เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 866 ขอบเขตเซียนเทียนสมบูรณ์แบบ (ขั้นเก้าสูงสุด)

บทที่ 866 ขอบเขตเซียนเทียนสมบูรณ์แบบ (ขั้นเก้าสูงสุด)

บทที่ 866 ขั้นเก้าสมบูรณ์แบบ


ผู้คนมากมายในยุทธภพล้วนรู้ว่าสู่ซานมีกล่องกระบี่เจ็ดดาราอยู่ใบหนึ่ง ภายในซุกซ่อนกระบี่เทพทั้งเจ็ดเล่ม ทว่ากลับไม่รู้ว่ากระบี่เทพทั้งเจ็ดเล่มนี้สามารถจัดวางเป็นค่ายกลกระบี่เจ็ดดารา ซึ่งได้ชื่อว่ามีพลังสังหารไร้ผู้ต้านทาน

น่าเสียดายที่นับตั้งแต่เสิ่นชิงอู๋ใช้กระบี่เปยเฟิงสังหารอาจารย์แล้วหลบหนีไปเมื่อสิบปีก่อน กล่องกระบี่เจ็ดดาราก็มีตำหนิ ค่ายกลกระบี่เจ็ดดาราจึงไม่เคยปรากฏขึ้นอีกเลย

เดิมทีกระบี่เทพทั้งเจ็ดเล่มในกล่องกระบี่ กระบี่เปยเฟิงนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณมากที่สุด ดังนั้นมันจึงเป็นแกนกลางของค่ายกลกระบี่เจ็ดดารา ยามนี้เมื่อขาดกระบี่เปยเฟิงไป แม้จะสร้างค่ายกลได้ ทว่าอานุภาพกลับถูกจำกัดไว้อย่างเห็นได้ชัด

"เปยเฟิง ยังไม่กลับคืนสู่ตำแหน่งอีก จะรอถึงเมื่อใด?"

เสิ่นชี่สุ่ยตวาดเสียงแผ่วเบา กระตุ้นค่ายกลกระบี่จนถึงขีดสุด หมายจะใช้วิธีนี้ปลุกเปยเฟิงให้ตื่นขึ้นและเรียกมันกลับมา

เสิ่นชิงอู๋เห็นดังนั้น ก็เผยรอยยิ้มหยันอันเย็นชา กล่าวว่า "เจ้าหนู เจ้าอย่าเปลืองแรงเปล่าเลย เปยเฟิงติดตามข้ามาสิบปี จิตใจเชื่อมโยงถึงกันตั้งนานแล้ว อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้เป็นเซียวเจี้ยนหลีมาเอง ก็อย่าหวังว่าจะชิงมันกลับไปจากมือข้าได้!"

เดิมทีกระบี่เทพทั้งเจ็ดเล่มนี้ล้วนไม่มีฝักกระบี่

เมื่อสิบปีก่อนหลังจากที่เสิ่นชิงอู๋นำกระบี่เปยเฟิงไป เขาได้หาคนมาทำฝักกระบี่ให้มัน ยามนี้ฝักกระบี่เปรียบเสมือนกรงขัง ไม่เพียงแต่ซ่อนเร้นความคมกริบของเปยเฟิงเอาไว้ แต่ยังผนึกจิตวิญญาณของมันเอาไว้ภายในนั้นด้วย

เสิ่นชี่สุ่ยพยายามอยู่หลายครั้งแต่ก็ไร้ผล จึงทำได้เพียงล้มเลิกไป เห็นเพียงเขารวบรวมสมาธิควบคุมกระบี่บินทั้งหกเล่ม ให้เปิดฉากโจมตีเข้าใส่เสิ่นชิงอู๋

กระบี่บินทั้งหกเล่มร่ายรำอยู่กลางอากาศตามวิถีของตน ปราณกระบี่อันดุดันราวกับจะบดขยี้ความว่างเปล่าให้แหลกสลาย เมื่อมองจากที่ไกลๆ กระบี่บินทั้งหกเล่มถักทอประสานกันเป็นตาข่ายกระบี่ ครอบคลุมร่างของเสิ่นชิงอู๋เอาไว้ภายใน

ทว่าเสิ่นชิงอู๋กลับมีสีหน้าสงบนิ่งไร้กังวล ราวกับไม่เห็นตาข่ายกระบี่อันหนาแน่นและดุดันนี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

เห็นเพียงภายนอกร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีขาวจางๆ ทุกครั้งที่มีกระบี่ฟันเข้าใส่ แสงสีขาวนั้นก็จะพุ่งเข้าปะทะจนเกิดเสียงดังกังวาน

เสิ่นชีซุ่ยรู้ดีว่าแสงสีขาวจางๆเหล่านั้น แท้จริงแล้วก็คือปราณกระบี่ เพียงแต่มันเล็กละเอียดและหนาแน่นจนเกินไป ดังนั้นเมื่อมองจากที่ไกลๆ ภายนอกร่างกายของเสิ่นชิงอู๋ที่ยืนอยู่ท่ามกลางตาข่ายกระบี่ผืนนั้นจึงถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวชั้นหนึ่ง

เสิ่นชี่สุ่ยกระตุ้นกระบี่บินทั้งหกเล่มจนถึงขีดสุดแล้ว ทว่าผลลัพธ์กลับไม่อาจเจาะทำลายการป้องกันด้วยปราณกระบี่ของอีกฝ่ายได้เลย สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอับอายและโกรธเคืองราวกับทำให้สำนักต้องเสียหน้า

เห็นเพียงเขายกมือขึ้นกวักเรียกคราหนึ่ง คว้ากระบี่ 'เสวียนกุย' ที่มีตัวกระบี่หนาหนักและดำสนิทไปทั้งเล่มมาไว้ในมือ

จากนั้นเสิ่นชี่สุ่ยก็ทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ใช้สองมือจับกระบี่ ฟันลงไปที่เสิ่นชิงอู๋

"สยบขุนเขา!"

พร้อมกับเสียงตวาดกร้าว ปราณกระบี่อันแหลมคมและยิ่งใหญ่แผ่ซ่านไปทั่วร่างของกระบี่เสวียนกุย ในวินาทีนี้ เสวียนกุยราวกับถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ เผยให้เห็นถึงอานุภาพอันดุดันไร้เทียมทานของมัน

เมื่อต้องเผชิญกับกระบี่ที่ฟันลงมากลางอากาศ เสิ่นชิงอู๋เพียงแค่ช้อนสายตามองแวบหนึ่ง ในสายตานั้นมีความชื่นชม ทว่าก็แฝงไว้ด้วยความดูแคลนอยู่หลายส่วน

ที่ชื่นชมเป็นเพราะในอดีตเขาก็เคยฝึกฝนกระบวนท่านี้มาก่อน อีกทั้งเขายอมรับว่าในช่วงอายุเท่ากับเสิ่นชี่สุ่ย เขาก็ยังไม่อาจเค้นอานุภาพของกระบวนท่านี้ออกมาได้ถึงระดับนี้

ที่ดูแคลนเป็นเพราะท้ายที่สุดแล้ว เสิ่นชี่สุ่ยก็ยังเยาว์วัยเกินไป ต่อให้เขาจะเป็นอัจฉริยะด้านวิถีกระบี่ในรอบร้อยปีที่หาตัวจับได้ยาก ทว่าก็ไม่มีทางเป็นคู่มือของตนเองได้อย่างเด็ดขาด

ในชั่วพริบตาที่กระบี่เสวียนกุยฟันลงมา จู่ๆ เขาก็ยกมือขึ้นคว้าหมับเข้าที่ตัวกระบี่เอาไว้แน่น

ในพริบตานั้น ปราณกระบี่ปริมาณมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากระหว่างนิ้วของเสิ่นชิงอู๋ กับปราณกระบี่ที่ปกคลุมอยู่หนาแน่นบนตัวกระบี่เสวียนกุยก็ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง ราวกับกองทัพสองฝ่ายกำลังห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด

เมื่อปราณกระบี่ในมือของเสิ่นชิงอู๋พลุ่งพล่าน ปราณกระบี่ที่แผ่ซ่านอยู่บนเสวียนกุยถึงกับแตกสลายไปทีละนิ้ว

จากนั้นปราณกระบี่ในมือของเสิ่นชิงอู๋ก็โถมทะลักดุจเกลียวคลื่น ซัดสาดไปตามตัวกระบี่มุ่งตรงไปยังท่อนแขนทั้งสองข้างของเสิ่นชี่สุ่ย

เสิ่นชี่สุ่ยตกใจในทันที หมายจะดึงกระบี่เสวียนกุยกลับมา ทว่ากลับพบว่าอีกฝ่ายคว้าตัวกระบี่เอาไว้แน่นหนา เขาไม่อาจขยับเขยื้อนมันได้เลยแม้แต่น้อย

ในช่วงเวลาความเป็นความตาย เขาทำได้เพียงยอมสละกระบี่เสวียนกุยไป

จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปคว้ากระบี่ 'จิงหนี' มาไว้ในมือ ตวัดกระบี่กวาดออกไปในแนวนอนอีกครั้ง

"พลิกผืนน้ำ!"

ชั่วพริบตาปราณกระบี่ก็ม้วนตัวดุจเกลียวคลื่น ที่พลิกแม่น้ำคว่ำมหาสมุทรถาโถมออกไป

เสิ่นชิงอู๋ถือกระบี่เสวียนกุย ตวัดกระบี่ออกไปเช่นเดียวกัน สิ่งที่ใช้ออกก็คือกระบวนท่า 'พลิกผืนน้ำ' แบบเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน

"เคร้ง!"

พร้อมกับเสียงดังกังวาน กระบี่ทั้งสองเล่มปะทะกันอย่างรุนแรง

เสิ่นชี่สุ่ยรู้สึกเพียงว่ามีพลังอันมหาศาลดั่งฟ้าถล่มดินทลายซัดโถมเข้าใส่ตน ร่างกายลอยกระเด็นถอยหลังไปโดยไม่อาจควบคุมได้

ถึงกระนั้น ปราณกระบี่ที่เสิ่นชิงอู๋ฟันออกมาสายนั้นก็ยังคงไม่หยุดลง แต่กลับม้วนตัวพุ่งทะยานเข้าหาเสิ่นชี่สุ่ยต่อไป

"ชี่สุ่ย!"

หลวงจีนน้อยอีฉานอุทานด้วยความตกใจ พุ่งตัวเข้าไปรับหน้าโดยตรง มือข้างหนึ่งทาบลงบนแผ่นหลังของเสิ่นชี่สุ่ย ขณะเดียวกันก็ควบแน่น 'ระฆังทองปรัชญาปารมิตา' ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพื่อต้านทานปราณกระบี่สายนั้น

ปราณกระบี่อันยิ่งใหญ่สายนั้นพุ่งชนระฆังทองจนเกิดเสียงดังกังวาน แม้ท้ายที่สุดจะต้านทานกระบี่นี้ไว้ได้ ทว่าระฆังทองก็แตกสลายตามไปด้วย

จนถึงวินาทีนี้ เสิ่นชี่สุ่ยถึงได้ตระหนักอย่างแท้จริง ว่าความห่างชั้นระหว่างตนกับอีกฝ่ายนั้นมากมายเพียงใด

แม้ยามนี้เขาจะเป็นถึงปรมาจารย์น้อยขั้นเจ็ด ห่างจากขั้นเก้าเพียงแค่สองขอบเขต ทว่าช่องว่างนี้สำหรับเขาในตอนนี้ กลับเป็นหุบเหวลึกที่ยากจะก้าวข้ามไปได้

ความจริงแล้วอย่าว่าแต่เขาที่เพิ่งจะอยู่ขั้นเจ็ดเลย ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นแปด ไปจนถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าทั่วไป เมื่ออยู่ต่อหน้าเสิ่นชิงอู๋ก็ไม่มีโอกาสชนะเลยแม้แต่น้อย

ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าทั่วไป กับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าสมบูรณ์แบบ ก็ยังคงมีช่องว่างอันมหาศาลขวางกั้นอยู่

ประจวบเหมาะกับที่เสิ่นชิงอู๋คือผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าสมบูรณ์แบบผู้หนึ่งเช่นกัน เขาก็เฉกเช่นเดียวกับอวิ๋นซูหลาน ล้วนเป็นตัวตนที่ห่างจากการก้าวเข้าสู่แดนปรมาจารย์เพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

เพียงแต่ว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ก้าวเดียวนี้กลับสกัดกั้นยอดคนและอัจฉริยะไปแล้วไม่รู้เท่าใดต่อเท่าใด

เมื่อมองไปทั่วยุทธภพ ไม่รู้ว่ามีอัจฉริยะมากมายเพียงใดที่ต้องติดแหง็กอยู่ในขอบเขตนี้ พวกเขาใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ไม่อาจก้าวเข้าสู่แดนปรมาจารย์ที่ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างเฝ้ามองด้วยความเลื่อมใสได้เลย

เสิ่นชี่สุ่ยโคจรเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ เรียกเก็บกระบี่บินทั้งสี่เล่ม อันได้แก่ ชางเยียน อวี๋ฮั่ว หลิงซวี และชิงลู่ ที่สูญเสียการควบคุมกลางอากาศกลับมา ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงกับกระบี่เสวียนกุยได้เลย

นั่นเป็นเพราะยามนี้กระบี่เสวียนกุยได้ตกไปอยู่ในมือของเสิ่นชิงอู๋เสียแล้ว

เสิ่นชิงอู๋ถือกระบี่เสวียนกุยในมือ ก้าวเดินเข้าหาเสิ่นชี่สุ่ยทีละก้าว

"ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ทิ้งกล่องกระบี่เจ็ดดาราเอาไว้ แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไป!" น้ำเสียงของเสิ่นชิงอู๋ไม่ได้ราบเรียบอีกต่อไป ทว่าค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ บนร่างยังแผ่ซ่านจิตสังหารออกมาจางๆ

"เจ้าอย่าหวังเลย!" เสิ่นชี่สุ่ยตวาดลั่น

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี!" เสียงของเสิ่นชิงอู๋ยิ่งทวีความเยือกเย็น "มือคู่นี้ของข้าในอดีตเคยแปดเปื้อนเลือดของคนสู่ซานมาแล้ว วันนี้ก็ไม่รังเกียจที่จะให้มันแปดเปื้อนอีกสักครั้ง!"

ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งก็มาขวางอยู่เบื้องหน้าของเขา ซึ่งก็คือนักพรตปู้จือที่ถือคันเบ็ดไม้ไผ่อยู่นั่นเอง

เสิ่นชิงอู๋ช้อนสายตามองนักพรตปู้จือ พลางเอ่ยถาม "ทำไม? เจ้าคิดจะขวางข้างั้นหรือ?"

นักพรตปู้จือไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่ากลับปกป้องเสิ่นชี่สุ่ยและหลวงจีนน้อยเอาไว้เบื้องหลังอย่างแน่นหนา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในรอบร้อยปีของวิถีเต๋า เสิ่นชิงอู๋ก็ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย

เพราะเขามองออกแล้วว่า ระดับพลังฝึกปรือของอีกฝ่ายนั้นทัดเทียมกับตนเอง ล้วนเป็นขั้นเก้าสมบูรณ์แบบด้วยกันทั้งคู่

อีกทั้งอีกฝ่ายยังมาจากอารามอวี้หวง ซึ่งเป็นถึงหนึ่งในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีเต๋า หากจะกล่าวถึงรากฐานแล้ว ยังลึกล้ำยิ่งกว่าสำนักกระบี่สู่ซานเสียอีก เขาย่อมไม่กล้าประมาท

จบบทที่ บทที่ 866 ขอบเขตเซียนเทียนสมบูรณ์แบบ (ขั้นเก้าสูงสุด)

คัดลอกลิงก์แล้ว