- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 50 นางเป็นคนน่าเอ็นดูออก
บทที่ 50 นางเป็นคนน่าเอ็นดูออก
บทที่ 50 นางเป็นคนน่าเอ็นดูออก
บทที่ 50 นางเป็นคนน่าเอ็นดูออก
สมองของเว่ยเหมี่ยวประมวลผลไม่ทันเสียแล้ว นางได้แต่ยืนมองหลิงฉางอวิ๋นกับเยี่ยเซียวอวิ๋นคุยกันหน้าตาเฉย โดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเสิ่นมู่ไป๋กำลังทำแผลให้นางอยู่
เสิ่นมู่ไป๋มองดูศิษย์น้องด้วยความปวดใจ ในใจสบถด่าบรรพบุรุษของหอหลิงเซียวไปแล้วแปดตลบ ตอนอยู่สำนักอู๋ซ่างก็ออกจะปกติสุขดีแท้ๆ แต่พอมาอยู่หอหลิงเซียวได้ไม่ถึงเดือน กลับมีแต่บาดแผลเต็มตัว แถมหน้ายังโดนบาดอีกต่างหาก ตอนที่เขาขุนนางอยู่ที่สำนักอู๋ซ่าง นางออกจะดูขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะและฉลาดหลักแหลม แต่ดูตอนนี้สิ นอกจากจะผอมลงแล้ว ยังดูเอ๋อๆ เบลอๆ อีกต่างหาก
ไอ้หอหลิงเซียวเฮงซวยเอ๊ย มีปัญหาความขัดแย้งภายในสำนักของตัวเองแท้ๆ ดันลากเอาศิษย์น้องของเขาไปซวยด้วย
"ทำไมพอไปเยือนหอหลิงเซียวกลับมา ถึงได้ดูเอ๋อเหรอขนาดนี้ล่ะเนี่ย" เสวียนโม่ตบหัวเว่ยเหมี่ยวอย่างแรง เสิ่นมู่ไป๋รีบปัดมือเขาออก แล้วถลึงตาใส่เสวียนโม่เป็นการตักเตือน
เว่ยเหมี่ยวถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า เสิ่นมู่ไป๋ได้จัดการทำแผลให้นางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ยาทาแผลเย็นเฉียบให้ความรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก สมแล้วที่เป็นยารสมือคนกันเอง มันช่างแตกต่างจากยาของคนอื่นจริงๆ
เว่ยเหมี่ยวหันไปมองหลี่หมิงอวี้ที่กำลังตามตื๊อโหลวซวงซิ่นอยู่ไม่ไกล ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "สงสัยจะติดเชื้อความบ้าบอมาจากแถวนี้ล่ะมั้ง"
เสวียนโม่พยักหน้าเห็นด้วย "ถ้างั้นก็รีบกลับไปปัดรังควานล้างซวยที่สำนักอู๋ซ่างกันเถอะ"
เสิ่นมู่ไป๋พูดกับเว่ยเหมี่ยวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เดี๋ยวรอเยี่ยเซียวอวิ๋นคุยธุระเสร็จ พวกเราก็เดินทางกลับกันเถอะ คราวนี้เราจะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย จะได้ถึงเร็วๆ"
"เดี๋ยวก่อนนะ" เว่ยเหมี่ยวหันไปมองศิษย์พี่ทั้งสองคน "นี่แสดงว่าพวกท่านรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าท่านเจ้า
สำนักหลิงคือท่านน้าของเยี่ยเซียวอวิ๋นน่ะ"
เสวียนโม่พยักหน้ารับ "เพิ่งจะรู้ตอนเดินทางมานี่แหละ พอรู้ความจริง ข้ากับเจ้าท่อนไม้เสิ่นก็รุมอัดหมอนั่นไปรอบหนึ่งแล้ว เจ้าอยากจะอัดซ้ำไหมล่ะ"
เว่ยเหมี่ยวตอบอย่างไม่ลังเล "แน่นอนสิ รอให้ออกพ้นอาณาเขตหอหลิงเซียวก่อนเถอะ ขืนอัดเขาที่นี่ ข้าคงสู้ท่านน้าของเขาไม่ได้แน่ๆ"
หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย ทั้งสามคนก็ยืนคุยสัพเพเหระกันต่อไป ส่วนใหญ่เว่ยเหมี่ยวจะเป็นคนเล่า เสวียนโม่กับเสิ่นมู่ไป๋ก็ตั้งใจฟัง และคอยพูดแทรกเป็นระยะๆ บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นกันเองมาก ถ้าไม่นับรวมสายตาของใครบางคนที่คอยชำเลืองมองมาทางนี้อยู่ตลอดเวลาล่ะก็นะ
เซี่ยหมู่จ้องมองเสิ่นมู่ไป๋กับเว่ยเหมี่ยวตาไม่กะพริบ เมื่อกี้เขาเห็นเสิ่นมู่ไป๋กำลังทำแผลให้เว่ยเหมี่ยว ท่าทางดูเป็นธรรมชาติและเป็นกันเองสุดๆ บรรยากาศรอบตัวทั้งสองคนก็ดูอบอวลไปด้วยความสนิทสนมกลมเกลียว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสได้เลยเวลาอยู่ใกล้ๆ เว่ยเหมี่ยว
เซี่ยหมู่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานเลยว่า เขากำลังหึง!
ชูเหมิงได้กลิ่นความหึงหวงลอยมาแต่ไกล จึงแอบย่องเข้าไปใกล้ๆ แล้วกระซิบถามเซี่ยหมู่ว่า "มองอะไรอยู่หรือ"
เซี่ยหมู่ไม่ทันสังเกตเห็นชูเหมิง จึงตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ "ข้ากำลังมองเว่ยเหมี่ยวกับไอ้หน้าขาวนั่นอยู่น่ะสิ"
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เซี่ยหมู่เป็นตาเดียว แม้แต่หลิงฉางอวิ๋นที่ปกติไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง ก็ยังหันมามองด้วยความประหลาดใจ แน่นอนว่าเว่ยเหมี่ยวและศิษย์พี่ทั้งสองก็ต้องได้ยินเต็มสองหู เสิ่นมู่ไป๋กับเสวียนโม่มีสีหน้าเรียบตึง อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ส่วนเว่ยเหมี่ยวมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
เซี่ยหมู่ '...' อยากจะแทรกแผ่นดินหนีชะมัด
เสวียนโม่เลิกคิ้วขึ้น "ยืนมองอยู่ตั้งไกล จะไปเห็นอะไรชัดเจนล่ะ ขยับเข้ามาดูใกล้ๆ สิ"
เว่ยเหมี่ยวก็ชอบดูเรื่องสนุกๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว "ข้าก็ชักอยากจะรู้เหมือนกันนะ ว่าในสายตาของสหายเซี่ย ศิษย์พี่ทั้งสองคนของข้า ใครหน้าขาวกว่ากัน"
เสิ่นมู่ไป๋ซึ่งเป็นคนที่มีผิวขาวที่สุดในบรรดาสามคน '...' เขาชักจะเอือมระอากับความหน้าด้านหน้าทนของสองคนนี้เต็มทนแล้วนะ
ท่านเจ้าสำนักหลิงที่ยืนดูอยู่เงียบๆ จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า "เซี่ยหมู่ ขอโทษพวกเขาซะ"
เซี่ยหมู่ก้มหน้าก้มตาเอ่ยคำขอโทษอย่างว่าง่าย ใบหน้าแดงก่ำแทบจะมุดลงไปในคอเสื้ออยู่แล้ว เว่ยเหมี่ยวกลั้นขำแทบแย่ตอนที่รับคำขอโทษ ส่วนเสิ่นมู่ไป๋ก็ตอบรับคำขอโทษแบบขอไปที เสวียนโม่เอาแต่ยืนเงียบ ไม่ได้พูดอะไร ก็แหงล่ะสิ เซี่ยหมู่ไม่ได้ด่าเขานี่นา คนที่หน้าขาวน่ะมีแค่เจ้าท่อนไม้เสิ่นคนเดียวต่างหากล่ะ
เสิ่นมู่ไป๋ 'ขอบใจมากนะ'
เยี่ยเซียวอวิ๋นคุยธุระกับหลิงฉางอวิ๋นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้ว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน แต่สีหน้าของเยี่ยเซียวอวิ๋นดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนหลิงฉางอวิ๋นยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์เหมือนเดิม จู่ๆ เว่ยเหมี่ยวก็เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาในหัว 'ที่แท้โหลวซวงซิ่นก็เลียนแบบท่าทางของหลิงฉางอวิ๋นนี่เอง'
แต่เว่ยเหมี่ยวคิดว่า ความนิ่งเฉยของหลิงฉางอวิ๋นนั้นเป็นความนิ่งเฉยแบบผู้มีอำนาจบารมี ที่ไม่แยแสต่อสิ่งยั่วยุใดๆ แต่ของโหลวซวงซิ่นน่ะ มันก็แค่การปั้นหน้าตึงใส่คนอื่นก็เท่านั้นแหละ
"ท่านน้า ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกข้าขอตัวกลับก่อนนะ"
เยี่ยเซียวอวิ๋นมองหน้าหลิงฉางอวิ๋น ความรู้สึกที่เขามีต่อผู้เป็นน้านั้นค่อนข้างจะสับสนและซับซ้อน หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตลง เขาก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่งแม่ และไม่เคยติดต่อกันอีกเลย หากไม่ใช่เพราะเว่ยเหมี่ยวเกิดเรื่องขึ้น ชาตินี้เขาคงไม่มีวันย่างกรายกลับมาเหยียบหอหลิงเซียวแห่งนี้อีกเป็นแน่
หลิงฉางอวิ๋นไม่ได้สนใจหลานชายตัวเองเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปพูดกับเว่ยเหมี่ยวแทน "สหายเว่ย จะไม่อยู่ต่ออีกสักหน่อยหรือ อีกไม่นานหอหลิงเซียวก็จะจัดงานเลี้ยงเมฆาทะยานแล้วนะ"
เสวียนโม่รีบส่งกระแสจิตบอกเว่ยเหมี่ยวทันที 'งานเลี้ยงเมฆาทะยานก็คืองานสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องวิชายันต์นั่นแหละ จัดขึ้นสำหรับศิษย์หอหลิงเซียวโดยเฉพาะ ในงานนี้หลิงฉางอวิ๋นจะลงมือวาดลวดลายยันต์ระดับสูงให้ดูเป็นขวัญตา ศิษย์คนไหนมีพรสวรรค์หน่อย ก็อาจจะบรรลุธรรมจากการได้ดูเขาเขียนยันต์เลยก็ได้'
นี่ท่านเจ้าสำนักหลิงกำลังชวนนางอยู่หรือเนี่ย
เว่ยเหมี่ยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่หลังจากทบทวนดูแล้ว นางก็ตัดสินใจปฏิเสธ "คงต้องขอขอบคุณท่านเจ้าสำนักสำหรับความหวังดี แต่ข้าคงต้องขอปฏิเสธ ท่านอาจารย์เรียกตัวข้ากลับสำนักด่วน บอกว่ามีธุระสำคัญต้องจัดการ หากมีโอกาส ข้าจะกลับมาเยี่ยมเยียนหอหลิงเซียวให้ได้"
ผู้เฒ่าสวินที่อยู่ไกลถึงสำนักอู๋ซ่าง คงไม่รู้ตัวหรอกว่าถูกศิษย์รักเอาชื่อมาแอบอ้างเป็นเกราะกำบังเสียแล้ว เสวียนโม่กับเสิ่นมู่ไป๋ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลิงฉางอวิ๋นดูออกว่าเว่ยเหมี่ยวแค่หาข้ออ้าง แต่เขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขายิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "เรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ข้าต้องขออภัยจริงๆ ที่ทำให้เจ้าต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย ส่วนป้ายอาญาสิทธิ์นั้น เจ้าเก็บไว้เถอะ ข้าว่าเจ้าปาป้ายได้แม่นยำดีนะ"
เว่ยเหมี่ยวหน้าด้านตอบรับคำชมอย่างไม่สะทกสะท้าน "ขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ชม ข้าจะเก็บรักษามันไว้อย่างดีเลย"
เว่ยเหมี่ยวเดินไปบอกลาอวี่เหลียนกับเซี่ยหมู่ เสวียนโม่ยกแขนขึ้นพาดบ่าเสิ่นมู่ไป๋ เอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน "ข้าล่ะไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเว่ยสามน้ำจะมีเพื่อนกับเขาด้วย"
เสิ่นมู่ไป๋ยิ้มละมุน "ก็นางเป็นคนน่าเอ็นดูออก"
"ว่าแต่ พวกเจ้าสนใจจะไปหาอะไรกินที่หอจุ้ยเวิงตรงเขตสำนักสายนอกกันหน่อยไหม เขาว่ากันว่าอาหารที่นั่นรสชาติเด็ดดวงมากเลยนะ" เยี่ยเซียวอวิ๋นโผล่หน้าเข้ามา เอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
เสวียนโม่กับเสิ่นมู่ไป๋หันมาสบตากัน ก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกันว่า "ไสหัวไปเลย"
เยี่ยเซียวอวิ๋นทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "ต้องโกรธกันขนาดนี้เลยหรือ"
เสวียนโม่แค่นเสียงหัวเราะ "พวกข้าอุตส่าห์เห็นเจ้าเป็นเพื่อนรัก แต่เจ้าดันเห็นพวกข้าเป็นไอ้โง่ให้หลอกเล่นเสียนี่"
เสิ่นมู่ไป๋เสริม "หลานชายท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวผู้ยิ่งใหญ่ ปั่นหัวพวกข้าซะเสียคนเลยนะ"
เยี่ยเซียวอวิ๋นยอมจำนนแต่โดยดี "ข้าผิดไปแล้ว ข้ายอมรับผิดทุกอย่างเลย"
เสวียนโม่กอดอก "ถึงเจ้าจะยอมกราบกรานเรียกข้าว่าพ่อ มันก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ เอาเวลาไปคิดคำแก้ตัวกับเว่ยเหมี่ยวจะดีกว่า นางต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่เป็นสิบๆ วัน ก็เพราะเจ้านั่นแหละ"
เว่ยเหมี่ยวยังคงยืนคุยกับอวี่เหลียนอยู่ นางจับมืออวี่เหลียนไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบโยน "พี่สาวอวี่เหลียน อย่าเศร้าไปเลยนะ วันหน้าเรายังมีโอกาสได้พบกันอีกแน่นอน ถ้ามีเวลาว่าง ข้าจะแวะมาเยี่ยมที่หอหลิงเซียวเอง"
จากนั้นก็หันไปหาเซี่ยหมู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่งยิ้มให้ "ถึงตอนนั้น ข้าก็จะไปหาทักทายสหายเซี่ยด้วยนะ แต่คราวหน้าห้ามแอบสะกดรอยตามข้าอีกล่ะ"
เซี่ยหมู่หน้าแดงก่ำ รับปากอย่างแข็งขัน "ครั้งก่อนมันเป็นเหตุสุดวิสัยน่ะ คราวหน้าถ้าเจ้ามา ข้าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวเจ้าเอง"
อวี่เหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอไอเดียขึ้นมาว่า "เอาอย่างนี้สิ พวกเราไปกินข้าวด้วยกันตอนนี้เลยดีกว่า ถือเป็นการเลี้ยงส่งอาเหมี่ยวไปในตัวด้วยเลย"
เยี่ยเซียวอวิ๋นที่กำลังกลุ้มใจหาวิธีง้อเสวียนโม่และเสิ่นมู่ไป๋อยู่ พอได้ยินข้อเสนอนี้ ก็รีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว ส่วนเสวียนโม่และเสิ่นมู่ไป๋ เมื่อเห็นว่าเว่ยเหมี่ยวไม่ได้ขัดข้องอะไร ก็ตกลงปลงใจที่จะไปร่วมโต๊ะด้วย ชูเหมิงและตี้เยว่ก็ถูกเซี่ยหมู่ลากตัวมาด้วย อ้างว่ายิ่งคนเยอะก็ยิ่งสนุก
"เหอะ จะไปไหนก็ไปสิ จะมาจัดงานเลี้ยงส่งอะไรกันให้วุ่นวาย" หลี่หมิงอวี้บ่นอุบอิบ ความจริงแล้วนางก็อยากจะไปร่วมวงด้วยเหมือนกันนั่นแหละ แต่ติดตรงที่หยิ่งยโสเกินกว่าจะเอ่ยปากขอไปเอง
เสวียนโม่ยกมือขึ้นป้องหู แสร้งทำเป็นเงี่ยหูฟัง "เอ๊ะ ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงหนูร้องจี๊ดๆ แถวนี้เลยนะ"
หลี่หมิงอวี้โกรธจนควันออกหู "เจ้าว่าใครเป็นหนู!"
เว่ยเหมี่ยวแอบกระตุกแขนเสื้อเสวียนโม่เบาๆ เป็นการเตือนไม่ให้เขายุ่งมากเกินไป ถึงอย่างไรท่านเจ้าสำนักหอหลิงเซียวก็ยังยืนหัวโด่อยู่ตรงนี้ หากเกิดเรื่องวิวาทขึ้นมา ฝ่ายพวกเขาจะเสียเปรียบเอาได้
เสวียนโม่ส่งสายตาเป็นเชิงบอกให้เว่ยเหมี่ยวไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีเยี่ยเซียวอวิ๋น หลานชายหัวแก้วหัวแหวนคอยรับหน้าให้อยู่แล้ว ไอ้หมอนี่มันมาอยู่กินนอนฟรีที่สำนักอู๋ซ่างตั้งนานนม มีญาติเป็นถึงท่านเจ้าสำนักก็ไม่ยอมกลับ ดันมาสิงสู่อยู่ที่สำนักอู๋ซ่าง แถมยังปิดบังตัวตนอีกต่างหาก แค่โดนซ้อมสักตั้งสองตั้ง ก็ถือว่าปรานีมากแล้ว
หลี่หมิงอวี้เปิดศึกปะทะฝีปากกับเสวียนโม่ แต่สุดท้ายก็เถียงสู้ไม่ได้ แถมยังหงุดหงิดจนแทบจะเป็นบ้า เว่ยเหมี่ยวเห็นแล้วก็อดรำคาญไม่ได้ จึงเอ่ยปากชวน "แม่นางหมิงอวี้ สนใจจะไปกินข้าวด้วยกันไหมล่ะ"
"ถ้าพี่โหลวไป ข้าถึงจะไป" หลี่หมิงอวี้ขยับเข้าไปใกล้โหลวซวงซิ่นราวกับจะประกาศความเป็นเจ้าของ เอื้อมมือไปคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม แต่โหลวซวงซิ่นกลับสะบัดแขนหนีอย่างไม่ไยดี
เว่ยเหมี่ยวหันไปสบตาโหลวซวงซิ่น เป็นเชิงตั้งคำถามว่าเขาจะไปร่วมโต๊ะด้วยไหม
โหลวซวงซิ่นส่ายหน้าปฏิเสธ เขาไม่ชอบที่ที่มีคนเยอะๆ มันวุ่นวายเกินไป สู้ไปหมกตัวอยู่กับอาหม่านสองคนดีกว่า อาหม่านน่ะทั้งเงียบและไม่พูดมาก
คำตอบก็เป็นไปตามที่เว่ยเหมี่ยวคาดไว้ ถ้าโหลวซวงซิ่นตอบตกลงสิถึงจะเรียกว่าแปลก
ในจังหวะที่ทุกคนกำลังจะเคลื่อนขบวน เว่ยเหมี่ยวก็ฉุกคิดถึงใครบางคนขึ้นมาได้ นางหันไปมองหลิงฉางอวิ๋นที่กำลังจะเดินแยกไปอีกทาง แล้วก็เผลอโพล่งชวนเขาออกไปอย่างลืมตัว "ท่านเจ้าสำนักหลิง สนใจจะไปร่วมโต๊ะกับพวกเราไหม"
เยี่ยเซียวอวิ๋นรีบกระตุกแขนเสื้อเว่ยเหมี่ยวอย่างแรง เขาไม่อยากจะนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับท่านน้าของตัวเองเลย แค่คิดก็อึดอัดจะแย่แล้ว เว่ยเหมี่ยวปัดมือเยี่ยเซียวอวิ๋นออก แล้วเอ่ยปากชวนหลิงฉางอวิ๋นอีกครั้ง
หลิงฉางอวิ๋นยิ้มบางๆ แล้วตอบตกลง "เอาสิ เดี๋ยวข้าเป็นเจ้ามือเอง"
สุดท้ายแล้ว หลี่หมิงอวี้กับโหลวซวงซิ่นก็จำต้องตามไปร่วมโต๊ะด้วย แถมยังมีผู้อาวุโสอีกสี่ท่านตามไปเป็นก้างขวางคออีกต่างหาก