เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1211: ประจวบเหมาะพอดี...

บทที่ 1211: ประจวบเหมาะพอดี...

บทที่ 1211: ประจวบเหมาะพอดี...


สองวันถัดมา เจียงหยวนประสานงานกับหลิวจิ่งฮุ่ย นำคดีอีกสองคดีมาให้เหล่าตำรวจที่มารับการอบรมได้ลองฝึกฝนฝีมือ

จุดประสงค์ของการอบรมครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อคลี่คลายคดีเป็นหลัก แต่เป็นการสอนให้ตำรวจหน้างานรู้วิธีประสานงานกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ และหน่วยวิเคราะห์ภาพ รู้วิธีรักษาสภาพหลักฐาน และวิธีขยายผลการสืบสวนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ถ้าเปรียบตำรวจหน้างานเป็น "ทหารราบ" หน่วยนิติวิทยาศาสตร์และหน่วยเทคนิคต่างๆ ก็เปรียบเสมือน "ทหารปืนใหญ่ หน่วยยานเกราะ และกองกำลังทางอากาศ"

ทหารราบคือพื้นฐานของการรบ ใช้ทั้งยึดพื้นที่และบุกโจมตี สามารถปฏิบัติการเอกเทศหรือสนับสนุนเหล่าทัพอื่นก็ได้ แต่เมื่อสเกลของสงครามขยายใหญ่ขึ้น การประสานงานระหว่างทหารราบ-ปืนใหญ่, ทหารราบ-รถถัง หรือภาคพื้นดิน-อากาศ ย่อมให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังที่สุด

สำหรับเจียงหยวนและหลิวจิ่งฮุ่ย หรือแม้แต่ทีมเฉพาะกิจคดีค้างเก่าของเจียงหยวนและคณะทำงานลุ่มแม่น้ำไท่ในตอนนี้ ตำรวจสืบสวนระดับรากหญ้าจำเป็นต้องมีทักษะการประสานงานหลากหลายแบบเช่นกัน จะหวังพึ่งแค่การดักฟังโทรศัพท์หรือตรวจ DNA เพียงอย่างเดียวไม่ได้

อย่างน้อยที่สุดต้องมีการเก็บร่องรอยที่สมบูรณ์ โดยเฉพาะลายนิ้วมือ ร่องรอยเครื่องมือ และรอยเท้า ต่อให้เก็บกู้เรณูหรือสปอร์พืชไม่ได้ แต่อย่างน้อยถ้ารู้วิธีเก็บรักษาพยานวัตถุและบันทึกรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อเปิดช่องทางให้ "นิติพฤกษศาสตร์" ทำงานต่อได้ นั่นก็ถือว่าสำคัญมากแล้ว

นอกจากนี้ การเก็บกู้ภาพจากกล้องวงจรปิด โดยเฉพาะกล้องของเอกชน ก็เป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งงานส่วนนี้มักต้องอาศัย "สองเท้า" ของตำรวจท้องที่ ยิ่งเดินสอบถามมาก ยิ่งคิดวิเคราะห์มาก ถึงจะรวบรวมไฟล์วิดีโอได้มากพอ

การอบรมครั้งนี้ ส่วนหนึ่งคือการฝึกทักษะ แต่อีกส่วนคือการ "สาธิตการรบจริง"

มีเพียงการทำให้ทุกคนเห็นประสิทธิภาพในการใช้งานจริงเท่านั้น พวกเขาถึงจะเต็มใจทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเก็บหลักฐานที่ซับซ้อน

ไม่อย่างนั้น หลักฐานอย่างสปอร์พืช ถ้าหน่วยงานตัวเองไม่มีใครถอดรหัสได้ และเจียงหยวนก็ไม่ได้มาช่วย การเก็บมาก็อาจเป็นการเสียเปล่า เพราะไม่ใช่ทุกหน่วยจะมีตำรวจสืบสวนอย่างผังจี้ตงที่มีทั้งความสนใจและเส้นสายในการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญมาช่วยได้

#

อีกด้านหนึ่ง ข่าวที่หวงเฉียงหมินปล่อยออกไป ก็ทำให้เรื่องนี้กลายเป็น  "เงื่อนไขเบื้องต้น" ของแพ็กเกจ “รับจัดการคดีแบบเหมาจบครบวงจร”

ถ้าเจอคดียากอย่าเพิ่งลนลาน ต่อให้ยังตามตัวเจียงหยวนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คุณแค่เก็บรักษาหลักฐานให้ดีก่อน แล้วจัดตั้งทีมเฉพาะกิจใช้แต้มบุญเดิมหรือกลวิธีประสานงานทหารราบ-ทหารปืนใหญ่ ลองสู้ดูสักตั้ง!

ถ้าทหารราบ-ทหารปืนใหญ่เอาไม่อยู่ ทหารราบ-รถถังยังเจาะไม่เข้า ถึงตอนนั้นค่อยเรียกเจียงหยวนมาถล่มด้วยกองกำลังทางอากาศ... หลักฐานที่สะสมไว้ก่อนหน้าจะกลายเป็น "เป้าหมาย" ที่ช่วยให้เจียงหยวนทิ้งระเบิดลงกลางเป้าได้อย่างแม่นยำ

หลังจากหวงเฉียงหมินเดินสายโฆษณาแบบนี้อยู่สองสามวัน ตำรวจสืบสวนจากแต่ละที่ก็เริ่มยอมรับได้

ทุกวันนี้... การเก็บหลักฐานให้หลากหลายและครอบคลุมเป็นกระแสหลักอยู่แล้ว

หลักฐานประเภทสปอร์พืชที่ฟังดูไฮเทค จริงๆ ก็แค่การเก็บรักษาเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน หรือสิ่งทอของผู้เกี่ยวข้องไว้ให้ดี ขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุดคือการถ่ายรูปและทำเครื่องหมายเพื่อยืนยันที่มาของหลักฐานและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่พยาน

ถ้าจะบอกว่ามีอะไรลำบากอีก ก็คงเป็นการต้องเสียพื้นที่ในตู้เก็บหลักฐานเพิ่มขึ้นสักช่องสองช่อง ซึ่งต้นทุนโดยรวมอาจจะเป็นแค่ภาระงาน 2-3 ชั่วโมงของเจ้าหน้าที่นิติเวชหนึ่งคน สำหรับคดีที่ซับซ้อนพอสมควรแล้ว นี่ถือเป็นการลงทุนเบื้องต้นที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

ในทางกลับกัน การเก็บวิดีโอวงจรปิดและร่องรอยในที่เกิดเหตุกลับเป็นโปรเจกต์ที่ผลาญเวลาและพลังงานมากกว่า แต่ก็นั่นแหละ มันคือข้อกำหนดหลักของการทำคดีในปัจจุบัน...

จะมีก็แค่คดีเล็กๆ ระดับสถานีตำรวจที่พอจะหย่อนยานได้บ้าง แต่ถ้าเป็นคดีที่มีความรุนแรงขึ้นมาหน่อย อย่างคดีงัดแงะที่พักอาศัย อย่างน้อยต้องมีเจ้าหน้าที่นิติเวชหลายคนลงไปเก็บรอยนิ้วมือและ DNA

เรื่องนี้ยังขึ้นอยู่กับพื้นที่ด้วย...

เมืองใหญ่บางแห่งอย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ที่มีกำลังพลล้นมือและอัตราอาชญากรรมต่ำ

บางเขตถึงขนาดที่ไก่ชาวบ้านหายสองตัว ตำรวจยังตามกลับมาให้ได้ในคืนเดียว

แต่ในเมืองอื่น คดีที่ไม่ถึงเกณฑ์รับเป็นคดีอาญาก็อาจจะไม่มีใครว่างมาดูแลจริงๆ

เหตุผลเหล่านี้คนธรรมดาอาจไม่สนใจ แต่ "อาชญากรอาชีพ" สนใจมาก

ดังนั้นย้ายถิ่นของอาชญากรไปยังพื้นที่ที่เปราะบางกว่า จึงเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดอาชญากรรมคึกคักขึ้นไปอีก...

เหมือนอย่างเช่นอำเภอหนิงไท่ในตอนนี้ ทางสถานีตำรวจเองแทบจะหาคดีที่ "ได้ระดับ" มาต้อนรับตำรวจต่างถิ่นที่มาอบรมไม่ได้เลย จนดูเหมือนจะรับรองแขกได้ไม่ทั่วถึง

#

ดังนั้น ในคืนสุดท้ายของการอบรม หวงเฉียงหมินจึงสั่งให้โรงอาหารจัดเมนูหม้อไฟชุดใหญ่ เขาเดินสายไปทั่วงาน พูดคุยกับทุกคนอย่างเป็นกันเอง

หลิวจิ่งฮุ่ยกับเจียงหยวนนั่งโต๊ะเดียวกัน พวกเขาหลุดพ้นจากวงโคจรที่ต้องถูกรับรองไปแล้ว หลิวจิ่งฮุ่ยจึงหยิบมือถือขึ้นมาเล่นเกมแนวสืบสวนแก้เซ็ง

เว่ยซือค่านตราบใดที่ไม่ต้องทำโจทย์คณิตศาสตร์เขาก็รู้สึกว่าชีวิตมีรสชาติขึ้นมาทันที แต่พอนั่งข้างหลิวจิ่งฮุ่ยแล้วเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วใช้ความคิดก็อดไม่ได้ที่จะทัก

"หัวหน้าหลิวครับ ปกติก็ใช้สมองเยอะขนาดนั้นแล้ว ไม่คิดจะพักบ้างเหรอครับ?"

"ช่วงนี้ไม่ได้กลับบ้านเลย สมองที่ใช้นิดหน่อยแค่นี้จะเป็นอะไรไป" หลิวจิ่งฮุ่ยยิ้มพลางส่ายหน้า

พอเขาพูดจบ คนที่โต๊ะก็พากันมองมาด้วยสายตาของนักสืบทันที

ไม่ต้องคิดนาน หลิวจิ่งฮุ่ยก็เข้าใจความคิดของคนพวกนี้ได้ทันที

"ผมหมายถึงเรื่องใช้ความคิด ไม่ใช่เรื่องอย่างที่พวกคุณคิด" หลิวจิ่งฮุ่ยรีบแก้ตัว

มู่จื้อหยางที่นั่งอีกข้างของเจียงหยวน หัวเราะ

"ฮ่า ฮ่า" ลั่นๆ

"หัวหน้าหลิวไม่ธรรมดาจริงๆ กลับบ้านทีนี่ยังต้องใช้สมองด้วย"

อู๋จุนเฮาวางตะเกียบแล้วหัวเราะในลำคอ “หึๆๆ”

"หัวหน้าหลิวเป็นสายเทคนิค ก็ต้องใช้เทคนิคทำ... เอ๊ย ใช้สมองทำเป็นธรรมดา..."

"ไม่ใช่! ไม่ใช่!" หลิวจิ่งฮุ่ยรีบวางเกมในมือ

"ขอบอกก่อนนะ ผมน่ะปกติทุกอย่าง ที่บอกว่ากลับบ้านต้องใช้สมองน่ะ คือต้องคอยเดาใจเมีย นั่นแหละคือสนามฝึกการอนุมานชั้นยอด เข้าใจไหม?"

คนรอบข้างพากันยิ้มกริ่ม แกล้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ

เว่ยซือค่านผู้ไม่เกรงใจใครที่สุด แหย่รุ่นพี่เหมือนหยอกเพื่อนเล่น

"มิน่าล่ะครับ ทักษะการวิเคราะห์ของหัวหน้าหลิวถึงได้เป็นอันดับหนึ่ง เบื้องหลังความสำเร็จของคุณ มีผู้หญิงที่ร้ายกาจอยู่คนหนึ่งจริงๆ ด้วย!"

คำหยอกนี้หลิวจิ่งฮุ่ยพอรับได้ เขาผ่อนลมหายใจ

"ทุกความสำเร็จของผมมีคุณงามความดีของภรรยาอยู่ด้วย เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย..."

"ถ้าหัวหน้าหลิวแบ่ง 'พี่สะใภ้' ให้ทุกคนยืมได้ก็คงดีนะครับ"

เว่ยซือค่านไม่รอให้หลิวจิ่งฮุ่ยหายใจทั่วท้องก็สวนขวับ

"ถ้าหัวหน้าหลิวยอมให้พวกเรายืมตัวพี่สะใภ้ล่ะก็ ภายในไม่กี่ปี วิชาการวิเคราะห์สืบสวนคงแผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่วทั้งมณฑลซานหนานแน่ๆ!"

"เจียงหยวน"

หลิวจิ่งฮุ่ยหันไปเรียก

"สั่งสอนลูกศิษย์นายหน่อยสิ!"

เจียงหยวนเงยหน้าขึ้น เหลือบมองเว่ยซือค่านแวบหนึ่ง

เว่ยซือค่านรีบเอามือตบหน้าตัวเองเบาๆ อย่างว่าง่ายพลางพูดติดตลก

"อาจารย์ครับ ผมผิดไปแล้ว ผมมันเด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง อาจารย์อย่าทำโทษผมด้วยการให้ทำโจทย์เลขเลยนะ เดี๋ยวสมองฝ่อหมด"

หลิวจิ่งฮุ่ยทำได้แค่ยิ้มอย่างอ่อนใจ

เจียงหยวนเองก็กำลังดูโทรศัพท์อยู่ เขาจิ้มหน้าจอสองสามทีแล้วส่งภาพแคปหน้าจอสองภาพให้เว่ยซือค่าน

"พอดีเลย... นายไปปักกิ่งสักรอบ ไปคุมตัวเจ้าของแกลเลอรีคนนั้นกลับมา ชวนซิง นายจัดคนสองคนไปกับเว่ยซือค่านด้วย"

"รับทราบครับ" หวังชวนซิงขานรับ

เว่ยซือค่านถาม "เจ้าของแกลเลอรีขโมยของตัวเองเหรอครับ?"

"เปล่า ไม่เกี่ยวกับคดีนี้"

เจียงหยวนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ

"ผมเห็นในรูปถ่ายที่เป็นหลักฐาน มีภาพวาดอย่างน้อย 3 ภาพที่มีตราประทับลายเซ็นผิดปกติ มันตรงกับลายมือของเจ้าของแกลเลอรีคนนี้ แสดงว่าเขามีการปลอมแปลงและขายของปลอม ถือโอกาสจับตัวมาเลยแล้วกัน"

"รับทราบครับ" เว่ยซือค่านเข้าใจทันที นี่มันคือพวกดวงตกชัดๆ

"ไปตอนนี้เลย"

เจียงหยวนพยักพเยิด

"น่าจะทันเที่ยวบินรอบดึก ไปถึงแล้วก็จับคนตอนกลางคืนเลย ทางที่ดีพรุ่งนี้ก็พากลับมา จัดการให้เสร็จไวๆ เผื่อเดี๋ยวมีคดีอื่นเข้ามาแล้วพวกเราต้องออกไปข้างนอกอีก"

"เอ่อ... รับทราบครับ!" เว่ยซือค่านรู้ดีว่านี่คือบทลงโทษ

เจียงหยวนหยิบมือถือขึ้นมา "เดี๋ยวผมโทรหาชุยฉีซาน เขาเป็นหัวหน้ากองสี่ กองสืบสวนฯ เขตเจิ้งกวง ให้เขาส่งคนสองคนไปช่วยนายจับตัวก็พอ ส่วนทางหัวหน้าเถา เดี๋ยวผมส่งข้อความไปบอกเอง"

"ครับ" เว่ยซือค่านแอบเดาะลิ้นในใจ

เจียงหยวนพิมพ์ข้อความส่งหาเถาลู่ ก่อนจะหาเบอร์ชุยฉีซานในรายชื่อผู้ติดต่อ

แต่ยังไม่ทันได้โทรออก เถาลู่ก็โทรสวนกลับมาเสียก่อน

"เจียงหยวน จะมาปักกิ่งเหรอ?" น้ำเสียงของเถาลู่ฟังดูดีใจมาก

เจียงหยวนกระแอมไอสองที เหลือบมองหวงเฉียงหมินที่กำลังเดินวุ่นไปทั่วงาน

"ผมกะว่าจะส่งคนไปคนหนึ่ง จับผู้ต้องสงสัยเสร็จก็จะให้กลับเลยครับ"

"พอดีทางเรามีเครื่องบินจากโรงเรียนการบินตกไปลำหนึ่ง นายช่วยมาดูหน่อยสิ"

เถาลู่พูดจบก็เน้นเสียงหนักแน่น

"นิติเวชบอกว่า เคสนี้... งานช้างเลยล่ะ!"

----------

(จบบทที่ 1211)

จบบทที่ บทที่ 1211: ประจวบเหมาะพอดี...

คัดลอกลิงก์แล้ว