับเมื่อคราวก่อน เขาและวารีล้วนประจักษ์แก่สายตาแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไปเพียงไม่นาน อีกฝ่ายก็ก้าวเข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นฮุ่นหยวนเซียนทองคำแล้ว
"คารวะท่านเจ้าลัทธิวารี"
สิงเทียนที่ปรากฏตัวขึ้น ประสานมือคารวะวารี
เมื่อกล่าวจบ เขาก็นั่งลงโดยพลการ เมินเฉยต่อหมิงเหอและเซวียนหยวนที่อยู่ด้านข้างไปโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งเทพีโฮ่วถู่ผู้เคยเป็นอดีตปฐมอสูร เขาก็ไม่ได้ทำความเคารพแต่อย่างใด
มุมปากของหมิงเหอกระตุก บนใบหน้าแฝงไปด้วยความขุ่นเคือง เขาบุ้ยปากไปทางเทพีโฮ่วถู่ที่อยู่ด้านข้าง
เมื่ออยู่ร่วมกับเทพีโฮ่วถู่มานาน เขาก็ลืมเลือนนิสัยของพวกเผ่าอสูรไปเสียสนิท
เทพีโฮ่วถู่ถอนหายใจเสียงแผ่ว สีหน้าท่าทางก็ดูหดหู่ใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา
ในเมื่อเทพีโฮ่วถู่ไม่กล่าวสิ่งใด หมิงเหอย่อมไม่เอ่ยปาก เซวียนหยวนที่อยู่ด้านข้างเพียงแค่ปรายตามองสิงเทียนสองสามครั้ง
ศีรษะของอีกฝ่าย ก็เป็นเขาที่ใช้กระบี่เซวียนหยวนฟันขาด ก็ไม่ถือสาหาความอะไรให้มากความแล้ว
เมื่อเห็นสิงเทียนเสียมารยาทถึงเพียงนี้ คนไม่น้อยรอบด้านล้วนมีสีหน้าขุ่นเคือง ทว่าในเมื่อยอดคนผู้บรรลุมรรคที่อยู่ด้านบนไม่ได้กล่าวสิ่งใด ย่อมไม่มีใครกล้าที่จะคัดค้าน
พร้อมกับการนั่งลงของสิงเทียน วารีที่นั่งสงบนิ่งอยู่ด้านบน ก็ค่อยๆ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา
[จบแล้ว]