- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 65 รักตัวกลัวตาย
บทที่ 65 รักตัวกลัวตาย
บทที่ 65 รักตัวกลัวตาย
บทที่ 65 รักตัวกลัวตาย
"ท่านมีรากปราณคู่หรือเจ้าคะ"
ฉีฟ่างพยักหน้ารับ เขายังคงรักษาเว่ยเหมี่ยวต่อไป พลังปราณธาตุไม้สีเขียวปลิวว่อนไปทั่วผืนหิมะสีขาวโพลน ช่วยเติมเต็มชีวิตชีวาให้กับสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาส่วนหนึ่ง
การที่ฉีฟ่างมีรากปราณคู่นั้น เป็นจุดที่ทำให้เว่ยเหมี่ยวประหลาดใจที่สุด เพราะตามปกติแล้ว รากปราณเดี่ยวถือเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์สูงสุดในหมู่ผู้ฝึกตนสายลมปราณ การมีธาตุของรากปราณมากเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ความเร็วในการฝึกฝนล่าช้าลง แต่ยังต้องเปลืองแรงและใช้สมาธิอย่างหนักในการรักษาสมดุลระหว่างธาตุที่ข่มกันเองอีกด้วย
ระดับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉีฟ่าง มองอย่างไรก็ควรจะเป็นผู้มีรากปราณเดี่ยวชัดๆ
"รากปราณพหุธาตุไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่ผู้คนในโลกหล้ากล่าวขานกันหรอกนะ" ฉีฟ่างกล่าวกับเว่ยเหมี่ยว "หากรู้จักใช้ให้เป็น มันย่อมแข็งแกร่งกว่ารากปราณเดี่ยวเสียอีก"
เว่ยเหมี่ยวฟังแล้วก็เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก หลังจากฉีฟ่างทำการรักษาเสร็จ เขาก็เอ่ยถามว่านางมีธุระอันใด
เว่ยเหมี่ยวกำสมุดบันทึกในมือแน่น "ท่านปรมาจารย์ทราบหรือไม่เจ้าคะ ว่าพลังปราณของดินแดนหลิงกู่กำลังรั่วไหลหายไป"
ฉีฟ่างนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "รู้สิ แต่ข้าสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ไม่ได้หรอก"
เว่ยเหมี่ยว "ทำไมล่ะเจ้าคะ"
ฉีฟ่างจ้องมองเว่ยเหมี่ยวนิ่งๆ "ก็เพราะว่าข้าตายไปแล้วน่ะสิ กายวิญญาณไม่อาจสอดมือเข้าไปก้าวก่ายเรื่องทางโลกได้ หากไม่ใช่เพราะเจตจำนงแห่งสวรรค์ต้องการให้ข้าคอยสะกดเถาเที่ยเอาไว้ ข้าก็คงไม่อยู่รั้งในสำนักอู๋ซ่างหรอก"
เว่ยเหมี่ยวถามต่อ "แต่ตอนที่ข้าอยู่ที่หอหลิงเซียว วิญญาณบรรพชนยังให้ศิษย์พี่ส่งข่าวมาบอกข้าเลยนะเจ้าคะ แบบนี้เรียกว่าอะไรกัน"
ฉีฟ่าง "นั่นถือเป็นความลำเอียงส่วนตัว"
เอาเถอะ เว่ยเหมี่ยวคิดในใจ มันก็เป็นความลำเอียงจริงๆ นั่นแหละ คนของสำนักอู๋ซ่างเนี่ย ไม่ว่าจะแก่จะหนุ่ม จะตายไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ล้วนแต่เป็นพวกเข้าข้างพวกพ้องตัวเองทั้งนั้น
"ตราบใดที่ไม่เปิดเผยคำทำนายออกมาจนหมดเปลือก และไม่ลงมือแทรกแซงด้วยตัวเอง โดยทั่วไปแล้วเจตจำนงแห่งสวรรค์ก็จะแสร้งหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป" ฉีฟ่างกล่าวเสริม
เว่ยเหมี่ยวกะพริบตาปริบๆ "ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าข้าสามารถเป็นฝ่ายตั้งคำถามได้ใช่ไหมเจ้าคะ"
ฉีฟ่าง "ได้สิ เพียงแต่จะได้รับทัณฑ์สวรรค์เป็นการตอบแทน"
เว่ยเหมี่ยว "ยกตัวอย่างเช่นอะไรบ้างเจ้าคะ"
ฉีฟ่าง "ตาย"
เว่ยเหมี่ยวถึงกับสงบเสงี่ยมลงทันที
ฉีฟ่างมองดูลูกศิษย์ที่จู่ๆ ก็เงียบกริบไป พลางเอ่ยเสียงแผ่ว "เรื่องพลังปราณรั่วไหลน่ะ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าในตอนนี้จะสอดมือเข้าไปยุ่งได้หรอก ต้องรอไปก่อน"
เว่ยเหมี่ยวแกล้งกวนประสาทไปทีหนึ่ง "ท่านปรมาจารย์รู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าข้าจะสอดมือเข้าไปยุ่ง เกิดข้าทำเป็นมองไม่เห็นขึ้นมาล่ะ"
ฉีฟ่างไม่ตอบ เขาชี้ปลายนิ้วไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหลังเว่ยเหมี่ยว เพียงชั่วพริบตา เว่ยเหมี่ยวก็เห็นเส้นด้ายสีขาวจำนวนนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาตามร่างกายของนาง เส้นด้ายแต่ละเส้นทอดยาวออกไปในทุกทิศทุกทาง เว่ยเหมี่ยวถูกเส้นด้ายสีขาวห่อหุ้มเอาไว้ ราวกับดักแด้ที่ติดอยู่ในใยแมงมุม
เว่ยเหมี่ยวมองแล้วถึงกับขนหัวลุก "นี่มันตัวอะไรเนี่ย"
"นี่คือเส้นใยแห่งชีวิต"
ฉีฟ่างเบี่ยงตัวหลบเส้นด้ายสีขาวเส้นหนึ่งที่พยายามจะเข้ามาพันเกาะตัวเขา แต่เส้นด้ายนั้นก็ยังคงดื้อด้านจะเข้าไปเกาะติดให้ได้ เว่ยเหมี่ยวรู้หน้าที่รีบคว้าเส้นด้ายที่กำลังบิดเร่าเส้นนั้นเอาไว้ เส้นด้ายสีขาวดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์อยู่สองสามที สุดท้ายก็ยอมสงบนิ่งอยู่ในมือของเว่ยเหมี่ยว
เว่ยเหมี่ยวลองลูบคลำดู ก็พบว่าสัมผัสของมันดีมาก ทั้งนุ่มนิ่มและยืดหยุ่น จู่ๆ นางก็นึกพิเรนทร์จับเส้นด้ายสองเส้นมาผูกเป็นโบเสียอย่างนั้น
ฉีฟ่างอธิบายให้นางฟัง "เส้นใยแห่งชีวิตจะปรากฏขึ้นเฉพาะบนร่างของผู้ครอบครองโชคชะตาแห่งสวรรค์เท่านั้น เส้นแต่ละเส้นเป็นตัวแทนของผู้คนและเรื่องราวต่างๆ ที่เจ้าจะต้องพานพบและเผชิญหน้าทั้งในปัจจุบันและอนาคต ยิ่งมีเส้นใยแห่งชีวิตมากเท่าไหร่ กรรมวาระก็ยิ่งเกี่ยวพันลึกซึ้งมากเท่านั้น"
เว่ยเหมี่ยวชะงักมือ ชี้เข้าหาตัวเอง "ข้านี่นะ ผู้ครอบครองโชคชะตาแห่งสวรรค์"
ฉีฟ่าง "ใช่แล้ว"
เว่ยเหมี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ "แล้วการเป็นผู้ครอบครองโชคชะตาแห่งสวรรค์นี่มีข้อดีอะไรบ้างไหมเจ้าคะ"
"ผู้ครอบครองโชคชะตาแห่งสวรรค์จะได้รับความโปรดปรานจากเจตจำนงแห่งสวรรค์ มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนที่เหนือล้ำกว่าใคร มีวาสนาและโชคชะตาที่เป็นเลิศ แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ผู้กอบกู้โลก และ ผู้ทำลายล้างโลก ความหมายของการถือกำเนิดของทั้งสองประเภทนี้ก็เพื่อทำภารกิจของตนเองให้ลุล่วง แต่ในขณะเดียวกันก็มักจะอายุสั้นตายจากไปก่อนวัยอันควรด้วย"
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ให้ผลประโยชน์เจ้ามานิดหน่อยเพื่อหลอกใช้ให้ทำงาน พอใช้งานเสร็จก็เขี่ยทิ้ง
เว่ยเหมี่ยวยังคงจับเส้นด้ายบนตัวมาเล่นต่อไป "ท่านปรมาจารย์ ข้าขอไม่เป็นได้ไหมเจ้าคะ ข้าเป็นพวกประเภทรักตัวกลัวตาย คงจะไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่"
ฉีฟ่าง "ไม่ได้"
เว่ยเหมี่ยวยังไม่ถอดใจ "ไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะ แล้วถ้าเกิดข้าทำหน้าที่นี้ไม่ไหวล่ะจะทำอย่างไร"
ฉีฟ่าง "ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า"
เว่ยเหมี่ยวไหล่ตก "แล้วตกลงข้าเป็นผู้กอบกู้หรือผู้ทำลายล้างล่ะเจ้าคะ"
"เรื่องนี้ข้าบอกเจ้าไม่ได้" ฉีฟ่างแตะปลายนิ้วลงบนเส้นด้ายสีขาวเส้นหนึ่งที่อยู่ข้างตัวเว่ยเหมี่ยว เส้นด้ายเส้นนั้นพันรอบนิ้วของฉีฟ่างราวกับอาลัยอาวรณ์ เว่ยเหมี่ยวพยายามดึงอย่างไรมันก็ไม่ยอมหลุด
ฉีฟ่างมองดูเว่ยเหมี่ยวที่กำลังงัดข้อกับเส้นด้ายสีขาว จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมา "ศิษย์พี่รองของเจ้าก็เคยเป็นผู้ครอบครองโชคชะตาแห่งสวรรค์เหมือนกัน เพียงแต่เขาไม่อยากเป็นผู้ทำลายล้างโลก ก็เลยจัดการตัดเส้นใยแห่งชีวิตทิ้งไปจนหมด"
เว่ยเหมี่ยวชะงักไป "เส้นใยแห่งชีวิตนี่มันตัดให้ขาดได้ด้วยหรือเจ้าคะ"
ไอ้ของพรรค์นี้ทั้งยืดหยุ่นทั้งนุ่มนิ่ม แถมยังลื่นปรื๊ดและพลิ้วไหวสุดๆ ดึงให้ตายก็ไม่ขาด ไม่รู้ว่าเสิ่นมู่ไป๋ใช้วิธีไหนตัดมันขาดได้ แต่ที่น่าตกใจกว่าคือนางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเสิ่นมู่ไป๋จะเป็นผู้ทำลายล้างโลก คนที่ดูอ่อนโยนละมุนละไมอย่างเสิ่นมู่ไป๋เนี่ยนะ ช่างเอาไปเชื่อมโยงกับการทำลายล้างโลกได้ยากเหลือเกิน
ฉีฟ่าง "ตามหลักการแล้วก็สามารถทำได้"
เว่ยเหมี่ยว "แล้วต้องทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ"
ฉีฟ่างแตะเส้นด้ายสีขาวที่พันรอบนิ้วของเขาเบาๆ เส้นด้ายนั้นราวกับรับรู้ได้ถึงอันตราย มันรีบคลายตัวออกจากมือของฉีฟ่าง แล้วหนีไปซ่อนตัวอยู่ด้านหลังเว่ยเหมี่ยว เว่ยเหมี่ยวคว้าเส้นด้ายเส้นนั้นไว้ได้ ก็จัดการขยำๆ นวดๆ เป็นการใหญ่
ฉีฟ่าง "ข้าไม่รู้"
เว่ยเหมี่ยว "..." มองมุมไหนท่านก็ดูเหมือนคนรู้ชัดๆ
ฉีฟ่างตวัดมือไปทางกลุ่มเส้นด้ายสีขาวที่ปกคลุมอยู่เต็มแผ่นหลังของเว่ยเหมี่ยว วินาทีต่อมา เส้นใยแห่งชีวิตทั้งหมดก็อันตรธานหายไป เว่ยเหมี่ยวมองหน้าฉีฟ่าง เขายังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเป็นปกติ พร้อมกับเอ่ยถามนางว่ายังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่
"ข้าพบอุปสรรคในการฝึกฝนนิดหน่อยเจ้าค่ะ ข้าไม่สามารถควบแน่นทรายสีเงินในเคล็ดวิชาเกล็ดหิมะโปรยปรายขั้นแรกออกมาได้เลย"
เว่ยเหมี่ยวควบแน่นกรวยน้ำแข็งขนาดเท่าครึ่งข้อนิ้วมือให้ฉีฟ่างดู ซึ่งนางก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนักเช่นเคย ฉีฟ่างไม่พูดอะไร เขายื่นมือออกไป ในพริบตาเดียวบนฝ่ามือของเขาก็ปรากฏกลุ่มหมอกสีขาวรวมตัวกัน ประกายสีแดงวาบผ่านดวงตาของเว่ยเหมี่ยว นางมองเห็นอย่างชัดเจนว่านั่นคือทรายสีเงินจำนวนมหาศาลจนนับไม่ถ้วน
"เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าดูดซับพลังปราณได้มากกว่าคนทั่วไป ปริมาณที่นำมาใช้ได้ก็ย่อมมีมากกว่า ดังนั้นเวลาที่เจ้าปลดปล่อยพลังออกมา มันจึงเป็นการใช้พลังแบบเหวี่ยงแหกว้างๆ ซึ่งนั่นส่งผลให้การควบคุมพลังปราณของเจ้ายังขาดความเชี่ยวชาญและความละเอียดอ่อน"
ฉีฟ่างส่งสัญญาณให้เว่ยเหมี่ยวแบมือออก เขาวางกลุ่มหมอกสีขาวนั้นลงบนฝ่ามือของนางอย่างแผ่วเบา "เวลาฝึกฝน จงพยายามปลดปล่อยพลังปราณน้ำแข็งในร่างกายออกมาทีละนิด เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน ในการต่อสู้ การสูญเสียพลังปราณไปอย่างมหาศาลในคราวเดียวถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง ต่อให้มีพลังปราณมากแค่ไหน วันหนึ่งมันก็ต้องมีวันหมด"
เว่ยเหมี่ยวพยักหน้ารับ "ตอนแรกข้าลองใช้พลังจิตห่อหุ้มพลังปราณเอาไว้ ตั้งใจจะบีบอัดมันให้เล็กลง แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่เจ้าค่ะ"
"ฉลาด" ฉีฟ่างเอ่ยชม "ที่มันไม่สำเร็จก็เพราะว่าพลังปราณของเจ้านั้นแข็งแกร่งกว่าพลังจิตมากนัก เจ้าก็เลยใช้พลังจิตกดข่มมันเอาไว้ไม่อยู่ เจ้าควรจะฝึกวาดพวกยันต์ให้มากๆ นะ"
เว่ยเหมี่ยวนึกไม่ถึงว่าความลับของตัวเองจะแตก "ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะว่าข้าวาดยันต์ได้"
ฉีฟ่าง "ข้ารู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าอยากจะเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่"
เว่ยเหมี่ยว "?!" ทำไมถึงรู้ลึกรู้จริงขนาดนี้!
ฉีฟ่างมองดูเด็กสาวตรงหน้าที่กำลังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย "แต่ว่าในตอนนี้เจ้าทำได้เพียงแค่ฝึกฝนวิถียันต์ไปก่อน สำหรับวิถีกระบี่นั้น เกรงว่าใจเจ้าจะสู้แต่พละกำลังยังไม่ถึง รอให้เจ้าฝึกเคล็ดวิชาเกล็ดหิมะโปรยปรายขั้นแรกจนสำเร็จเมื่อไหร่ ข้าจะสอนวิชากระบี่ให้เจ้าเอง"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ "วิชากระบี่ของสำนักชิงเฟิงก็นับว่าไม่เลว แต่ทางที่ดีอย่าไปแอบฝึกเคล็ดวิชาเฉพาะของสำนักอื่นเลยจะดีกว่า"
เว่ยเหมี่ยว "...เจ้าค่ะ ท่านปรมาจารย์"
นี่มันจะรู้ดีไปเสียทุกเรื่องเลยหรือไง! ประวัติของนางถูกขุดคุ้ยจนพรุนหมดแล้วไม่ใช่หรือ!
ฉีฟ่างยังคงพูดต่อไป "การท้าทายฝ่าด่านที่หอหลิงเซียว เจ้าทำผลงานได้ไม่เลวเลย ทั้งเด็ดขาดและหนักแน่น แต่ว่าทางที่ดีอย่าได้นำวิชาเนตรของเจ้าไปแสดงให้คนนอกเห็นง่ายๆ เชียว ตระกูลเว่ยไม่ใช่พวกที่รับมือได้ง่ายๆ หรอกนะ"
เว่ยเหมี่ยวถึงกับหน้าชา "ท่านปรมาจารย์ ทำไมท่านถึงได้รู้ไปหมดทุกอย่างเลยล่ะเจ้าคะ"
ฉีฟ่าง "เส้นใยแห่งชีวิตของเจ้าเป็นคนบอกข้าน่ะสิ"
เว่ยเหมี่ยว "อะไรนะเจ้าคะ"
ฉีฟ่างก้มมองมือของตัวเอง "เวลาที่เส้นใยแห่งชีวิตของเจ้าไปสัมผัสโดนตัวคนอื่น มันจะทำให้คนๆ นั้นล่วงรู้ถึงเรื่องราวทุกอย่างที่เจ้าเคยเผชิญมาในอดีตได้น่ะ"
เว่ยเหมี่ยว "...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง" เหอะๆ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งสมควรต้องสับมันทิ้งให้เกลี้ยงเลยล่ะ!