- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 376 มาถึงแล้ว
ตอนที่ 376 มาถึงแล้ว
ตอนที่ 376 มาถึงแล้ว
ทั้งสามคนร่วมกันปิดล้อมโจมตีเผยซู่ แม้เผยซู่จะระแวดระวังป้องกันอยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานพลังอันแข็งแกร่งของพวกเขาทั้งสามได้ ร่างของเขาถูกกระแทกจนปลิวไปกองกับพื้น เสียง 'เคร้ง' ดังขึ้นเมื่อมือขวาถูกโจมตีอย่างหนักจนกระบี่อสูรเขียวร่วงหล่นลงบนพื้น
เขารู้สึกเพียงความเจ็บปวดร้าวลึกแล่นพล่านในหน้าอก ลำคอรับรู้ถึงรสคาวหวาน ก่อนจะกระอักเลือดคำโตออกมา
ยามนี้ใบหน้าของเผยซู่ซีดเผือดราวกับกระดาษ ร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ เขากัดฟันแน่น ข่มความเจ็บปวด ยื่นมือหมายจะหยิบกระบี่อสูรเขียวที่ตกอยู่ไม่ไกล ทว่าในตอนนั้นเอง...
จู่ๆ มือขวาของเผยซู่ก็ถูกผู้พิทักษ์เหมิงเหยียบลงมาอย่างแรง ความเจ็บปวดดั่งถูกเจาะทะลวงกระดูกแล่นจู่โจมในบัดดล จนเขาต้องส่งเสียงครางอู้อี้ออกมาด้วยความทรมาน
"อั้ก..."
เท้าของผู้พิทักษ์เหมิงราวกับมีน้ำหนักนับพันชั่ง กดทับลงบนมือขวาของเผยซู่อย่างไร้ความปรานี และยังคงเพิ่มแรงกดทับอย่างต่อเนื่อง คล้ายต้องการจะบดขยี้กระดูกมือของเขาให้แหลกละเอียด
ผู้พิทักษ์เหมิงแค่นเสียงหัวเราะหยัน
"เผยซู่ ลำพังแค่เจ้า สู้พวกข้าไม่ได้หรอก และไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของพวกข้าไปได้ ข้าขอเตือนเจ้า เชื่อฟังแต่โดยดีเถอะ รอให้พวกข้าหาแผนที่พบเมื่อใด จะมอบความตายที่แสนสบายให้แก่เจ้า!"
สิ้นเสียง ปราณกระบี่ขุมหนึ่งก็พุ่งจู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน
เล็งเป้าหมายตรงไปยังต้นขาของผู้พิทักษ์เหมิง
สีหน้าของผู้พิทักษ์เหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาซัดฝ่ามือออกไป กระแทกกระบี่จตุรลักษณ์ในมือซ้ายของเผยซู่จนร่วงหล่น
ผู้พิทักษ์เหมิงบันดาลโทสะ
"รินเหล้ามงคลไม่ดื่ม จะดื่มเหล้าลงทัณฑ์!"
พริบตาต่อมา เขากลับเตะอัดเข้าที่หน้าท้องของเผยซู่อย่างไร้ความปรานี ส่งร่างนั้นปลิวละลิ่วออกไปไกลหลายสิบเมตรในเตะเดียว
ปัง!
ร่างของเผยซู่วาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง มือขวาและหน้าท้องของเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลไม่หยุด ย้อมพื้นดินจนเป็นสีแดงฉาน อวัยวะภายในก็ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง เจ็บปวดจนยากจะทนทาน
ชั่วขณะหนึ่งสติของเขาพร่าเลือน ทว่าท้ายที่สุดสติสัมปชัญญะก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยความเคียดแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูกดำ
เขายังล้มลงไม่ได้!
เขายังไม่ได้แก้แค้นให้พวกพ้อง!
แววตาของเขาประหนึ่งภูตผีร้ายที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรก หลงเหลือเพียงความเย็นชาและจิตสังหาร เขารวบรวมพลังวิญญาณในร่าง ฝืนหยัดกายลุกขึ้นยืน รูปร่างดูค่อมลงเล็กน้อย ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี ร่างของเขาดูผอมบางและอ้างว้างอย่างยิ่ง ราวกับสายลมเพียงพัดผ่านก็สามารถพัดให้เขาล้มพับลงไปได้
มือขวาของเขาสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุม
ขณะที่เห็นผู้พิทักษ์หยวนกำลังจะหยิบกระบี่อสูรเขียวของเขาขึ้นมา...
"อสูรเขียว จตุรลักษณ์!"
เสียงตะโกนของเขา ทำให้กระบี่ทั้งสองเล่มที่ร่วงอยู่บนพื้นส่งเสียงสั่นหึ่งๆ พวกมันพุ่งตรงทะยานมายังทิศทางของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่อนลงในมือของเขา
"ยังลุกขึ้นยืนได้อีกหรือ?"
ผู้พิทักษ์หยวนหรี่ตาทั้งสองข้างลง ในใจของนางเกิดความไม่สบอารมณ์ขึ้นมา ทันใดนั้น นางก็คิดอะไรบางอย่างออก จึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังกำแพงเมือง พร้อมเผยรอยยิ้มบางๆ
"ดูเหมือนว่า มีเพียงการจับเจ้ามัดไว้ แล้วแขวนห้อยโตงเตงขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะทำให้เจ้าสงบเสงี่ยมลงได้บ้าง!"
"ความคิดนี้ ดีเยี่ยมยิ่งนัก!"
หัวหน้าผู้พิทักษ์หัวเราะลั่นอย่างเห็นพ้องด้วย
ในขณะเดียวกัน ผู้พิทักษ์กุยก็มีสีหน้ามืดครึ้มดำทะมึนราวกับน้ำหมึก เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกตนเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สัมผัสที่ปลายนิ้วคือความเปียกชื้นและอุ่นวาบ เมื่อก้มหน้าลงมอง ก็พบว่าเต็มไปด้วยเลือดสดๆ ทั่วทั้งมือ
ในใจของผู้พิทักษ์กุยทั้งตื่นตระหนกและโกรธเกรี้ยว เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ชูดาบใหญ่เล่มโตขึ้นแล้วย่างสามขุมเข้าหาเผยซู่ทันที
เพลงดาบช่างดุดันร้ายกาจ!
กลิ่นอายพลังที่ผู้พิทักษ์กุยปลดปล่อยออกมานั้นแข็งแกร่งหาใดเปรียบ ทุกดาบล้วนฟาดฟันลงมาอย่างหนักหน่วง!
เผยซู่ยกกระบี่คู่ขึ้นต้านรับ แม้จะตกเป็นรอง แต่ยามนี้ยังพอมีกำลังต้านทานอยู่บ้าง ทว่าเมื่อผู้พิทักษ์อีกสามคนเข้าร่วมวงต่อสู้ เขาก็ถูกคนทั้งสี่รุมยำอยู่ฝ่ายเดียวทันที
เพียงชั่วพริบตา ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ
ราวกับมนุษย์โลหิตผู้หนึ่ง!
เบื้องล่างกำแพงเมือง การเข่นฆ่าดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
และในยามนี้ เซี่ยโหวตวนเจิ้ง ประมุขสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน กำลังนำกองกำลังจื่อเว่ยจำนวนหนึ่งพันนาย รุดมายังประตูเมือง
กองกำลังจื่อเว่ยหน่วยนี้ คือกองกำลังที่มีพลังรบแข็งแกร่งที่สุดในบรรดากองทหารรักษาการณ์ทั้งสิบสองหน่วยของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน
และที่รั้งท้ายของกองกำลังจื่อเว่ยหน่วยนี้ มีเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดผู้หนึ่งซึ่งมีสีหน้าร้อนรน ภายในใจกระวนกระวายอย่างหนัก
เขาลอบรำพึงในใจ
อู๋ซู เจ้าต้องทนให้ได้นะ!
...
อีกด้านหนึ่ง หลังจากเสิ่นเยียนสลัดหลุดจากผู้อำนวยการสวี่เจ๋อได้แล้ว นางก็เร่งมุ่งหน้าไปยังทิศทางของประตูเมืองอย่างรวดเร็ว ในระหว่างนั้น นางได้พบกับเซียวเจ๋อชวนและจูเก๋อโย่วหลิน จึงรีบรุดหน้าไปยังประตูเมืองพร้อมกัน
ไม่นานนัก พวกเขาก็บังเอิญพบกับคนของกลุ่มจ่วนเซิงเทียน พวกเขาพบว่าบุคคลที่กลุ่มจ่วนเซิงเทียนกำลังคุ้มกันอยู่นั้น ก็คือบรรพชนไท่ซุ่ยแห่งนิกายทิศสวรรค์
"ถึงกับถูกทรมานจนมีสภาพเช่นนี้เชียวหรือ?"
สีหน้าของจูเก๋อโย่วหลินเปลี่ยนไปอย่างตื่นตระหนก
เสิ่นเยียนเอ่ยถามขึ้นทันที
"ผู้ใดสั่งให้พวกเจ้าคุ้มกันบรรพชนไท่ซุ่ย?"
หลังจากคนของกลุ่มจ่วนเซิงเทียนทราบฐานะของพวกนางแล้ว ก็เล่าต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสามฟัง
"แย่แล้ว!"
แววตาของเสิ่นเยียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความกังวลสายหนึ่งพาดผ่านก้นบึ้งของดวงตา นางสบตากับเซียวเจ๋อชวนและจูเก๋อโย่วหลิน ต่างก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายได้ในทันที
"ไป!"
เผยซู่กำลังตกอยู่ในอันตราย!
แม้แต่สิงชุนยังพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของผู้พิทักษ์แห่งสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน แล้วเผยซู่เพียงคนเดียวต้องรับมือกับสี่มหาผู้พิทักษ์ สถานการณ์ย่อมอันตรายถึงขีดสุด!
ในขณะเดียวกัน เวินอวี้ชู อวี๋ฉางอิง ฉือเยวี่ย และเจียงเสียนเยวี่ย ทั้งสี่คนก็เดินทางมาพบกันระหว่างมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองเช่นกัน
เพียงแต่ พวกเขาเดินทางมาถึงประตูเมืองเร็วกว่าพวกเสิ่นเยียนทั้งสามคนก้าวหนึ่ง
เมื่อพวกเขารีบร้อนมาถึงที่นี่ สายตาก็เต็มไปด้วยความร้อนรนและเฉียบคม กวาดมองไปทั่วทุกซอกทุกมุมอย่างรวดเร็ว เพื่อค้นหาร่างของเผยซู่
ทว่าบนกำแพงเมืองอันเป็นจุดที่สะดุดตาที่สุด พวกเขากลับมองเห็นเด็กหนุ่มในชุดดำถูกแขวนห้อยโตงเตงอยู่ ลมหายใจของพวกเขาสะดุดกึก รูม่านตาหดเกร็ง หัวใจราวกับถูกค้อนทุบอย่างแรง
"เผยซู่..."
เห็นเพียงเด็กหนุ่มคอพับคออ่อน ผมสีดำขลับที่ยุ่งเหยิงปรกลงมาราวกับน้ำตก บดบังใบหน้าของเขาไปส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าโครงหน้าอันคมคาย งดงามประณีตราวกับรูปสลัก ทว่ายามนี้ใบหน้าของเขากลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ขัดกับผิวพรรณที่เคยขาวผ่องอย่างชัดเจน
บาดแผลบนร่างของเขามีมากมายนับไม่ถ้วน ดูน่าสยดสยองและน่ากลัว เลือดสดยังคงซึมออกมาจากปากแผล ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
อวี๋ฉางอิงกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยวลุกโชนและสะท้อนความปวดใจที่ไม่อาจปิดบัง นางสบถด่าทอออกมาเสียงดัง
"ไปหาบิดาสุนัขของมันเถอะ!"
ประโยคนี้ดังกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดทะลุอากาศ แฝงเร้นไปด้วยโทสะ
"รีบช่วยเผยซู่เร็ว!"
อวี๋ฉางอิงขยับกาย หมายจะพุ่งทะยานเข้าไปช่วยเผยซู่ลงมา ทว่าในตอนนั้นเอง คมดาบที่อัดแน่นไปด้วยกระแสพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็ฟาดฟันลงมายังกลางกระหม่อมของอวี๋ฉางอิง!
อวี๋ฉางอิงตกใจเล็กน้อย นางรีบกางโล่วิญญาณอาวุธขึ้นมาต้านรับอย่างรวดเร็ว
ตู้ม!
ฉับพลันนั้น เสียง เพล้ง ก็ดังขึ้น โล่วิญญาณอาวุธของอวี๋ฉางอิงแตกกระจายไม่มีชิ้นดี และในจังหวะที่คมดาบกำลังจะฟาดฟันลงบนร่างของนาง ทันใดนั้น...
เด็กสาวผมเปียคู่ปรากฏตัวขึ้น ในมือถือตรีศูลต้านรับคมดาบสายนี้เอาไว้ นางถูกแรงกระแทกจนต้องถอยร่นไปหลายก้าว ก่อนจะได้รับการประคองจากอวี๋ฉางอิงจนทรงตัวยืนหยัดได้อย่างมั่นคง!
อวี๋ฉางอิงเบิกตากว้างด้วยความโกรธ เกรี้ยวกราดดั่งอสนีบาต
"ไอ้ลูกเต่าตัวไหนมันซ่อนตัวลอบกัดคนอยู่ข้างหลัง ไสหัวออกมาหามารดาเดี๋ยวนี้!"
เสียงของนางราวกับจะดังกึกก้องทะลุทะลวงไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ!
ยามนี้ ผู้พิทักษ์กุยก็ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ ก้มมองลงมายังอวี๋ฉางอิง รวมถึงพวกเจียงเสียนเยวี่ย เขาแค่นเสียงเย้ยหยัน
"แม่หนูน้อย อารมณ์ร้ายไม่เบาเลยนี่"
อวี๋ฉางอิงหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง สวนกลับไปทันควัน
"แม่หนูน้อยใช่คำที่เจ้าจะเรียกได้รึ? ข้าไว้หน้าเจ้าแล้วเหลิงใช่ไหม?!"
สิ้นคำกล่าวนี้ คนของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนที่อยู่รอบๆ ล้วนตกตะลึง แม้แต่คนของกลุ่มจ่วนเซิงเทียนก็มีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจเช่นเดียวกัน