- หน้าแรก
- โดนสาวบอกเลิกแล้วไงแค่เหยียบมดเลเวลก็ทะลุปรอท
- บทที่ 70 เหินเวหาด้วยกระบี่
บทที่ 70 เหินเวหาด้วยกระบี่
บทที่ 70 เหินเวหาด้วยกระบี่
สำนักงานใหญ่วิหารเทพสงคราม เกียวโต
การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกำลังจะเริ่มขึ้น แต่ซูโม่กลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง
เขายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด แต่กลับรู้สึกเหมือนตัวเองแปลกแยกออกไป เขาตกอยู่ในภวังค์ความคิดเนิ่นนาน
เขาหันไปมองยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น
กลิ่นอายบางอย่างที่แม้แต่เขายังรู้สึกพรั่นพรึงเริ่มอบอวลอยู่ในอากาศ
สงครามที่เกินจินตนาการกำลังปะทุขึ้นในโลกใบนี้ และไม่ได้เกิดขึ้นแค่จุดเดียว
ในขณะที่ซูโม่กำลังลังเล
สัมผัสอุ่นๆ ก็ทาบทับลงบนมือของเขา หลัวซีนั่นเองที่เข้ามากุมมือเขาไว้
"กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ?" หลัวซีถามเบาๆ
หัวใจที่กระวนกระวายของซูโม่สงบลงเล็กน้อย
"เปล่าครับ" เขาตอบเสียงนุ่ม
"รอบชิงชนะเลิศจะเริ่มแล้ว ไปกันเถอะ" หลัวซีจูงมือเขาให้เดินตามไป
ซูโม่มองแผ่นหลังของหลัวซี อยากจะพูดอะไรบางอย่างหลายต่อหลายครั้งแต่ก็หยุดตัวเองไว้
คำพูดเหล่านั้นติดค้างอยู่ที่ลำคอ
หลัวซีเดินนำไป และในมุมที่ซูโม่มองไม่เห็น แววตาของเธอกลับฉายประกายลึกลับที่ยากจะคาดเดาเพียงชั่ววูบ
...
ไม่นานนัก รอบชิงชนะเลิศระดับโลกก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ปีนี้ สถานที่จัดงานถูกย้ายมายัง โกลบอล เวิลด์ พลาซ่า
ลานประลองขนาดมหึมาที่มีความกว้างและยาวด้านละหนึ่งพันเมตรตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานกว้าง
โดรนนับร้อยบินว่อนอยู่บนฟ้าเพื่อถ่ายภาพทางอากาศ
หน้าจอเสมือนจริงยักษ์รอบสนามแสดงภาพฟุตเทจจากทุกมุมมอง
และที่ขอบลานประลอง มีข่ายมนตร์พลังงานที่มองไม่เห็นโอบล้อมเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้การโจมตีรุนแรงของเหล่านักสู้กระเด็นออกไปโดนผู้ชมขอบสนาม
ในตอนนี้ อัฒจันทร์รอบเวิลด์ พลาซ่า เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
ศึกจัดอันดับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยโลกคือการรวมตัวของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดของปี!
เกือบทุกคนในที่นี้จะกลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตไคหยางในอนาคต และเป็นเสาหลักของมนุษยชาติ!
การได้เฝ้าดูคนรุ่นใหม่จากทั่วโลกมีความหมายอย่างยิ่งต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์
ยิ่งผู้เข้าแข่งขันแข็งแกร่งเท่าไหร่ ประกายไฟแห่งความหวังในอนาคตก็ยิ่งโชติช่วงมากขึ้นเท่านั้น
มันคือการเติมเต็มความเชื่อมั่นท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ!
นี่คือการต่อสู้เพื่อจุดประกายความหวัง!
...
ณ โซนที่นั่งพิเศษสำหรับครอบครัวของผู้เข้าแข่งขัน:
“ซูเสวียน เธอสุดยอดไปเลย! ฉันได้ยินมาว่าตั๋วปีนี้เขาปั่นราคากันไปเกินหนึ่งแสนแล้วนะ! นี่เธอได้ฟรีมาตั้งสิบใบ!” เพื่อนสาวอุทานอย่างตื่นเต้น
"หึ แน่นอนอยู่แล้ว! ไม่รู้หรือไงว่าพี่ชายฉันเป็นใคร?"
ซูเสวียนเชิดหน้าจิ้มลิ้มขึ้นอย่างภูมิใจ
เธอจำสิ่งที่พี่ชายเคยบอกไว้ได้... ว่าถ้าเขาได้ที่หนึ่งของโลกเมื่อไหร่ เธอจะมีเรื่องให้โม้ได้ไม่จบไม่สิ้น...
และตอนนี้ดูเหมือนว่า... มันกำลังจะเป็นความจริงแล้ว...
เธอมองผ่านฝูงชนไปยังที่นั่งนักกีฬา
ซูโม่ราวกับมีกระแสจิต เขามองย้อนกลับมาทางนี้เช่นกัน
ซูเสวียนโบกมือน้อยๆ ให้เขาอย่างแรง
โดยไม่ทันรู้ตัวเลย... พี่ชายของเธอได้กลายเป็นคนที่โดดเด่นและแข็งแกร่งขนาดนี้ไปแล้ว...
...
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ภายใต้แสงสปอตไลต์ระดับโลก
แมตช์แรกคือการปะทะกันระหว่าง ซูโม่ และ จางเฉิงจื้อ
เมื่อกรรมการเรียกทั้งคู่เข้าสู่สนาม เสียงหวีดหวิวของกระบี่ก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นโดยการเหินเวหามาบนกระบี่ ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่สาดส่อง
เขายืนตัวตรงตระหง่านอยู่บนกระบี่บิน มือไขว้หลัง เสื้อผ้าพลิ้วไหวตามลม ดูสูงส่งและสง่างามเหลือเกิน
เป็นไปตามคาด การเปิดตัวสุดเท่นี้เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมทั้งสนาม
ทุกคนแหงนหน้ามองด้วยความทึ่งในท่วงท่าการเหินกระบี่ที่งดงามไร้ที่ติ
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่เขาอย่างไม่กะพริบตา
"พระเจ้าดูนั่น! นั่นใช่วิชาเหินกระบี่ในตำนานหรือเปล่า? ช่วยด้วย เท่จนใจเจ็บ!"
"น่าประทับใจจริงๆ ดูมีแววของเซียนกระบี่ในตำนานเลย จางเฉิงจื้อคนนี้จะเป็นลูกศิษย์ของยอดฝีมือที่เพิ่งปรากฏตัวคนนั้นหรือเปล่านะ?"
"มีความเป็นไปได้สูง จางเฉิงจื้อน่าจะชนะแมตช์นี้ได้ไม่ยาก ถึงฉันจะชอบซูโม่แค่ไหน แต่ก็น่าเสียดายที่เขาดวงซวยมาเจอศิษย์เซียนกระบี่ตั้งแต่รอบแรก..."
ฝูงชนต่างวิพากษ์วิจารณ์ ชื่นชมจางเฉิงจื้อและเชื่อว่าชัยชนะของเขาอยู่ในกำมือแน่นอน!
อย่างไรก็ตาม ผ่านไปครู่ใหญ่ จางเฉิงจื้อก็ยังคงเหินอยู่บนกระบี่...
เขาบินไปบินมาบนฟ้า วนรอบที่หนึ่ง... รอบที่สอง...
ราวกับนกที่โผบินไม่หยุดหยัดอยู่บนที่สูง วนรอบโซนผู้ชมทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีจุดบอดสายตา
จนผู้ชมทุกคนต้องแหงนคอจนเมื่อย บิดตัวตามเขาไปรอบแล้วรอบเล่า
“จะบินหาพระแสงอะไรนักหนา... ฉันเวียนหัวจะแย่อยู่แล้ว! ไม่ลงมาสู้สักทีวะ?”
“ช่วยด้วย คอฉันจะหักแล้ว! กรรมการครับ ขออนุญาตใช้ปืนพลาสม่ายิงไอ้บ้านี่ร่วงลงมาที!”
"ยอมใจเลย มาแข่งหรือมาโชว์บินเนี่ย..."
เมื่อเวลาผ่านไป สีหน้าของฝูงชนจากที่เคยทึ่งและตะลึง เปลี่ยนเป็นความงุนงง พูดไม่ออก และสุดท้ายคือความหงุดหงิดสุดขีด
จนกระทั่งเสียงประกาศจากลำโพงดังไปทั่วสนาม
"คุณจางเฉิงจื้อ โปรดลงมาที่ลานประลองเดี๋ยวนี้... มิเช่นนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์..."
จางเฉิงจื้อถึงยอมก้าวลงมาบนเวทีด้วยความพึงพอใจ เขาปลื้มปริ่มกับการเปิดตัวสุดเท่นี้มาก
เมื่อครู่นี้เพื่อไม่ให้คนธรรมดาพลาดช็อตเด็ดที่เขาเหินกระบี่อย่างสง่างาม เขาเลยอุตส่าห์บินวนแถมให้ตั้งหลายรอบ...
ตอนนี้เขาคิดว่าฝูงชนต้องกำลังเดือดพล่านด้วยความตื่นเต้นเพราะการโชว์ของเขาแน่ๆ
และพอมองไปเห็นคนดู "ตะโกนด่า" เอ๊ย ส่งเสียงเชียร์และกำหมัดโบกไปมา จางเฉิงจื้อก็ดูจะพอใจมาก
ถึงระยะจะไกลจนได้ยินเสียงไม่ชัด แต่เขาเดาเอาเองว่าเสียง "จางเฉิงจื้อ ไอ้บ้านี่ทำฉันเวียนหัว!" คงจะแปลว่า "จางเฉิงจื้อ ฉันรักคุณ!" แน่ๆ
และที่กำหมัดกันอยู่นั่นก็คงเพื่อเชียร์เขาให้สู้ๆ
ในขณะที่ซูโม่ซึ่งยืนรออยู่บนสนามนานแล้ว
ทำได้เพียงมุมปากกระตุก อึ้งกิมกี่กับการกระทำของจางเฉิงจื้อไปเลย
ไอ้หมอนี่... มันขี้โชว์ยิ่งกว่าผมอีกแฮะ...
สมัยก่อนตอนผมบรรลุเป็นปรมาจารย์แล้วบินได้ ผมยังวนรอบเมืองมนุษย์แค่ไม่กี่รอบเอง...
“แมตช์แรก ซูโม่ ปะทะ จางเฉิงจื้อ!”
“เริ่มได้!”
เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ จางเฉิงจื้อยืนไขว้หลังนิ่งเหมือนซูโม่
"นายลงมือก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นถ้าฉันลงมือก่อน นายจะไม่มีโอกาสได้ใช้แม้แต่กระบวนท่าเดียว"
จางเฉิงจื้อพูดอย่างใจเย็น วางมาดผู้เหนือกว่าสุดๆ
ซูโม่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ พลางเอียงคอถาม
"แน่ใจเหรอครับ?"