- หน้าแรก
- ย้อนวัยหัวใจ ให้โตไปพร้อมกับเธอ
- บทที่ 11: การตรวจเยี่ยมสุดวายป่วง
บทที่ 11: การตรวจเยี่ยมสุดวายป่วง
บทที่ 11: การตรวจเยี่ยมสุดวายป่วง
ในที่สุดความสงบเรียบร้อยก็กลับคืนมา ทว่ามันก็สงบอยู่ได้ไม่นานนัก
ครูเสี่ยวหยางถึงกับปวดขมับ หลี่ชิวหยางฟ้องร้องไปกว่าสิบครั้งในคาบเดียว จนกระทั่งคนจากทีมผู้บริหารโบกมือเรียกเธอ ครูเสี่ยวหยางจึงต้องเดินออกไปพูดคุยด้วย ต้องไม่ลืมนะว่าการตรวจเยี่ยมครั้งนี้มีสถานีโทรทัศน์เมืองจิงไห่มาร่วมด้วย แถมยังมีตากล้องคอยบันทึกภาพอยู่ตลอดเวลา ขืนปล่อยให้วุ่นวายแบบนี้ต่อไป การถ่ายทำจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
หลังจากครูเสี่ยวหยางกลับเข้ามา เธอรีบเปลี่ยนที่นั่งให้หลี่ชิวหยางทันที โดยย้ายให้เขาไปนั่งข้างหน้าสวี่เฉิง พลางคิดว่าวิธีนี้น่าจะแก้ปัญหาและทำให้ชั้นเรียนดำเนินต่อไปได้ตามปกติ
"เด็กๆ คะ วันนี้ครูเสี่ยวหยางจะมาสอนวิธีเขียนความใฝ่ฝันของพวกเรากันค่ะ เรามาเขียนความฝันลงบนกระดาษสีแล้วเอาไปมอบให้คุณลุงหลิวกันดีไหมคะ?"
คุณลุงหลิวคือหนึ่งในทีมผู้บริหาร และเด็กๆ ด้านล่างก็ตอบรับโดยพร้อมเพรียง
"ตกลงฮะ/ค่า!"
บนโต๊ะของเด็กแต่ละคนมีกระดาษสีวางอยู่ ครูเสี่ยวหยางยืนอยู่บนเวทีพลางเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสูงต่ำน่าฟัง
"ความฝันคืออะไรเอ่ย? ความฝันก็คือสิ่งที่เด็กๆ อยากทำเมื่อโตขึ้นยังไงล่ะคะ"
"เอาล่ะ ตอนนี้ครูจะขอถามหน่อย มีเด็กคนไหนอยากเป็นอาสาสมัครบอกพวกเราบ้างไหมคะว่าโตขึ้นอยากทำอะไร?"
"ผม! ผมฮะ!" หลี่ชิวหยางชูมือขึ้นสุดแขนอีกครั้ง "คุณครูฮะ ผมจะบอกเอง! ผมจะบอกเอง! มีหลายอย่างเลยที่ผมอยากทำ!"
ครูเสี่ยวหยางหรี่ตา มองหาและคัดเลือกเด็กๆ แต่กลับเมินไม่ยอมมองหลี่ชิวหยางเสียอย่างนั้น
"โอ้ เหรินเจียอิงดูกระตือรือร้นที่สุดเลย งั้นเรามาฟังความฝันของเหรินเจียอิงกันดีกว่าค่ะ ทุกคนปรบมือให้เพื่อนหน่อย"
"แปะ แปะ แปะ"
เด็กหญิงตัวน้อยยืนขึ้นด้วยความเขินอายและบอกว่าความฝันของเธอคือการเป็นคุณหมอ
หลังจากนั้น ครูเสี่ยวหยางก็เลือกเด็กอีกสองสามคน ซึ่งแน่นอนว่าเธอจงใจข้ามหลี่ชิวหยางไปอีกครั้ง ให้พวกเขาได้พูดความฝันของตัวเอง ก่อนจะให้เด็กๆ ทุกคนลงมือเขียนหรือวาดความฝันลงบนกระดาษ
สวี่เฉิงเขียนอักษรสองสามคำลงบนกระดาษอย่างส่งเดช ทว่าพอเงยหน้าขึ้นมา เขากลับเห็นหลี่ชิวหยางที่นั่งอยู่ข้างหน้าหันขวับมาจ้องมองเขา แถมยังหันกลับมามองทุกๆ สามวินาที แม่นยำยิ่งกว่านาฬิกาจับเวลาเสียอีก เขาจึงขีดฆ่าข้อความเดิมทิ้ง แล้วตั้งใจเขียนประโยคใหม่ลงไปแทน
ในที่สุด นักข่าวสาวจากสถานีโทรทัศน์ก็เริ่มดำเนินการสัมภาษณ์ โดยถามเด็กน้อยคนหนึ่งว่าความฝันของเธอคืออะไร เห็นได้ชัดว่าช่วงนี้ถูกเตี๊ยมกันมาก่อนแล้ว และผู้ให้สัมภาษณ์ก็คือหลินหว่านโจวนั่นเอง
นักข่าวสาวย่อตัวลงตรงหน้าหลินหว่านโจวพลางฉีกยิ้ม "สวัสดีจ้ะหนูน้อย น่ารักจังเลย แนะนำตัวหน่อยได้ไหมคะ?"
หลินหว่านโจวลูบกระโปรงอย่างใจเย็น ก่อนจะตอบด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม "สวัสดีค่ะพี่สาว หนูชื่อหลินหว่านโจว อายุหกขวบ อยู่ชั้นอนุบาลสาม โรงเรียนอนุบาลรัฐบาลเมืองจิงไห่ค่ะ"
เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ไม่ตื่นกล้องนั้นหาได้ยากยิ่ง แถมการที่อีกฝ่ายเรียกเธอว่าพี่สาวก็ทำเอานักข่าวสาวหน้าบานด้วยความดีใจ
"อ๊ะ น้องหลินหว่านโจวนี่เอง ชื่อเพราะจังเลยจ้ะ บอกพี่สาวหน่อยได้ไหมว่าความฝันของหนูคืออะไร?" นักข่าวสาวยื่นไมโครโฟนไปจ่อตรงหน้าหลินหว่านโจวอีกครั้ง
หลินหว่านโจวพยักหน้าเบาๆ "ความฝันของหนูคือการรีบโตไวๆ ค่ะ!"
นักข่าวสาวยิ้มรับ "เอ๋? ทำไมการรีบโตไวๆ ถึงเป็นความฝันล่ะคะ?" เธอไม่ได้เจาะลึกในประเด็นนี้ แต่เลือกที่จะถามต่อ "ในเมื่อหลินหว่านโจวอยากโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วถ้าโตขึ้น หนูอยากจะทำอะไรคะ?"
หลินหว่านโจวตอบ "ถ้าโตขึ้น หนูอยากจะซื้อของอร่อยๆ ที่หนูชอบกินทั้งหมด แล้วก็อยากดูทีวีอยู่ที่บ้านโดยที่แม่ไม่บ่น แล้วก็—"
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ เธอก็เกิดอาการขวยเขิน พวงแก้มทั้งสองข้างขึ้นสีระเรื่อ ดวงตากลมโตเหลือบมองไปทางสวี่เฉิงสลับกับกล้องไปมา
สวี่เฉิงซึ่งนั่งอยู่ด้านล่างสบตาเข้ากับเธอพอดี ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ก่อตัวขึ้นในใจ เขาหยิบนมเปรี้ยวบนโต๊ะขึ้นมาดูดอึกหนึ่ง พลางนึกย้อนไปถึงบทสนทนาของพวกเขาเมื่อตอนบ่าย
หลินหว่านโจวคงจะไม่พูดเรื่องนั้นออกมาจริงๆ หรอกมั้ง?
"แล้วก็อะไรต่อจ๊ะ?" นักข่าวสาวถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ในที่สุด หลินหว่านโจวก็พูดตะกุกตะกักออกมา "แล้วก็... หนูอยากเป็นเจ้าสาวของสวี่เฉิงค่ะ"
ห๊ะ?
"แล้วหนูก็อยากมีลูกสาวกับเขาด้วย"
พรูด!
สวี่เฉิงพ่นนมเปรี้ยวที่เพิ่งดื่มเข้าไปออกมาจนหมดปาก รดหัวหลี่ชิวหยางที่นั่งอยู่ข้างหน้าจนชุ่มโชก หลี่ชิวหยางแผดเสียงร้องลั่น "คุณครูฮะ สวี่เฉิงรังแกผม!" ก่อนจะปล่อยโฮออกมา
นักข่าวสาวหัวเราะคิกคัก แล้วจึงโน้มตัวไปหาสวี่เฉิง
"หนุ่มน้อยคนนี้ต้องเป็นสวี่เฉิงแน่ๆ เลย ดูท่าทางหนูกับหลินหว่านโจวคงจะเป็นเพื่อนสนิทกันมากสินะจ๊ะ ถ้างั้น สวี่เฉิงอยากจะแบ่งปันความฝันของตัวเองให้พวกเราฟังบ้างไหมเอ่ย?" นักข่าวสาวยื่นไมโครโฟนไปตรงหน้าสวี่เฉิง แต่ก่อนที่เธอจะได้ยินสวี่เฉิงเอ่ยปาก เธอก็ก้มลงไปเห็นตัวอักษรไม่กี่คำที่เขียนไว้บนกระดาษสีบนโต๊ะเสียก่อน
"เอ๋? เขียนเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ?"
เธอรีบหยิบกระดาษสีที่สวี่เฉิงเขียนไว้ขึ้นมาจากโต๊ะ
"อ๊ะ? อย่าอ่านนะครับ!"
คำห้ามของสวี่เฉิงช้าไปเสียแล้ว นักข่าวสาวเริ่มอ่านออกเสียงทีละคำด้วยสีหน้างุนงง
"หลี่ชิวหยาง รีบไปตายซะ"
การตรวจเยี่ยมที่วายป่วงที่สุดในประวัติศาสตร์สิ้นสุดลง หลินหว่านโจวเดินหน้ามุ่ยเข้ามาหาสวี่เฉิงอย่างเอาเรื่อง
"สวี่เฉิง ทำไมเธอทำแบบนั้นล่ะ?"
สวี่เฉิงลองคิดทบทวนดู มันก็ออกจะทำเกินไปหน่อยจริงๆ ที่ไปแช่งหลี่ชิวหยางแบบนั้น ถึงหมอนั่นจะซุกซนไปบ้าง แต่มันก็ยังเป็นแค่เด็กตาดำๆ นี่นา
"คนเขาก็บอกว่าความฝันคือการได้เป็นเจ้าสาวของเธอ เธอก็ควรจะบอกว่าความฝันของเธอคือการแต่งงานกับฉันสิ! แม่บอกว่าเรื่องความรู้สึกน่ะ มันต้องใจแลกใจนะ!" หลินหว่านโจวพองแก้มป่อง สวดสวี่เฉิงฉอดๆ
สวี่เฉิงได้แต่เกาหัวแกรกๆ น้าเกาหมานหมานสอนเรื่องพวกนี้ให้หลินหว่านโจวเร็วเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
ทว่าเขาจะปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกไม่ได้ หลินหว่านโจวยังไร้เดียงสาและใสซื่อ เธอคงไม่ได้คิดอะไรมาก แต่การที่สวี่เฉิงต้องมาถูกบีบให้อับอายขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ มันน่ากระอักกระอ่วนใจเกินไปแล้ว
"หลินหว่านโจว วันหลังเธออย่าไปบอกคนอื่นว่าอยากเป็นเจ้าสาวของฉันอีกได้ไหม?"
"เอ๋? ทำไมล่ะ? หรือว่าเธอไม่อยากมีลูกสาว?"
"ฉันกลัวว่าพอเธอโตขึ้นแล้วนึกย้อนกลับมา เธอจะอยากฆ่าปิดปากฉันน่ะสิ"
นัยน์ตากลมโตสุกใสของหลินหว่านโจวเต็มไปด้วยความงุนงง "ฆ่าปิดปากแปลว่าอะไรเหรอ?" เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงแขนสวี่เฉิงด้วยความร้อนใจ "สวี่เฉิง เธอไม่อยากให้ฉันเป็นเจ้าสาวของเธอเหรอ?"
"อยากสิ... เอ้ย ไม่ใช่! หมายถึงมันไม่ค่อยดีน่ะ โอ๊ย เอาเป็นว่ามันแค่—" สวี่เฉิงสูญเสียความสามารถในการเรียบเรียงคำพูดไปชั่วขณะ เขาไม่รู้จะอธิบายให้หลินหว่านโจวฟังอย่างไรดี
"สวี่เฉิง เธอเขินเหรอ?" หลินหว่านโจวเลียนแบบน้ำเสียงของผู้ใหญ่เพื่อปลอบใจสวี่เฉิง "ความผิดฉันเองแหละ ฉันไม่รู้ว่าเธอจะขี้อายขนาดนี้ ฉันจะไม่พูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นอีกแล้ว แม่บอกว่าลูกผู้หญิงไม่ควรนึกถึงแต่ความรู้สึกของตัวเอง แต่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย"
"อะไรนะ? ฉันเนี่ยนะเขิน?" สวี่เฉิงกำลังจะอ้าปากเถียง แต่แล้วก็คิดได้ว่าปล่อยเลยตามเลยน่าจะดีกว่า เขากระแอมไอสองสามที "อะแฮ่ม ถ้าเธอคิดแบบนั้นก็เอาที่สบายใจเลย ขอแค่สัญญากับฉันว่าจะไม่พูดแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นอีกก็พอ"
หลินหว่านโจวรับคำ ท่าทางดูผิดหวังเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็กระตุกแขนเสื้อสวี่เฉิงอีกครั้ง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง "งั้นฉันพูดเรื่องมีลูกสาวได้ไหมล่ะ?"
"ไม่ได้เด็ดขาด!" สวี่เฉิงปฏิเสธทันควัน
หลินหว่านโจวก้มหน้า ง่วนอยู่กับการบิดมือเล็กๆ ของตัวเองไปมา "เธออยากมีลูกชายเหรอ? แต่ฉันไม่ชอบเด็กผู้ชายนะ"
"นั่นมันใช่ประเด็นที่ไหนเล่า! มันไม่เกี่ยวว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงสักหน่อย!"
ถึงตอนนั้น เวลาล่วงเลยมาจนถึงสี่โมงเย็นแล้ว และบรรดาผู้ปกครองก็เริ่มทยอยมารับลูกหลาน
วันนี้เหออิงมาเร็วกว่าปกติ เธอดีใจมากที่ได้เห็นสวี่เฉิง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มกว้าง เธออุ้มสวี่เฉิงขึ้นจนตัวลอย พลางบอกเล่าข่าวดีด้วยความตื่นเต้น
"เฉิงเฉิง คลอดแล้วลูก! คลอดแล้ว! แม่คลอด—"