เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 75 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

บทที่ 75 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

บทที่ 75 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน


บทที่ 75 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

เสวียนโม่ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับเจียงซวี่ สาเหตุก็เพราะว่าถึงเวลากินข้าวแล้วนั่นเอง บนยอดเขาสู่หยุนมีกฎเหล็กที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือ ไม่ว่าจะโกรธแค้นกันปางตายแค่ไหน ก็ต้องมากินข้าวให้ตรงเวลา นี่เป็นกฎที่เสิ่นมู่ไป๋ตั้งขึ้นจากประสบการณ์ตรงที่ต้องสวมบทบาทเป็นทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในสำนักอู๋ซ่าง

ฟ้าใหญ่ดินใหญ่แต่เรื่องกินใหญ่ที่สุด ไม่มีเรื่องไหนที่แก้ไม่ได้ด้วยการกินข้าวไปหนึ่งมื้อ ถ้าแก้ไม่ได้ ก็กินมันสองมื้อไปเลย

แตกต่างจากทุกวันที่มักจะกลับมาในสภาพเหนื่อยหอบเป็นหมา วันนี้เยี่ยเซียวอวิ๋นกลับดูกระปรี้กระเปร่าผิดปกติบนโต๊ะอาหาร ทำเอาเสวียนโม่และเจียงซวี่ต้องเหลียวมองด้วยความแปลกใจ เจียงซวี่จ้องหน้าเยี่ยเซียวอวิ๋นเขม็ง "วันนี้เจ้าไม่ได้ไปฝึกซ้อมหรือไง"

เยี่ยเซียวอวิ๋นตีหน้าตาย "วันนี้เว่ยเหมี่ยวบาดเจ็บ ข้าก็เลยไปคอยดูแลนางน่ะสิ"

เจียงซวี่เหลือบมองเว่ยเหมี่ยวที่กำลังก้มหน้าก้มตาจ้วงข้าวเข้าปาก ก่อนจะหันไปทางเสิ่นมู่ไป๋ เสิ่นมู่ไป๋พยักหน้ารับ "วันนี้นางบาดเจ็บจริงๆ นั่นแหละ ตอนฝ่าด่านในหอคอยฉีหลิง ซี่โครงหักไปสามซี่ มือก็โดนแทงทะลุ แถมยังโดนกระบี่ของเหวินจิ่งจากสำนักชิงเฟิงบาดคอเอาอีก"

เสวียนโมรวบตะเกียบลง จ้องหน้าเสิ่นมู่ไป๋ "ทำไมพวกเราถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ"

เสิ่นมู่ไป๋หลุบตาลง "ก็พวกเจ้ากำลังฝึกซ้อมอยู่นี่นา"

เสวียนโม่ตบโต๊ะดังปัง ชี้หน้าด่าเสิ่นมู่ไป๋ด้วยสีหน้าถมึงทึง "เสิ่นมู่ไป๋ ข้าไม่นึกเลยนะว่าเจ้าจะเป็นคนแบบนี้"

เว่ยเหมี่ยววางชามข้าวลง มองดูบรรยากาศมาคุบนโต๊ะอาหาร พลางคิดในใจอย่างตื่นเต้น 'ตีกันเลย! ตีกันเลย!'

บนโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบงัน ผ่านไปครู่หนึ่ง เสวียนโม่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเดือดดาล "เว่ยสามน้ำบาดเจ็บหนักขนาดนี้ เรื่องคอขาดบาดตายแท้ๆ ทำไมเจ้าถึงไม่บอกพวกเราฮะ!"

เว่ยเหมี่ยวประคองชามข้าวค้างไว้ "?"

เมื่อหลายวันก่อนตอนที่นางกระดูกหัก หมอนี่ยังหัวเราะเยาะนางอยู่เลยไม่ใช่หรือ นี่นางความจำเสื่อมไปเองหรือเปล่าเนี่ย

ในขณะที่เว่ยเหมี่ยวกำลังงุนงงสับสนอยู่นั้น เสวียนโม่ก็เปลี่ยนสีหน้าปุบปับ กลายเป็นสีหน้าปวดร้าวรันทดใจสุดขีด "ถ้าเจ้าบอกพวกเราเร็วกว่านี้ ข้ากับเจียงซวี่ก็คงไม่ต้องโดนจัดตารางฝึกซ้อมเพิ่มหรอกโว้ย!"

เว่ยเหมี่ยวถึงบางอ้อ: แบบนี้สิถึงจะปกติ

จู่ๆ เจียงซวี่ก็หันขวับไปมองเยี่ยเซียวอวิ๋น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความจับผิด "เดี๋ยวนะ ในเมื่อเจ้าท่อนไม้เสิ่นก็ไปด้วย แล้วเจ้าไปทำประโยชน์อะไรได้ล่ะฮะ"

เยี่ยเซียวอวิ๋นทำหน้าเคร่งขรึมลึกลับ "ข้าก็ไปทำหน้าที่เป็นพร็อพเสริมบารมีน่ะสิ"

เจียงซวี่ทำหน้าขยะแขยง "เว่ยเหมี่ยวบาดเจ็บขนาดนั้น เจ้ายังมีกะจิตกะใจไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่อีก เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว"

เยี่ยเซียวอวิ๋นใจสลาย "ซวี่ซวี่ ทำไมเจ้าถึงพูดกับข้าแบบนี้ล่ะ"

เจียงซวี่คีบกับข้าวใส่ชามให้เยี่ยเซียวอวิ๋น "กินๆ เข้าไปเถอะ ของกินยังอุดปากเจ้าไม่ได้เลย"

กินข้าวเสร็จ เสิ่นมู่ไป๋ก็เล่าเหตุการณ์ตอนที่เว่ยเหมี่ยวเผชิญหน้ากับเหวินจิ่งให้ฟังอย่างละเอียด เสวียนโม่ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น "ไอ้เหวินจิ่งนี่มันได้ใจเพราะมีเจ้าสำนักชิงเฟิงหนุนหลังนี่เอง ถึงได้กล้าทำตัวกร่างขนาดนี้"

เว่ยเหมี่ยวถามด้วยความสงสัย "เขาเก่งมากเลยหรือ ทำไมท่านเจ้าสำนักหลิวถึงได้คอยโอ๋เขาขนาดนั้นล่ะ ตอนที่ไปสำนักชิงเฟิงครั้งแรกเขาก่อเรื่อง ท่านเจ้าสำนักหลิวก็ยังออกโรงปกป้องเขาเลย"

"ระดับพลังของเขาก็พอๆ กับหลิวฉี่นั่นแหละ แต่ฝีมือยังเป็นรองหลิวฉี่อยู่บ้าง" เจียงซวี่พูดไปพลางแกะเมล็ดแตงโมไปพลาง "ได้ยินมาว่าเหวินจิ่งเป็นลูกชายของสหายเก่าของหลิวเต้าชิง ก็เลยรับมาเลี้ยงดูอยู่ข้างกาย รักและเอ็นดูยิ่งกว่าลูกในไส้เสียอีก"

เมล็ดแตงโมที่เจียงซวี่อุตส่าห์แกะมาถูกเสวียนโม่โฉบไปกินจนเกลี้ยง เจียงซวี่ตีมือเสวียนโม่ดังเพียะ แต่เสวียนโม่ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน เขาหันไปคุยกับเว่ยเหมี่ยว "ใช่แล้วล่ะ หลิวฉี่รำคาญไอ้หมอนี่ที่สุดเลย ชอบบ่นให้ฟังบ่อยๆ ว่าเหวินจิ่งแต่งตัวยังกับไก่โต้งสีฉูดฉาด แย่งความรักจากพ่อตัวเองไปไม่พอ ยังชอบมาทำตัวเป็นปรปักษ์กับเขาอีก"

เว่ยเหมี่ยวลองนึกย้อนดู ก็พบว่าสิ่งที่หลิวฉี่พูดมานั้นไม่ผิดเลย เหวินจิ่งชอบใส่เสื้อผ้าสีสันจัดจ้านจริงๆ สองครั้งที่เจอกัน เขาก็ใส่ชุดคลุมยาวสีแดงแปร๊ดมาตลอด

"อ้อ เหวินจิ่งเป็นผู้ฝึกตนสายลมปราณธาตุไฟนะ" เว่ยเหมี่ยวพูดเสริมขึ้นมา

มือที่กำลังแกะเมล็ดแตงโมของเจียงซวี่ชะงักกึก เสวียนโม่ก็เกือบจะกัดลิ้นตัวเอง ทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ในบรรดาคนทั้งห้า คนที่ตกใจน้อยที่สุดกับข่าวนี้ก็คือเว่ยเหมี่ยวเอง เว่ยเหมี่ยวไม่ได้กลัวที่เหวินจิ่งเป็นผู้ฝึกตนสายลมปราณ สิ่งที่นางกังวลก็คือ เหวินจิ่งได้ดูดซับแก่นอัคคีเข้าไปแล้วหรือยัง ถ้ายัง นางก็มีโอกาสชนะถึงหกส่วน แต่ถ้าดูดซับไปแล้ว งานนี้คงรับมือยากหน่อย อาจจะต้องงัดเอายันต์หรือกระบี่ออกมาใช้

เสวียนโม่ถามด้วยความประหลาดใจ "เหวินจิ่งเป็นผู้ฝึกตนสายลมปราณธาตุไฟหรือ หลิวฉี่เป็นคนบอกเจ้าหรือไง"

เว่ยเหมี่ยวส่ายหน้า "หลิวฉี่ถึงจะซื่อบื้อแค่ไหนก็คงไม่เอาเรื่องแบบนี้มาบอกข้าหรอก ข้าสัมผัสได้เองต่างหาก ตอนที่เขาพุ่งเข้ามาใกล้ข้า ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังปราณธาตุไฟที่รุนแรงมากจากตัวเขาเพียงชั่วแวบหนึ่ง"

เจียงซวี่ "ถ้าเจ้าต้องประมือกับเขา เจ้ามีโอกาสชนะกี่ส่วน"

เว่ยเหมี่ยวตอบตามความจริง "ถ้าเขายังไม่ได้ดูดซับแก่นอัคคี ก็มีหกส่วน แต่ถ้าดูดซับแล้ว ข้าว่าคงตึงมือพอดู ระดับพลังของเขาสูงกว่าข้า แถมธาตุไฟยังข่มธาตุน้ำแข็งของข้าด้วย คงต้องใช้ยันต์เข้าช่วย"

"เจ้ายังไม่ได้เริ่มเรียนวิชากระบี่เลยนี่" เจียงซวี่ขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าวิชาทรายสีเงินของเจ้าก็สำเร็จขั้นสุดยอดแล้วไม่ใช่หรือ ท่านปรมาจารย์ฉียังไม่สอนเจ้าอีกหรือไง"

เว่ยเหมี่ยวส่ายหน้า "ข้ายังไม่ได้เริ่มเรียนเองต่างหาก ข้าอยากจะฝึกการต่อสู้ประชิดตัวดูก่อน พวกผู้บำเพ็ญกระบี่น่าจะได้ใช้บ่อยๆ"

เสวียนโม่ได้ยินดังนั้นก็ตบโต๊ะฉาด "เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว! ไปหามู่ติ่งสิ! มู่ติ่งน่ะเซียนเรื่องการต่อสู้ประชิดตัวที่สุดแล้ว!"

เจียงซวี่เองก็เห็นด้วยเป็นครั้งแรก "ทักษะการต่อสู้ประชิดตัวของมู่ติ่งแทบจะไร้ช่องโหว่ ถ้าเจ้าไปเรียนกับเขา รับรองว่าได้วิชาติดตัวเพียบ ข้อเสียอย่างเดียวก็คือ... อาจจะโดนอัดจนน่วมไปหน่อย"

เว่ยเหมี่ยวกะพริบตาปริบๆ "พวกท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังหลอกให้ข้าไปโดนอัดแทนน่ะ"

เสวียนโม่เริ่มงอน "เว่ยสามน้ำ เจ้าพูดแบบนี้ไม่ได้นะ พวกเราหวังดีกับเจ้าทั้งนั้นแหละ อีกอย่าง พวกเราเป็นพี่น้องกัน ย่อมต้องมีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้านสิ"

เว่ยเหมี่ยว "ก็ได้ๆ พวกท่านมีช่องทางติดต่อครูฝึกมู่ไหม ข้าจะส่งข้อความไปหาเขา"

มู่ติ่งที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆ ก็ได้รับการแจ้งเตือนขอเพิ่มเพื่อนจากคนแปลกหน้า

[ร้อยวันอันพากเพียรข้าจะขึ้นสู่ชั้นก่อเกิดวิญญาณ ขอเพิ่มท่านเป็นเพื่อน]

มู่ติ่งกดปฏิเสธทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ในดินแดนหลิงกู่พวกสิบแปดมงกุฎมีเกลื่อนเมือง พวกที่ส่งคำขอแปลกๆ มาแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นพวกต้มตุ๋นหรือพวกขายตรงทั้งนั้นแหละ

เว่ยเหมี่ยวชูป้ายหยกสื่อสารให้ทุกคนดู พลางฟ้อง "ครูฝึกมู่ปัดตกคำขอของข้าไปแล้ว"

เสวียนโม่โบกมือ "ไม่ต้องสนใจ ส่งไปใหม่เลย"

เจียงซวี่ "มู่ติ่งก็เป็นคนหยิ่งยโสแบบนี้แหละ ปกติมาก"

เสิ่นมู่ไป๋ให้กำลังใจเว่ยเหมี่ยว "อย่าเพิ่งท้อสิ ลองส่งไปอีกสักสองสามรอบ"

เยี่ยเซียวอวิ๋นก็ผสมโรงด้วย "ไม่แน่ครูฝึกมู่อาจจะแค่เผลอไปกดโดนปุ่มปฏิเสธก็ได้นะ"

และแล้ว หลังจากกดเพิ่มแล้วก็โดนปัดตก โดนปัดตกแล้วก็กดเพิ่มใหม่อยู่หลายรอบ ในที่สุดเว่ยเหมี่ยวก็ได้รับรางวัลเป็นการถูกบล็อกอย่างถาวร ทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วก็พร้อมใจกันแหงนหน้ามองฟ้า ไม่มีใครกล้าสบตาเว่ยเหมี่ยวเลยสักคน

เว่ยเหมี่ยว "..." ไอ้พวกตัวบรรลัยเอ๊ย

มู่ติ่งหารู้ไม่ว่าคนที่เขาเพิ่งจะบล็อกไปหมาดๆ นั้นคือลูกศิษย์ในสำนักของเขาเอง เว่ยเหมี่ยวจึงทำได้เพียงส่งข้อความไปหาผู้เฒ่าสวินแทน บอกว่าอยากจะให้มู่ติ่งช่วยสอนทักษะการต่อสู้ประชิดตัวให้ แต่ผู้เฒ่าสวินตอบกลับมาว่า ตอนนี้มู่ติ่งกำลังยุ่งอยู่กับการฝึกซ้อมเสวียนโม่และเจียงซวี่อยู่ ตัวเขาเองก็งานล้นมือจนปลีกตัวไม่ลง จึงขอให้เว่ยเหมี่ยวรอไปก่อน

หลายวันมานี้นางไม่ได้แวะไปหาฉีฟ่างและป๋ายอวี่ที่ดินแดนบรรพชนเลย เว่ยเหมี่ยวหยิบแก่นอสูรติดมือไปจำนวนหนึ่ง กะว่าหลังจากฝึกฝนเสร็จจะเอาไปสอนป๋ายอวี่เล่นเกมสักหน่อย

ฝ่าพายุหิมะอันหนาวเหน็บเข้ามาถึงรอบนอก ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ใจกลางค่ายกล ป๋ายอวี่ก็วิ่งถลาเข้ามากอดนางทันที

"เว่ยเหมี่ยว! เจ้ามาแล้ว!"

เว่ยเหมี่ยวอ้าแขนรับร่างเล็กๆ ของป๋ายอวี่เอาไว้ พอมองเห็นว่าทรงผมที่นางทำให้คราวก่อนยังอยู่ดี ก็อดประหลาดใจไม่ได้ "ทรงผมนี้ยังอยู่อีกหรือเนี่ย"

ป๋ายอวี่ยิ้มแฉ่ง "ข้าชอบมากๆ เลยล่ะ! ข้าเสียดายไม่อยากแกะ ก็เลยปล่อยไว้แบบนี้นี่แหละ"

เว่ยเหมี่ยวทำท่าครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวข้าฝึกฝนเสร็จแล้ว จะทำทรงใหม่ให้เจ้าดีไหม แล้วข้าจะอยู่เล่นเป็นเพื่อนเจ้าด้วย"

"เอาสิ!" ป๋ายอวี่ดีใจจนเนื้อเต้น นางกระตุกแขนเสื้อเว่ยเหมี่ยวเบาๆ แล้วแหงนหน้าถาม "หลายวันมานี้ทำไมเจ้าถึงไม่มาฝึกที่นี่เลยล่ะ มีธุระยุ่งหรือ"

เว่ยเหมี่ยวย่อตัวลงนั่งยองๆ เพื่อให้ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกับป๋ายอวี่ นางสังเกตเห็นว่าเปียเล็กๆ ของป๋ายอวี่หลุดลุ่ยไปบ้างแล้ว จึงเอื้อมมือไปถักให้ใหม่ พลางตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "หลายวันมานี้ข้าไปฝ่าด่านที่หอคอยฉีหลิงมาน่ะ ก็เลยไม่ได้แวะมาที่นี่เลย"

ป๋ายอวี่ทำหน้างุนงง "หอคอยฉีหลิงหรือ"

เว่ยเหมี่ยวพยักหน้ารับ "ใช่แล้วล่ะ นั่นไม่ใช่อาวุธวิเศษสมัยที่ท่านปรมาจารย์ฉียังมีชีวิตอยู่หรอกหรือ"

"ป๋ายอวี่เพิ่งจะก่อเกิดเป็นรูปร่างได้ไม่นาน นางไม่รู้เรื่องพวกนั้นหรอก"

ฉีฟ่างปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเว่ยเหมี่ยวอย่างเงียบเชียบ ป๋ายอวี่เรียก 'เจ้านาย' อย่างว่าง่าย ก่อนจะเขย่าแขนเสื้อเว่ยเหมี่ยวไปมา "เจ้านายมาแล้ว งั้นข้ากลับเข้าไปก่อนนะ เว่ยเหมี่ยว เจ้าอย่าลืมสัญญาที่ว่าจะเล่นเป็นเพื่อนข้านะ"

เว่ยเหมี่ยวโบกมือลา "ไม่ลืมแน่นอน"

ฉีฟ่างเอ่ยถาม "ฝึกวิชาทรายสีเงินไปถึงไหนแล้ว"

เว่ยเหมี่ยวไม่ได้ขยับตัว วินาทีต่อมา หมอกสีขาวก็แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วใจกลางค่ายกล หมอกหนาทึบจนแทบจะบดบังทุกสรรพสิ่ง ฉีฟ่างขยับปลายนิ้วเพียงนิดเดียว หมอกขาวก็สลายตัวไป เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "สติปัญญาดีเยี่ยม ไม่ถึงครึ่งปีก็สามารถทำให้มันกลายสภาพเป็นหมอกได้แล้ว"

"เมื่อระดับพลังของเจ้าเพิ่มสูงขึ้น หมอกที่เกิดจากทรายสีเงินก็จะยิ่งเบาบางลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่มีใครสามารถมองเห็นรูปลักษณ์ของมันได้อีกต่อไป เพียงแค่ชั่วพริบตา เจ้าก็สามารถลงมือสังหารได้อย่างไร้ร่องรอย"

เว่ยเหมี่ยวเงยหน้ามองฉีฟ่าง "ถ้าอย่างนั้น ท่านปรมาจารย์จะสอนวิชากระบี่ให้ข้าได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ"

ฉีฟ่าง "ย่อมได้สิ"

จบบทที่ บทที่ 75 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

คัดลอกลิงก์แล้ว