เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 136 อดีตอันเลือนรางราวกับควัน

บทที่ 136 อดีตอันเลือนรางราวกับควัน

บทที่ 136 อดีตอันเลือนรางราวกับควัน


"เขาบอกว่า เขาชื่อหม่าต้าฉ่าน..." พอพูดถึงชื่อที่ฟังดูบ้านนอกคอกนาชื่อนี้ มุมปากของยายเฒ่าก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ขอบตาแดงเรื่อและมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย นางหัวเราะพลางกล่าว "ไม่ผิดหรอก ก็ชื่อนี้นี่แหละ ต่อมา ผู้คนก็ตั้งฉายาให้เขาว่า หม่าป้านชุ่น เขากลายเป็นนักพรต มีฉายาว่า อวี้ซวี"

"อวี้ซวี?"

เอ่อ ที่แท้ก็คือท่านปรมาจารย์ของสำนักตัวเองนี่เอง

หม่าต้าฉ่าน(ม้าพลั่วใหญ่) เจ้านี่ใช้พลั่วขุดทวีปซวิ่นจนเตียนโล่งไปหมดตั้งหนึ่งรอบ สมกับชื่อจริงๆ ไม่ได้ตั้งผิดไปเลย

จางผิงอันนึกย้อนกลับไป ในชีวประวัติของอวี้ซวี ไม่ได้มีชื่อเต็มของท่านปรมาจารย์ปรากฏอยู่เลย รู้แค่ว่าเป็นเด็กชาวนาที่แซ่หม่าเท่านั้น

ชื่อนี้มันช่าง... จะว่าไปแล้ว... ก็ดูติดดินดีจริงๆ...

"คือ... ท่านปรมาจารย์... ของสำนักข้ารึ?" จางผิงอันหนังตากระตุก เอ่ยถามเพื่อความแน่ใจกับยายเฒ่าอีกครั้ง

"ถ้าไม่ใช่ท่านปรมาจารย์ของสำนักเจ้า แล้วจะเป็นใครไปได้ล่ะ" ยายเฒ่ายิ้มจนตาหยี รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าคลายตัวลง ดูไม่ดุร้ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ท่าทางดูอ่อนโยนขึ้นมาก

"เขามาหาข้า แล้วบอกกับข้าว่า โลกใบนี้มันช่างเลวร้ายสุดๆไปเลย แถมยังหาหนทางขึ้นสวรรค์ไม่เจออีก ทำให้ไม่สามารถฝึกวิชาจนบรรลุระดับตี้เซียนและเทียนเซียนได้ เขาบอกว่ารู้สึกอึดอัดใจมาก อยากจะให้ข้าไปร่วมมือกับเขา เพื่อพลิกโฉมหน้าโลกที่แสนจะบัดซบใบนี้"

"ในตอนนั้นเขายังอายุน้อยมาก และก็แปลกประหลาดมากด้วย ข้ามองไม่ทะลุจิตใจของเขา ข้ารู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ข้าก็เลยตอบตกลงไป"

"จนกระทั่งผ่านไปเนิ่นนาน ข้าถึงได้รู้ว่า ข้าไม่ได้มองไม่ทะลุจิตใจของเขาหรอก แต่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนโง่ที่โปร่งใสต่างหากล่ะ ทุกคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของเขา ล้วนเป็นความรู้สึกจากใจจริงทั้งสิ้น"

"เขารวบรวมพี่น้องที่มีอุดมการณ์เดียวกันได้หลายคน พวกเราตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชาอย่างหนัก เพื่อรอคอยโอกาส"

"เมื่อหนึ่งแสนสองหมื่นปีก่อน เกิดภัยพิบัติแห่งสายลมขึ้น ประตูเชื่อมต่อสู่ดินแดนมารเปิดออก พวกมารร้ายทำลายการกักขัง แล้วบุกเข้ามาในโลกใบนี้ ความวุ่นวายครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นขึ้น"

"ในตอนนั้น พวกผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังตื่นตระหนกตกใจ พบว่าตัวเองสู้พวกมารร้ายไม่ได้ จึงได้ไปร่วมมือกับพวกมารร้ายอย่างหน้าไม่อาย เพื่อกดขี่ข่มเหงโลกใบนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นลมแห่งการต่อต้านของมนุษยชาติ พวกเขา ถึงกับยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดให้กับพวกมารร้าย ยอมลดตัวไปเป็นสุนัขรับใช้ของพวกมารร้ายเสียอย่างนั้น"

"ไม่ได้มีแค่คนสองคนหรอกนะ แต่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนกว่าครึ่งค่อนของโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนเลยทีเดียว..."

"ในที่สุดหม่าต้าฉ่านก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาชักกระบี่ขึ้นมา แล้วเริ่มล้มล้างกฎเกณฑ์ ในตอนนั้นเขาถูกผู้คนขนานนามว่าเป็นมารร้าย ส่วนพวกปีศาจมารร้ายตัวจริง กลับอ้างตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์กฎเกณฑ์เสียอย่างนั้น"

"พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก ว่าโลกในตอนนั้นมันมืดมนแค่ไหน กฎเกณฑ์มันมืดมนเพียงใด คนธรรมดาสามัญไร้ซึ่งหนทางทำมาหากิน ต้องระหกระเหินไร้ที่อยู่อาศัย มีชีวิตที่ด้อยกว่ามดปลวกเสียอีก"

"ภายใต้การนำของอวี้ซวี พวกเราไล่เข่นฆ่ากันมาตลอดหนึ่งร้อยปีเต็ม ฆ่ากันจนฟ้าดินมืดมิด เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ แทบจะฆ่าผู้บำเพ็ญเซียนจนหมดสิ้นไปทั้งโลกแห่งการบำเพ็ญเซียนเลยทีเดียว"

"ไม่เพียงแต่โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจะเกือบถูกกักขังจนหมดสิ้นเท่านั้น แม้แต่พวกมารร้ายก็เกือบจะถูกฆ่าจนสูญพันธุ์เช่นกัน พวกราชามารที่เหลือรอด ใช้การระเบิดตัวเอง เพื่อทำลายประตูเชื่อมต่อสู่ดินแดนมาร พวกมันหวาดกลัวว่าอวี้ซวีจะตามเข้าไปเข่นฆ่าถึงในดินแดนมาร ซึ่งจะทำให้รากฐานของพวกมารร้ายต้องถูกทำลายลง"

น้ำเสียงของแม่เฒ่าดำราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง

แต่กลับบอกเล่าประวัติศาสตร์อันแสนจะสะเทือนขวัญ

ภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ราวกับมหากาพย์ ปรากฏขึ้นในสายตาของจางผิงอันโดยไม่รู้ตัว ยายเฒ่าที่ดูธรรมดาสามัญที่อยู่ตรงหน้านี้ ก็คือส่วนหนึ่งของมหากาพย์เรื่องนี้

ความหวาดกลัวที่มีอยู่แต่เดิม ค่อยๆ สงบลง

เมื่อมองดูแม่เฒ่าดำอีกครั้ง ในแววตาก็มีความเคารพนับถือเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

แม่เฒ่าดำไม่ได้พูดคุยกับผู้คนมานานมากแล้ว นานๆทีจะมีแขกอย่างจางผิงอันมาเยี่ยมเยียน เห็นได้ชัดว่านางอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง

"หลังจากที่ฆ่าศัตรูจนหมดสิ้น พวกเราก็เริ่มฟื้นฟูบ้านเมือง ในตอนนั้นทวีปซวิ่น ก็คือซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างรอการฟื้นฟู ผู้บำเพ็ญเซียนส่วนใหญ่ล้วนถูกฆ่าตายไปจนหมดแล้ว ยังมีหลงเหลืออยู่อีกเพียงหยิบมือ ที่อาจจะมีของวิเศษล้ำค่าคอยคุ้มครองกาย จึงไปหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมที่มืดมิดที่สุดของโลกใบนี้ ต้องคอยหวาดผวาอยู่ทุกวัน เพราะเกรงว่าจะถูกอวี้ซวีค้นพบเข้า"

"ในช่วงหลายหมื่นปีแรก โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนของทวีปซวิ่น ก็เริ่มพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และผ่านช่วงเวลาแห่งยุคทองมาได้"

"ในตอนนั้น อวี้ซวียังอยู่ จึงไม่มีใครกล้ากำเริบเสิบสาน..."

แม่เฒ่าดำเดินไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว แล้วหยุดเล่า

หลังจากที่จางผิงอันได้ฟัง ก็รู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยถาม "ท่านยาย แล้วท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรล่ะขอรับ?"

เมื่อมองดูสภาพแวดล้อมรอบด้านแล้ว สภาพความเป็นอยู่ของที่นี่ เห็นได้ชัดว่ายากลำบากถึงขีดสุด

"แล้วคนข้างนอกเขาพูดกันว่าอย่างไรล่ะ?" ยายเฒ่าเอ่ยถามจางผิงอัน

เอ่อ!

วิชาอ่านใจ สามารถอ่านได้แค่สิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่ในตอนนี้เท่านั้น ไม่สามารถอ่านความทรงจำได้โดยตรงหรอกนะ

ภายในสมองของจางผิงอัน ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด ดังนั้น แม่เฒ่าดำจึงรู้สึกอยากรู้อยากเห็น ว่าคนภายนอกเขาพูดถึงนางว่าอย่างไร

จางผิงอันเช็ดเหงื่อ แล้วกล่าว "คนข้างนอกบอกว่า ท่านได้รับบาดเจ็บ เพื่อจะรักษาชีวิตเอาไว้ ก็เลยไปสูบกลืนปราณบริสุทธิ์ของเด็กๆมาเพื่อต่อชีวิต จนกลายเป็นปีศาจมารร้าย จากนั้นก็เลยถูกทุกคนร่วมมือกันขับไล่มาอยู่ที่นี่"

เขาก้มหน้าลง มองไปที่เด็กสาวตัวน้อย

เด็กสาวตัวน้อยก็เงยหน้าขึ้นมองจางผิงอันเช่นกัน

มีเด็กอยู่คนหนึ่งจริงๆ ด้วยแฮะ

นี่มันไม่ใช่การปรักปรำกันอย่างเห็นๆ หรอกรึ!

แม่เฒ่าดำโกรธจนหัวเราะออกมา "เหลวไหลสิ้นดี แต่ว่า บางเรื่องก็ไม่ได้ไร้ซึ่งมูลความจริงเสียทีเดียวหรอกนะ..."

"ไอ้หนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน?"

"ป่าอีกาดำ!"

"เจ้ายังรู้อะไรอีก?"

สมองของจางผิงอันแล่นปรู๊ด จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของอาจารย์ลุงเสวียนหยวนขึ้นมาได้ จึงโพล่งออกไปว่า "ที่นี่ ก็คือประตูเชื่อมต่อสู่ดินแดนมาร!"

"ไม่เลว ไอ้หนูเจ้ารู้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย!" แม่เฒ่าดำหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วกล่าว "ตอนที่ประตูเชื่อมต่อแห่งนี้ถูกปิดผนึก ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องบังเอิญน่ะ ก็เลยไม่ได้ปิดผนึกแน่นหนาเท่าไหร่นัก"

"เมื่อประมาณหกหมื่นปีก่อน จู่ๆ อวี้ซวีก็มาหาข้าอีกครั้ง อาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดีนัก ในตอนนั้นข้ายังคงพักฟื้นอยู่ พอเขามาหาข้า ก็บอกว่า เขาเตรียมตัวจะไปทำเรื่องเรื่องหนึ่ง และต้องจากโลกใบนี้ไปชั่วคราว"

"ตอนนั้นข้าประหลาดใจมาก ข้าถามเขา ว่าทำไมถึงต้องจากโลกใบนี้ไป? หรือว่าหาเส้นทางที่จะบรรลุเป็นตี้เซียนและเทียนเซียนเจอแล้ว? เขาบอกว่าไม่ใช่ แค่จำเป็นต้องไปที่ที่หนึ่ง เพื่อตรวจสอบอะไรบางอย่าง ข้าก็เลยบอกว่า ถ้างั้นเจ้าก็ไปเถอะ แค่จำไว้ว่าต้องกลับมาก็พอแล้ว"

"สีหน้าของเขาในตอนนั้นดูแปลกประหลาดมาก เขาบอกว่าไม่แน่ว่าจะได้กลับมา ข้าตกใจมาก แต่หลังจากนั้นไม่ว่าจะถามอย่างไร เขาก็ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย เขาแค่ขอร้องข้าเรื่องหนึ่งเท่านั้น"

"เขาบอกว่า หลังจากที่เขาจากโลกใบนี้ไปแล้ว จะมีพวกคนชั่วร้ายบางคน ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะเปิดประตูเชื่อมต่อสู่ดินแดนมารแห่งนี้ให้จงได้ เขาหวังว่าข้าจะสามารถมาเฝ้าอยู่ที่นี่ได้ เพื่อไม่ให้พวกมารร้ายเข้ามาในโลกใบนี้เร็วเกินไป เขาบอกว่า คนบนโลกใบนี้ ยังไม่พร้อมรับมือ"

"ดังนั้น หลังจากที่เขาจากไปแล้ว ข้าก็เลยมาที่นี่ และคอยเฝ้าประตูเชื่อมต่อแห่งนี้มาโดยตลอด เผลอแป๊บเดียว ก็ผ่านไปตั้งหลายหมื่นปีแล้ว..."

จางผิงอันฟังอย่างเงียบๆ เรื่องที่ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่เสวียนเทียนเล่าให้ฟัง มันช่างเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว เขาถึงเพิ่งจะรู้ ว่าข่าวลือกับความเป็นจริง มันช่างห่างไกลกันลิบลับ

น่าเสียดาย ที่เขาเป็นเพียงแค่ตัวละครเล็กๆที่ต่ำต้อยไร้ค่า จะไปมีปัญญาจัดการกับเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน

"ส่วนเรื่องที่บอกว่าข้าสูบกลืนปราณบริสุทธิ์ของเด็กๆ มาเพื่อต่อชีวิต เรื่องนี้ก็ไม่ได้ไร้มูลความจริงเสียทีเดียวหรอกนะ" ยายเฒ่ามองดูเด็กสาวตัวน้อยที่จางผิงอันกำลังจูงมืออยู่ด้วยสายตาที่อ่อนโยน "อายุขัยของข้า เป็นการขอยืมมาจากอวี้"

"อวี้รึ?" จางผิงอันกะพริบตาปริบๆ มองดูเด็กสาวตัวน้อย แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "น้องสาวตัวน้อย ปีนี้เจ้า... อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"

อวี้ยิ้มอย่างไร้เดียงสา "พี่ชาย ปีนี้ข้าเพิ่งจะอายุหกหมื่นปีเองนะ"

จางผิงอันรู้สึกหน้าแดงก่ำ เด็กสาวตัวน้อยอายุหกหมื่นปีแล้ว ทำไมถึงเรียกเขาว่าพี่ชายได้อย่างเต็มปากเต็มคำขนาดนี้?

จู่ๆ ตัวเองก็มีน้องสาวอายุหกหมื่นปีเพิ่มมาอีกคนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเนี่ยนะ?

จบบทที่ บทที่ 136 อดีตอันเลือนรางราวกับควัน

คัดลอกลิงก์แล้ว