- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 60 ทรายสีเงิน
บทที่ 60 ทรายสีเงิน
บทที่ 60 ทรายสีเงิน
บทที่ 60 ทรายสีเงิน
ฉีฟ่างเดินนำหน้าไป ส่วนป๋ายอวี่ก็เอาแต่เจื้อยแจ้วซักถามเว่ยเหมี่ยวไม่หยุดหย่อน คำถามส่วนใหญ่มักจะวนเวียนอยู่กับเรื่องราวภายนอกสำนักอู๋ซ่าง
เมื่อได้ฟังคำตอบ ป๋ายอวี่ก็ทอดถอนใจ "เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่แสนปี ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้วหรือนี่"
เว่ยเหมี่ยวจ้องมองเด็กสาวตัวน้อยตรงหน้า แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือจิตวิญญาณแห่งน้ำแข็งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ยุคโบราณกาล ป๋ายเหยียนและป๋ายอวี่คือฝาแฝดที่ถือกำเนิดมาจากจิตวิญญาณแห่งน้ำแข็ง รูปร่างหน้าตาของพวกเขายังคงดูเยาว์วัย ทว่าอายุอานามที่แท้จริงนั้นแก่หง่อมยิ่งกว่าทวดของทวดของเว่ยเหมี่ยวเสียอีก
เว่ยเหมี่ยวคิดในใจ 'นี่สิถึงจะเรียกว่าทวดของแท้'
"ถึงแล้ว"
เว่ยเหมี่ยวมองตามสายตาของฉีฟ่างไป ไม่ไกลนักมีกระบี่สีแดงฉานเล่มหนึ่งปักเด่นเป็นสง่าอยู่บนพื้นดิน ด้ามกระบี่นั้นขึ้นสนิมเขรอะ ทว่าตัวเล่มกลับยังคงเงางามราวกับของใหม่ สาดส่องประกายสีแดงเรื่อๆ ตัดกับผืนหิมะสีขาวโพลนอย่างชัดเจน
เว่ยเหมี่ยวชะงักไปชั่วครู่ "นี่คือ..."
"กระบี่เล่มนี้คือใจกลางของค่ายกล เบื้องล่างคือสถานที่คุมขังเถาเที่ย ส่วนตัวข้าก็มักจะสิงสถิตอยู่ในกระบี่เล่มนี้เป็นส่วนใหญ่ หากเจ้ามีธุระอันใดก็มาหาข้าที่นี่ได้เลย"
เว่ยเหมี่ยวถึงกับงุนงง ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ของนางต้องมาอาศัยอยู่ในกระบี่แคบๆ นี้น่ะหรือ
เมื่อเห็นสีหน้าฉงนของเว่ยเหมี่ยว ป๋ายอวี่ก็รีบอธิบายให้ฟัง "เจ้านายจำเป็นต้องอาศัยพลังของกระบี่ต้วนหุนเพื่อสะกดเถาเที่ยเอาไว้ ดังนั้นท่านจึงต้องสิงอยู่ในกระบี่เป็นส่วนใหญ่ยังไงล่ะ"
เว่ยเหมี่ยวมองดูฉีฟ่างพลางคิดว่า สำหรับวิญญาณบรรพชนระดับนี้ ที่พักพิงมันช่างดูซอมซ่อเกินไปหน่อยไหม วิญญาณบรรพชนท่านอื่นๆ ในภูเขาสุสานต่างก็มีเรือนพักส่วนตัว แถมยังสามารถตกแต่งได้ตามใจชอบอีกต่างหาก ฉีฟ่างอุตส่าห์เป็นถึงผู้ก่อตั้งสำนักอู๋ซ่าง ใครจะไปคิดล่ะว่าตายไปแล้วยังต้องมาทนทำงานงกๆ ให้สำนัก แถมยังต้องมาเบียดเสียดอยู่กับจิตวิญญาณน้ำแข็งในกระบี่อีก
สวัสดิการมันช่างย่ำแย่เสียจริงๆ เว่ยเหมี่ยวแอบบ่นในใจ ฉีฟ่างไม่ได้รับรู้ถึงความคิดของเว่ยเหมี่ยว เขาเห็นว่าได้เวลาสมควรแล้ว จึงเอ่ยกับนางว่า "ข้าจะมอบวิชาสืบทอดให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย"
สิ้นคำพูด เขาก็ยกมือขึ้นแตะที่หว่างคิ้วของเว่ยเหมี่ยว ความรู้สึกเย็นเยียบสายหนึ่งไหลซึมเข้าสู่ร่าง ภายในทะเลวิญญาณของเว่ยเหมี่ยวพลันปรากฏตำราเล่มหนึ่งขึ้นมา น้ำเสียงของฉีฟ่างดังก้องอยู่ในหัวของนาง "ในตำราเล่มนี้บรรจุเคล็ดวิชาและประสบการณ์ทั้งชีวิตของข้าเอาไว้ เจ้ากลับไปศึกษาได้แล้วล่ะ"
"ท่าน... ปรมาจารย์?"
เว่ยเหมี่ยวยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากถามอะไรเลย วินาทีต่อมานางก็ถูกส่งตัวออกมาอยู่นอกค่ายกลเสียแล้ว นางยืนมองดูป่าไม้เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกสับสนงุนงง
ให้วิชามาแล้วไม่คิดจะสอนหน่อยหรือ ข้อควรระวังอะไรก็ไม่บอกสักคำ รีบไล่นางออกมาแบบนี้ กลัวว่านางจะไปแย่งข้าวกินหรืออย่างไร เว่ยเหมี่ยวหันไปมองทิศทางของใจกลางค่ายกลด้วยความอาลัยอาวรณ์ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินกลับยอดเขาสู่หยุน ทว่าเมื่อกลับมาถึง นางก็พบว่าเสิ่นมู่ไป๋ยังทำอาหารไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ
เว่ยเหมี่ยวจึงตัดสินใจกลับเข้าห้องไปศึกษาเคล็ดวิชาที่เพิ่งได้รับมาก่อน
ตำราเล่มนั้นนอนนิ่งสงบอยู่ภายในทะเลวิญญาณ รูปลักษณ์ภายนอกดูเรียบง่ายไร้การตกแต่งใดๆ เว่ยเหมี่ยวลองรวบรวมพลังจิตไปสัมผัสดู หน้ากระดาษก็พลิกเปิดออกอย่างรวดเร็ว นางจึงได้รู้ว่าเคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า 'เกล็ดหิมะโปรยปราย' แบ่งออกเป็นห้าขั้นด้วยกัน ทว่าตอนนี้นางสามารถอ่านได้แค่สองขั้นแรกเท่านั้น ส่วนอีกสามขั้นที่เหลือ ไม่ว่านางจะพยายามส่งพลังจิตเข้าไปมากเท่าไหร่ก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย
ตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนด้วยลายมือตวัดอย่างทรงพลังในหน้าแรก ดึงดูดความสนใจของเว่ยเหมี่ยว ข้อความนั้นระบุไว้ว่า เคล็ดวิชา 'เกล็ดหิมะโปรยปราย' ห้ามมิให้ใจร้อนรวบรัด ผู้ฝึกฝนจำเป็นต้องปูพื้นฐานให้แน่นหนาเสียก่อน
หน้ากระดาษของสองขั้นแรกเต็มไปด้วยบันทึกย่อที่เขียนกำกับไว้อย่างละเอียดยิบ ฉีฟ่างอธิบายเคล็ดวิชาและข้อควรระวังต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งยังอธิบายถึงหลักการข่มกันของธาตุทั้งห้าและทักษะการต่อสู้อีกด้วย หลังจากอ่านอย่างตั้งใจจนจบ เว่ยเหมี่ยวก็เริ่มลงมือฝึกฝนในขั้นแรก
เคล็ดวิชาขั้นต้นของขั้นแรกมีชื่อว่า 'ทรายสีเงิน' แตกต่างจากกรวยน้ำแข็งที่เว่ยเหมี่ยวเคยสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ ทรายสีเงินนั้นมีขนาดเล็กและเบาบางยิ่งกว่าเกล็ดหิมะ ทว่ากลับมีความแข็งแกร่งและแหลมคมกว่ามาก พลังทำลายล้างก็สูงกว่าด้วยเช่นกัน ดังนั้น เว่ยเหมี่ยวจึงจำเป็นต้องควบคุมพลังปราณน้ำแข็งให้ละเอียดอ่อนและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
เว่ยเหมี่ยวก้มมองดูกรวยน้ำแข็งขนาดเท่าครึ่งข้อนิ้วที่ตัวเองเพิ่งจะสร้างขึ้นมาได้ด้วยความรู้สึกท้อแท้ นี่คือขนาดที่เล็กที่สุดเท่าที่นางจะทำได้ในตอนนี้แล้ว ในตำราระบุไว้ว่า ทรายสีเงินนั้นเล็กละเอียดดั่งเศษธุลี เพียงสายลมพัดผ่านก็สามารถปลิวว่อนขึ้นไปได้สูงหลายจั้ง เว่ยเหมี่ยวลองโยนก้อนน้ำแข็งเล็กๆ ในมือขึ้นไปในอากาศ แล้วมันก็ตกลงมากระแทกหน้าผากของนางเข้าอย่างจัง
เว่ยเหมี่ยวพยายามสร้างก้อนน้ำแข็งแบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่านับร้อยครั้ง นางยกมือกุมขมับ รู้สึกเหมือนทะเลวิญญาณและพลังปราณถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง ทุกครั้งที่ต้องควบคุมพลังปราณน้ำแข็ง นางจะต้องเพ่งสมาธิอย่างหนัก ไม่อย่างนั้นหากเผลอไผลเพียงนิดเดียว ก็จะได้ก้อนน้ำแข็งก้อนเบ้อเริ่มออกมาแทน
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เสิ่นมู่ไป๋มาเรียกเว่ยเหมี่ยวไปกินข้าว "ศิษย์น้อง อาหารเสร็จแล้วนะ"
เว่ยเหมี่ยวตะโกนตอบกลับไป "ไปเดี๋ยวนี้แหละ"
วันนี้บนยอดเขาสู่หยุนมีเพียงเสิ่นมู่ไป๋และเว่ยเหมี่ยวอยู่กันแค่สองคน เสวียนโม่และเจียงซวี่ถูกหลี่เวยเรียกตัวไปฝึกซ้อมแบบตัวต่อตัว ส่วนเยี่ยเซียวอวิ๋นก็เอาแต่ขลุกตัวอ่านตำรายันต์อยู่ในหอคัมภีร์ เขาส่งข้อความมาบอกว่าให้แบ่งกับข้าวไว้ให้ด้วย ประเดี๋ยวเขาจะกลับมากิน
เว่ยเหมี่ยวกินข้าวไปพลางครุ่นคิดถึงเคล็ดวิชาไปพลาง คีบข้าวเข้าปากไปได้ไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง เสิ่นมู่ไป๋นึกว่าอากาศร้อนทำให้นางเบื่ออาหาร จึงลุกไปหยิบผลไม้ปราณแช่เย็นในครัวมาให้นางหนึ่งจาน
ผลไม้สีแดงสดใสปรากฏขึ้นตรงหน้า เว่ยเหมี่ยวหลุดออกจากภวังค์ รับจานผลไม้มาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ "ขอบคุณศิษย์พี่รอง"
"อาหารวันนี้ไม่ถูกปากหรือ" เสิ่นมู่ไป๋เอ่ยถาม "หรือว่าเจ้าเบื่ออาหาร"
"ไม่ใช่หรอก ข้ากำลังคิดเรื่องเคล็ดวิชาอยู่น่ะ" เว่ยเหมี่ยวกัดผลไม้ปราณคำหนึ่ง น้ำหวานฉ่ำระเบิดกระจายในโพรงปาก กลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว เป็นผลไม้ชนิดเดียวกับที่นางมักจะกินเป็นประจำ
เว่ยเหมี่ยวกินไปได้สามลูกก็หยุด เสิ่นมู่ไป๋จึงเอ่ยถามขึ้น "มีตรงไหนที่เจ้าไม่เข้าใจในเคล็ดวิชาหรือ"
"ไม่ได้ไม่เข้าใจหรอก แต่ข้ายังควบคุมพลังปราณน้ำแข็งได้ไม่ดีพอน่ะ ยิ่งขนาดใหญ่ก็ยิ่งสร้างง่าย แต่พอจะทำให้มันเล็กลงกลับยากลำบากเหลือเกิน"
สิ้นคำพูด เว่ยเหมี่ยวก็สร้างก้อนน้ำแข็งขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือให้เสิ่นมู่ไป๋ดูในพริบตา เสิ่นมู่ไป๋พยักหน้ารับรู้ เว่ยเหมี่ยวจึงลองทำให้ดูอีกครั้ง คราวนี้ต้องใช้เวลาถึงครึ่งก้านธูป กว่าจะสร้างก้อนน้ำแข็งขนาดจิ๋วออกมาได้
เสิ่นมู่ไป๋มองดูเหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่ผุดพรายบนหน้าผากของเว่ยเหมี่ยว เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ "เจ้าลองใช้พลังจิตห่อหุ้มพลังปราณน้ำแข็งดูสิ แล้วค่อยๆ ใช้พลังจิตบีบอัดมันให้เล็กลง"
เว่ยเหมี่ยวลองทำตามคำแนะนำของเสิ่นมู่ไป๋ ก็พบว่ามันได้ผลอยู่บ้าง แต่วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ผ่านไปไม่นานเว่ยเหมี่ยวก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยเวิร์ก ทั้งสองคนจึงต้องช่วยกันคิดหาวิธีอื่นต่อไป
ผู้ฝึกตนสายลมปราณนั้นพบเห็นได้ยากยิ่งในดินแดนหลิงกู่ ยิ่งเว่ยเหมี่ยวเป็นผู้มีรากปราณน้ำแข็งกลายพันธุ์ด้วยแล้ว ต่อให้เสิ่นมู่ไป๋จะมีความรู้กว้างขวางเพียงใด ก็ไม่อาจช่วยเหลือนางได้มากนัก ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังก้มหน้าก้มตาครุ่นคิดอยู่นั้น ป้ายหยกสื่อสารของเสิ่นมู่ไป๋ก็สว่างวาบขึ้น เป็นข้อความจากเยี่ยเซียวอวิ๋นหน้าหนาที่ทักมาถามว่า ประเดี๋ยวตอนที่เสิ่นมู่ไป๋จะไปหอโอสถ ช่วยแวะเอาข้าวมาส่งให้เขาด้วยได้ไหม
เสิ่นมู่ไป๋ลองชวนเว่ยเหมี่ยว "เจ้าอยากจะไปหอคัมภีร์ด้วยกันไหมล่ะ ที่นั่นอาจจะมีตำราเกี่ยวกับผู้ฝึกตนสายลมปราณให้เจ้าศึกษาเพิ่มเติมก็ได้นะ"
เว่ยเหมี่ยวตอบตกลงอย่างกระตือรือร้น "งั้นพวกเราไปกันเถอะ"
ช่วงกลางวัน หอคัมภีร์แทบจะไม่มีคนเลย บรรดาศิษย์ต่างก็กลับไปพักผ่อนหรือเตรียมตัวสำหรับคลาสเรียนช่วงบ่ายกันหมด บนชั้นที่เยี่ยเซียวอวิ๋นอยู่ก็มีเพียงเขาคนเดียว เขานอนแผ่หราอย่างหมดมาด เอาตำรายันต์หนุนหัว ปากคาบพู่กัน กระดาษยันต์ปลิวว่อนเกลื่อนพื้น เขากำลังนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าเล่นป้ายหยกสื่อสารอย่างสบายอารมณ์
เว่ยเหมี่ยว "..." ไอ้เจ้านี่มันทำตัวเหมือนสำนักอู๋ซ่างเป็นบ้านตัวเองเลยจริงๆ
เสิ่นมู่ไป๋กระแอมไอเบาๆ เยี่ยเซียวอวิ๋นหันกลับมามอง พอเห็นเสิ่นมู่ไป๋หิ้วปิ่นโตมาด้วยก็ฉีกยิ้มกว้าง แต่พอเห็นเว่ยเหมี่ยวเดินตามมาด้วย เขาก็รีบเอาขาลงทันที
เยี่ยเซียวอวิ๋นวิ่งแจ้นเข้ามาหา "เว่ยเหมี่ยว เจ้ามาทำอะไรที่นี่หรือ"
เว่ยเหมี่ยว "ข้าเจอปัญหาเรื่องการฝึกฝนนิดหน่อยน่ะ ก็เลยมาหาวิธีแก้"
เยี่ยเซียวอวิ๋นถามด้วยความกระตือรือร้น "ปัญหาอะไรหรือ เจ้าลองเล่าให้ข้าฟังหน่อยสิ เผื่อข้าจะมีวิธีแก้"
แต่พอเว่ยเหมี่ยวเล่าปัญหาให้ฟังคร่าวๆ เยี่ยเซียวอวิ๋นก็ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว เขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญยันต์และผู้ควบคุมสัตว์วิเศษ สิ่งที่เขาถนัดที่สุดก็คือการใช้พลังจิต ส่วนเรื่องการควบคุมพลังปราณนั้นเขาแทบจะไม่มีความรู้เลย
เยี่ยเซียวอวิ๋นบอกให้เว่ยเหมี่ยวอย่าเพิ่งท้อแท้ ประเดี๋ยวเขาจะช่วยหาทางออกให้เอง จากนั้นเขาก็ชวนเว่ยเหมี่ยวคุยเรื่องสัพเพเหระต่อไป
เสิ่นมู่ไป๋ที่โดนเมิน "..."
เสิ่นมู่ไป๋เดินไปขวางหน้าเยี่ยเซียวอวิ๋น แสร้งยิ้มเย็น "สรุปว่าเจ้าจะกินข้าวไหม"
เยี่ยเซียวอวิ๋นเกาหัวแกรกๆ "ข้าชักจะไม่ค่อยหิวแล้วล่ะ"
เสิ่นมู่ไป๋ "จะกินหรือไม่กิน"
เยี่ยเซียวอวิ๋นยอมจำนน "กินๆๆ ข้าจะกินเดี๋ยวนี้แหละ"